ตอน 1

ไหว้ฟ้าดิน

ไหว้บรรพบุรุษ

ไหว้พ่อแม่

คำนับกันและกัน

สองคนกลายเป็นสามีภรรยา

รักใคร่กลมเกลียว

รักใคร่กลมเกลียวกับผีน่ะสิ ลี่ถิงที่นั่งรอในห้องหอกำลังนั่งด่าว่าที่สามีที่ปล่อยให้นางรออยู่ครึ่งค่อนคืนก็ยังไม่มา ในเมื่อไม่มานางก็หมดความอดทน จึงปลดผ้าคลุมมงคลออก ทันใดนั้นเสียงท้องก็ร้องขึ้น นางมองของที่วางอยู่บนโต๊ะเหล้าสุรามงคล ขนมมงคลพวกนั้นเห็นทีว่ากินไปแล้วคงติดคอตาย

หันมองซ้ายขวาด้านนอกมีแต่เสียงคนดื่มเหล้าเมามาย เสียงงิ้วก็กลบเสียงรอบด้านจนหมด นางมองสาวใช้จู่หลิงก็เห็นหลับฟุบข้างเตียงไปแล้ว จึงย่องออกจากห้อง

เป้าหมายของนางคือ ห้องครัว

ตั้งแต่ยามเหม่า[ เวลา 05.00-06.59 น.]จนถึงยามจื่อ[ เวลา 23.00-00.59 น.]ข้าวสักเม็ดก็ไม่ตกถึงท้อง ยามนี้นางไม่สนเรื่องเข้าหอพวกนั้น หวังเพียงหาอะไรตกถึงท้องก็พอ

เรือนเหลียนฮวาที่เป็นเรือนหอของนางนั้นตั้งอยู่ที่ทิศประจิม[ ทิศตะวันตก] ของจวน ลี่ถิงเงยหน้ามองหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมา

“เข้าฤดูเหมันต์แล้วหรือ” ใบหน้านางเศร้าลงมองไปทางหินที่เริ่มมีหิมะเกาะ คงเหมือนกับใจนางในตอนนี้ที่ไม่ปรารถนาจะแต่งงานกับบุรุษที่ไหว้ฟ้าดินด้วยกันเมื่อตอนกลางวัน

นางไม่อยากแต่ง เขาก็ไม่อยากแต่ง

เมื่อไม่อยากแต่งแต่จำต้องแต่ง นางถึงได้อยู่ในสภาพเช่นนี้

ลี่ถิงเก็บน้ำตาที่เอ่ออยู่ขอบตากลับเข้าไปดังเดิม จะมาร้องไห้ตอนนี้ก็คงจะทำให้คนเขายิ่งหัวเราะ นางจึงจำต้องหาอะไรมากินให้อาหารตกถึงท้องก่อน

เมื่อคิดได้ว่าสิ่งไหนสำคัญกว่านางก็เลยก้าวย่ำลงไปบนหิมะที่ปกคลุมพื้นหิน เดินไปได้ไม่นานก็เจอกับสวนดอกไม้พร้อมกับน้ำตกและสระบัวขนาดใหญ่ สายตานางมองไปยังทิศทักษิณ[ ทิศใต้]เป้าหมายของนางคือห้องครัว

แต่การจะผ่านด่านนั้นได้ ลี่ถิงก็ต้องไม่ให้คนอื่นเห็น หันมองทางขวาก็มีผู้คนในงานยังดื่มสุราชมงิ้วกันอย่างสนุกสนาน นางจึงเลี่ยงไปทางซ้ายที่มีต้นเหมยฮวาที่ร่วงโรยเหลือเพียงกิ่งไม้ ด้านบนมีหิมะเกาะอยู่แทน

กำลังจะเดินให้เร็วขึ้นก็ได้ยินเสียงคนที่อยู่ใต้ต้นเหมยฮวาพูดขึ้น ทำให้นางที่จะก้าวเท้าต้องหยุดลง

“พี่ฝูฉาง พวกเราหนีไปกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่สนเงินทองพวกนั้นขอแค่มีท่านกับข้า ข้าก็พึงพอใจแล้ว”

“อี้เอ๋อร์ เรื่องราวมันไม่ได้ง่ายเพียงนั้น ข้าเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลเหอ ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบย่อมสำคัญกว่าเรื่องส่วนตัว”

“เพราะเช่นนี้ท่านถึงได้แต่งงานกับสตรีผู้นั้น นางเป็นแค่บุตรสาวบัณฑิตยากจนที่สอบได้แค่ซิ่วไฉ แต่กล้าขอแต่งเป็นฮูหยินเอกของท่าน”ซินอี้เอ่ยวาจาน้อยใจ นางกับฝูฉางเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก บิดานางเป็นพ่อบ้านของสกุลเหอมาร่วมยี่สิบปี ถือเป็นบุคคลสำคัญของสกุลเหอ ผู้บุกเบิกเส้นทางสายไหมจนทำให้สกุลเหอร่ำรวยมาจนถึงทุกวันนี้

นางคิดว่าอย่างไรเสียชีวิตนี้ก็จะเป็นภรรยาเขา รักใคร่กลมเกลียวไม่เปลี่ยน แต่แล้วจู่ๆ สกุลเถียนก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ เข้ามาแย่งตำแหน่งฮูหยินเอกของนางไป แล้วจะให้นางอยู่เฉยได้เช่นไร

“ถึงจะแต่งงานกัน แต่ข้าก็รักเจ้าไม่เปลี่ยน ถึงนางได้เป็นฮูหยินเอก แต่ข้าก็สามารถรับเจ้าเป็นอนุได้ อี้เอ๋อร์ เจ้ายินดีจะเป็นอนุให้ข้าหรือไม่”

ซินอี้มีสีหน้าครุ่นคิด จะหนีไปก็ไม่ได้ จะอยู่ก็เป็นได้แค่อนุ แต่เพราะความรักบังตานางจึงยอมเอ่ยตอบรับ

“ข้ายินดีเป็นอนุให้ท่าน แต่ท่านต้องสัญญาว่า วันนี้ไม่รักนาง พรุ่งนี้ก็ไม่รัก และชาตินี้อย่าได้สนใจสตรีอื่นนอกจากข้า” ซินอี้ขอให้ฝูฉางสาบาน

คุณชายฝูฉางที่จิตใจเต็มไปด้วยความรักยกมือขึ้นสาบานแล้วกล่าววาจาชัดเจน

“ข้าเหอฝูฉาง ขอสาบานว่า จะไม่รักแม่นางลี่ถิง หากผิดคำสาบานขอให้ข้ามีอันเป็นไป”

ซินอี้ที่ร้องไห้น้ำตาเปื้อนแก้มรีบยิ้มแล้วโผเข้ากอด สองคนกอดกันรักใคร่โดยไม่สนใจว่าใครจะมาเห็น

คนที่หิวและบังเอิญได้ยินคำสาบานนั้นพอดี ก็เบ้ปากใส่ภาพนั้น ท่านไม่อยากแต่งกับข้า ข้าก็ไม่ได้อยากแต่งกับท่านเหมือนกัน

“เชิญพวกท่านรักกันให้หิมะทับตัวตายไปเลย

เพราะตอนนี้ข้าหิวข้าว!!”

หลังจากกินข้าวอิ่มลี่ถิงก็กลับมานอนหลับยาวจนถึงรุ่งเช้า และแน่นอนว่าเขาไม่ก้าวเข้ามาในห้องนางสักก้าว ซึ่งสำหรับนางแล้วถือว่าเป็นเรื่องดี

จู่หลิงสาวใช้ปรนนิบัติแต่งตัวให้พลางก็บ่นไปพลาง “คุณชายเหอทำเช่นนี้ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติคุณหนูเลยสักนิด”

ลี่ถิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้ากระจก เงยหน้ามองไปทางหน้าต่าง เห็นดอกเหมยฮวาคนละต้นกับเมื่อวานกำลังไหวเอนตามลมหนาว

“จู่หลิงเจ้าอย่าพูดถึงคนผู้นั้นให้ข้าอารมณ์เสียเลย” นางคิดว่าจะรีบทำผมเพื่อไปคารวะฮูหยินใหญ่ที่เรือนทิศบูรพา[ ทิศตะวันออก]

ปัง!! เสียงประตูนั้นทำให้พวกนางตกใจ จากนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังติดๆ กัน

“ออกมาคุยกันที่ศาลาข้างนอก” น้ำเสียงขุ่นเหมือนโกรธกันมาสิบชาติทำให้ลี่ถิงเบ้ปาก วางหวีหยกในมือลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นกำลังจะก้าวเท้าเดินออกไปจู่หลิงก็รีบนำเสื้อกันหนาวมาคลุมให้

ลี่ถิงมองเสื้อกันหนาวสีแดงตัดขอบสีขาวเข้ากับชุดสีแดงที่นางชอบใส่ก็ยิ้มรับ จากนั้นก็เดินไปยังศาลา เห็นคุณชายฝูฉางยืนหันหลังให้เอามือไขว้หลัง ท่าทางเขาตอนนี้กับเมื่อคืนช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว

ลี่ถิงเดินมายืนอยู่ด้านหลังเขาแล้วเอ่ย “ท่านอยู่ส่วนท่าน ข้าอยู่ส่วนข้า พวกเราต่างคนต่างอยู่ ท่านจะกล่าวเช่นนี้ใช่หรือไม่”

คนที่หันหลังอยู่หันมามองหน้าลี่ถิง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มองใบหน้าคนที่เป็นภรรยาอย่างชัดเจน ดวงตากลมใส คิ้วบางดั่งกิ่งหลิว จมูกพองาม ริมฝีปากแดงราวลูกอิงเถา

‘งาม แต่ก็ไม่งามเท่าซินอี้ของเขา’

“ดี ถ้าพูดง่ายเช่นนี้ข้าก็ไม่ต้องเปลืองน้ำลาย” สีหน้าฝูฉางโล่งใจที่ลี่ถิงเห็นด้วย

แต่...พอเห็นหน้าดีใจแล้วนางก็รู้สึกว่าไม่สนุก

“แต่ท่านก็ทราบว่าตอนนี้พวกเราอยู่ในสกุลเหอ ท่านยังเป็นคุณชายของที่นี่หาใช่นายท่านใหญ่ จะทำการสิ่งใดก็ล้วนอยู่ในสายตาของบิดาท่าน และข้าซึ่งเป็นฮูหยินของท่านก็ต้องถูกจับตามองเช่นกัน ท่านไม่สนใจข้าก็ยิ่งทำให้ฐานะข้าในจวนนี้ลำบาก”

ฝูฉางทำคิ้วขมวดไม่เข้าใจความหมาย “ก่อนหน้าเจ้าพูดว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่ทำไมประโยคหลังถึงพูดเหมือนว่าเราต้องเกี่ยวข้องกัน”

“ท่านเข้าใจถูกแล้ว ลับหลังพวกเราจะต่างคนต่างอยู่ แต่ต่อหน้าผู้คนนั้นพวกเราจะต้องแสดงบทสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียว เพื่อที่ข้าจะได้อยู่ในจวนอย่างมีเกียรติ”

คิ้วหนายกขึ้นสูง “ให้ข้าแสดงละคร?” สีหน้านั้นเหมือนกล้ำกลืนฝืนทนอย่างที่สุด

“อีกไม่กี่วันข้าจะแต่งอี้เอ๋อร์เข้ามาเป็นอนุ”

“ก็แล้วแต่ท่าน”

“แล้วจะให้ข้าแสดงความรักกับเจ้า?”

“ท่านไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปบอกบิดาท่านว่าพวกเราอยากจะหย่าดีหรือไม่?”

แต่งเมื่อวานวันนี้หย่า นี่มันธรรมเนียมอะไรกัน ถ้าเขาทำเช่นนี้อาจจะถูกไล่ออกจากจวนก็ได้ คนถูกบีบก้าวเท้าไปหาลี่ถิงอีกหนึ่งก้าว

ลี่ถิงก็ถอยหลังหนึ่งก้าวเว้นระยะห่าง “ท่านจะทำอะไร”

มุมปากนั้นยิ้มเย้ย “ข้าคิดว่าเจ้าชอบข้าเสียอีกถึงได้เสนอสิ่งนั้นออกมา”

ริมฝีปากบางเบ้ใส่อย่างไม่ปิดบัง “ท่านอย่าได้หลงตัวเอง ที่ข้าทำก็เพื่อรักษาหน้าสกุลเถียนถึงอย่างไรเกียรติและศักดิ์ศรีตระกูลข้าย่อมสำคัญกว่าตัวข้า”

“หึ อย่าพูดคำว่าศักดิ์ศรีให้ข้าฟัง ในเมื่อบิดาเจ้าเป็นคนยัดเยียดเจ้าให้สกุลเหอ”

“ท่าน!!” ลี่ถิงถูกยั่วยุจนโกรธหน้าดำหน้าแดง เขามันน่ารังเกียจ และปากร้าย

“ใครจะอยากแต่งกับคุณชายไม่เอาไหนเช่นท่านกันเล่า”

“ว่าใครไม่เอาไหน”

“ก็ถ้าท่านมีฝีมือเหตุใดบิดาท่านถึงไม่มอบหมายงานให้ทำ วันๆ เอาแต่วิ่งตามบิดาไม่ห่าง”

ฝูฉางก้าวเท้าเข้าไปใกล้คล้ายคนเจียนหลุดสติ ลี่ถิงก็รีบวิ่งหนีไปอีกด้าน ก้าวเท้าลงบันไดอย่างรีบร้อนจนไม่ระวังทำให้

“ว้าย” ลี่ถิงตกใจเพราะตัวเองกำลังจะตกพื้น แต่แล้วก็มีมือของฝูฉางมารับเอาไว้ สองคนมองหน้ากันเพียงครู่ด้วยความตกใจก่อนที่

“พวกท่านทำอะไรกันน่ะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างตกใจ

“โอ๊ย” เช่นเดียวกับมือของฝูฉางที่ประคองลี่ถิงรีบปล่อย จนนางล้มลงก้นกระแทกพื้น

“ท่านจะฆ่าข้าใช่ไหม” นี่มันแรงกว่าตอนแรกเสียอีก

แต่คนทำไม่ได้สนใจนาง เพราะกำลังวิ่งตามซินอี้ที่งอนวิ่งหนีไปอีกเรือนหนึ่ง ปล่อยให้นางจมอยู่บนกองหิมะกำลังจะลุกขึ้นก็มีมือใครบางคนส่งมาให้

ลี่ถิงเงยหน้ามองก็พบว่าเป็น “คุณชายป๋อเหวิน”

ป๋อเหวินเป็นลูกพี่ลูกน้องของฝูฉาง บิดาเขาเป็นน้องชายของนายท่านใหญ่ ดูแลกิจการทางเหนือ นานๆ ถึงจะกลับมาสกุลเหอ ส่วนป๋อเหวินก็คอยดูแลบัญชีของสกุลเหอ ซึ่งบุรุษหยาบคายอย่างสามีนางทำไม่ได้

ใบหน้างามได้รูปราวกับเทพเซียน แตกต่างกับสามีนางที่หยาบกระด้างราวกับเทพสงคราม นางไม่ได้ส่งมือให้เขา แต่พยายามจะลุกขึ้นด้วยตัวเอง

กำลังจะยกมือปัดหิมะออก ป๋อเหวินก็ส่งผ้าเช็ดหน้าให้

“ตอนนี้ข้าถือว่าเป็นสะใภ้สกุลท่านแล้ว เกรงว่าคงจะไม่เหมาะ” นางพยายามขยับถอยห่างอีกนิด

ป๋อเหวินมีท่าทางไม่พอใจกับคำนั้น “เจ้าก็รู้ว่าเจ้าแต่งเพราะอะไร ส่วนพี่ฝูฉางแต่งเพราะอะไร เหตุใดต้องทำให้เป็นจริงเป็นจัง”

“ถึงข้าจะรู้เหตุผลพวกนั้น แต่คนอื่นไม่รู้ ดังนั้นการรักษาเกียรติชื่อเสียงของตระกูลย่อมสำคัญกว่า”

ป๋อเหวินไม่เข้าใจเหตุผลพวกนั้นอยู่ดี สีหน้าเรียบนิ่งนั้นเอ่ยอย่างจริงจัง

“หากวันใดเจ้าเบื่อละครงิ้วนี้แล้วก็จงบอกข้าเถอะ ข้าพร้อมจะดูแลเจ้าเสมอ”

“...” ลี่ถิงพูดไม่ออก เหตุใดชะตาถึงได้สลับกันเช่นนี้เล่า

ตอน 2

อันว่าวาสนานั้น บางครั้งก็กำหนดเองไม่ได้ เช่นเดียวกับนางและป๋อเหวิน หนึ่งปีก่อนมารดานางเลี้ยงไหมเพื่อนำเส้นไหมส่งขายให้สกุลเหอ แล้วนำเงินนั้นมาเลี้ยงดูครอบครัวและแบ่งส่วนหนึ่งให้บิดานางเตรียมตัวสอบจวี่เหรินครั้งที่สาม

นางที่มีหน้าที่นำเส้นไหมไปขายจึงได้พบกับป๋อเหวินโดยบังเอิญได้เขาช่วยเหลือรับซื้อเส้นไหมในราคาดี จนกระทั่งเกิดความรู้สึกดีต่อกัน

ลี่ถิงหยิบปิ่นหยกในกล่องออกมาดูอีกครั้ง ปิ่นหยกนี้ป๋อเหวินมอบให้นางเมื่อสามเดือนก่อน แต่ใครจะคิดเล่าว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนผันไปอย่างรวดเร็ว

ครั้งนั้นบิดานางเดินไปสอบจวี่เหรินที่เมืองหลวง ระหว่างทางก็เจอโจรป่าที่กำลังจะทำร้ายนายท่านเหอเต๋อหลิง และช่วยชีวิตเขาไว้ได้โดยบังเอิญบิดานางรับดาบแทนนายท่านเหอจนกระทั่งตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสทำให้ไปสอบไม่ทัน

เหอเต๋อหลิงรู้สึกผิดที่ทำให้บิดานางพลาดโอกาสเป็นขุนนางเขาจึงถามบิดานางว่าต้องการอะไรตอบแทน

และในตอนนั้นเองไม่รู้ว่าบิดานางคิดอะไรอยู่ ถึงได้เสนอให้นางแต่งเข้าสกุลเหอกับบุตรชายคนโตของตระกูล เมื่อลั่นวาจาแล้วเต๋อหลิงก็ไม่อาจปฏิเสธ

สองเดือนต่อมาเมื่อบิดานางรักษาจนหาย นายท่านเหอเต๋อหลิงก็พาเขากลับมาส่งที่บ้าน พร้อมกับคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะรับนางเป็นสะใภ้

บัดซบสิ้นดี

แต่งงานก็ต้องเชื่อฟังบิดา แม้นางไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้สุดท้ายแล้วก็ต้องมานั่งเสียใจอย่างทุกวันนี้

เสียงถอนใจรอบที่สามทำเอาจู่หลิงรีบเข้ามาปลอบ

“คุณหนูอย่าเสียใจเลยเจ้าค่ะ ในเมื่อไร้วาสนาแล้วก็ปล่อยวางเสียเถอะ”

“ข้าปล่อยวางได้ แต่เกรงว่าคนอื่นจะไม่ได้”

จู่หลิงขมวดคิ้วไม่เข้าใจความหมายนั้น ที่ลี่ถิงกล่าวถึงคือซินอี้ เพราะในใจของซินอี้ตอนนี้อยากจะแต่งเข้าจวนโดยเร็ว แต่ติดที่นายท่านเหอไม่สนับสนุน เพราะบิดาของนางเป็นพ่อบ้านคนสำคัญของตระกูล

แม้คนนอกคิดว่าดี แต่นายท่านเหอไม่คิดเช่นนั้น หากแต่งแล้วดีก็ดีไป แต่หากแต่งแล้วมีปัญหา เกรงว่าจะกระทบต่องาน และส่งผลเสียต่อกิจการเอาได้

เพราะเป็นเช่นนี้ แม้สองคนนั้นจะรักใคร่จนปานจะกลืนกิน แต่ก็ใช่ว่าจะแต่งเข้ามาได้โดยง่าย นางเองก็เบื่อชะตาสวรรค์นี้เต็มทน ในเมื่อนางไม่ได้แต่งกับคนที่ชอบ ฝูฉางก็จะไม่ได้แต่งเหมือนกัน!!

ความเจ้าคิดเจ้าแค้นนี้ทำให้นางต้องเริ่มคิดแผนแล้วว่าจะทำยังไงต่อดี ในเมื่อเขาชิงชังนางหนักหนา นางก็จะทำให้การแต่งงานนี้สนุกจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว

“ข้าจะไปคารวะท่านแม่” ลี่ถิงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปด้านนอก ยังไม่ทันจะก้าวเท้าผ่านประตู ก็เห็นสามียืนอยู่ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

“ข้าต้องพาเจ้าไปคารวะท่านแม่”

แน่นอน หลังจากคืนแต่งงานก็ต้องไปยกน้ำชาให้กับนายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่ หากขาดเขาไป คำว่าบุตรกตัญญูก็จะหายไปสิ้น

นางไม่ตอบ แต่เดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ

“หวังว่าเมื่อวานนี้เราจะคุยกันรู้เรื่องแล้ว” ฝูฉางย้ำข้อตกลง

“ท่านไม่พูดข้าไม่พูด แล้วใครเล่าจะปริปาก ยกเว้นคนที่อยากให้เรื่องนี้ไม่สำเร็จ”

ใครกันไม่อยากให้สำเร็จ ในใจฝูฉางตอนนี้แทบอยากจะเปิดประตูรับซินอี้เข้ามาเสียพรุ่งนี้ แต่ติดตรงที่พวกเขาเพิ่งแต่งงานกัน และตำแหน่งของเขาก็ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องพวกนี้เองได้

ต้องให้บิดามารดายอมรับเสียก่อน และตอนนี้เขาก็มีสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจ จึงต้องแสดงบทสามีที่ดีให้ได้

สองคนเดินไปถึงเรือนเฟยหลิว เป็นเรือนพักของนายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่ เมื่อไปถึงก็พบว่าพวกเขานั่งรออยู่แล้ว ลี่ถิงรีบคำนับ จากนั้นก็ยกน้ำชาให้

“สะใภ้มาช้า ขอท่านแม่โปรดให้อภัย”

คนเป็นมารดาปรายตามองบุตรชาย ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น มองบุตรไม่เอาไหนเสร็จก็หันมามองสะใภ้ รับน้ำชามาดื่มก่อนจะสั่งให้ลุกขึ้น

“ได้ยินมาว่าเจ้าอ่านหนังสือออก และรู้เรื่องตัวเลขบัญชี”

“เจ้าค่ะ” ลี่ถิงรับคำก่อนจะพูดต่อ “เมื่อก่อนท่านแม่เลี้ยงไหมแล้วนำมันมาขายที่ร้านค้าสกุลเหออยู่บ่อย ข้าเลยเรียนรู้การทำบัญชีจากท่านแม่”

ฮูหยินเจียผิงหันมองบุตรชายที่ไม่เอาไหนเรื่องนี้ “ฝูฉางแม้จะเป็นบุตรชายคนเดียวของข้า แต่กลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย โน่น ไปถนัดเรื่องพวกใช้กำลังตีรันฟันแทงคุ้มกันสินค้าพวกนั้นแทน”

เรื่องนี้ลี่ถิงก็พอทราบอยู่ว่าฝูฉางไม่ถนัดเรื่องการค้าขาย แต่กลับชอบเรื่องการคุ้มกันคน ดูแลคนงาน และใช้แรงมากกว่าสมอง เพราะแบบนี้นางเลยอดเทียบกับป๋อเหวินไม่ได้

“ไม่เหมือนอาเหวินที่ดูแลตัวเลขบัญชีให้พวกเรา” ฮูหยินเจียผิงเอ่ยชมป๋อเหวินไม่หยุดปาก ในใจก็นึกว่าตัวเองคงคลอดผิดคน ป๋อเหวินสิที่ควรเป็นลูกของตนมากกว่า

นายท่านเหอเห็นสีหน้าบุตรชายไม่สู้ดีก็รีบห้าม “เอาละ หยุดพูดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว ถึงฝูฉางจะไม่เก่งเรื่องตัวเลข แต่เขาก็เป็นผู้คุมสินค้าได้ดี การทำการค้าหากไม่ได้ผู้คุมที่เก่งจะนำพาสินค้ารอดจากมือโจรได้เยี่ยงไร”

ฮูหยินเจียผิงหันมองสามีที่เถียงแทนบุตรชายตลอด “ให้ท้ายกันเช่นนี้แหละ ถึงได้เป็นคนเช่นนี้” จากนั้นสองสามีภรรยาก็เถียงกันไปมาอีกชุดใหญ่

ฝูฉางคิดจะพูดเรื่องซินอี้ก็เห็นว่าวันนี้พูดไม่ได้เสียแล้ว ระหว่างที่กำลังจะขอตัว ฮูหยินเจียผิงก็หันมาพูด

“พาถิงเอ๋อร์ไปดูกิจการของพวกเราหน่อย และให้อาเหวินช่วยสอนดูบัญชีด้วย ยังไงก็ต้องมีคนช่วยเขาสักคน”

ลี่ถิงที่ได้ยินก็ยิ่งกังวล เพราะความสัมพันธ์ของนางและป๋อเหวินนั้นมีเพียงพวกนางเท่านั้นที่รู้

ฝูฉางรับคำแล้วพานางออกจากจวนเพื่อไปยังร้านค้าสกุลเหอ เมื่อไปถึงก็พบซินอี้ที่กำลังลงรถม้ามากับบิดาพอดี สายตาปรายตามองซินอี้ด้วยรอยยิ้มดีใจอย่างไม่ปิดบัง

ลี่ถิงไม่ได้สนใจพวกเขา แต่กลับเดินเข้าไปด้านในแทน แล้วตรงไปหาป๋อเหวินที่อยู่ในห้องบัญชี ร้านค้าสกุลเหอนั้นเป็นห้องแถวสองชั้นมีลักษณะเป็นวงกลม ตรงกลางลานเป็นลานหินสำหรับวางสินค้าที่พร้อมส่งออก ส่วนห้องแถวทางขวานั้นเป็นห้องบัญชีไว้ตรวจสอบรายได้ทั้งหมดของกิจการสกุลเหอ

ทางขวานั้นเป็นที่พักของพวกคุ้มกันสินค้า ตลอดจนพ่อค้าที่มาติดต่อซื้อขาย ส่วนด้านหลังของร้านค้านั้นเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ อีกทั้งมีโรงเลี้ยงไหม โรงทอผ้า ตลอดจนการแปรรูปสินค้าเพื่อส่งออกไปขายต่างเมือง

หากเทียบความสำคัญของสกุลเหอแล้ว ก็เทียบได้ว่าเป็นร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดทางฝั่งตะวันออกของแคว้นจ้าว ส่วนฝั่งตะวันตกนั้นต้องยกให้สกุลไป๋

นางเดินเข้าไปด้านในก็บังเอิญชนกับคนด้านในพอดี ป๋อเหวินรีบจับแขนลี่ถิงไว้ มีเสียงหยกกระทบกับพื้น เมื่อเขาหันมองก็พบว่าเป็นหยกสีเขียวพร้อมพู่สีแดง เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าหยกนั้นแกะสลักเป็นรูปดอกไป๋ซาน[ ดอกพุดซ้อน]

เขารีบส่งให้ลี่ถิง “จำได้ว่าเจ้าทะนุถนอมมันมาก”

ลี่ถิงรับมาแล้วยกมือขึ้นลูบหยกชิ้นนั้น “ก็เพราะมันเป็นสมบัติชิ้นเดียวของท่านแม่ที่เหลืออยู่”

บุตรสาวบ้านอื่นแต่งเข้าสกุลชายก็ต้องมีสินสมรส แต่นางกลับมีแค่หยกเขียวชิ้นนี้ชิ้นเดียวเท่านั้น

สีหน้าแววตาเศร้าของลี่ถิงทำให้ป๋อเหวินสงสารจับใจ กำลังจะยกมือขึ้นลูบแขนเพื่อปลอบ

“พวกเจ้าสองคนเจอกันแล้วหรือ”

เสียงฝูฉางดังขึ้นทำให้ป๋อเหวินรีบดึงมือกลับ จากนั้นก็ถอยห่างอีกสองก้าว หันมองญาติผู้พี่ที่เดินเข้ามา ป๋อเหวินกำลังจะบอกว่าพวกเขารู้จักกันอยู่แล้ว

ลี่ถิงกลับเอ่ยออกไปอย่างรวดเร็ว

“ยังเจ้าค่ะ พวกเรายังไม่รู้จักกัน”

ป๋อเหวินหันมองลี่ถิงด้วยสีหน้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องทำเหมือนไม่รู้จักกันด้วย แต่พอหันมองฝูฉางก็เข้าใจ ด้วยฐานะตนเองในตอนนี้จึงทำเพียงแค่ตอบรับคำ

“พวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวเลย”

“แน่ละ เมื่อวานซืนเจ้าก็ไม่ได้มาร่วมงานแต่ง แถมกลับดึกดื่นเช่นนั้น จนข้าชักเริ่มสงสัยแล้วว่าที่นี่มีอะไรยึดเจ้าเอาไว้”

ป๋อเหวินหันมองลี่ถิงอีกรอบ คงเพราะการได้พบเจอนางยามที่นางเอาสินค้ามาขายกระมัง แต่ตอนนี้คงยากลำบากเสียแล้ว

“ข้าจะไปฝึกซ้อมดาบสองชั่วยาม เจ้าก็เรียนรู้งานจากอาเหวินไปก็แล้วกัน อ้อ รถม้าข้าทิ้งไว้ให้เจ้า หากยามเซิน[ เวลา 15.00-16.59 น.]ข้ายังไม่กลับมาเจ้าก็กลับสกุลเหอพร้อมอาเหวินก็ได้”

พูดจบก็หันหลังเดินออกไปทันที ลี่ถิงเดินมาที่ประตูเห็นว่าเขากำลังจะขึ้นรถม้าอีกคัน ผ้าม่านถูกเปิดออกก็เผยให้เห็นชายกระโปรงสตรี ดูแล้วข้ออ้างเรื่องไปฝึกซ้อมดาบคงเป็นข้ออ้างกระมัง

นางข่มความรู้สึกตัวเองเอาไว้แล้วหันมามองป๋อเหวิน

“ท่านจะให้ข้าเริ่มจากตรงไหน”

ป๋อเหวินรู้ว่าอีกฝ่ายมีความสามารถขนาดไหน เขายิ้มแล้วผายมือให้นางเดินเข้าไปด้านในห้องส่วนตัวของเขา เมื่อเข้าไปก็พบชั้นหนังสือจำนวนมากวางเรียงรายเกือบสิบชั้นตรงมุมห้องทางซ้ายมือ ตรงหน้าต่างนั้นมีโต๊ะทำงานวางอยู่ กลางห้องมีโต๊ะนั่งเล่นและเบาะรองนั่งวางอยู่

“เจ้าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี”

มองจากเอกสารบัญชีพวกนั้นแล้ว กว่านางจะเรียนรู้การค้าขายของสกุลเหอหมดคงใช้เวลาหลายเดือน ในเมื่อต้องเรียนรู้ให้เร็ว นางก็ต้องเรียนรู้กับเขา

“เริ่มจากท่าน”

ป๋อเหวินไม่เข้าใจ เขาขมวดคิ้วพลางขยับเข้าใกล้นางอีกนิด ชิดเสียจนลี่ถิงต้องก้าวถอยหลังหนีเสียเอง

“ข้าหมายถึงว่า อยากให้ท่านตอบคำถามที่ข้าอยากรู้ก่อน ส่วนเรื่องเรียนรู้บัญชีนั้นก็คงต้องค่อยๆ ศึกษาคิดว่าครึ่งปีคงเรียนรู้หมด”

ป๋อเหวินยิ้มมุมปาก “ถิงเอ๋อร์ เจ้าลืมไปแล้วกระมังว่าบิดาเจ้าเป็นถึงซิ่วไฉ เกรงว่าเดือนเดียวเจ้าก็เรียนรู้หมดแล้ว”

ถิงเอ๋อร์ หากเขาเรียกนางเช่นนี้ เกรงว่าหากคนอื่นได้ยินเข้าคงไม่ดีต่อตัวนางและสกุลเถียนแน่ เพื่อรักษาชื่อเสียงนางก็เลยต้องเอ่ยเตือนเขา

“ตอนนี้ข้าถือว่าเป็นภรรยาของฝูฉาง หากเทียบลำดับแล้วก็เท่ากับเป็นพี่สะใภ้ท่าน”

เขาต้องเรียกนางว่า “พี่สะใภ้” พอเอ่ยคำออกไปแล้วก็แสนจะปวดใจเหลือเกิน “เจ้าพอใจแล้วใช่ไหม”

เหตุใดคำถามนั้นถึงได้ทำให้ปวดใจเช่นนี้ ลี่ถิงพยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองหันมองที่นั่งก็เห็นเก้าอี้อยู่ทางขวามือ จึงเอาสมุดบัญชีสองสามเล่มไปนั่งอ่านตรงนั้นแทน

ป๋อเหวินหันมองนางอีกรอบ ลมหนาวด้านนอกพัดเข้ามาทางหน้าต่างค้ำถอด[ เป็นหน้าต่างของชาวจีนในสมัยโบราณ ครึ่งบนผลักขึ้นแล้วใช้ไม้ค้ำให้เปิดไว้ได้ ครึ่งล่างสามารถถอดออกได้] ฤดูเหมันต์มาเยือนแล้ว เขาจึงเดินไปถอดไม้ค้ำหน้าต่างออกเพื่อปิดมัน หันมองหญิงสาวที่กอดแขนตัวเองลูบไปมา เพราะความเร่งรีบเลยไม่ได้หยิบผ้าคลุมกันหนาวมาเพิ่ม

ความหนาวของนางไม่อาจรอดพ้นจากความใส่ใจของป๋อเหวิน ชายหนุ่มหยิบเสื้อคลุมกันหนาวของตัวเองเดินไปหาลี่ถิงเดินไปด้านหลังเก้าอี้แล้วคลุมให้

คนได้รับความอุ่นจากเสื้อคลุมตัวใหม่เงยหน้าขึ้นมองแล้วสบตาป๋อเหวิน ราวกับเวลาหมุนเวียนย้อนกลับไปเมื่อฤดูเหมันต์ปีที่แล้ว ในตอนนั้นนางปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกับเขา

แต่ใครจะคิดว่าเวลาหมุนเวียนผ่านไปเพียงไม่นาน เส้นทางที่นางวาดไว้กลับไม่มีทางเป็นจริง

เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่รู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา เขาเอาแต่คิดว่ารอให้นางเติบโตอีกหน่อย เขามีเงินเก็บมาอีกนิด เตรียมพร้อมไว้ให้นางมากหน่อย เมื่อแต่งนางเข้ามาจะได้ไม่ลำบาก

ใครใช้ให้เขาเป็นแค่ลูกชายสายรองเล่า บิดาเป็นเพียงคนใต้อาณัติ ต้องอาศัยท่านลุงคอยช่วยเหลือเขา ที่ฝูฉางกล่าวว่าเขาทำแต่งานไม่ได้ไปร่วมยินดีงานแต่งนั้น ใครจะรู้เล่าว่าตอนนั้นในใจเขาเศร้าเพียงใด หากเขาล่วงรู้ว่ากาลข้างหน้าจะเป็นเช่นนี้ เขาจะไม่ลังเลที่จะขอให้นางร่วมใช้ชีวิตกับเขาเลย

เพียงแต่เวลานี้คงสายเกินไปจริงๆ

“หากปล่อยให้ร่างกายเย็นเจ้าจะป่วยเอาได้ อย่างไรร่างกายก็สำคัญ” เขากลัวว่านางจะถอดเสื้อคลุมออก

ลี่ถิงที่กำลังจะเอ่ยขอบคุณ และคืนเสื้อคลุมก็ต้องหยุดคำเช่นกัน ในเมื่อต้องอยู่ในห้องอีกสองชั่วยาม เหตุใดจะขอความอุ่นเพิ่มไม่ได้เล่า อีกอย่าง กลิ่นเครื่องหอมอ่อนๆ ที่เขาชอบใช้ก็ติดอยู่บนเสื้อคลุมตัวนี้ด้วย

นางหันมาสนใจสมุดบัญชีต่อ จากนั้นก็สอบถามป๋อเหวินเป็นระยะ ระหว่างนั้นก็พบบางอย่างน่าสงสัย

“ปีที่แล้วทางเราส่งผ้าไหมร้อยผืนไปทางเหนือ ขนส่งในตอนแรกมีน้ำหนักถึงพันชั่ง แต่พอไปถึงเมืองเซิ่น ผ้าไหมพวกนั้นกลับเหลือเพียงแค่ห้าร้อยชั่ง น้ำหนักหายไปถึงครึ่งเพียงนี้เกิดจากอะไรเจ้าคะ ทั้งที่จำนวนพับก็เท่าเดิม”

ป๋อเหวินวางมือจากพู่กันแล้วเงยหน้ามองลี่ถิง “เส้นทางสายเหนือถือเป็นเส้นทางการค้าสำคัญของพวกเรา แต่ระหว่างทางไปก็ต้องข้ามแม่น้ำเฟยเหอ จึงต้องเปลี่ยนการขนส่งจากทางเท้าเป็นทางเรือแทน การขนส่งก็ยากลำบาก เพราะแม่น้ำเฟยเหอค่อนข้างเชี่ยวกราก ยิ่งในฤดูฝนด้วยแล้ว มีโอกาสที่ผ้าไหมของเราจะถูกน้ำฝน เลยทำให้ผ้าไหมถูกแช่น้ำจนทำให้ตัวไหมถูกกัดกร่อนจนน้ำหนักหายไป”

“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” ลี่ถิงคิดตาม แต่กลับรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง

“แต่ท่านแม่ข้าเคยบอกว่า ต่อให้ผ้ารังไหมพวกนี้แช่น้ำ แต่ก็ต้องใช้เวลาสองสามวันถึงจะเป็นเช่นนั้น ตามปกติแล้วการตรวจสอบสินค้าระหว่างทางจะมีเวรยามมาตรวจนับทุกสองชั่วยามไม่ใช่หรือเจ้าคะ ถ้าตรวจพบเร็ว สินค้าพวกนั้นก็จะไม่เสียหาย”

ป๋อเหวินก็คิดเช่นเดียวกัน “แต่พ่อบ้านฮุ่ยจางบอกว่าเป็นเพราะถูกพายุมรสุมเข้ากระหน่ำ ทำให้เรือเอียงแช่น้ำอยู่ครึ่งวัน เมื่อตรวจสอบก็พบว่าน้ำหนักผ้ารังไหมหายไปอย่างที่เห็น”

ฮุ่ยจางที่ป๋อเหวินกล่าวถึงคือบิดาของซินอี้ ซึ่งเป็นพ่อบ้านที่ดูแลการส่งสินค้าให้สกุลเหอ

ป๋อเหวินจมอยู่ในความคิด ก่อนจะย้อนคำของลี่ถิงอีกรอบ

“เจ้าบอกว่าท่านแม่ของเจ้าพูดว่า หากจะทำให้ผ้ารังไหมน้ำหนักหายไปต้องแช่อยู่สองสามวันอย่างนั้นรึ มารดาเจ้าทราบได้เช่นไร”

ลี่ถิงส่ายหน้า “ไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนท่านแม่จะทราบหลายเรื่องที่ข้าไม่รู้”

ป๋อเหวินสบตาลี่ถิง อันที่จริงแล้วปกติผ้ารังไหมของสกุลเหอนั้นสามารถผลิตเองได้ เพียงแต่ผ้ารังไหมที่สกุลเถียนผลิตได้นั้นกลับงดงามกว่ามาก แม้เขาจะเพียรพยายามถามวิธีเลี้ยงจากฮูหยินเถียน “ซีซวน” แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยปริปาก

ดังนั้นเมื่อลี่ถิงนำผ้ารังไหมมาขาย เขาจึงให้ราคาสูงกว่าผู้อื่น รวมถึงการจับจองล่วงหน้า

ในเมื่อไม่สามารถรู้สาเหตุ เขาเลยเปลี่ยนเรื่องคุยแทน

“เจ้ายังมีสิ่งใดถามอีกไหม”

ลี่ถิงส่ายหน้า “หากมีโอกาสข้าอยากไปเมืองเซิ่นด้วยตัวเอง จะได้รู้ปัญหาของเรื่องนี้ว่าต้องแก้ไขยังไง”

ป๋อเหวินสบตาลี่ถิง มองเห็นแววตามุ่งมั่นในนั้น “เหตุใดเจ้าต้องทุ่มเทเพื่อสกุลเหอเล่า”

“ข้าไม่ได้ทุ่มเทเพื่อสกุลเหอ แต่ข้าทุ่มเทเพื่อสกุลข้าต่างหาก”

“...” นางขยันแล้วเกี่ยวอันใดกับสกุลนาง?

ตอน 3

ลี่ถิงรอฝูฉางจนถึงเวลานัดหมาย แต่อีกฝ่ายก็ไม่กลับมา ป๋อเหวินจึงอาสาไปส่งนาง

ในรถม้าของสกุลเหอนั้นกว้างพอที่จะนั่งได้ถึงสี่คน ลี่ถิงนั่งอยู่ทางซ้าย ส่วนป๋อเหวินนั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เขามองลี่ถิงตลอดทางมือก็กำแน่นวางบนเข่า ในใจก็แสนปวดร้าวกับสิ่งที่เป็นอยู่

“ฤดูเหมันต์มาเยือนแล้ว เช่นนี้ต้องพักการเก็บรังไหมใช่ไหมเจ้าคะ”

“เข้าฤดูเหมันต์ก็ถึงเวลาที่หนอนจะจำศีล การเดินทางก็คงต้องหยุดไป ระหว่างนี้ก็ทำได้เพียงแค่เก็บรังไหมเดิมมาทอผ้าเพื่อรอเวลา พอฤดูใบไม้ผลิจะได้ส่งออกทัน”

ลี่ถิงคิดตาม “แต่ปีนี้ผลผลิตรังไหมของเราน้อยมาก”

ป๋อเหวินก็พยักหน้าตาม “เป็นเช่นอย่างที่พี่สะใภ้กล่าว ดังนั้นหลังจบฤดูเหมันต์แล้วพวกเราคงต้องไปเมืองจิ้งเหอ เพื่อขอแบ่งรังไหมจากไป๋หวงหลี”

ถ้าพูดถึงการค้ารังไหมนั้น นอกจากสกุลเหอแล้วก็มีสกุลไป๋ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน “เช่นนั้นให้ข้าไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ”

การอยู่จวนโดยเปล่าประโยชน์โดยเฉพาะต้องมองสองคนนั้นส่งสายตาหวาน สำหรับนางแล้วไร้ประโยชน์สิ้นดี

ป๋อเหวินยินดีอย่างที่สุด เพียงแต่ “หากเจ้าจะไปก็ต้องขอนายท่านใหญ่ หากท่านอนุญาต เกรงว่าฝูฉางคงต้องไปด้วย”

พอได้ยินชื่อนี้แล้วลี่ถิงก็เบะปากใส่อย่างเบื่อหน่าย นี่ก็ปล่อยให้นางรออย่างเบื่อหน่ายจนถึงเย็นก็ยังผิดนัดอีก รอก่อนเถอะ ให้นางกลับไปถึงจวนก่อน นางจะขี่ม้าสามศอกไปฟ้องแม่สามี

รถม้าหยุดแล้วทำให้พวกเขาต้องหยุดการสนทนา ป๋อเหวินลงไปก่อน เมื่อเท้าถึงพื้นเขาก็ยืนรอรับลี่ถิงลงมา

นางมองมือเขาก่อนจะมองไปยังบ่าวไพร่ในจวนที่มองอยู่ ว่ากันตามตรง แม้พวกเขาจะเป็นญาติกัน แต่ก็ไม่ควร นางจึงจับชายกระโปรงยกขึ้นเล็กน้อย แล้วก้าวเท้าลงด้วยตัวเอง

จากนั้นก็หันไปคำนับขอบคุณป๋อเหวิน

“ข้าจะเข้าไปกับเจ้าด้วย”

ได้ยินว่าช่วงนี้เขากินนอนที่ร้านค้าเสียส่วนใหญ่ แล้วเหตุใดถึงได้... ระหว่างที่นางกำลังคิดหาสาเหตุ ป๋อเหวินก็เดินนำเข้าไปด้านในแล้ว บ่าวรับใช้ข้างกายก็รีบวิ่งตาม

“เช่นนั้นบ่าวไปเตรียมที่นอนที่เรือนบุปผานะขอรับ”

ฟงฉากระตือรือร้น เพราะนานๆ จะได้นอนเรือน

“ข้าจะย้ายไปเรือนไป๋ซาน เจ้าไปเตรียมที่นอนที่เรือนนั้น”

ฟงฉาตกใจเล็กน้อย เพราะเรือนไป๋ซานเป็นเรือนของนายท่านรองกับฮูหยินที่เสียไป หลายปีมานี้นายท่านรองทำงานอยู่ทางเหนือแทบจะไม่กลับเรือน คุณชายเองก็ไม่อยากเข้าไปเพราะทำให้คิดถึงมารดา

แต่เหตุใดวันนี้ถึงได้อยากไปนอนที่นั่น แต่จะว่าไป เรือนไป๋ซานตอนนี้ดูเหมือนจะอยู่ใกล้กับเรือนฮูหยินเอกของคุณชายฝูฉาง

“...” ฟงฉาขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะมองแผ่นหลังของคุณหนูลี่ถิง แล้วเขาก็เห็นเค้าแห่งความยุ่งยากที่กำลังบังเกิด

แย่แล้ว แย่แล้ว... นี่ไม่ใช่เรื่องดี

ลี่ถิงเข้าไปคำนับฮูหยินใหญ่ก่อน จากนั้นก็ก้มหน้าตีหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้ “เหตุใดเจ้าถึงกลับมากับป๋อเหวินเล่า”

สีหน้าเรียบนิ่งเหมือนคนไม่รู้สึกอะไรในตอนแรกก็ปรากฏแววเศร้า ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ท่านพี่อาจจะมีเรื่องสำคัญก็เป็นได้เจ้าค่ะ ข้าไม่อาจทำให้เรื่องยุ่งยาก แค่กลับจวนด้วยตัวเองเท่านั้น” บีบเข้าไปน่ะน้ำตา ตีหน้าเศร้าเข้าอีก นั่นยิ่งทำให้ฮูหยินเจียผิงไม่พอใจ เพราะรู้ว่าลูกชายตัวเองไปทำอะไร

นั่นต้องโทษซินอี้ที่ชอบชวนบุตรชายนางไปเที่ยวเล่น งานการไม่ยอมทำ ทำให้ถูกสามีดุอยู่บ่อยครั้ง มาวันนี้ก็ทำเรื่องอีก เพิ่งจะแต่งงานเมื่อวาน วันนี้ก็แอบไปหาสตรีอื่นแล้ว แบบนี้แล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ไหน

ฮูหยินเจียผิงรีบลุกขึ้นไปจับมือลูกสะใภ้แล้วปลอบ “รอให้เขากลับมาแม่จะดุด่าให้เอง เจ้าไม่ต้องห่วง ทำอย่างนี้ได้ที่ไหนกัน ออกก็ออกไปด้วยกัน กลับก็ต้องกลับด้วยกันสิ อีกอย่างอีกสองวันเจ้าก็ต้องกลับไปสกุลเถียนไม่ใช่รึ”

“เจ้าค่ะ” แต่งงานแล้วก็ต้องกลับไปเยี่ยมบ้าน เพียงแต่เรื่องที่ปิดบังไว้ก็ไม่อาจให้ครอบครัวนางรู้ได้ คิดว่ารอให้ฝูฉางกลับมาก่อน นางค่อยทำข้อตกลงกับเขาใหม่

แต่ตอนนี้นางต้องทำให้ฝูฉางไม่สามารถรับซินอี้มาเป็นอนุได้ อย่างน้อยก็สักครึ่งปีให้เขาอกแตกตาย จะได้สาสมกับที่ปล่อยให้นางอยู่คนเดียวในคืนเข้าหอ

นางไม่ได้โกรธที่เขาไม่เข้าหอกับนาง แต่โกรธที่เขาไม่กล้าพอที่จะขัดคำสั่งบิดามารดา เลยพานทำให้นางเดือดร้อนไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ข้าชังท่าน ท่านชังข้า สิ่งใดท่านปรารถนาข้าก็แกล้งให้ท่านได้ช้าหน่อยเท่านั้นเอง ถือว่าเสมอกัน หลังจากนี้ก็อย่าได้คิดว่าชีวิตท่านจะสงบอีกเลย

ฮัดชิ้ว!! ฝูฉางที่นั่งในรถม้าเพื่อกลับจวนจามเป็นรอบที่สอง จนซินอี้รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้ “เป็นหวัดหรือเจ้าคะ กลับไปจวนข้าจะให้ท่านหมอมาตรวจดีไหมเจ้าคะ”

ฝูฉางขยี้จมูกไปมา “คงเป็นฝุ่นไม่ใช่หวัดหรอก เจ้าเองต่างหากที่ต้องดูแลตัวเอง” พูดจบเขาก็หยิบผ้าคลุมกันหนาวของตัวเองคลี่ออกคลุมให้ซินอี้ จากนั้นก็โอบไหล่นางให้เอนลงแนบอก ก้มลงหอมผมนางหนึ่งครั้ง

“ต้องลำบากเจ้าแล้วอี้เอ๋อร์”

ซินอี้เอนซบกอดแน่นกว่าเดิม “หากทำแล้วได้อยู่กับท่านเช่นนี้ ไม่ว่าข้าจะต้องเสียศักดิ์ศรีเพียงใดข้าก็ยอม”

ได้ยินคำตัดพ้อเช่นนี้ฝูฉางก็ยิ่งร้อนใจ “ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้เจ้าร้อนใจเช่นนี้ กลับจวนคราวนี้ข้าจะรีบขอท่านแม่แต่งเจ้าเข้าสกุลเหอ”

ได้ยินคำมั่นเช่นนี้ซินอี้ก็ดีใจเป็นที่สุด สีหน้าเศร้าก่อนหน้าก็กลายเป็นยิ้มงดงาม ฝูฉางมองแล้วก็ยิ่งรักมากขึ้นไปอีก

“ข้าสัญญาว่าจะทะนุถนอมเจ้ามากกว่านางแน่นอน”

ซินอี้ก้มหน้าลงต่ำซ่อนความรู้สึกเอาไว้ ตำแหน่งฮูหยินเอกควรเป็นของนางตั้งแต่แรกไม่ใช่ของสตรีสกุลเถียนผู้นั้น เหตุใดนางถึงได้กล้าแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตา

รถม้าหยุดแล้วฝูฉางก็ลงจากรถม้าเพื่อส่งซินอี้ลงก่อนจะเดินทางกลับไปยังเรือนตนซินอี้มองรถม้านั้นจนพ้นถนนจึงยอมขยับ หญิงสาวเงยหน้ามองป้ายสกุลเจี่ยตรงหน้าก่อนจะเดินเข้าประตูไป

เมื่อเข้าไปก็พบบิดามารดากำลังนั่งอยู่พร้อมหน้า

“ลูกคารวะท่านพ่อท่านแม่”

เจี่ยฮุ่ยจางมีสีหน้ากลัดกลุ้มใจ “เจ้าไปทำงามหน้าที่ไหนมา”

“ท่านพ่อ” ซินอี้รีบคุกเข่าลงพื้น จากนั้นก็ตัดพ้อต่อ

“ลูกกับคุณชายใหญ่พวกเราสองคนบริสุทธิ์ใจต่อกันนะเจ้าคะ ตั้งแต่เล็กจนโตก็ผูกใจรักใคร่ แต่เหตุใดท่านพ่อถึงพูดเหมือนว่าข้าผิด”

ปัง!! เจี่ยฮุ่ยจางตบโต๊ะเสียงดังด้วยความโมโห

“ก่อนหน้านี้เจ้าจะทำอย่างไร กลับดึกดื่นแค่ไหนข้าก็ทำเป็นมองไม่เห็นไปบ้าง เพราะเห็นว่าต่อไปเจ้ากับคุณชายใหญ่ก็ต้องแต่งงานกัน แต่ตอนนี้มันไม่เป็นเช่นนั้น เขาแต่งกับคนอื่นไปแล้ว เจ้าทำเช่นนี้หากข่าวลือกันออกไปจะมีสกุลไหนรับเจ้าเป็นภรรยาอีก”

ซินอี้รีบเงยหน้าสบตาบิดาน้ำตาเต็มหน้า “สกุลอื่นลูกไม่สน ยังไงลูกก็จะแต่งกับคุณชายฝูฉางคนเดียวเท่านั้น”

“อี้เอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพูดอะไรอยู่” คราวนี้มารดาไม่อาจอยู่เฉยได้ เผยเหนียงร้อนรนยิ่งกว่าสามี “ทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้บิดาเจ้าไม่สามารถสู้หน้านายท่านใหญ่ได้”

พอพูดถึงนายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่ซินอี้ก็ยิ่งไม่พอใจ ใบหน้านั้นบูดบึ้งไม่ได้งดงามและอ่อนหวานเหมือนยามอยู่กับคุณชายใหญ่ฝูฉางสักนิด

“ถึงไม่ได้เป็นฮูหยินเอก แต่ก็สามารถเป็นอนุได้ เป็นอนุแล้วใช่ว่าต่อไปจะไม่ได้เป็นฮูหยินเอก ตราบใดที่คุณชายรักลูกมากกว่าสตรีผู้นั้น เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

เจี่ยฮุ่ยจางมีสีหน้าครุ่นคิด และเงียบไปครู่หนึ่ง วันนี้เป็นอนุได้เหตุใดวันหน้าจะเป็นฮูหยินเอกไม่ได้ เมื่อคิดตามแล้วก็มีเหตุผล อีกอย่าง นายท่านใหญ่นั้นมีเพียงคุณชายฝูฉางคนเดียวที่จะสืบทอดกิจการ

แม้จะไม่เอาไหน แต่เรื่องพวกนั้นเขาก็สามารถจัดการต่อได้ ไม่สิยิ่งไม่เอาไหนเขาก็จะได้ใช้ประโยชน์จากมัน ให้ฝูฉางอยู่ในกำมือเขาเพียงเท่านี้คิดว่าอีกไม่นานกิจการสกุลเหออาจจะเปลี่ยนมือเป็นสกุลเจี่ยแน่นอน

“ถ้าเช่นนั้นแล้ว พรุ่งนี้พ่อจะเข้าไปคุยเรื่องนี้กับนายท่านใหญ่เอง”

ซินอี้ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มแก้มปริ กอดบิดาจนแน่น เมื่อเอาใจเสร็จก็กลับเรือนตน

ในห้องนอนนั้น หนิงลู่บ่าวรับใช้ข้างกายรีบมาหวีผมให้ นางมองเงาคุณหนูในกระจกก็เอ่ยชมครั้งแล้วครั้งเล่า

“คุณหนูของบ่าวงามเช่นนี้ไม่ว่าชายใดก็ล้วนพึงพอใจ เป็นเช่นนี้อย่างไรเล่า คุณชายฝูฉางจึงไม่อาจตัดใจจากคุณหนูได้”

ซินอี้ยิ้มเมื่อถูกชมว่างาม สายตามองเงาในกระจกแล้วยิ้ม พูดไปอีกทาง “งามแล้วอย่างไร ถึงอย่างไรข้าก็เป็นได้แค่อนุ”

“อนุแล้วอย่างไรเจ้าคะ คุณชายฝูฉางก็เลือกคุณหนูแค่คนเดียว ส่วนฮูหยินที่แต่งเข้าแล้วไม่สามารถมีบุตรได้ก็เท่ากับทำผิดต่อตระกูลสามี เช่นนั้นต่อไปสามีก็มีสิทธิหย่าได้”

คำว่าหย่าทำให้ซินอี้สบายใจ “ดีมาก วันนี้เจ้าพูดถูกใจข้ายิ่งนัก” จากนั้นก็หยิบถุงเงินน้ำหนักพอประมาณให้หนิงลู่

คนได้รับยิ้มปากกว้างอย่างมีความสุข จากนั้นก็เสริมต่อ

“เชื่อบ่าวเถอะเจ้าค่ะ เมื่อแต่งเข้าไปแล้วคุณหนูรอไม่นานก็จะได้เป็นฮูหยินน้อยของคุณชายฝูฉางแน่”

คนใบหน้างดงามมองกระจกอีกรอบ ลี่ถิงสตรีที่มาจากครอบครัวบัณฑิตจะสู้ข้าที่มาจากสกุลพ่อค้าได้อย่างไร ถึงอย่างไรบิดานางก็เป็นพ่อบ้านให้สกุลเหอมายี่สิบกว่าปี รู้ทุกอย่างในสกุลเหอ ถือว่าเป็นแรงสำคัญที่สุด

แล้วนางจะได้เป็นแค่อนุได้อย่างไรกัน ไม่มีวันนั้นแน่นอน

ทางด้านเรือนสกุลเหอ “เรือนเหลียนฮวา”

“คุณหนูตากลมหนาวเช่นนี้ระวังจะเป็นหวัดเอานะเจ้าคะ”

จู่หลิงเอ่ยเตือนลี่ถิงที่กำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างค้ำถอด เพราะเปิดกว้างกว่าครึ่งหนึ่งเลยทำให้ลมเหมันต์พัดเอาเศษหิมะเข้ามาเกาะบนโต๊ะหนังสือ

สีหน้าจู่หลิงดูเศร้าไปด้วย เพราะคิดว่าคุณหนูต้องเสียใจที่คุณชายฝูฉางผู้เป็นสามีไม่สนใจ ก็เลยพานโกรธไปด้วย กำลังจะหาที่ระบายก็มองเห็นเจ้าของเรื่องเดินมาแต่ไกล

ลี่ถิงที่เห็นก็ตกใจถึงขนาดลุกขึ้นยืน “คุณหนูดีใจขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวไปเตรียมน้ำอุ่นให้นะเจ้าคะ”

จู่หลิงที่ตอนแรกหน้าเศร้าตามนาย พอเห็นว่าเจ้านายดีใจก็ดีใจด้วย แต่หารู้ไม่ว่าลี่ถิงตกใจมากกว่าที่เห็นเขาเวลานี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะมาเข้าหอกับนางนะ

ปากไม่ทันเอ่ยถาม ด้านหลังของฝูฉางก็มีบ่าวสูงวัยข้างกายของฮูหยินใหญ่เดินตามมาด้วย เมื่อถึงประตูก็พูดกับคุณชาย

“คืนนี้บ่าวจะอยู่หน้าห้อง หวังว่าคุณชายจะทำตามที่ฮูหยินสั่ง”

ฝูฉางหน้าดำจนใกล้ไหม้แล้ว นึกถึงก่อนหน้าที่เข้าไปหามารดา แต่กลับถูกต่อว่าจนไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน จากนั้นก็สั่งให้เขาเข้าหอกับลี่ถิงคืนนี้ ถึงขนาดส่งบ่าวสูงวัยมาเฝ้าเสียงหน้าห้อง เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาร่วมหอกันจริงหรือเปล่า

นี่มันบีบบังคับกันชัดๆ

เขาเคาะประตูสองครั้งด้านในก็ยังเงียบอยู่ ลี่ถิงรู้สึกผิดที่เล่นละครสมจริงไปหน่อย เลยทำให้ฮูหยินใหญ่โกรธ และถึงกับสั่งให้พวกนางเข้าหอเช่นนี้

“ถิงเอ๋อร์ ข้างนอกมันหนาว ให้สามีเจ้าเข้าไปข้างในเถอะ”

ได้ยินคำว่าสามี นางหนาวยิ่งกว่าหิมะด้านนอกเสียอีก ลี่ถิงเดินวนจะเปิดไม่เปิด ด้านนอกก็ทนไม่ไหวจึงผลักเข้ามา เมื่อประตูเปิดออก ลี่ถิงก็พยายามปรับสีหน้าเล่นละคร

"ขออภัยที่ข้าเปิดช้า พอดีข้าแต่งตัวไม่เรียบร้อย”

นางขยับเสื้อคลุม ทำทีว่าแต่งไม่เรียบร้อยอย่างที่อ้าง

บ่าวสูงวัยจับตามอง จากนั้นก็หันไปทางอื่นเมื่อคุณชายปิดประตูแล้ว ภายในห้องนั้นพวกนางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใด ได้แต่มองผ่านเงาของบานประตูกระดาษตรงหน้า

แสงเทียนที่วูบไหวอยู่นั้นทำเอาลี่ถิงคล้ายจะเป็นลม

“ท่านไปพูดอะไรกับท่านแม่ ถึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”

“ข้าไม่ได้พูดอะไรเลย พอเจอหน้าไม่ทันอ้าปากท่านแม่ก็กล่าวต่อว่าข้าต่างๆ นานา ทำเหมือนว่าข้าทำให้เจ้าเสียใจ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะเจ้ากับข้าตกลงกันแล้ว”

อืม... นางตกลงทำสัญญากับเขา แต่ไม่ได้บอกว่าจะแกล้งเขาไม่ให้แต่งกับแม่นางซินอี้เร็วๆ ด้วย หากอีกฝ่ายรู้ ไม่รู้ว่าจะโกรธนางมากขนาดไหน

“ในเมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้วข้าก็พอมีวิธี”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED