“ผมเอง”
“คุณดื่มเหล้ามาเหรอ……”
“อื้ม ผมไปดื่มกับเพื่อนมานิดหน่อยน่ะ”
เสียงอาบน้ำดังมาจากในห้องน้ำ เวินเหลี่ยงขมวดคิ้วและพลิกตัว นอนหลับไปอย่างไม่สบายใจ
ทันใดนั้นฟูกเตียงข้าง ๆ เธอก็ยุบลงไป
มีมือใหญ่ ๆ ข้างหนึ่งวางลงบนเอวของเธอ แล้วก็เคลื่อนลงไปตามเส้นโค้งอันสง่างาม เหมือนกำลังมีอารมณ์อย่างมาก
“อื้อ…… คืนนี้ไม่ได้……” เวินเหลี่ยงยังคงหลับตาอยู่ เธอห้ามเขาทั้งที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น
จิตใต้สำนึกของเธอกลัวว่าจะไปทำร้ายลูกได้
มือใหญ่ ๆ นั้นจึงหยุดชะงัก แล้วก็วางลงบนหลังของเธอแทน “นอนเถอะ”
ด้วยความที่เวินเหลี่ยงง่วงมาก เธอจึงหลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว
ในตอนเช้า ตอนที่เวินเหลี่ยงตื่นขึ้นมา ข้าง ๆ ตัวเธอก็ไม่ได้มีความอุ่นแต่อย่างใด มีเพียงผ้าปูที่นอนที่ยับเล็กน้อยเท่านั้นที่พิสูจน์ได้ว่า คนข้าง ๆ เธอกลับมาแล้วเมื่อคืนนี้
เธอรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย ทำไมเมื่อคืนเธอถึงหลับไปได้นะ?
ไม่เป็นไร บอกวันนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ
หลังจากที่เวินเหลี่ยงอาบน้ำเสร็จ เธอก็เดินไปที่ห้องเสื้อผ้า แล้วก็เลือกชุดสูทสีขาวไว้ให้กับฟู่เจิ้ง คิดว่าการตั้งครรภ์ของเธอเป็นเรื่องที่น่ายินดี เธอจึงเลือกเนคไทลายสีแดงมาวางไว้ที่ปลายเตียง
เมื่อฟู่เจิ้งกลับมาจากการวิ่งในตอนเช้า เขาที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาโดยชุดอยู่บ้านอยู่ ช้อนตาขึ้นไปมองเวินเหลี่ยงที่กำลังเดินลงมาจากบันได แล้วก็วางเอกสารในมือลงพลางพูดว่า “กินข้าวกันเถอะ”
หลังกินอาหารเช้าเสร็จ เวินเหลี่ยงก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าปลาบปลื้มและคาดหวัง “อาเจิ้ง ฉันมีเรื่องจะบอกคุณด้วย”
ถ้าเขารู้ว่าพวกเรากำลังจะมีลูกกันแล้ว เขาคงจะมีความสุขมากสินะ?
“ผมก็มีเรื่องจะบอกคุณเหมือนกัน” น้ำเสียงของฟู่เจิ้งสงบนิ่งมาก
“งั้นคุณพูดก่อนสิ” เวินเหลี่ยงเผยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น และอ่อนหวานออกมา พร้อมกับทำท่าเขินอาย
“เวินเหลี่ยง เรา..... หย่ากันเถอะ” ฟู่เจิ้งลุกขึ้นยืน แล้วหยิบเอกสารบนโซฟายื่นให้เธอ “นี่คือข้อตกลงการหย่า คุณอ่านก่อนก็ได้ หากคุณมีปัญหาตรงไหนก็แจ้งมาได้เลย ผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น”
หัวใจของเวินเหลี่ยงหยุดเต้นไปชั่วขณะ เธอมองไปที่ฟู่เจิ้งอย่างแปลกใจ
หัวสมองของเธอว่างเปล่าไปชั่วขณะ เธอคิดว่าตัวเองฟังผิดไป
หลังจากผ่านไปสักพัก เธอก็เรียกเสียงตัวเองกลับมาได้ ริมฝีปากของเธอขยับเล็กน้อย แล้วเธอก็พูดทวนสองคำนั้นขึ้นมาอีกครั้ง “หย่าเหรอ?”
เขาต้องการจะหย่ากับเธองั้นเหรอ?
อยู่ดี ๆ ทำไมเขาถึงอยากจะหย่าได้ล่ะ?
เป็นเพราะไม่มีลางสังหรณ์ใด ๆ เตือนมาก่อนเลย จึงทำให้เธอตั้งรับไม่ทัน
“คืนนั้นเราต่างก็ถูกจัดฉากด้วยกันทั้งคู่ จึงทำให้ต้องแต่งงานกันอย่างไม่มีทางเลือก แล้วก็ไม่ได้มีการเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะแต่อย่างใด ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว งั้นเราควรทำให้เรื่องนี้มันจบลงโดยเร็วที่สุดจะดีกว่านะ” ฟู่เจิ้งพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ราวกับว่ากำลังพูดถึงเรื่องไม่สำคัญเรื่องหนึ่งอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ใบหน้าของเวินเหลี่ยงซีดเผือด เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกรอบตัว
หัวใจของเธอราวกับโดนมือใหญ่ ๆ ข้างหนึ่งบีบไว้อย่างรุนแรง จนเธอแทบจะหายใจไม่ออก
ไม่จริง ไม่จริงใช่ไหม?
เธอรักเขามาตั้งเก้าปี
นับตั้งแต่ที่เธอเข้ามาอยู่ในตระกูลฟู่เมื่ออายุได้สิบหกปี จนเธอประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตอนอายุยี่สิบห้าปี
จากความรักครั้งแรกสู่การแต่งงานสามปี มันเป็นช่วงระยะเวลาของวัยรุ่นของเธอเลย
เธอไม่ได้รู้สึกว่าจำใจแต่อย่างใด แต่เธอเต็มใจที่จะอดทนต่อความยากลำบากนี้
แต่สำหรับเขา มันกลับกลายเป็นจำใจ
เธอกลืนน้ำลายลงไปอย่างแรง แล้วก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จ้องมองไปที่เขา พยายามทำให้เส้นเสียงนิ่งสงบมากที่สุด “สามปีที่ผ่านมา เราก็เข้ากันได้ดีมากไม่ใช่เหรอ? คุณตัดสินใจมาดีแล้วใช่ไหม? คุณอยากที่จะ..... หย่ากับฉันงั้นเหรอ?” คำว่าหย่า เธอพูดออกมาพร้อมกับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
“ผมตัดสินใจแล้ว”
“ทางคุณปู่กับคุณย่า.....”
“ผมจะเป็นคนไปอธิบายเอง”
“แล้วถ้าฉัน……” กำลังตั้งครรภ์อยู่ล่ะ?
ดูเหมือนเขาจะเริ่มหมดความอดทนแล้ว เขาจึงพูดตัดบทเธอขึ้นมาทันที ““ซิหยีกลับจากต่างประเทศมาแล้ว”
การหายใจของเวินเหลี่ยงหยุดไปชั่วขณะ คำพูดเหล่านี้เหมือนมีดที่ทิ่มแทงลงมาบนหัวใจของเธอ จนมีเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด
เธอรับข้อตกลงหย่าร้างมาอย่างเบลอ ๆ แล้วก็ได้ยินตัวเองพูดออกไปเหมือนเครื่องจักรว่า “โอเค ฉันจะลองอ่านดู”
ไม่ว่าจะเป็นการโดนจัดฉาก การแต่งงานอย่างไม่มีทางเลือก ล้วนไม่ใช่ประเด็นสำคัญทั้งนั้น
เพราะประเด็นสำคัญคือ ประโยคสุดท้ายนี้ต่างหาก
ฉู่ซิหยีกลับจากต่างประเทศมาแล้ว
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา แม้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่กลับไม่ได้ต่างจากคู่สามีภรรยาทั่วไปเลย
ทุกเช้าเธอจะเลือกชุดสูท และเนคไทไว้ให้เขา แล้วพวกเขาก็จะออกไปที่บริษัทด้วยกัน
ในตอนเย็นหากพบปะสังสรรค์เข้าสังคมก็จะรายงานการเดินทางให้กันและกันได้รู้
ปกติตอนก่อนนอนก็จะมีกิจกรรมกันอยู่เนือง ๆ และมีอาบน้ำด้วยกันบ้าง และก็จะมีการกู๊ดไนท์คิสกันทุกคืน
ของขวัญวันครบรอบแต่งงาน วันวาเลนไทน์และวันเกิด เขาให้ไม่เคยขาด
ไม่ว่าเธอจะต้องการอะไร เขาก็จะเติมเต็มความต้องการของเธอได้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นความโรแมนติก หรือทำพอเป็นพิธี เขาก็สามารถทำได้เป็นอย่างดี
เขาทำทุกอย่างที่สามีที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่งควรจะทำ
แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังคิดเลยว่า ชีวิตของเธอคงจะมีความสุขแบบนี้ไปตลอดแล้ว
แต่ฉู่ซิหยีกลับมาแล้ว
ดังนั้นทุกอย่างจึงกำลังจะจบลงแล้ว
แสดง่ว่าเสียงผู้หญิงในโทรศัพท์เมื่อวานนี้ คงจะเป็นเสียงของฉู่ซิหยีสินะ
พวกเขาติดต่อกันมาตั้งนานแล้วเหรอ?
ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่เขาไปทำธุระ พวกเขาอยู่ด้วยกันมาตลอดเลยใช่ไหม?
แล้วเมื่อวานนี้พวกเขาก็กลับเข้าประเทศมาด้วยกันงั้นเหรอ?
เมื่อคืนเขาอยู่กับฉู่ซิหยีใช่ไหม?
เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เวินเหลี่ยงก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งหัวใจ เธอรู้สึกเหมือนโดนฟู่เจิ้งเอามีดแทงเข้ามาที่หัวใจครั้งแล้วครั้งเล่า จนมันนองเลือดไม่เหลือชิ้นดี
“เวินเหลี่ยง คุณไม่ต้องห่วงนะ ต่อให้เราจะหย่ากันไปแล้ว แต่คุณก็ยังเป็นคนในตระกูลฟู่ของผมอยู่ คุณจะเป็นน้องสาวที่ผมห่วงใยมากที่สุด”
น้องสาวงั้นเหรอ?
หลังจากแต่งงานมาสามปี ได้นอนร่วมเตียงเดียวกันสามปี ในที่สุดฉันก็ต้องกลับมาดำรงตำแหน่งน้องสาวอีกครั้งแล้วสินะ
แล้วเธอจะทำใจได้ยังไง?
“ถึงเวลาค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน” เวินเหลี่ยงแอบหัวเราะเยาะตัวเองอยู่ในใจ เธอลดสายตาที่พร่ามัวลง
ฟู่เจิ้งยกมือขึ้นมาดึงคอเสื้อของเขา แล้วก็มองไปที่เธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง “จริงสิ เมื่อกี้คุณอยากจะบอกอะไรผมเหรอ?”
เวินเหลี่ยงพลิกเอกสารในมือแบบส่ง ๆ ที่มุมปากของเธอปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “ไม่มีอะไรหรอก เป็นแผนการเปิดตัวเสื้อผ้าของไตรมาสใหม่ที่ออกมาน่ะ เดิมทีมีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ฉันก็เลยอยากจะหารือเรื่องนี้กับคุณ แต่ตอนนี้ฉันมีไอเดียดี ๆ แล้วล่ะ”
คำบางคำคงไม่จำเป็นต้องพูดออกไปอีก
“โอเค คงต้องรบกวนคุณด้วยนะ”
ในฐานะผู้อำนวยการแบรนด์ในบริษัทฟู่ซือ กรุ๊ป ฟู่เจิ้งไม่เคยสงสัยในความสามารถการทำงานของเวินเหลี่ยงเลย
เธอเกิดมาเพื่อทำงานในสายงานนี้โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผ่านมือเธอ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ เสื้อผ้า เกม หรือผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ล้วนได้รับความนิยมโดยไม่มีข้อยกเว้น
“มันเป็นสิ่งที่ฉันควรต้องทำอยู่แล้วน่ะ เอาล่ะ งั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะ”
เวินเหลี่ยงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก็หันหลังกลับไปอย่างสงบนิ่ง ทุกย่างก้าวของเธอเดินไปอย่างมั่นคง เธอต้องพยายามรักษาสีหน้าให้นิ่งเฉยเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
“ไปด้วยกันเลยก็แล้วกัน” หลังจากที่ฟู่เจิ้งพูดจบ เขาก็ขึ้นไปชั้นบนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
เวินเหลี่ยงชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ความเจ็บปวดทำให้เธอจุกหน้าอกไปหมด ดวงตาของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงในทันที
เขาทำได้ยังไงกันนะ พอพูดเรื่องหย่ากับเธอเสร็จก็ยังนิ่งเฉยได้ขนาดนี้ แถมยังจะชวนเธอไปทำงานด้วยกันได้อีก?
ที่แท้ มันเป็นเพราะเขาไม่ได้รักเธอเลยใช่ไหม
“ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อเรากำลังจะหย่ากันอยู่แล้ว งั้นเราก็ควรจะระวังหน่อย อย่าให้ใครเห็นจะดีกว่า”
เวินเหลี่ยงพูดทิ้งท้ายเอาไว้ แล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว
เธอกลัว เธอกลัวว่าวินาทีต่อมา เธอจะสูญเสียความสงบต่อหน้าฟู่เจิ้ง
ซึ่งมันจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากคืนนั้น เขาก็รู้สึกว่าเธอดูเป็นคนรู้เรื่องรู้ราวและเชื่อฟัง เขาถึงได้แต่งงานกับเธอ
แต่ลูกรัก ขอโทษนะ จากนี้ไปลูกจะมีเพียงแม่คนเดียวเท่านั้น
ฟู่เจิ้งที่อยู่ข้างหลังมองดูเธอที่ก้าวเดินไปด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น ทำให้เขาขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยจนแทบจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้
…...
เมื่อมาถึงโรงจอดรถ เธอก็เปิดประตูฝั่งคนขับ แต่แทนที่เธอจะสตาร์ทรถ เธอกลับเปิด ไทม์ไลน์เฟสบุ๊คแทน
เมื่อเลื่อนลงไป ในที่สุดก็เห็นเบาะแส
ส่วนตัวแล้วฟู่เจิ้งเอง และเพื่อนหลาย ๆ คนของเขาไม่ชอบโพสต์ไทม์ไลน์เฟสบุ๊ค แต่กลับมีอยู่คนสองคนที่เป็นข้อยกเว้น
ซึ่งก็คือลู่ชางกง นายน้อยคนที่สามของตระกูลลู่นั่นเอง
เวินเหลี่ยงเห็นว่า รูปภาพที่เขาโพสต์บนไทม์ไลน์เฟสบุ๊คเมื่อคืนนี้เป็นรูปถ่ายของไวน์ชื่อดังยี่ห้อหนึ่ง พร้อมระบุข้อความว่า:ฉลองต้อนรับซิหยีแสนสวย ยินดีต้อนรับการกลับมาของเธอ เดี๋ยวก็คงจะได้กินขนมวันแต่งงานของอาเจิ้งแล้วสินะ!
แล้วก็มีคำอวยพรตามมาอีกเต็มไปหมด
สถานที่คือ คลับที่พวกเขามักจะมารวมตัวกัน
“แหมะ”
น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ทำให้เกิดการหักเหของแสงจนเกิดสายรุ้งหลากสีสันขึ้นมา