ตอน 2

เสียงรถวิ่งเข้ามาจอดในบ้านในช่วงหัวค่ำทำให้คุณวารีหันมองสามีด้วยความแปลกใจ เพราะวันนี้พึ่งจะวันจันทร์ ปกติวาโยจะพักที่คอนโดฯใกล้มหาวิทยาลัยเพราะเดินทางสะดวกกว่า จะกลับมาบ้านเฉพาะวันหยุดและเสาร์อาทิตย์ หรือบางสัปดาห์ก็ไม่กลับมาเลย ถ้ามีงานติดพัน แล้ววันนี้มีอะไรหรือเปล่าถึงไปเช้าแล้วกลับเย็น

“ตาโย มีอะไรเหรอลูก ทำไมวันนี้กลับมาบ้านล่ะ”

เอ่ยถามตามที่สงสัยทันทีเมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามาในบ้าน

“ผมมีงานค้างที่ยังไม่เสร็จต้องทำต่อคืนนี้น่ะครับ แต่ว่าใกล้ๆ คอนโดฯเขามีจัดงานยาวไปจนถึงวันอาทิตย์เลย ผมเลยต้องเอางานกลับมาทำที่บ้าน”

บอกแล้วเดินมานั่งที่โซฟาข้างมารดาเอนหลังพิงแล้วหลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน

“แค่คิดก็เหนื่อยเลยที่ต้องตื่นแต่เช้ากว่าจะไปถึงมหาวิทยาลัย”

เสียงก๊องแก๊งๆ จากแก้วที่กระทบกันในอ้างล้างจานดังอยู่เป็นระยะ หลังจากที่ศศินาล้างถ้วยล้างจานที่ขนย้ายมาจากห้องเก่าเก็บเข้าชั้นเรียบร้อยก็ถึงคิวของแก้วสั้นแก้วยาว แก้วใสบ้างไม่ใสบ้าง ส่วนใหญ่จะมีลายของแบลนด์เหล้าหรือเบียร์ขึ้นโชว์อยู่ด้านข้างเพราะเป็นแก้วที่แถมมาจากการซื้อเหล้าซื้อเบียร์ มองดูแก้วในมือแล้วก็เป็นท้อ

“คิดถูกหรือคิดผิดวะเนี๊ยะที่ยอมให้พวกนั้นมากินเหล้ากันที่บ้าน ขึ้นบ้านใหม่ยังไง ยังไม่ทันได้ยกพระขึ้นหิ้งเลย วงเหล้าเตรียมจะตั้งแล้ว สาธุ...” ศศินายกมือท่วมหัว

“เจ้าที่เจ้าทางอย่าพึ่งโกรธหนูนะคะ วันนี้ขอเลี้ยงเหล้าเป็นสินน้ำใจพวกนั้นที่มาช่วยขนของก่อน สัญญาว่าวันต่อไปจะยกพระขึ้นหิ้ง และถวายของคาวของหวานพร้อมจุดธูปบอกอย่างเป็นทางการแน่นอน อย่าพึ่งโกรธพึ่งเคืองกันเลยนะ ขอให้คนอยู่อย่าร้อน คนนอนอย่าเหนื่อย แล้วจะเอาเหล้าดีๆ บุหรี่แพงๆ มาไหว้บูชานะเจ้าคะ สาธุ”

เอ่ยร่ายยาวแล้วยกมือพนมท่วมหัวอีกรอบ บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางแล้วก็สบายใจขึ้นหน่อย แม้จะเป็นเพียงการคิดไปเองก็ตามที

หลังจากล้างถ้วยล้างชามล้างแก้วเสร็จก็ย้ายมาจัดการหน้าบ้าน ดีหน่อยที่บ้านนี้มีชุดม้าหินอ่อนทรงยาวที่ใหญ่พอสมควรเลยไม่ต้องหาเก้าอี้เพิ่ม สิ่งที่ต้องจัดการเลยมีแต่ความรกของหญ้ากับใบไม้แห้งเล็กน้อย ดึงๆ ถอนๆ ปัดๆ กวาดๆ หน่อยก็เป็นอันใช้ได้ จัดแจงสถานที่อยู่ไม่นานเสียงแตรรถก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน เสียงบีบแตรกวนประสาท จนน่ารำคาญนั้นต่อให้ไม่เห็นหน้าก็รู้ว่าใครเป็นคนขับมา

“พอได้แล้วโด่ง เดี๋ยวชาวบ้านแถวนี้เขาก็ได้เอาขวดมาเขวี้ยงหน้าบ้าน พึ่งย้ายมาแค่สองวันแกจะสร้างเรื่องให้ฉันแล้วเหรอวะ”

ศศินาร้องบอกคนขับที่เปิดกระจกลงเมื่อเห็นว่าเธอกำลังเปิดประตูรั้วให้ เพื่อเอารถเข้าไปจอด

“ก็บีบเอาฤกษ์เอาชัย บอกเจ้าที่เจ้าทางว่ามีคนมาอยู่แล้วน่ะสิ”

วันชัยร้องบอกหลังจากเอารถเข้าไปจอดเรียบร้อยแล้ว

“แกจะแหกปากทำไมเนี๊ยะ บอกเจ้าที่เจ้าทางหรือบอกคนแถวนี้ ให้เขาเดินมาด่ากันแน่”

“จริงพี่นีน่า คนอะไรก็ไม่รู้เสียงดังยังกะโทรโข่ง บ้านอยู่ใกล้วัดหรือยังไงก็ไม่รู้ถึงได้ชอบร้องแข่งกับกลองเพล โอ๊ย”

มนสิชาร้องดังลั่นพร้อมหดคอหนีเมื่อโดนมะเหงกจากคนที่เธอบอกว่าบ้านอยู่ใกล้วัด

“พูดมากไอ้จิ๋ว ไปเลยไปช่วยไอ้เสือมันขนของลงจากรถ อย่าอู้”

“ตัวเองก็เหมือนกันนั่นแหละ มาช่วยกันเลย”

“ได้ไงวะ พี่ขับรถมาแล้วนะ คราวนี้ก็ตาพวกแกช่วยกันขนของลงสิ”

“แค่ขับรถก็ยังจะมาเอาเป็นบุญคุณ คราวหน้าให้พี่เสือขับมาก็ได้ เชื่อสิถ้าพี่เสือเป็นคนขับยังไงก็ต้องมาช่วยมิ้นขนของเหมือนเดิม”

“จะให้ไอ้เสือขับได้ไง ก็นี่มันรถฉัน”

วันชัยยังเถียงข้างๆ คูๆ เพราะอยากกวนประสาทยายตัวเล็กประจำวง แต่เจ้าของบ้านกลับรำคาญจนต้องไล่ให้ไปช่วยงานอย่างอื่นแทน

“พอๆ หยุดทั้งคู่นั่นแหละ มิ้นเดี๋ยวเอาของมาวางที่โต๊ะหินอ่อนนี่นะ น่าจะพอนั่งกันพอดี” บอกพร้อมชี้มือไปที่โต๊ะหินอ่อนที่เช็ดถูไว้เรียบร้อย ก่อนจะหันมามองที่วันชัยซึ่งยืนหาวหวอดๆ อยู่ใกล้ๆ

“ส่วนแกไอ้โด่ง ไปเลย เข้าไปในบ้านยกพัดลมตัวใหญ่ออกมา คืนนี้ร้อนแน่ๆ แล้วก็จะได้เป่าไล่ยุงด้วย”

“ใช้จังเลยวุ้ย พึ่งมาถึงให้พักขาสักหน่อยก็ไม่ได้”

“จะแดกมั้ยเหล้า ถ้าแดกก็ไปเอาพัดลมมาจะได้จัดการอะไรให้มันเสร็จๆ มันจะเมื่อยอะไรนักหนา ทำยังกะขับรถมาจากปัตตานี”

ศศินาเท้าเอวตะโกนตามหลังด้วยนึกรำคาญไอ้คนจอมอู้

“ค้าบ แม่ ไปเดี๋ยวนี้แล้วค้าบ”

“มีอะไรต้องยกออกมาอีกมั้ย เดี๋ยวเราจะได้เข้าไปยกออกมาช่วยโด่งมัน”

ศารทูลถามขึ้นหลังจากที่เขากับมนสิชาช่วยกันขนของลงจากรถจนหมดแล้ว

“มีพวกแก้วกับกระติกน้ำแข็งน่ะเสือ ช่วยไปเอาออกมาทีนะ ส่วนพวกของกินที่ซื้อมาเดี๋ยวเรากับมิ้นจะเอาเข้าไปแกะในครัวแล้วค่อยยกออกมาทีหลัง เออแล้วพี่อ้นล่ะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ”

ศศินาเอ่ยถามถึงหัวหน้าแก๊งก๊วนเมื่อไม่เห็นมาด้วยกัน มนสิชาได้ยินเลยเป็นคนชิงตอบแทน

“เอาเมียไปส่งบ้านแม่ยาย เห็นว่าญาติพี่น้องเขามาจากต่างจังหวัด วันนี้เลยเหมือนได้โอกาส ดูท่าแล้วน่าจะหัวราน้ำ”

“วันนี้จะมีพี่กฤตมาด้วยอีกคนนะ เดี๋ยวพี่อ้นแวะไปรับมาด้วย” ศารทูลบอกมาอีก มนสิชารู้แบบนั้นถึงกับร้อง

“โอ้โห! งานนี้บรรลัย โอ๊ะบันเทิงแน่ แก๊งขี้เมามากันครบทีม ว่าแต่พี่นีน่าเถอะเตรียมที่นอนไว้ยัง”

มนสิชาเอ่ยแซวทีเล่นทีจริง เพราะธนกฤตผู้จัดการผับที่พวกเธอไปร้องเพลงซึ่งเป็นเพื่อนของอนุชิตก็คอเหล้าไม่ใช่เล่น

“โถงเลย ตรงห้องนั่งเล่นนั่นแหละ ถ้ากลับกันไม่ไหวก็ให้คลานเข้าไปนอน”

“โธ่ นีน่าจะเลี้ยงทั้งทีนอกจากอาหารการกินแกก็ควรจะเลี้ยงดูปูเสื่อให้นอนอย่างดีด้วยสิวะ” วันชัยเอ่ยแทรกเมื่อได้ยินที่เจ้าของบ้านบอก

“ก็ปูเสื่อให้นอนไง ไม่ได้บอกจะให้นอนพื้นเปล่าๆ ซะหน่อย แต่ถ้าอยากนอนฟูกนุ่มๆ ก็อย่าเมาแล้วกลับไปนอนห้องแกนู้น แต่ถ้าติดลมสังขารไม่ให้ก็คลานไปนอนเสื่อที่ห้องนั่งเล่นฉันจะปูไว้บริการเต็มพื้นที่”

วันชัยได้ยินแบบนั้นก็หน้าย่น ยกพัดลมไปวางที่พื้นจัดแจงหาปลั๊กมาเสียบเองเรียบร้อย

ไม่นานหลังจากนั้นแขกขึ้นบ้านใหม่ก็มากันครบ ศศินาและ มนสิชาช่วยกันยกอาหารที่แกะจากถุงมาวางจนเต็มโต๊ะ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกับแกล้มมากกว่าจะเป็นกับข้าว เตาปิ้งย่างถูกตั้งโดยฝีมือของเหล้าผู้ชาย มีเนื้อหมักเป็นสันคอหมูและไส้อ่อนถูกทยอยวางขึ้นย่างบนเตา เพื่อรอกินกับน้ำจิ้มรสเด็ดจากเชฟขี้โม้ที่ชื่อวันชัย

“รับรองว่าถ้าวันชัยเป็นคนลงมือ แซ่บแน่”

เจ้าของฝีมือเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกถ้วยมาใกล้หน้าทำท่าโบกกลิ่นเข้าจมูกแล้ววางลงบนโต๊ะ

ปาร์ตี้ขึ้นบ้านใหม่เริ่มขึ้นตั้งแต่ที่เนื้อย่างบนเตายังไม่สุกดี แก้วเหล้าถูกแจกจ่ายจนครบคนโดยมือชงชื่อมนสิชา

“โอ้ย ไอ้มิ้นนี่กะจะมอมพวกพี่แต่หัววันเลยเหรอวะ จัดมาซะเข้ม อีแบบนี้ยังไม่ทันหมดกลมก็ตายห่ากันก่อนพอดี เบาก่อนโว้ยเบาก่อน”

อนุชิตโวยเมื่อเห็นสีของเหล้าที่มนสิชาเดินแจก

“อย่ามาเยอะนะพี่อ้น อย่างพวกพี่เหรอกลมเดี๋ยวจะล้ม”

“ไม่ล้มแต่มันเปลือง” วันชัยร้องเถียงมาบ้าง

“เออๆ แก้วแรกกินกันไปก่อน เดี๋ยวแก้วต่อไปจะเบามือให้”

มนสิชาว่าพลางวางแก้วเหล้าลงตรงหน้าศารทูล

“จะบ่นอีกคนมั้ย” เธอถาม

“ไม่อะ สองคนนั้นเขาพูดแทนไปแล้ว”

“เออดี จะได้ไม่รำคาญหู”

เสียงร้องเพลงและเสียงกีร์ต้าจากบ้านของศศินาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนลอยข้ามกำแพงและรั้วต้นไม้ไปยังบ้านข้างๆ ที่อยู่ติดกันรวมทั้งบ้านหลังอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง

“สงสัยเพื่อนบ้านใหม่เราเขาจะมีฉลองขึ้นบ้านใหม่กันนะเนี๊ยะ”

คุณวารีเอ่ยขึ้นหลังจากวางจานผลไม้ให้สองพ่อลูกหลังมื้ออาหารเย็น ในขณะที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันที่ห้องนั่งเล่น

“ผมอุตส่าห์หนีจากคอนโดที่เขามีจัดงานใกล้ๆ มานอนบ้านกะว่าจะได้ทำงานบ้าง แต่ก็ดูเหมือนหนีเสือปะจระเข้ยังไงก็ไม่รู้”

“คงไม่หรอกมั้ง เต็มที่ก็คงจะไม่เกินสามสี่ทุ่ม ก่อนเช่าเจ้าของบ้านเขาก็คงบอกไว้อยู่แหละว่าแถวนี้เขาอยู่กันยังไง ถ้าเขาจะเสียงดังกันไปบ้างนานทีปีหนก็คงไม่เป็นไร วันนี้อาจจะฉลองขึ้นบ้านใหม่กันก็ได้ ก็ปล่อยเขาเถอะ”

“ผมกลัวจะไม่ใช่อย่างนั้นสิครับพ่อ ฟังเสียงส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ยิ่งกินเหล้ากันแบบนี้ด้วยผมล่ะกลัวใจว่าจะยาว”

และก็เป็นอย่างที่วาโยคาดการณ์ไว้ เพราะสี่ทุ่มแล้วนักร้องวงเหล้าก็ยังไม่เลิกรา ซ้ำยังมีเสียงเคาะขวดดังเป็นจังหวะคู่มากับเสียง กีร์ต้าประกอบเสียงร้องไปอีก ฟังๆ ดูก็มีทั้งร้องเพราะและร้องเพี้ยน และดูเหมือนนักร้องจะเริ่มลิ้นพันกัน เสียงคุยแว่วมาก็จับไม่ได้ศัพท์ ฟังไม่รู้ว่าใครเป็นใครสวนเสกันไปหมด

งานของเขาที่พยายามจะปั่น เปเปอร์ที่หยิบมาอ่านพยายามยังไงก็ไม่เข้าหัว มีแต่เสียงเคาะขวดดังแทรกมาเป็นระยะจนหมดความอดทนที่จะฝืนทำต่อ นั่งถอนหายใจหนักๆ วางปากกาและปิดคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คลง ตัดสินใจหยุดงานที่ทำเพราะยังพอมีเวลาเหลือให้ทำอยู่บ้าง ฝืนทำต่อไปนอกจากไม่ได้อะไรแล้วทำออกมาก็คงไม่ได้เรื่องเพราะไม่มีสมาธิ สู้ให้เขาไปนอนซะยังจะดีกว่า

คิดได้แบบนั้นวาโยก็เดินไปปิดไฟแล้วล้มตัวลงบนเตียง แต่เสียงดนตรีกับเสียงร้องที่ดังข้ามรั้วมานั้นก็ดังแทรกเข้าโสตประสาท จนยากจะหลับได้ลง

“เฮ้ย ไอ้โด่งเบาหน่อยสิวะ แหกปากขนาดนี้เดี๋ยวข้างบ้านเขาก็ตะโกนมาด่าหรอก” ศศินาพยายามปรามเมื่อเห็นว่าเพื่อนเริ่มเมา

ปกติเธอก็กินหนักไม่ต่างกัน ด้วยอาชีพและสังคม แม้จะไม่ถึงขั้นหัวราน้ำแต่ถ้าได้กินแล้วก็ไหลยาวพอๆ กับคนอื่น แต่เพราะวันนี้เธอเป็นเจ้าบ้าน จึงพยายามกินให้น้อยที่สุดเพื่อครองสติให้ครบถ้วนจะได้ดูแลเพื่อนได้ อีกทั้งพึ่งย้ายมาอยู่ใหม่ก็ยังไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนบ้านข้างเคียง

“คนร้องเพลงนะเว้ย ไม่ได้นินทาชาวบ้านจะได้กระซิบใส่เสียงกีร์ต้า”

วันชัยเถียงมาอีก ทั้งยังตะโกนแหกปากร้องขึ้นเสียงดัง

“ขอโทษด้วยนะค้าบ วันนี้เพื่อนผมขึ้นบ้านใหม่ ขอร้องเพลงหน่อยนะค้าบ”

“เฮ้ย! ไอ้โด่ง มึงกะจะเลี้ยงวันเดียวแล้วให้กูย้ายออกเลยหรือไง”

ศศินาตาเหลือก เริ่มโมโหที่เพื่อนพูดไม่รู้เรื่อง แต่วันชัยทำไม่รู้ไม่ชี้ยังคงดีดกีร์ต้าร้องเพลงต่อโดยมีธนกฤตเป็นลูกคู่ร้องประสานเสียง และมีอนุชิตเคาะขวดเป็นจังหวะให้อีกคน

“คืนที่ดาวเต็มฟ้า ฉันจินตนาการเป็นหน้าเธอ”

“เธอ..หน้าใครวะ” ธนกฤตร้องรับแล้วถามขึ้น

“ไม่รู้ นางฟ้า หน้านางฟ้า"ตอบแล้วร้องต่อ "ละเมอไปไกล..โดยไม่เห็นเป็นดาว”

“ไม่เห็นเป็นดาวแล้วมึงเห็นเป็นอะไร” อนุชิตถามขัดขึ้นบ้าง

“ไม่รู้ แล้วพี่เห็นเป็นไร”

“กุ๊กไก่ กูเห็นเป็นดาวกุ๊กไก่ ฮ่าๆๆๆ”

“จันทร์ที่ดูสดใสนั้น…เป็นดั่งดาวกุ๊กไก่หรือเปล่า….ถ้ามันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์…มาใส่ใจ” วันชัยร้องเพลงจบยกมือขึ้นคว้ากำเอาอากาศดึงมือกลับมาวางที่อกตัวเอง

“ใส่ใจเชเอี้ยอะไรของมึงไอ้โด่ง เดี๋ยวเมียมึงก็เอามีดมาควักออกหรอก”

“อย่าพูดพี่ อย่าพูด เมียเมออะไร เลิกกันแล้ว”

“เลิกกันแต่เอากันได้หรือไง อย่าให้กูเห็นนะว่ามึงดอดไปนอนกับเขาที่คอนโด”

“เลิกกันแล้วจริงๆ เลิกกันวันนี้พรุ่งนี้คบกันใหม่” วันชัยหัวเราะเอิ้กอ้าก พอใจมุขตัวเอง แล้วเริ่มดีดกีร์ต้าต่อ…

“หากว่าเธอผ่านมาได้ยิน เพลงนี้”

“เพลงนี้..” ลูกคู่อย่างธนกฤตยังคงทำหน้าที่คอรัสได้เป็นอย่างดี

“คาดว่าเธอก็คงรู้ดีว่าเป็นฉัน”

“ว่าเป็นฉ้าน...”

“มอบให้เธอ..คนเดียว อาจไม่เกี่ยวแต่สำคัญ”

“สำคัญ สำคัญ..” นอกจากคอรัสแล้ว เอคโค่ลำโพงทิพย์ก็ต้องมา

“เพราะฉันนั้นอยากให้เธอได้ฟัง….”

“ได้ฟัง!!...”

“ไหวมั้ยพี่นีน่า”

มนสิชาเอ่ยถามขึ้นเมื่อเดินออกจากห้องน้ำมาเห็นสภาพนักร้อง ขี้เมา ที่ร้องไปคุยไปฟังไม่เป็นท่อนเป็นความ

“พี่ยังไหว เราเถอะไหวมั้ย อ้วกไปกี่รอบแล้วล่ะ”

“สามเอง ยังได้อยู่” ว่าแล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ เห็นศารทูลฟุบลงไปแล้ว แต่อีกสามหน่อยังคงแหกปากร้องเพลงกันไม่หยุด

“หลับไปได้ไงวะ เสียงพวกนี้ร้องเพลงเพราะบรรลัย” มองดูคนที่ฟุบหลับแล้วอดไม่ได้ที่จะเอามือสะกิด

“พี่เสือ พี่ ไหวมั้ย”

“ไหวๆ” คนฟุบกับโต๊ะเงยหน้าขึ้นมาตอบตาฉ่ำปรือแทบลืมไม่ขึ้น

“ไหวห่าอะไรวะ ตาจะปิดขนาดนั้น ลุกพี่ลุกเข้าไปนอนในบ้าน”

เธอว่าพลางฉุดแขนเขาให้ลุกขึ้น

“พี่นีน่าช่วยหน่อย ดูท่าพี่เสือไม่ไหวแล้วล่ะ”

“เสือลุกขึ้นเถอะ เข้าไปนอนในบ้านก่อน”

“หื่อ ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราอยู่เป็นเพื่อนนีน่าเอง”

มนสิชามองหน้าแอบเบะปากให้กับคนที่อยากทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแต่คออ่อนฉิบหาย

“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะแล้วค่อยคิดจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่นีน่า ลุก จะพาไปนอน”

ทั้งสองสาวช่วยกันพยุงปีกศารทูลเข้าไปนอนในบ้าน ปล่อยให้ สามหนุ่มที่เหลือนั่งแหกปากร้องเพลงกันต่อโดยไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เพลงเพราะๆ ที่ร้องกันมั่วๆ และเพลงมั่วๆ ที่ร้องกันเสือกเพราะก็ดังสลับวนเวียนกันอยู่อย่างนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะจากมุขฝืดๆ ที่พากันเล่นเองขำกันเอง

ศศินาหันหลังไปมองแล้วถอนหายใจ คิดว่าพาศารทูลไปนอนก่อนและจะกลับออกมาจัดการกับสามคนที่เหลือ ไม่ได้คิดจะห้ามหรอกแต่ก็อยากให้เบาเสียงลงอีกหน่อยเพราะดึกแล้ว พึ่งจะย้ายมาก็ยังไม่รู้ใจเพื่อนบ้านดีพอ ดีไม่ดีจะอยู่ลำบากถ้าสร้างเรื่องกันตั้งแต่วันแรกๆ ที่ย้ายเข้ามาอยู่

ตอน 3

วาโยพยายามฝืนข่มตาหลับแต่ก็หลับไม่ลง จากที่คิดว่าจะไม่ถือสากลายเป็นความโมโหเมื่อมองดูนาฬิกาปาไปเที่ยงคืนกว่าแล้ว นักร้องเสียงเพราะๆ เพี้ยนๆ ข้างบ้านยังไม่แยกวงกันอีก ทั้งที่พรุ่งนี้เขาต้องตื่นแต่เช้าเพราะต้องขับรถออกไปทำงานค่อนข้างไกล แต่จนป่านนี้แล้วยังไม่ได้หลับเลย ดูเหมือนว่าเพื่อนบ้านใหม่ของเขาจะเป็นมิตรกันยากเสียแล้ว

ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความง่วงเข้าจู่โจมแต่ระบบประสาทกลับถูกรบกวนจนปิดเปลือกตาไม่ลง

เสียงเพลงเริ่มดังขึ้นและเพี้ยนขึ้นเรื่อยๆ จนอาจารย์หนุ่มแทบอยากจะปีนหน้าต่างออกไปร้องเตือน แต่ก็ด้วยยังไม่รู้จักกันดี และตัวเขาเองยังมีสติดีพอ เขาจึงพยายามสูดหายใจเข้าลึก คุมสติแล้วตัดสินใจใช้วิธีการหันหน้าเข้าหาที่พึ่งของประชาชน

ศศินากับมนสิชาพาศารทูลเข้ามานอนในห้องโถงของบ้าน แล้วจึงชวนให้มนสิชาขึ้นมานอนรอในห้องนอนของเธอเอง เพราะดูท่าแล้วอาการคนเป็นน้องเริ่มจะไม่ไหว แม้จะยังเดินได้โดยไม่เซ แต่ก็แทบจะวิ่งไปอ้วกทุกๆ สิบนาที

“นอนในห้องพี่นี่แหละ ไม่ต้องออกไปแล้ว ส่วนพวกข้างนอกพี่จะไปจัดการเอง มันดึกมากแล้วด้วยเดี๋ยวข้างบ้านเขาจะด่าเอา ไม่รู้ว่าปกติคนแถวนี้เขาอยู่กันยังไงด้วยสิ”

“หนูไปช่วยพี่ได้นะ ไม่ได้เมาหรอก”

“ไม่เมาแต่แค่อ้วกเหรอ” คนเป็นพี่ว่า แล้วพยักพเยิดไปทางประตูห้องน้ำ

“นอนอยู่ในห้องนี่แหละ จะอ้วกก็วิ่งเข้าห้องน้ำแค่นี้เอง ถ้าขืนออกไปอีกเห็นวิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำกับหน้าบ้านแล้วเหนื่อยแทน”

มนสิชาครางอือตอบมาในลำคอแล้วล้มตัวลงนอน เธอรู้สึกเวียนหัวมวนท้องตลอดเวลา เกลียดจริงๆ เวลาเมาแล้วอ้วกแต่สติยังครบถ้วนแบบนี้ สู้เมาแล้วหลับไปเลยซะยังจะดีกว่าจะได้ไม่ทรมาน

ศศินาเดินออกมาจากห้องปิดประตูไว้เรียบร้อยแล้วก็รู้สึกเอะใจ ว่าทำไมเสียงเพลงที่ยังดังอยู่ก่อนจะเข้ามาในบ้านตอนนี้ถึงเงียบไป เธอเดินลงบันไดมาถึงห้องโถงที่ศารทูลนอนหลับสนิทอยู่ มองผ่านประตูกระจกที่เปิดม่านเอาไว้ไม่เห็นทั้ง วันชัย อนุชิตและธนกฤต ด้วยความเอะใจจึงเดินไปเปิดประตูออก เห็นทั้งสามคนกำลังยืนคุยกับใครสักคนที่ประตูรั้วหน้าบ้าน

“มาทำไมค้าบ”

เสียงวันชัยถามผู้มาเยือนอ้อแอ้ เธอไม่รู้ว่าคนที่ทั้งสามเสือขี้เมากำลังคุยด้วยตอบมาว่ายังไงเพราะเสียงค่อนข้างเบา แต่ได้ยินแค่ที่วันชัยตอบกลับเพราะเสียงดังฟังชัดกว่าแม้จะยานคางไปบ้างก็ตาม

“อาราย ดังอาราย หมวดจะมาทำไม พวกผมแค่ร้องเพลงกันเฉยๆ บ้านนี้เมืองนี้แค่ร้องเพลงกันก็ผิดเหรอหมวด”

ชัด ชัดเลย แม้ยังไม่เห็นตัวคนมาเยี่ยมบ้าน แต่จากที่ได้ยินวันชัยเรียกคู่สนทนา ศศินาก็รู้ได้ทันทีว่าเธอโดนเข้าให้แล้ว

“โด่ง พอก่อน เข้าไปในบ้านเดี๋ยวฉันคุยเอง พี่อ้นพาไอ้โด่ง เข้าไปในบ้านหน่อย”

“เฮ้ย! เข้าไปได้ไง ไม่ไปเว้ย แกเป็นผู้หญิงแกจะมายืนคุยค่ำๆ มืดๆ กับผู้ชายคนเดียวได้ไง ไม่ได้ ฉันเป็นเพื่อนแก ฉันทิ้งแกไปไม่ได้”

“เข้าบ้านไปก่อนโด่ง เดี๋ยวฉันอยู่เป็นเพื่อนไอ้นาเอง”

อนุชิตดันไหล่ผลักหลังพร้อมกับพยักพเยิดให้ธนกฤตพาวันชัยกลับเข้าบ้านไป แต่เจ้าตัวก็ยังฮึดฮัดไม่ยอม

“ไม่ได้หรอกพี่อ้น พวกนี้ตำรวจจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ สงสัยคิดว่าบ้านนี้มีผู้หญิงคนเดียวหรือเปล่าเลยแอบมาส่อง พอเห็นว่ามีผู้ชายอยู่เลยแกล้งบอกว่ามาตรวจ”

“ไอ้โด่งหุบปากไปเถอะน่า”

ศศินาพยายามปราม แต่คนที่เมาได้ที่เริ่มน้ำลายแตกฟอง เดินกลับไปเกาะที่ประตูรั้วเหล็ก พร้อมกับยกนิ้วชี้ไปที่ตำรวจสองนาย ที่ยืนอยู่นอกประตู

“ถ้าเป็นตำรวจจริงไหนขอดูบัตรหน่อยดิ๊”

“ไอ้โด่งพอแล้ว เข้าบ้านฉันคุยเอง”

“ไม่ได้ ทุกวันนี้มิจฉาชีพมันเยอะ แม้แต่ตำรวจเองยังเป็นโจร แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าสองคนที่มานี่จะไม่ใช่โจร ใช่มั้ย พวกแกเป็นโจรใช่มั้ย ยอมรับมาซะดีๆ” วันชัยเริ่มโวยวายเสียงดัง ยกนิ้วชี้หน้าตำรวจสองนายที่มาเยือน

“คุณตำรวจคะ ขอโทษด้วยนะคะ” ศศินาพยายามจะประนีประนอม แต่วันชัยก็ยังโวยวายขัดขึ้น

“จะไปขอโทษมันทำไม มันมารบกวนเจ้าบ้านในยามวิกาลแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”

“โด่งพอ ปล่อยให้ไอ้นามันคุย มานี่แกมากับฉันนี่” อนุชิตจับที่คอเสื้อของวันชัยดึงเข้าบ้าน โดยปล่อยให้ธนกฤตกับศศินาอยู่เคลียร์กับตำรวจกันแค่สองคน

สุดท้ายแล้วหญิงสาวเจ้าของบ้านก็มานั่งอยู่ที่โรงพักเพื่อจ่ายค่าปรับไปตามระเบียบ ศศินาเดินลงมาจากบันไดหน้าสถานีตำรวจแล้วทรุดนั่งลงที่ฟุตบาทข้างรถที่จอดอยู่ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“เป็นการขึ้นบ้านใหม่ที่ได้ฤกษ์ได้ชัยมากเลยพี่กฤต ฉิบหาย พึ่งอยู่มาได้คืนที่สองตำรวจก็มาเยี่ยมบ้านแล้ว”

“เอาน่า คิดซะว่ามาทำความรู้จักกันเอาไว้ เผื่อคราวหน้าไปรับงานต่างจังหวัดไม่มีใครอยู่บ้านจะได้ฝากบ้านกับตำรวจเขาได้ ถือว่ารู้จักกันแล้ว” ธนกฤตตบหลังปลอบโยน

กว่าที่อาจารย์หนุ่มจะได้ปิดเปลือกตาเพื่อเข้าสู่นิทรารมณ์ได้ก็น่าจะปาไปเกือบตีสอง แล้วต้องตื่นมาตั้งแต่ตีห้าเพื่อจะได้ทำธุระส่วนตัวให้ออกบ้านได้ทันก่อนเจ็ดโมงเช้า เพราะความแออัดของรถราในกรุงเทพฯกินเวลาชีวิตของเขาไปมากจริงๆ จะออกช้ากว่านี้ก็คงไม่ทันเพราะมีสอนรอบเช้า

อาการสะโหลสะเหลของลูกชายที่เดินลงบันไดมาทำให้คุณวารีอดจะถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้

“ไหวมั้ยลูก ทำไมเหมือนไม่ค่อยได้นอน ทำงานจนดึกเลยเหรอ”

“ทำงานอะไรกันล่ะครับแม่ ก็เพื่อนบ้านใหม่ของแม่น่ะสิ เล่นร้องเพลงกรอกหูผมยันตีหนึ่ง” บอกพร้อมวางกระเป๋าลงที่โต๊ะแล้วนั่งลงข้างผู้เป็นพ่อ

“อ้าว ดังขนาดนั้นเลยเหรอ แม่ได้ยินแค่แว่วๆ แต่หลับไปก่อนเลยไม่รู้ว่าเขาหยุดกันไปตอนไหน”

“ก็ห้องพ่อกับแม่อยู่ฝั่งนู้นนี่ครับ แต่ห้องผมนี่สิมีแค่ต้นมะม่วงกั้นห่างกันแค่เท่าไหร่เอง”

“แล้วทำยังไงเขาถึงหยุดกันให้แกได้นอนล่ะ เปิดหน้าต่างตะโกนด่าเหรอ”

คุณธาดาเอ่ยเย้าลูกชาย ในขณะที่มือก็ยื่นเนื้อปลาให้เจ้าอู้ฟู่ แมวหลงทางที่ตอนนี้กลายมาเป็นมาเฟียใหญ่ในบ้าน เพราะแม้แต่เจ้ารถถังหมาลาบราดอร์ตัวเบิ้มยังต้องยอม

“ผมทนไม่ไหวเลยโทรแจ้งตำรวจให้มาดู ไม่เสี่ยงเอาตัวเองเข้าแลกหรอกครับ เพราะไม่รู้ว่าห้าวเป้งกันแค่ไหน ขืนทะเล่อทะล่าไปเดี๋ยวได้ตายก่อนหาสะใภ้มาให้แม่ ถ้าตายก่อนจะหาหลานหาสะใภ้มาให้แม่ได้จะกลายเป็นลูกเนรคุณไปซะเปล่าๆ”

คนเป็นพ่อได้ฟังก็หัวเราะหึๆ อย่างถูกใจ ในขณะที่ผู้เป็นแม่ มองมาตาขุ่น

“เอ้! ตาโยนี่ยังไง แม่ก็แค่เป็นห่วง ว่าเราน่ะอายุปูนนี้แล้ว เดี๋ยวจะไม่มีคนดูแล ทำแต่งานงกๆ กว่าจะรู้ตัวว่าต้องการใครสักคนในชีวิต พอเงยหน้าขึ้นมาก็คงจะไม่เหลือใครแล้ว แม่มีหลานยายแล้วก็อยากจะอุ้มหลานย่าบ้าง เห็นมั้ย ยายหนูหวานกับยายหนูแหววหลานสาวเราน่ะน่ารักน่าชังกันขนาดไหน ก็เห็นเห่อหลานดีนี่ ไม่คิดอยากจะมีเองบ้างหรือไงลูก”

วาโยรู้สึกเหมือนมาผิดทาง พอเปิดช่องให้มารดาเข้าหน่อย ท่านก็ร่ายยาวเป็นคุ้งเป็นแคว ขนาดมีหลานสาวฝาแฝดจากพี่สาวของเขาแล้วก็ยังไม่วายอยากจะได้หลานย่ามาอีก แล้วเขาจะไปหาที่ไหนให้ได้ทันใจท่านกัน เพราะคนที่จะท้องลูกของเขาไม่ใช่แค่จะมาเป็นแม่ของลูกนะแต่นั่นมันคู่ชีวิตที่ต้องนอนมองหน้ากันไปจนตายจากกันไปข้างหนึ่งเลย

ถ้าได้แบบสายเมาอย่างสาวข้างบ้านที่ตั้งวงกันเมื่อคืนแม่เขายังจะโอเคอยู่มั้ย แต่สำหรับเขาแล้วคงต้องโบกมือลา ก็ได้แต่ภาวนาว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่แม่ของเขาจะยังไม่สานสัมพันธ์กับคนข้างบ้าน หรือไม่ก็ภาวนาว่าให้คนที่เข้ามาอยู่เป็นคู่ผัวตัวเมียกันซะให้รู้แล้วรู้รอด แม่เขาจะได้ไม่เอามาวุ่นวายกับชีวิตเขาอีก เพราะเท่าที่ได้ยินเมื่อคืนก็มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย พวกเขาก็คงจะอยู่กันเป็นครอบครัวกันอยู่แล้วนั่นแหละ

เสียงเพลงดังมาจากในร้านไม่ดังมากนัก เพราะยังเป็นช่วงหัวค่ำ เหล่าแก๊งก๊วนนักดนตรีของอนุชิตกำลังเตรียมตัวสำหรับขึ้นแสดงคืนนี้ ศารทูลนั่งเช็กสายกีตาร์ ส่วนมนสิชากับวันชัยกำลังตีมือแย่งไก่ทอดกันเอาเป็นเอาตาย

“แกกินของทอดมากๆ มันไม่ดีมิ้น เผื่อร้องเพลงแทนไอ้นีน่า เดี๋ยวเสียงเพี้ยน” วันชัยพยายามหาข้ออ้างฉกฉวยชิ้นไก่

“เพี้ยนบ้าเพี้ยนบออะไร อย่ามาแย่งนะ ตัวเองกินไปสองชิ้นแล้ว ยังจะมาแย่งน้องอีก ชูชกเอ๊ย”

อนุชิตมองดูอยู่ก็นึกรำคาญ ไอ้พวกนี้มีเรื่องให้ได้ฟันฝีปากกันได้ทุกวันจึงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วควักธนบัตรใบละร้อยออกมาสองใบส่งให้

“เอานี่เงิน ไปซื้อมาเพิ่มจะได้ไม่ต้องแย่งกัน รำคาญ”

“พี่อ้นแค่สองร้อยจะไปพออะไร เพิ่มมาอีกร้อยหนึ่งสิเดี๋ยวซื้อมาเผื่อด้วย”

มนสิชาบอกพร้อมกับยื่นมือไปหยิบเงินจากอนุชิต ส่วนมืออีกข้างยื่นไปแบขอเพิ่ม

“ทำไมจะไม่พอ ของเก่าก็มีแล้วสามชิ้น ออกไปซื้อเพิ่มที่ร้านไก่หลายดาวตรงข้ามร้านนี่ก็ได้เยอะแล้ว ถ้าไม่พอพวกแกก็จ่ายเพิ่มเองบ้างไม่ได้เลยหรือไงปล้นเก่งจริงๆ ไอ้พวกนี้” ว่าแล้วนั่งลงข้างวันชัยหยิบ ไก่ทอดชิ้นหนึ่งที่ยังว่างอยู่มากินบ้าง

“แล้วนี่ไอ้นาไปไหน มันไม่มากินข้าวกินปลาเหรอ เกิดขึ้นไปร้องเพลงท้องเปล่ากรอกเหล้าเข้าปากไปไม่กี่แก้วเดี๋ยวก็ได้น็อกกลางอากาศ”

“เห็นออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกน่ะ สงสัยคุยกับแฟน”

วันชัยตอบพร้อมกับชี้ไม้ชี้มือไล่ให้มนสิชาออกไปซื้อไก่มาเพิ่ม มนสิชากำลังจะลุกออกไปแต่อนุชิตเรียกเอาไว้ซะก่อน พร้อมกับควักธนบัตรแบงค์ร้อยออกมาอีกใบส่งให้

“ซื้อข้าวมันไก่มาให้ไอ้นามันด้วย”

“ปกรณ์ นีน่าว่าจะทำบุญขึ้นบ้านใหม่วันเสาร์นี้ ปกรณ์มาได้มั้ย”

“วันเสาร์ไปไม่ได้เลยนีน่า เราจะต้องพาแม่ไปทำธุระ”

“ปกรณ์ยังไม่เคยมาเห็นบ้านใหม่ของนีน่าเลยนะ ช่วงนี้ยุ่งมากเหรอ นีน่าโทรไปไม่ค่อยว่าง”

“อืม นิดหน่อยน่ะ เดี๋ยววันไหนว่างเราจะไปหาที่บ้านใหม่นีน่านะ คิดถึง ถ้าไปแล้วขอค้างด้วยได้มั้ย”

“กลัวแต่จะไม่มา”

“ไปสิ แต่ถ้าไปแล้วอย่าให้เราเจอนะว่ามีผู้ชายคนอื่นอยู่ในบ้าน”

“บ้าน่า นอกจากพวกขี้เหล้านี่แล้วจะมีใครมาอยู่อีกล่ะ”

“คิดถึงนีน่านะ จุ๊ฟ”

“นีน่าก็คิดถึงนะ”

ศศินาวางสายจากคนรักไปแล้ว หันกลับมาจะกลับเข้าไปในร้านก็เจอมนสิชาถือไก่เดินเข้ามาใกล้พอดี

“อะนี่ ข้าวมันไก่พี่นีน่า พี่อ้นบอกให้ซื้อมาให้ พี่คุยกับพี่ปกรณ์เหรอ”

“อืม”

“แล้วเขาเป็นไงบ้าง ช่วงนี้มิ้นไม่ค่อยเห็นเขามาหาพี่เลย ที่ร้านก็ไม่มี ที่บ้านตอนกินเลี้ยงกันวันก่อนก็ไม่ไป”

“เขาไม่ค่อยว่างน่ะ วันเสาร์นี้ที่จะทำบุญบ้านเขาก็มาไม่ได้”

ศศินาบ่นกับคนเป็นน้องแล้วถอนหายใจ เธอไม่ได้เจอกันกับปกรณ์เกือบจะเดือนหนึ่งแล้ว โทรหาทีไรเขาก็อ้างแต่ว่าไม่ว่างติดธุระ แม้กระทั่งเธอย้ายบ้านเขาก็ยังไม่เคยมา

“หนูว่ามันแปลกๆ นะพี่นีน่า จะหาว่าหนูเสือกก็ได้มันคันปากยิบๆ อดไม่ได้จริงๆ พี่นีน่าไม่สงสัยอะไรบ้างเหรอ”

ศศินามองที่มนสิชานิ่ง เธอรู้ว่าเพื่อนรุ่นน้องจะพูดว่าอะไร เธอส่งสัยไม่ใช่ไม่เคยสงสัย แต่แค่ไม่อยากสงสัยเลยพยายามที่จะไม่คิดอะไร พอมนสิชาเอ่ยขึ้นมาอีก ความสงสัยที่มีอยู่นั้นก็ลอยฟุ้งขึ้นมาในสมองเหมือนฝุ่นละอองที่ลอยในอากาศให้รำคาญหูรำคาญตาอีกครั้ง

“สงสัยอะไรเหรอมิ้น”

“เมื่อก่อนพี่ปกรณ์ไม่เคยเป็นอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ เขามาหาพี่บ่อยจะตาย มานั่งเฝ้าที่ร้าน เรามีนัดไปเที่ยวกันเขาก็ไปด้วย แต่ช่วงหลังมานี่ไม่เจอเลย”

“เขายุ่งน่ะ”

“พี่คิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ อันนี้ถามจริงๆ แล้วก็เสือกจริงๆ”

ศศินานิ่งไป มนสิชาเลยเดินเข้ามาโอบเอวบางของเธอไว้

“หนูขอโทษนะที่พูดอะไรออกมาให้พี่ไม่สบายใจ แต่หนูเป็นห่วงพี่หนูก็เลยต้องพูดตรงๆ หนูรักพี่นะ พี่นีน่าอย่าโกรธหนูนะ” มนสิชาอ้อนซบหน้าลงกับไหล่พี่สาว แล้วชวนกันเดินกลับเข้าร้าน

เธอไม่กล้าบอกกับคนที่กำลังเดินไปด้วยกันว่าในวันที่ย้ายของเข้าบ้านใหม่ที่ปกรณ์อ้างว่าติดธุระพาแม่ไปหาหมอ แต่จริงๆ แล้วเขาไปโผล่ที่ตลาดใหญ่แห่งหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนควงกันผ่านหน้าร้านศารทูลไป ศารทูลบอกกับเธอว่าดูยังไงก็แฟนไม่ใช่แม่หรือเพื่อนอย่างแน่นอน แต่พวกเขาสองคนไม่กล้าบอกกับศศินาจึงต้องเก็บมันเป็นความลับไปก่อนให้รู้กันแค่สองคน

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

นางฟ้าเมรี

ตอนที่ 2
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED