THE KINGDOM TOWER ตึกสูงระฟ้าที่ถูกออกแบบเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง และผู้ครอบครองสถาปัตยากรรมแสนเลอค่าแห่งนี้ ก็คือ ตระกูล เศรษฐเวษต์
ในเมืองไทย ไม่มีใคร ไม่รู้จักตระกูลเศรษฐเวษต์ ตระกูลที่เต็มไปด้วยอำนาจ และความร่ำรวยมั่งคั่ง ตระกูลผู้ผูกขาดธุรกิจสำคัญของประเทศไทยเอาไว้ในอุ้งมือมากมาย ภายใต้การบริหารของทายาทหนุ่มหล่อทั้งสามคนของวงศ์ตระกูล
อินทัช เศรษฐเวษต์ หรือคุณหนึ่ง พี่ชายคนโตของตระกูล
อนล เศรษฐเวษต์ หรือคุณสอง น้องชายคนกลางของตระกูล
และคนสุดท้าย...
อติพัฒน์ เศรษฐเวษต์ หรือคุณสาม น้องชายคนสุดท้ายของตระกูล
ทั้งสามหนุ่มถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด พวกเขาแบกรับภาระธุรกิจของวงศ์ตระกูลมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น
พวกเขาเรียนหนัก ทำงานหนัก และต้องรับผิดชอบงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายจากบิดามารดา และแน่นอนว่าหากทำไม่สำเร็จ พวกเขาจะถูกลงโทษ
ดังนั้นทั้งสามหนึ่งจึงต้องฝ่าฝันอุปสรรค และความยากลำบากมากมาย กว่าจะได้ก้าวขึ้นสู่ผู้บริหารของ เศรษฐเวษต์ กรุ๊ป
อินทัช พี่ชายคนโต ชายหนุ่มเป็นคนเงียบขรึม ให้ความสำคัญกับงานเป็นที่หนึ่ง และคำสั่งของบิดามารดาก็คือประกาศิตที่เขาจะไม่มีวันปฏิเสธ
ดังนั้นเมื่อท่านทั้งสองออกคำสั่งให้เขาแต่งงานกับผู้หญิงที่พวกท่านได้คัดเลือกเอาไว้ให้ เขาก็ทำตามแต่โดยดี โดยไม่มีใครเดาใจเขาออกเลยว่า แท้จริงแล้วนั้น อินทัชเต็มใจหรือไม่
อนล น้องชายคนกลาง เขาเป็นผู้ชายที่บ้างานไม่แพ้อินทัช แต่เขาจะไม่เงียบขรึมเหมือนพี่ชาย เขารักสนุก มีเล่ห์เหลี่ยม และทุกอย่างที่อยู่ในระยะสายตาของเขาจะต้องสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
อติพัฒน์ น้องชายคนสุดท้าย ชายหนุ่มเป็นคนจริงจังกับทุกอย่าง ไม่ว่าจะงาน หรือว่าเรื่องส่วนตัว เขาจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ และแน่นอนว่าชัยชนะคือสิ่งที่เขากระหายมากที่สุด
เรือนร่างสูงใหญ่ไซส์หนุ่มยุโรปของสองพี่น้องตระกูลเศรษฐเวษต์กำลังยืนคุยกันถึงโปรเจ็กต์ใหม่ที่กำลังไปได้สวยอยู่ที่บริเวณชั้นผู้บริหาร ซึ่งก็คือหน้าห้องทำงานของอินทัชผู้เป็นพี่ชายนั่นเอง
“นายอย่าลืมเลือกนางแบบด้วยล่ะ พี่ให้คุณสร้อยส่งรายละเอียดไปในอีเมลของนายแล้ว”
คุณสร้อย ที่พี่ชายพูดถึงก็คือ สร้อยมาลา เลขาหน้าห้องที่พี่ชายไว้ใจมากนั่นเอง
“ผมหวังว่าเลขาฯ คนโปรดของพี่หนึ่งจะไม่ส่งแม่ชีมาให้ผมเลือกหรอกนะครับ”
อนลรู้สึกไม่อินกับเลขาหน้าห้องของพี่ชายเลย ทุกครั้งที่เขาเห็นหล่อน เขาก็มักจะรู้สึกหงุดหงิดใจเสมอ เพราะหล่อนดูขัดหูขัดตาของเขาไปเสียทุกอย่าง
นี่มันยุคสองพันยี่สิบกว่าแล้ว ไม่ควรจะมีผู้หญิงที่แต่งตัวโบราณคร่ำครึราวกับหลุดออกมาจากกรุงรัตนโกสินทร์อย่างสร้อยมาลาอยู่อีก
ยิ่งนึกถึงหล่อน เขาก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างหาสาเหตุไม่ได้
“คุณสร้อยทำงานดี ทำงานละเอียด และรอบคอบมาก ดังนั้นเธอจะไม่มีวันทำให้เจ้านายอย่างพี่ผิดหวังหรอก พี่มั่นใจ”
คนเป็นน้องหัวเราะขำขัน พร้อมกับส่ายหน้าหล่อเหลาไปมา
“แต่ผมกลับคิดว่า พี่พยายามจะพอใจกับผลงานของเลขาเฉิ่มเชยของตัวเองมากกว่า นี่ผมถามจริงๆ เถอะครับ เมื่อไหร่พี่หนึ่งจะหาเลขาฯ ใหม่สักที”
“พี่พอใจในผลงานของคุณสร้อย”
“แต่ขัดตาผมมากเลยครับ”
“นั่นมันก็เรื่องของนาย สอง ไม่ใช่เรื่องของพี่ อ้อ แล้วพรุ่งนี้ตอนเช้า เรามีประชุมกับผู้ถือหุ้น พี่หวังว่านายจะรู้ตารางงานนี้แล้วนะ”
สีหน้าของอนลที่แสดงออกมานั้นทำให้ผู้เป็นพี่ชายถึงกับอมยิ้ม
“เลขาฯ คนสวยของนายคงยังไม่ได้บอกนายใช่ไหมล่ะ”
“คุณผึ้งน่าจะลืมครับ” อนลรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก
“คนหน้าตาดี แต่งตัวดี ไม่ใช่ว่าจะทำงานดีเสมอไป นายจำคำพี่เอาไว้ นายสอง”
ผู้เป็นพี่ชายหมุนตัวกำลังจะเดินเข้าห้องทำงาน แต่เสียงไม่ยอมแพ้ของน้องชายดังขึ้นเสียก่อน
“แต่ผมก็ไม่ต้องอารมณ์เสีย หรือขัดหูขัดตาเวลาที่เห็นเลขาฯ ตัวเองแบบพี่หนึ่งนะครับ”
“พี่ไม่เคยขัดหูขัดตากับการแต่งตัวของคุณสร้อยเลย ตรงกันข้ามพี่ว่ามองแล้วรู้สึกสบายตามากกว่า มองผู้หญิงที่แต่งตัวแต่งหน้าจัดเสียอีก”
พี่ชายกับน้องชายมีความมุมมองและความคิดเห็นในเรื่องนี้ไม่ตรงกันเลย และนั่นก็ทำให้เถียงกันเรื่องนี้ประจำ โดยเฉพาะเรื่องเลขาฯ
“บางทีผมอาจจะต้องแอบเข้าไปในห้องทำงานของพี่หนึ่ง แล้วค้นหาดูพวกของมนต์ดำอะไรพวกนี้บ้าง เผื่อจะเจอ”
อนลหลิ่วตาให้กับพี่ชาย ในขณะที่อินทัชส่ายหน้าไปมา และเดินหายเข้าไปในห้องทำงานโดยไม่พูดอะไรอีก
อนลถอนใจออกมาแรงๆ และพึมพำอย่างไม่เข้าใจในตัวของพี่ชายนัก
“พี่คิดอะไรอยู่กันแน่ พี่หนึ่ง”
เขาพูดจบก็กำลังจะหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง ซึ่งอยู่ชั้นเดียวกับกับผู้เป็นพี่ชาย แต่แล้วก็ต้องชะงักกึก เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของสร้อยมาลาในสภาพเละตุ้มเปะ
ผมเผ้าของหล่อนที่เคยขมวดไว้ท้ายศีรษะแล้วคลุมด้วยเน็ตตาข่ายสีดำแบบโบราณตอนนี้มีบางส่วนหลุดออกมา ใบหน้าขาวเนียนที่มีแว่นหนาหน้าอันใหญ่เกือบครึ่งค่อนหน้ามีฝ้าขาวๆ และมีหยดน้ำเกาะ เสื้อผ้าตัวโคร่งที่หล่อนชื่นชอบที่จะสวมใส่เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำ
อนลถึงกับส่ายหน้าไปมา นี่เขาไม่รู้ว่าควรจะสงสารหรือว่าสมเพชหล่อนดี
“นี่คุณเดินไปชนกับรถสิบล้อมาหรือไง สภาพถึงพังไม่เป็นท่าแบบนี้น่ะ”
“สะ... หวัดดีค่ะคุณอนล”
สร้อยมาลายกมือไหว้ทักทายน้องชายของเจ้านายตัวเอง พยายามซ่อนความอับอายเอาไว้ภายในแว่นหนาที่สวมใส่ให้ลึกที่สุด
หล่อนโชคร้ายรถเสียระหว่างทาง จนต้องนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาทำงาน แถมตอนเดินจะเข้าบริษัทก็ยังถูกคนใจร้ายขับรถเหยียบแอ่งน้ำจนสาดกระเซ็นเข้าใส่จนเปียกปอน แต่ดวงของหล่อนก็ยังตกไม่เลิก เมื่อต้องมาเจอกับอนลที่หน้าโต๊ะทำงานของตัวเอง
อนลคือผู้ชายคนสุดท้ายที่หล่อนต้องการเจอในเวลานี้ แต่หล่อนกลับเจอเขาเข้าจนได้ และสายตาที่เขามองมานั้นก็เต็มไปด้วยความสมเพชระคนขบขัน
หล่อนรู้ดีว่าอนลไม่ชอบขี้หน้าหล่อนนัก ซึ่งเดาเหตุผลของเขาได้ไม่ยาก
หล่อนไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่เขาชอบมอง แต่หล่อนกับเขาก็ต้องเจอกันบ่อย เพราะพี่ชายของเขาคือเจ้านายสายตรงของหล่อนนั่นเอง
หลายครั้งที่เขาตำหนิหล่อนเรื่องการแต่งตัว แต่ทุกครั้งหล่อนก็ทำแค่รับฟังเท่านั้น ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงสไตล์ของตัวเอง
แม้จะรู้ดีว่าการเพิกเฉยต่อคำแนะนำของอนล จะทำให้เขายิ่งเกลียดขี้หน้า แต่หล่อนไม่มีทางเลือกอื่นอีก ในเมื่อหล่อนไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิงแซ่บ
“ยังไม่ตอบผมเลยว่าคุณไปเดินชนท้ายรถสิบล้อมาหรือไง”
“เอ่อ... สร้อย...”
“ผมไม่เข้าใจเลยว่าพี่หนึ่งชื่นชมคุณได้ยังไง สร้อยมาลา”
อนลส่ายหน้าไปมา มองหล่อนอย่างเอือมระอา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง
สร้อยมาลายกมือขึ้นขยับแว่นหนาของตัวเอง มองตามเรือนร่างสูงโปร่งของผู้ชายที่ตัวเองแอบรักผ่านม่านน้ำตา
คนเฉิ่มๆ อย่างหล่อน ก็ทำได้แค่เพียงแอบมองและแอบรักเงียบๆ เท่านั้นแหละ
หญิงสาวฝืนยิ้มบางๆ ออกมา และก็รีบสลัดความอดสูออกไปโดยเร็วที่สุด
ถึงหล่อนจะเฉิ่ม จะเชย แต่หล่อนก็จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้ผู้เป็นเจ้านายอย่างอินทัชผิดหวังอย่างแน่นอน
ช่วงพักกลางวัน อินทัชก็ชวนสร้อยมาลาออกไปรับประทานอาหารที่โรงแรม ซึ่งเขามีนัดเซ็นต์สัญญากับลูกค้าช่วงบ่าย
ร้านอาหารหรูภายในโรงแรมระดับห้าดาวช่วงพักกลางวันค่อนข้างวุ่นวายเล็กน้อย เพราะเป็นช่วงเวลาเติมพลังงานของทุกคนนั้นเอง
“ขอบคุณค่ะบอส”
สร้อยมาลาเอ่ยขอบคุณอย่างเกรงใจ เมื่ออินทัชเลื่อนเก้าอี้ให้
อินทัชระบายยิ้มน้อยๆ และหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับเลขาแว่นหนา
“คุณสร้อยอยากทานอะไรก็สั่งได้เลยนะครับ ที่นี่ของอร่อยเยอะมาก”
“ขอบคุณค่ะบอส”
เมื่อเห็นเลขาของตัวเองยังคงเกร็งๆ และมีทีท่าเกรงอกเกรงใจ อินทัชจึงพูดขึ้นเพื่อหวังให้หล่อนผ่อนคลาย
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลางาน คุณไม่ต้องคิดว่าผมเป็นเจ้านายก็ได้นะครับ”
“เอ่อ...”
ดวงตากลมโตที่ซ่อนอยู่ใต้แว่นหนาเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำพูดของอินทัช
“คิดว่าผมเป็นเพื่อน หรือว่าพี่ชายก็ได้ครับ คุณจะได้ผ่อนคลายขึ้น”
จะให้หล่อนคิดแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะ ในเมื่ออินทัชเป็นเจ้านาย และหล่อนก็ลืมความจริงข้อนี้ไม่ได้หรอก
“เอ่อ... สร้อยไม่อาจเอื้อมคิดกับบอสว่าเป็นเพื่อนหรือว่าพี่ชายได้หรอกค่ะ บอสเป็นเจ้านายของสร้อย”
รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของอินทัช
หล่อนยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่า อินทัชเป็นผู้ชายที่รูปงามมาก เขาหล่อเหลา สุขุม และเต็มไปด้วยพลังอำนาจของการเป็นผู้นำ
ผู้หญิงคนไหนอยู่ใกล้กับอินทัช ไม่มีทางที่จะไม่หลงเสน่ห์ของเขา
ยกเว้นหล่อน...
หล่อนก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ตัวเองถึงไม่เคยคิดกับเจ้านายรูปงามคนนี้ในเชิงชู้สาวเลย และไม่เคยใจเต้นแรงยามอยู่ใกล้ชิดกับอินทัชเลยสักครั้ง
ไม่เหมือนกับตอนที่หล่อนอยู่ใกล้กับ...
อนล...
เมื่อสมองผุดภาพใบหน้าหล่อร้ายของอนลขึ้นมา สองแก้มสาวก็อดที่จะเห่อร้อนไม่ได้
หล่อนหน้าด้านที่แอบรักอนล ทั้งๆ ที่เขาก็ประกาศให้เห็นโต้งๆ ว่าเขาคิดยังไงกับหล่อน
รังเกียจ...
ใช่ อนลรังเกียจ จนแทบไม่อยากจะเสวนากับหล่อนเลยล่ะ
คิดแล้วก็เจ็บปวดไปทั้งอก...
“คิดอะไรอยู่กับคุณสร้อย”
สร้อยมาลาสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะรีบสลัดความคิดน่าสังเวชใจทิ้งไป
“ปะ เปล่าหรอกค่ะ”
อนลมองหล่อนอย่างค้นคว้า ก่อนจะระบายยิ้ม และก็ยื่นเมนูที่พนักงานส่งให้มาตรงหน้าของหล่อน
“เลือกอาหารเถอะครับ”
“ขอบคุณค่ะบอส”
ขณะที่หล่อนกำลังก้มหน้าก้มตามองรายการอาหารในเมนูอยู่นั้น เสียงทุ้มคุ้นหูของอนลก็ดังขึ้นใกล้ๆ ตัว แต่เขาไม่ได้ทักทายหล่อนหรอก เขาทักทายพี่ชายของเขาต่างหาก
“โลกกลมจังเลยนะครับพี่หนึ่ง เจอกันที่นี่ได้ยังไงเนี้ย”
สร้อยมาลาเงยหน้าขึ้น ก็ได้เห็นด้านข้างของอนล แต่เขาไม่ได้มาคนเดียว มีผู้หญิงหุ่นดีมากๆ แต่งตัวทันสมัยยืนอยู่ด้วย
“ตอนบ่ายพี่มีเซ็นต์สัญญากับลูกค้าที่นี่น่ะ พี่ก็เลยพาคุณสร้อยมากินข้าวเที่ยงรอ แล้วนายล่ะ มาทำอะไรที่นี่”
อนลปรายตามองสร้อยมาลาเล็กน้อย มองแบบผ่านๆ ก่อนจะหันไปมองผู้หญิงหน้าตาสะสวยที่ยืนอยู่ข้างกายตัวเอง
“วันนี้ผมลาพักร้อนครึ่งวันน่ะครับ”
“เมื่อเช้าไม่เห็นนายบอกพี่เลย” คิ้วเข้มของผู้เป็นพี่ชายเลิกสูงด้วยความแปลกใจ
“ก็เมื่อเช้าผมยังไม่รู้นี่ครับว่าเรนนี่จะว่าง”
อนลหันไปยิ้มให้กับผู้หญิงข้างตัว ก่อนจะหันมาสบตากับพี่ชายอีกครั้ง
“พี่หนึ่งไม่ต้องกังวลหรอกนะครับ ผมจัดการงานของผมเรียบร้อยหมดแล้ว”
“แต่ถ้าพี่จำไม่ผิด ตอนเย็นนายมีเอกสารจากแผนกขายที่ต้องเซ็นต์ด่วนไม่ใช่หรือ”
อนลนิ่งไปเล็กน้อย เพราะเลขาฯ ของเขาไม่ได้แจ้งเรื่องนี้
“คุณผึ้งไม่ได้บอกผม”
อินทัชระบายยิ้มบางๆ
“ก็พี่บอกแล้วไง คนแต่งตัวดี แต่งหน้าเก่งๆ ไม่ได้จะทำงานดี ทำงานรอบคอบเสมอไป”
อนลเสียหน้าอีกครั้งเพราะเลขา หน้าตาสะสวยของตัวเอง
“เดี๋ยวผมจะเช็คกับคุณผึ้งอีกครั้งก็แล้วกันครับ”
“เช็คให้ดีล่ะ เพราะคุณพ่อคงไม่พอใจนัก ถ้ารู้ว่าที่งานล่าช้า เกิดขึ้นเพราะอะไร”
อินทัชละสายตาจากน้องชายมามองผู้หญิงข้างตัวน้องชายแทน
“นายก็รีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ แล้วก็รีบกลับไปเซ็นต์เอกสารที่บริษัทให้เรียบร้อย”
คนเป็นน้องชายยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นมามองเวลา ก่อนจะยิ้มยั่ว
“ผมยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงในการจัดการธุระของตัวเองกับเรนนี่ ดังนั้นพี่หนึ่งไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ผมกลับไปเซ็นต์เอกสารทันแน่นอนครับ”
อินทัชระบายยิ้มน้อยๆ ให้กับน้องชาย ก่อนจะเอ่ยปากชวนให้นั่งร่วมโต๊ะ
“ถ้านายไม่รีบร้อนมากนัก ก็กินข้าวเที่ยงกับพี่ก่อนก็ได้นะ”
ไหล่กว้างของอนลไหวน้อย ก่อนจะตอบรับพี่ชาย
“ผมก็นึกว่าพี่หนึ่งจะไม่ชวนซะแล้ว”
ริมฝีปากของอนลผุดรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปเลื่อนเก้าอี้ให้กับเรนนี่ นางแบบสาวลูกครึ่งไทยสิงคโปร์
“เชิญครับเรนนี่”
“ขอบคุณค่ะคุณอนล”
เรนนี่หย่อนกายอรชรในชุดรัดรูปสีแดงลงนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าที่ผ่านการแต่งแต้มจนจัดจ้านเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา
“คุณกับพี่ชาย หน้าตาคล้ายกันมากเลยนะคะ ความหล่อกินกันไม่ลงเลยค่ะ”
อนลหัวเราะร่วน ก่อนจะเอียงหน้าไปกระซิบข้างหูของเรนนี่ด้วยท่าทางสนิทสนม
“เราไม่มีอะไรเหมือนกันหรอกครับ โดยเฉพาะความโสด”
“อ้าว คุณอนลพูดแบบนี้ งั้นก็แสดงว่าพี่ชายของคุณไม่โสดแล้วเหรอคะ”
“พี่ชายผมแต่งงานแล้วล่ะครับ ใช่ไหมครับพี่หนึ่ง” อนลหันไปถามพี่ชาย ซึ่งอินทัชก็ตอบรับแต่โดยดี
“ครับ ผมแต่งงานมาได้หกเดือนแล้วครับ”
“อยากเห็นหน้าผู้หญิงโชคดีคนนั้นจังเลยค่ะ” แล้วเรนนี่ก็เลื่อนสายตาไปมองสร้อยมาลา “เอ่อ... หรือว่าภรรยาของคุณหนึ่งคือ...”
สร้อยมาลาเดาได้ทันทีว่าเรนนี่จะพูดอะไร หล่อนจึงรีบปฏิเสธทันที
“ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นเลขาฯ ของคุณอินทัชค่ะ”
พอได้ยินคำพูดของสร้อยมาลาแล้ว เรนนี่ก็เป่าปากออกมาแรงๆ
“ค่อยโล่งอกหน่อยค่ะ ไม่งั้นเสียดายของแย่เลย”
สร้อยมาลาหน้าสลดลงทันที เพราะเข้าใจความหมายของเรนนี่ได้ไม่ยาก
อินทัชเห็นสีหน้าถอดสีของเลขาฯ ของตัวเองก็อดที่จะปกป้องไม่ได้
“มุมมองของคนเราไม่เหมือนกันหรอกครับ เพราะทุกคนจะมีมุมที่เลือกมอง อย่างผม... ผมจะเลือกมองมุมที่ลึกที่สุด เพราะจะทำให้ผมเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของคนๆ นั้น แล้วคุณเรนนี่ล่ะครับ เลือกมองคนที่มุมไหน ใช่... มุมนอกสุดที่เรียกว่าเปลือกหรือเปล่าครับ”
“เอ่อ...”
เรนนี่พูดไม่ออกเอาดื้อๆ เพราะถูกอินทัชตำหนิด้วยเหตุผลที่โต้แย้งไม่ได้
อนลเข้าใจความหมายของพี่ชายได้ดี และรู้ดีว่าพี่ชายปกป้องเลขาเฉิ่มออกหน้าออกตามากแค่ไหน
เขาไม่ชอบเลยที่เห็นพี่ชายกางปีกปกป้องสร้อยมาลา เพราะมันยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดในใจแปลกประหลาด
“ผมว่าเราสั่งอาหารกันเถอะครับ นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว เดี๋ยวผมกับเรนนี่เรามีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันอีกเยอะด้วย”
อินทัชพยักหน้าน้อยๆ และก็หันไปถามสร้อยมาลาว่าจะสั่งอะไร แต่หญิงสาวขอตัวไปห้องน้ำเสียก่อน
“สร้อย... ขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ”
“เชิญตามสบายครับ”
เมื่ออินทัชอนุญาต สร้อยมาลาก็รีบปลีกตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
อนลมองหน้าพี่ชาย และก็อดที่จะเอ่ยปากเหน็บแนมไม่ได้
“ดูท่าทางพี่หนึ่งจะห่วงใยเลขาฯ หน้าห้องของตัวเองมากเลยนะครับ”
“แล้วมันผิดตรงไหน ถ้าพี่จะห่วงใยพนักงานของตัวเอง”
“มันก็ไม่ผิดหรอกครับ ถ้าพี่หนึ่งปฏิบัติกับพนักงานทุกคนแบบที่พี่หนึ่งปฏิบัติกับสร้อยมาลา” อนลเอียงหน้าเข้ามาใกล้พี่ชาย “ระวังมิรินจะตามมาฉีกอกเอานะครับ”
“พี่ไม่ได้ทำอะไรผิดต่อมิริน”
อินทัชแย้งเรียบขรึม และก็ก้มหน้าลงมองเมนูอีกครั้ง
อนลมองพี่ชายอย่างค้นคว้า เขาอยากจะรู้จริงๆ เลยว่าในหัวของอินทัชกำลังคิดอะไรอยู่
อินทัชเดินออกมาจากห้องทำงาน เพื่อกลับบ้าน แต่ยังเห็นสร้อยมาลานั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ที่โต๊ะก็อดที่จะเดินเข้าไปหาไม่ได้
“ผมจำได้ว่าไม่มีงานด่วนอะไรแล้ว เอาไว้ทำต่อพรุ่งนี้ก็ได้นะครับคุณสร้อย”
สร้อยมาลาเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายสุดหล่อ ก่อนจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“พอดีเป็นรายงานประชุมน่ะค่ะ สร้อยทำค้างอยู่ ว่าจะทำให้เสร็จก่อนค่อยกลับ”
“แล้วคุณจะกลับยังไงครับ รถคุณเสียอยู่ไม่ใช่หรือ”
หล่อนรู้ดีว่าเจ้านายเป็นห่วง แต่หล่อนก็ไม่ต้องการเป็นภาระของใคร
“สร้อยให้คนที่บ้านมารับน่ะค่ะ” หล่อนโกหกออกไป
อินทัชได้ยินก็ผงกศีรษะขึ้นลง และคลายเป็นกังวล
“อย่าอยู่ค่ำนักนะครับ ผมดูพยากรณ์อากาศมา ค่ำนี้ฝนน่าจะถล่มกรุง”
“เดี๋ยวเสร็จแล้ว สร้อยก็จะรีบกลับเลยค่ะบอส ขอบคุณบอสมากนะคะ”
หล่อนซาบซึ้งใจในความห่วงใยที่อินทัชมีให้เหลือเกิน
อินทัชไม่ได้ตอบอะไรออกมา นอกจากระบายยิ้ม และเดินตัวตรงหายเข้าไปในลิฟต์
สร้อยมาลาถอนใจเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ
เสียงฟ้าร้องที่ดังเล็ดลอดเข้ามาถึงภายในสำนักงาน ทำให้หล่อนรู้ว่า ฝนกำลังจะตกอย่างที่อินทัชบอกไว้จริงๆ
นิ้วเรียวเร่งความเร็วในการกดแป้นพิมพ์ให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ แต่ความรีบร้อนทำให้หล่อนพิมพ์ผิด และเสียเวลาในการแก้ไขไม่น้อยเลยทีเดียว
กว่างานจะเสร็จสิ้นลง เวลาก็ผ่านไปชั่วโมงกว่า และสายฝนก็เทกระหน่ำลงมาบนพื้นโลกอย่างไม่ลืมหูลืมตาเสียแล้ว
สร้อยมาลากดปิดคอมพิวเตอร์ รีบคว้ากระเป๋าสะพายสีดำมาคล้องไหล่ และลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะ เร่งฝีเท้าตรงไปยังลิฟต์ แต่ระหว่างทางก็เสียงฟ้าผ่าก็ดังเปรี้ยงขึ้น
“กรี๊ดดดดด...!”
หญิงสาวตกใจมาก สะดุดล้มลงกองกับพื้น แว่นกระเด็นออกไปจากใบหน้า เท่ากับว่าตอนนี้โลกของหล่อนพร่ามัวไปเสียแล้ว
มือเล็กพยายามควานหาแว่นตา คลำสะเปะสะปะไปตามพื้น ก่อนจะไปสัมผัสกับรองเท้าหนังเงาวับของใครบางคนเข้า
หล่อนตกใจ ชักมือกลับ และช้อนตาขึ้นมอง เงาลางๆ ที่เห็นบอกให้รู้ว่าเป็นผู้ชาย และสวมใส่ชุดสูท หล่อนหยีตาเพ่งมองมากขึ้น ก่อนจะพบว่าผู้ชายที่กำลังย่อตัวลงนั่งตรงหน้านั้นคือ...
“คุณอนล...?”
ทำไมเขาอยู่ที่ทำงานล่ะ
เขาลาพักร้อนครึ่งวันไม่ใช่เหรอ
อ้อจริง เขาต้องกลับมาเซ็นต์เอกสารของฝ่ายขายนี่นา
“คุณมาคลานอะไรอยู่แถวนี้ นี่ถ้าไม่มีไฟสว่าง ผมคงคิดว่าคุณเป็นผีจูออนไปแล้ว”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่ก็มีความขบขันอยู่ในนั้นด้วย
“เอ่อ... แว่นของสร้อยหายน่ะค่ะ สร้อยกำลังหา...”
อนลหรี่ตาแคบกวาดตามองใบหน้าขาวสะอาดที่ไร้แว่นหนาอย่างพิจารณา
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นหน้าสร้อยมาลาโดยไม่มีแว่นตาอันใหญ่ปิดบัง
จะว่าไปแล้ว ผู้หญิงคนนี้มีดวงตากลมโตน่ามองไม่น้อย แพขนตาก็ทั้งยาวทั้งงอนเหมือนกับดัดอยู่ตลอดเวลา แต่เขามั่นใจว่าหล่อนไม่ได้ดัดขนตาหรอก เพราะแค่แต่งหน้าเจ้าหล่อนยังไม่ทำเลย
“เอ่อ... หน้าสร้อย... มีอะไรติดอยู่เหรอคะ”
คำถามแปลกใจของสร้อยมาลาทำให้อนลละสายตาจากใบหน้ารูปไข่ และหันไปหยิบแว่นที่พื้นมายื่นให้แทน
“เปล่า ผมก็แค่จะส่งแว่นให้คุณ”
สร้อยมาลายื่นมือมารับแว่นตาจากเขาด้วยความดีใจ และด้วยความรีบร้อนทำให้ปลายนิ้วสัมผัสกัน
ไออุ่นจากปลายนิ้วสะอาดสะอ้านของอนลที่ส่งผ่านเข้าสู่ร่างสาว ทำให้สร้อยมาลาต้องรีบชักมือหนีทันควัน จากนั้นก็รีบสวมแว่น และลุกขึ้นยืนก้มหน้า
“ขอบ... คุณค่ะ”
อนลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาของเขายังคงจับจ้องเลขาฯ คนโปรดของพี่ชายไม่วางตา
“ทำไมวันนี้คุณถึงอยู่ดึกล่ะ”
“สร้อย... เพิ่งทำงานเสร็จค่ะ”
“ไหนพี่หนึ่งบอกว่าคุณทำงานดีไม่เคยล่าช้ายังไงล่ะ” อนลหัวเราะ ขณะยื่นมือไปกดลิฟต์
“เอ่อ... เป็นงานของพรุ่งนี้ค่ะ แต่พอดีสร้อยทำแล้วก็เลยอยากทำให้เสร็จเลย ไม่อยากค้างน่ะค่ะ”
อนลไหวไหล่น้อยๆ ก้าวเข้าไปในลิฟต์ที่ประตูเปิดออก แต่สร้อยมาลาไม่ยอมก้าวตามมาด้วย
“คุณไม่กลับบ้านหรือ”
“เอ่อ... คุณอนลลงไปก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวสร้อยรอลิฟต์รอบต่อจากคุณอนลค่ะ”
คิ้วเข้มของอนลขมวดกันมุ่นด้วยความหงุดหงิดใจ เมื่อเจ้าหล่อนทำเหมือนกับว่ารังเกียจไม่อยากไปพร้อมตนเอง
“แล้วทำไมต้องไปอีกรอบ ในเมื่อตอนนี้ลิฟต์ก็มีแค่ผมคนเดียว ไม่ได้เต็มสักหน่อย”
“คือสร้อย...”
หล่อนไม่อยากอยู่ใกล้กับอนล เพราะกลัวหัวใจตัวเอง
“สร้อยแค่ไม่อยากรบกวนคุณอนลน่ะค่ะ”
“แค่ลงลิฟต์ไปด้วยกัน ไม่รบกวนหรอกมั้ง เชิญครับ”
สร้อยมาลาไม่มีทางเลือก เมื่ออนลออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น
เท้าเล็กในรองเท้าคัชชูสีดำส้นเตี้ยก้าวเข้าไปภายในลิฟต์ แต่คงเพราะความประหม่า ทำให้เกิดสะดุดเท้าของตัวเองเข้า
“ว๊ายยย!”
ร่างของสร้อยมาลาถลาล้มลงบนพื้นตรงหน้าของอนลนั่นเอง ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ประตูลิฟต์ปิดลงพอดี
อนลถอนใจออกมาแรงๆ อธิบายความรู้สึกของตัวเองไม่ถูกว่าตอนนี้รู้สึกอะไรมากกว่ากัน ระหว่างสงสารหรือว่าขบขัน
“คุณคงชอบกินกบสินะคุณสร้อย”
สาวแว่นช้อนตาขึ้นมองเจ้าของคำพูด ขณะพยายามขยับตัวลุกขึ้นยืน โดยใช้ผนังลิฟต์ที่เป็นพยุงตัว
“คุณอนลหมายความว่ายังไงเหรอคะ”
“ก็ผมเห็นคุณขยันล้มเหลือเกิน ก็นึกว่าชอบกินกบ”
เขาหัวเราะขบขัน ขณะที่หล่อนก้มหน้าซ่อนความอับอายเอาไว้ใต้แว่นหนา