ตอน 1

ชายหนุ่มย่นหัวคิ้วอย่างแปลกใจ เขาตั้งใจเงี่ยหูฟังเมื่อรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเด็กร้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในคฤหาสน์ของเขา ที่นี่ไม่มีเด็ก หรือแม้เพียงสตรีที่อยู่ในคฤหาสน์ก็ไม่มี เขาไม่นิยมให้อิสตรีมาวุ่นวายกับพื้นที่และอาณาจักรส่วนตัวของเขา ยกเว้นสถานที่ที่เขาจัดไว้สำหรับพวกเธอ ซึ่งก็ไม่ใช่คฤหาสน์คาร์ลอสแห่งนี้

ซันเซส คาร์ลอส เป็นชายหนุ่มเจ้าของส่วนสูงหกฟุตครึ่ง ใบหน้า หล่อเหลาคมคาย ทว่าดวงตาสีมรกตเข้มของเขาแฝงความดุดันและน่ากลัว ภายในดวงตาไม่เคยมีประกายแห่งความสุขในช่วงห้าปีหลัง ทั้งใบหน้า ของเขาก็เรียบเฉยราวกับคนไร้ความรู้สึก

ซันเซสเป็นทายาทผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของตระกูลคาร์ลอส เขาและซารีน่าน้องสาวไม่เคยชื่นชอบธุรกิจด้านมืดของบิดา เขาและเธอเลือกเรียนในสาขาที่ตนชื่นชอบ เมื่อเรียนจบชายหนุ่มก็หันมาจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตนเอง ขณะนั้นซารีน่ายังเรียนอยู่เกรดหก ด้วยอายุที่ห่างกับพี่ชายมากกว่าหนึ่งรอบปี ทำให้ซันเซสกลายเป็นผู้ปกครองของซารีน่า โดยปริยาย เพราะบิดาของพวกเขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งนั่งร่วมโต๊ะกับลูกในวันคริสต์มาส

ซันเซสเป็นวิศวกรหนุ่มไฟแรงที่ถูกจับตามอง เมื่อห้าปีก่อนเขากำลังนำพาบริษัทก้าวขึ้นมาในแถวหน้าด้วยวัยเพียงสามสิบต้นๆ ธุรกิจที่สวนทางกับธุรกิจมืดของบิดา หลายคนจับตาปรามาสเอาไว้ว่าบริษัทของเขาต้องมี อลอนโซ่ คาร์ลอสผู้เป็นบิดาคอยหนุนหลัง นั่นทำให้ชายหนุ่มยิ่งถอยห่าง จากบิดาและคาร์ลอส

ความคิดต่างกลายเป็นความห่างเหิน เขาไม่เคยรับรู้และไม่ต้องการจะรับรู้เรื่องราวของคาร์ลอส ปาร์ค จนกระทั่งบิดาของเขาถูกลอบสังหาร น้องสาวหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนเดียวกันเมื่อห้าปีก่อน

วิศวกรหนุ่มนักบริหารต้องหวนกลับมาจับด้ามปืนล้างแค้นให้บิดาและตามหาน้องสาวอีกครั้ง ตำแหน่งผู้นำคาร์ลอส ประธานบริหารคาร์ลอส ปาร์คถูกส่งต่อมาที่เขาโดยปริยาย

ชายหนุ่มมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือใครบางคน แต่เขาก็ไม่สามารถ หาหลักฐานมาเอาผิดพวกนั้นได้จนกระทั่งถึงตอนนี้ พวกเขาไม่ทิ้งร่องรอย ให้เอาผิดได้เลย และเขาไม่อยากใช้กฎหมู่จัดการ

ห้าปีกับตำแหน่งผู้นำคาร์ลอสที่สร้างตัวขึ้นมาผงาดอีกครั้ง ความโหดเหี้ยมไม่เป็นรองผู้เป็นบิดา แต่คนที่ไม่มีกิจกรรมอื่นอย่างเขา กลับมีอำนาจทรงพลังมากกว่า อลอนโซ่ คาร์ลอสผู้เป็นบิดา แต่...

ห้าปีที่เขาตามหาน้องสาวแทบพลิกแผ่นดิน แต่ก็ไร้ร่องรอยของน้องสาวจนเขาทำใจยอมรับว่าเธออาจจะเสียชีวิตพร้อมกับบิดา หากแต่ยังไม่พบศพที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอน

ห้าปีกับการเกาะติดตระกูลคาซ่าและเธียร์ แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลที่จะเอาผิดพวกเขา ช่วงเวลาโหดร้ายที่ทำให้ชายหนุ่มเกือบคลั่งอยู่หลายหน เพราะมันหมายถึงความสามารถและภาวะผู้นำของเขา มันเป็นปมด้อยเพียงข้อเดียว ที่ฝังอยู่ในใจของชายหนุ่ม เขาเป็นผู้นำที่ทุกคนยกย่องเชิดชู แต่เรื่องตามหาน้องสาว เขายังทำไม่สำเร็จจนปล่อยเวลายืดเยื้อมาจนถึงตอนนี้ เขาจะทน เงยหน้ามองสมาชิกคาร์ลอสอย่างภาคภูมิใจได้อย่างไรกัน

เป้าหมายแรกที่เขายอมรับตำแหน่งเพราะต้องการปิดฉากล้างแค้นครั้งสุดท้าย ก่อนจะวางมือและหวนกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่เขาชื่นชอบอีกครั้ง แต่เวลาก็ล่วงเลยมาถึงห้าปี

จนความเป็นตัวตนของเขาถูกตำแหน่งและหน้าที่ปัจจุบันกลืนเอาไว้ ความแข็งกร้าวปิดบังความอ่อนโยนที่เคยมี และแทบไม่มีใครได้เห็นรอยยิ้มของซันเซสอีกเลยหลังจากนั้น

“อุแว้ๆ” เสียงเด็กร้องไห้จ้าดังเข้ามาใกล้ในความรู้สึกของชายหนุ่ม หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันและหันไปมองที่บานประตูอัตโนมัติ เพราะรู้ว่าต้นเสียงอยู่ภายนอกบานประตูบานนั้น ในจังหวะที่บานประตูห้องของเขาถูกเปิดออก

ชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่โค้งคำนับให้ผู้เป็นนาย ในมือของเขายังถือตะกร้าสานใบใหญ่ที่หุ้มเอาไว้ด้วยผ้าปักฉลุสีขาวคาดชมพู ในตะกร้าใบนั้นห่อหุ้มสิ่งมีชีวิตเอาไว้ และสิ่งมีชีวิตในตะกร้ายังร้องไห้จ้าไม่หยุด แต่กลับยิ่งแผดเสียงร้องหนักขึ้นเรื่อยๆ

“อะไร” คำถามกึ่งคำรามอย่างไม่พอใจเมื่อมีเสียงรบกวนโสตประสาท สายตาคมกริบของเขาหันไปจ้องมองใบหน้าบอดีการ์ดหนุ่มอย่างเอาเรื่อง

เสียงร้องของเด็กทำให้สีหน้าที่เคร่งขรึมของชายหนุ่มดุดันมากขึ้น ในชีวิตของเขาห่างไกลคำว่าเด็กทารกและเด็กมาเกือบยี่สิบปี เพราะเด็กคนสุดท้ายที่เขาสัมผัสคือซารีน่าน้องสาวของเขา ถ้าหากว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ อายุของเธอก็คงจะย่างเข้าปีที่ยี่สิบสามในเดือนหน้า เขาจำได้ว่าตอนซารีน่าเกิด เขากำลังโตเป็นหนุ่มวัยสิบห้า

“เด็กครับ” อดัมตอบกลับผู้เป็นเจ้านาย ขณะที่ยกตะกร้าชูขึ้นเล็กน้อยให้ซันเซสมองเห็นใบหน้าของหนูน้อยที่อยู่ในตะกร้า

“ฉันเห็นแล้วว่าเด็ก แต่ที่ถามคือเด็กมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เสียงของเขายังดุดันทรงพลัง บอกให้รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจเป็นที่สุด

บอดีการ์ดหนุ่มโค้งคำนับเป็นการแสดงคำขอโทษก่อนรายงาน ด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“จากกล้องวงจรปิด เด็กถูกผู้หญิงคนหนึ่งนำมาวางที่หน้าคฤหาสน์ พวกเราไปพบในตอนเช้ามืด”

“ใคร!” ชายหนุ่มถามขึ้นทันที เพียงประโยคสั้นๆ กระชับ แต่นั่นก็หมายถึงคำถามที่ต้องการคำตอบอย่างละเอียด ทุกประโยคคำถามที่หลุดออกมาจากปากผู้นำแห่งคาร์ลอส ต้องมีคำตอบและข้อมูลครบถ้วนเสมอ

“เธอปิดหน้าแต่งตัวมิดชิดจนเราไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร และเด็กคนนี้ร้องไห้จ้าไม่หยุดมาสามชั่วโมงแล้ว” อดัมตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาลงเล็กน้อย เพราะนั่นเป็นความผิดอย่างยิ่งยวดของพวกเขา

“ฉันควรจะควักลูกตาและตัดมือพวกนายทิ้งดีไหม ที่นี่คือคาร์ลอส แต่บอดีการ์ดของฉันกลับไม่รู้ว่ามีใครนำของมาวางไว้หน้าบ้าน ลองคิดย้อนกลับไปดู... ถ้านั่นเป็นระเบิดที่มีการทำลายล้างสูง พวกนายจะมี ลมหายใจอยู่ถึงตอนนี้หรือเปล่า” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวโกรธจัด

อดัมกับคาเธอร์โค้งศีรษะ “ขอประทานโทษครับบอส มันอยู่ในช่วงสลับเวรกันพอดี”

“ฉันถือว่านั่นคือคำแก้ตัว! ไล่ทุกคนที่อยู่ในเวรกะนั้นออกให้หมด” เขาคำรามเสียงกร้าว ดวงตาคู่คมดุดันมากกว่าเดิม มันจับจ้องไปที่ใบหน้า บอดีการ์ดหนุ่มสลับกันจนพวกเขาต้องหลบสายตาไปมองทางอื่น สองหนุ่มโค้งรับ แต่ก็ยังยืนนิ่งเฉยรอคำสั่งต่อ จนคนหงุดหงิดต้องถามขึ้นมาอีกรอบ

“แล้วฉันต้องเป็นคนจัดการเด็กคนนี้หรือไง จะทำยังไงก็ทำ และพาเด็กคนนี้ออกไปให้พ้นหน้าฉัน แก้วหูฉันจะระเบิดอยู่แล้ว” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แววตาดุดันเหมือนกำลังโกรธจัดเต็มที่

“พวกผมก็ไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงกับเด็กคนนี้ดี”

“ถ้าเรื่องแค่นี้พวกนายไม่รู้ ก็ไม่สมควรจะทำงานต่อไปเหมือนกัน” แววตาแข็งกร้าวของชายหนุ่มจ้องมองที่ดวงตาของลูกน้องทีละคนสลับกัน ไฟความโกรธในดวงตาแทบจะเผาพวกเขาจนมอดไหม้

คาเธอร์ทำท่าอึกอัก ขณะที่อดัมก็ถือตะกร้าเด็กมือสั่นเพราะเกรงกลัวสายตาทรงพลังของเขา ส่วนคนที่อยู่ในตะกร้าก็ยิ่งแผดเสียงร้องดังขึ้นกว่าเดิม

“ผมรู้ว่าต้องส่งตัวเธอให้ทางการ พร้อมกับหลักฐานทั้งหมดที่เรามี” คาเธอร์บอก

“รู้อย่างนี้... แล้วพวกนายยังจะยืนเซ่ออยู่ทำไมอีก” เสียงคนโกรธยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม

คาร์เธอและอดัมยืนถกเถียงเกี่ยงกันไปเถียงกันมาอยู่สักพัก จนคนเป็นนายเงยหน้ามองอย่างไม่สบอารมณ์อีกรอบ ในที่สุดคาเธอร์ก็ยอมเป็นหน่วยกล้าตาย ตัดสินใจนำของที่อยู่ในตะกร้าส่งให้คนเป็นนาย

“สิ่งนี้ทำให้พวกผมไม่สามารถตัดสินใจได้” เขาบอกพร้อมกับส่งสร้อยข้อมือเส้นเล็กที่ติดตัวสาวน้อยให้คนเป็นเจ้านาย แน่นอนว่าสิ่งนั้นทำให้หัวใจของซันเซสวูบไหวลงอย่างไม่น่าเชื่อ

“เดลล่าอย่างนั้นเหรอ...” ชายหนุ่มรำพึงถึงชื่อที่สลักอยู่บนสร้อยข้อมือของสาวน้อย

ตอน 2

เดลล่าเป็นชื่อที่สลักอยู่บนสร้อยข้อมือที่ติดตัวเธอมา แต่สร้อยเส้นนั้นเป็นสร้อยที่มีเพียงเส้นเดียวในโลก ที่ถูกสั่งทำขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะเท่านั้น เขาพยายามหาความหมายของข้อความที่สลักอยู่บนตัวสร้อย รวมไปถึงความต้องการที่น่าจะเป็นของบุคคลที่นำเด็กคนนี้มาวางเอาไว้พร้อมสร้อยที่หน้าคฤหาสน์ของเขา

บางทีอาจจะแค่ต้องการสืบข้อมูลบางอย่าง บางทีก็อาจจะแค่ก่อกวน หรือบางทีมันอาจจะมีรายละเอียดลึกซึ้งมากกว่านั้น เขาไม่อาจคาดเดา และตอบได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ดวงตาสีมรกตของเขาละจากตัวอักษรที่สลักอยู่ สบตาบอดีการ์ดหนุ่มและส่งสร้อยเส้นนั้นให้คาเธอร์ “เอาสร้อยเส้นนี้ไปเช็กที มีฝังไมโครชิปอะไรเอาไว้ข้างในหรือเปล่า เก็บไว้เพียงตัวเด็กและสร้อยเส้นนี้ ส่วนสัมภาระที่ ติดตัวของเธอทั้งหมดก็ทำลายทิ้งให้หมด จากนั้นนายก็ช่วยจัดการเรื่องของใช้เด็กอ่อนให้เธอด้วย”

ชายหนุ่มสั่งคาเธอร์เสียงเข้ม คนได้รับคำสั่งเพียงโค้งคำนับเพื่อเป็นการตอบรับ แต่ก็ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเพื่อรอรับคำสั่งเพิ่ม

“ไปจัดการตอนนี้เลย” ชายหนุ่มย้ำอีกรอบ

“ครับ” คาเธอร์รับคำและเดินออกไปจัดการทันที

หลังจากที่คาเธอร์เดินออกไป ซันเซสเบนสายตาคู่คมเพ่งมองไปยังเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มที่อยู่ในตะกร้า พูดกับเธอเบาๆ

“เธอต้องการบอกอะไรกับฉัน...”

เจ้าของดวงตาใสแจ๋วถูกพันตัวไว้กับผ้าผืนหนา และวางไว้ในตะกร้าอีกชั้น สิ่งที่โผล่พ้นออกมาให้เห็นมีเพียงดวงตาใส จมูกเล็กๆ ที่โด่งนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากสีชมพูสดเป็นกระจับรับกับพวงแก้มใสสีชมพูระเรื่อ ปากของเธอยังขยับร้องไม่หยุดตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้

ชายหนุ่มเงยหน้าสบตากับบอดีการ์ดก่อนจะถาม “เด็กผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ ส่งตัวมาให้ฉันที ทำไมยังร้องอยู่”

“เธอเป็นเด็กผู้หญิง อายุน่าจะเดือนเศษ ผมก็ไม่ทราบว่าเธอร้องเพราะอะไร ทั้งอุ้มทั้งปลอบก็ไม่หยุดร้องสักที” อดัมบอก

ซันเซสพยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจ คงไม่มีใครเข้าใจอาการของเด็กที่ไม่สามารถพูดคุยหรือบอกอะไรได้ หากบุคคลพวกนั้นไม่ได้คลุกคลีอยู่กับเด็กและทารกจนสังเกตอาการออก

อดัมยกตะกร้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่จะช้อนตัวสาวน้อยได้ถนัด ช้อนอุ้มตัวเด็กที่อยู่ในตะกร้าส่งให้เจ้านายหนุ่ม ทันทีที่เธอถูกส่งไปยังอ้อมกอดของ อีกคน เสียงร้องไห้จ้าเมื่อครู่ก็หยุดชะงักลงราวปิดสวิตช์

“อ้าว! หยุดร้องเลย” อดัมอุทานออกมามองหน้าเธออย่างแปลกใจ

ท่ามกลางบรรยากาศตอนเช้ามืดในช่วงปลายซัมเมอร์อุณหภูมิเกือบสิบห้าองศา แต่ชายหนุ่มยังสัมผัสถึงความอุ่นในตัวของเด็กน้อย ร่างกายของเธอยังอุ่นอยู่ในตะกร้าผ้า นั่นก็แสดงว่า... หญิงสาวนางนั้นวางตัวเด็กคนนี้เอาไว้ไม่นาน ก่อนที่จะมีคนไปพบ

“แม่ของเธอเป็นผู้หญิงที่ใจร้ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา” ชายหนุ่มบอกกับเจ้าของดวงตาใสแป๋วที่กำลังมองเขาอยู่ เพียงแค่เห็นดวงตาคู่นั้นเขาก็ทําร้ายไม่ลง ไม่น่าเชื่อว่าแม่ของเธอจะทิ้งลูกสาวไว้หน้าบ้านคนอื่นได้ลงคอ

บอดีการ์ดหนุ่มยิ้มออกมา ในขณะที่ดวงตาของคนอุ้มนุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัด

หนูน้อยทำปากจู๋และดูดปากเล็กน้อยเหมือนเธอกำลังหิวนม ซันเซสเงยหน้าขึ้นมองบอดีการ์ด ลืมความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ไปชั่วขณะ

“นายช่วยฉันดูหน่อยซิ อาการแบบนี้เธอหิวนมหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามบอดีการ์ดหนุ่ม

อดัมชะเง้อคอไปมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าในอ้อมกอดของเจ้านาย เขาพยักหน้าคล้อยตามและตอบกลับไปทันที “เหมือนจะใช่ครับ”

“นายชงนมเป็นไหม”

อดัมส่ายหน้าหวือกับประโยคถัดมาของเจ้านายหนุ่ม พวกเขายังไม่เคยมีลูก แม้แต่ในคฤหาสน์ก็ไม่มีผู้หญิงสักคน แม้กระทั่งเชฟที่ทำอาหาร ก็ล้วนแต่เป็นทีมของผู้ชายทั้งสิ้น

“ไม่ครับ” เขาตอบทันที “ผมไม่เคยมีลูก ไม่เคยต้องเลี้ยงเด็ก และที่นี่ก็ไม่มีนมผงสำหรับเด็กอ่อน”

“ไม่เคย ก็ลองสิ ไปจัดการเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้ม

“เราไม่มีนม เราไม่เคยซื้อนมเด็กอ่อนมาไว้”

“ไม่เคยก็ไปซื้อ” ชายหนุ่มบอกกึ่งตวาด เพราะสาวน้อยเริ่มส่งเสียงร้องไห้อีกครั้ง หลังจากเงียบไปสักพัก

อดัมย่นคิ้วอย่างใช้ความคิด และบอกเหมือนเพิ่งนึกได้ “ในกระเป๋าที่คาเธอร์ถือออกไปมีชุดขวดนมอยู่ในกระเป๋าอีกใบเตรียมมาด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นก็เรียกคาเธอร์กลับมาก่อน” เมื่อมีคำสั่งต่อท้าย อดัมโค้งให้เจ้านายและรีบจัดการทันที

หลังจากผ่านไปไม่นานทั้งหมดก็มารวมตัวกันอยู่ห้องโถง ของที่อยู่ในกระเป๋าสัมภาระที่ติดตัวสาวน้อยเดลล่าทั้งหมด ถูกนำมาวางกองเรียงไว้ด้านหน้า ทุกสายตาต่างจับจ้องและใช้ความคิด

พวกเขาพูดคุยและถกเถียงกันพักใหญ่ถึงวิธีการชงนมเลี้ยงเด็กอ่อน แต่ทุกความเห็นกลับสวนทางกัน

“มัวเถียงกันแบบนี้จะได้อะไรขึ้นมา ไปหาข้อมูลสิ ชงนมยังไง” ชายหนุ่มตวาดอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อเห็นบอดีการ์ดหนุ่มยังยืนถกเถียงกันอยู่

“ครับๆ” อดัมตอบรับและรีบเดินออกไปก่อนเพื่อหาข้อมูล คาเธอร์เดินตามออกไป ในขณะที่ซันเซสอุ้มสาวน้อยเดินวนไปมาเพื่อปลอบให้เธอ หยุดร้อง

สาวน้อยหยุดได้เพียงสักพักก็ร้องขึ้นมาอีก จนปัญญาที่คนอุ้มจะหาทางออกให้เธอหยุดร้องได้ทุกครั้ง เวลาผ่านไปนาน นมที่สั่งให้ชงก็ยัง ไม่เสร็จจนคนสั่งเริ่มหงุดหงิดหัวเสียขึ้นมาอีกครั้ง

“หยุดร้องนะคนดี หยุดร้องนะครับ เดี๋ยวนมก็มาแล้ว จะได้หม่ำๆ กัน” ชายหนุ่มก้มลงบอกคนในอ้อมกอดเสียงนุ่มนวล แต่เพียงแค่เขายกตัวเธอขึ้นมาก็ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ

“นี่กลิ่นอะไรอีกล่ะ” เขารำพึงเมื่อได้กลิ่นบางอย่างจากตัวเธอ และสาวน้อยก็ส่งเสียงร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง เขาส่งเสียงตะโกนเรียกบอดีการ์ด ทุกคนที่อยู่ในบ้าน

“ใครอยู่แถวนี้บ้าง ออกมาที่นี่ให้หมด” เสียงตะโกนของชายหนุ่มทำให้สาวน้อยยิ่งร้องไห้หนัก เพราะเธอตกใจกับเสียงของเขา

หลังจากนั้นทั้งคฤหาสน์ก็วุ่นวายขึ้นอีกครั้ง ชายฉกรรจ์ยืนล้อมสาวน้อยที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอร้องไห้จ้าในขณะที่พวกเขาทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าสาเหตุของการร้องไห้เกิดจากอะไร

“ให้ไปชงนม ได้หรือยัง” ซันเซสตะโกนถามอย่างเกรี้ยวกราดอีกครั้ง เขาเข้าใจว่าที่เธอร้องเป็นสาเหตุมาจากหิวนม ในขณะที่คนไปชงนมเงอะงะ ทำไม่ถูก

“อุแว้ๆ” เด็กหญิงยิ่งแผดเสียงร้องหนักขึ้น เธอคงหวาดกลัวกับเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดของชายหนุ่มด้วย เมื่อเห็นเด็กหญิงร้องไห้จ้า เขาก็ช้อนอุ้มตัวเธอขึ้นมาอีกครั้งพลางโยกตัวเบาๆ ไปด้วย

“หยุดร้องนะคะ หยุดร้องนะคนสวย” ชายหนุ่มปลอบเสียงนุุ่ม เขาทำราวกับว่าสาวน้อยอายุเพียงเดือนเศษจะเข้าใจคำพูดของเขา แต่น้ำเสียงอ่อนโยนก็ทำให้เด็กหญิงหยุดมองเล็กน้อย

แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เธอหยุดร้อง แม้ว่าเขาจะทั้งปลอบ ทั้งโยกตัวเธอเบาๆสลับกับกอดแนบเธอเข้าลำตัว หรือแม้แต่ส่งเสียงจุปากให้เธอหยุดร้องก็ไม่เป็นผล

เขาเดินวนรอบโต๊ะเพื่อเป็นการกล่อมให้สาวน้อยหยุดเสียงร้อง ซึ่งก็ได้ผลชั่วขณะ เมื่อเห็นบอดีการ์ดหนุ่มเดินออกมาเขาก็สบถคำรามในลำคอ

“ให้ไปชงนมก็หายไปทั้งคู่ ฉันไม่ได้สั่งให้พวกนายไปทลายบ่อนเถื่อนนะ จะได้หายกันไปนานขนาดนี้”

ตอน 3

คาเธอร์รีบถือขวดนมตรงมาหาชายหนุ่มที่ยืนรออยู่อย่างหัวเสีย เขารีบส่งขวดนั้นให้เจ้านายหนุ่ม ทั้งที่นมในขวดยังเป็นก้อนเล็กก้อนใหญ่ ไม่แตกกระจายในน้ำเพราะโดนความร้อนจัด เมื่อมือของคนเป็นนายสัมผัสกับขวดนมเขาก็ยิ่งหัวเสียหนักมากขึ้นกว่าเดิม

“ร้อนจี๋ขนาดนี้ เด็กจะกินเข้าไปได้ยังไง ปากพองพอดี นายคิดไม่เป็นหรือไง” เขาบอกอย่างตำหนิ

พอเขาได้เห็นตะกอนที่อยู่ในขวดนม เขาก็โมโหขึ้นมามากกว่าเดิม เพราะคนร้องไห้จ้ายิ่งร้องหนักกว่าเดิมเมื่อผ่านไปนาน สิ่งหนึ่งอาจจะเป็นเพราะหิว แต่เมื่อได้ยินเสียงตวาดของคนอุ้มเธอก็คงมีอาการตื่นกลัวร่วมด้วย

“นี่คือนมสำหรับเด็กอ่อนเหรอ” กวาดสายตามองทุกคนที่ยังยืนงงทำตัวไม่ถูก

“พวกนายก็ยืนอยู่ได้ ไปช่วยกันสิ”

ทุกคนกำลังตะลึงงันกับความเปลี่ยนแปลงของมาเฟียหนุ่ม พวกเขาไม่คิดว่าจะได้เจออาการแบบนี้ของเขา พอได้เห็นมาเฟียผู้หยิ่งทะนงกำลังกล่อมเด็กก็เป็นภาพน่าเอ็นดูชวนขำ หากเพราะหน้าที่และตำแหน่งทำให้พวกเขาไม่สามารถยิ้มและหัวเราะออกมาได้

นมอีกขวดถูกส่งมาให้ชายหนุ่ม อุณหภูมิความร้อนของนมในขวดนี้แตกต่างจากขวดแรกเล็กน้อย แต่ที่ไม่แตกต่างมากคือยังมีก้อนนมเกาะอยู่ก้นขวดจำนวนมาก สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่าคนชงกดน้ำร้อนลงไปทำให้นมไม่สามารถแตกตัวและละลายได้อย่างดี

พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่านมสามารถแตกตัวได้ดีในน้ำอุ่น หรือแม้แต่น้ำต้มสุกอุณหภูมิห้อง

“นี่นมไม่แตกตัว ไม่ร้อนจัดแต่ก็ยังร้อน เด็กจะกินเข้าไปได้ยังไง” ซันเซสหยิบขวดนมที่คาเธอร์ส่งให้มาเขย่าอีกรอบ แต่นมก็ยังไม่แตกตัว แม้ว่าจะออกแรงเขย่ามากแค่ไหนก็ตาม

“ก็แค่ชงนม มันจะยากเย็นอะไรนักหนาวะ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด แต่กลิ่นตุๆ ที่โชยออกมาอีกระลอกก็ทำให้เขาชะงัก

“ใครผายลม” เสียงหนึ่งในบอดีการ์ดถามขึ้นมา พร้อมกับทำจมูก ฟุดฟิดตามหากลิ่น ทุกคนต่างปฏิเสธ แต่กลิ่นยังคงหลงเหลือ เป็นคำถามต่อว่ากลิ่นนั้นมาจากใคร

ทุกสายตาหันมามองเจ้าตัวยุ่งในผ้าอ้อมสีขาวชมพูที่เริ่มส่งเสียงร้องงอแงอีกครั้ง

“หรือว่า...”

ทุกคนลงความเห็นว่าเป็นเธอ ซันเซสยกคนในผ้าอ้อมขึ้นดม และก็เป็นคำตอบให้พวกเขาอย่างชัดเจน

“อึ!” ชายหนุ่มสบถออกมา

ใบหน้าของเขาเริ่มยุ่งและเครียดขรึมขึ้นมากกว่าเดิม มาเฟียอย่างเขาเคยเลี้ยงเด็กที่ไหนกัน และคนในบ้านก็ล้วนแต่เป็นผู้ชายทั้งสิ้น

“จะจัดการยังไงล่ะ เด็กผู้หญิงด้วย” คาเธอร์ที่ยืนถือขวดนมขวดที่สามเก้กัง ขวดนี้เขาเริ่มชงได้ใกล้เคียงกับนมเด็กมากขึ้น น้ำกับนมแตกตัวผสมกันได้เป็นอย่างดีในอุณหภูมิที่ไม่ร้อนและเย็นมากนัก

“นายนั่นแหละเอาไปจัดการเลยคาเธอร์” คนเป็นเจ้านายออกคำสั่งเสียงเข้ม พร้อมกับยื่นส่งเด็กหญิงให้เขา

พอสาวน้อยถูกเปลี่ยนมือไปจากมืออีกคนเธอก็ร้องไห้จ้าราวกับใจ จะขาด เหมือนเธอถูกทำร้ายอย่างหนัก หรือโดนมดแมลงกัดต่อยอย่างเจ็บปวดเสียอย่างนั้น

“ผมเลี้ยงเด็กไม่เป็น” คาเธอร์บอกเสียงเบา

“ส่งกลับมา” ซันเซสแย่งตัวสาวน้อยคืนมาอีกรอบ และเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง อย่างน้อยอ่างล้างหน้าของเขาก็กว้างมากพอที่จะ ทำความสะอาดตัวเธอได้สบาย แม้ไม่เคยทำ แต่เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยอย่างนี้เขาก็ต้องลอง

ในใจนึกเข่นเขี้ยวและอยากหักคอแม่ของสาวน้อยนางนี้ เขาโกรธและยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น ผลักดันเป็นพลังแค้นให้เขาต้องตามล่าหาตัวเธอกลับมารับโทษให้สาสมกับความวุ่นวายที่เธอสร้างให้คฤหาสน์ของเขาในเช้าวันนี้

สาวน้อยถ่ายอุจจาระเต็มผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่เธอสวมอยู่ พอเปิดออกทุกคนก็เบือนหน้าหนีตามๆ กัน หนุ่มๆ ก็เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา

“นายมาจัดการซิ คาเธอร์” คนเป็นนายสั่งและถอยออกมา

คาเธอร์ก้มลงกระซิบกระซาบกับอดัม หลังจากนั้นเขาก็ดันตัวอดัม ให้เดินเข้าไป และตัวเองเดินถอยออกมาปิดจมูกทำท่าพะอืดพะอมอยู่ ริมประตู

พอเด็กหญิงถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในมือของอดัมเธอก็ร้องจ้าดังลั่นห้องน้ำอีกครั้ง อดัมหันมามองคนเป็นนาย “ผมคงมือหนักไป”

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้าของคฤหาสน์ต้องลงมือเอง “ถอยออกมา ฉันจัดการเอง”

แต่กว่าที่ชายหนุ่มจะชำระล้างให้เธอสะอาดหมดจดเขาต้องกลั้น ลมหายใจ และกลืนความขยักขย้อนจะอาเจียนลงท้องไปหลายหน ไม่คิดว่าการดูแลเด็กไร้เดียงสาจะยากเย็นมากเพียงนี้

“แค่วันเดียวเธอก็ทำให้ฉันปั่นป่วนมากขนาดนี้เลยนะเดลล่า เธอเป็นลูกของใครกันแน่ สร้อยข้อมือเส้นนั้นต้องการสื่ออะไร แล้วแม่ของเธอไปไหน”

ชายหนุ่มล้างชำระร่างกายของสาวน้อยจนสะอาดหมดจด และ ใช้ผ้าขนหนูของตัวเองพันรอบตัวเธอเอาไว้ ที่บ้านไม่มีผ้าอ้อมสำเร็จรูป ไม่เคยมีของใช้เด็กอ่อน ไม่มีทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเธอ หลังจากนั้นเขาก็ป้อนนมและสาวน้อยนางนั้นก็หลับไปบนเตียงของเขา

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อศึกสงบลง แม้ว่าเขาจะเป็นคนโหดร้าย และรู้ว่าสร้อยที่อยู่บนข้อมือของเธอมีสัญลักษณ์ของศัตรูหมายเลขหนึ่งของตัวเอง แต่เขาก็ไม่ใจร้ายมากพอที่จะทำร้ายเด็ก

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ หากฝ่ายนั้นต้องการใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง เขาก็จะใช้เด็กคนนี้เป็นตัวสืบหาข้อมูลเช่นกัน เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเธอเป็นลูกของใคร และผู้หญิงคนนั้นเกี่ยวข้องกับเด็กคนนี้หรือคนในตระกูลคาซ่าอย่างไรบ้าง

หลังจากที่ทุกอย่างเงียบสงบลง เขาก็สั่งให้ลูกน้องไปซื้อของใช้สำหรับเด็ก ในขณะที่ตัวเองเรียกอดัมและคาเธอร์เข้าห้องทำงานเพื่อดูกล้องวงจรปิด

“ตามตัวผู้หญิงคนนั้นมาให้ฉันด่วน ฉันให้เวลาสามวัน พวกนายต้องพาตัวเธอมาให้ฉัน”

คำสั่งประกาศิตที่หลุดออกมาจากปากของเจ้านายหนุ่มทำให้ สองบอดีการ์ดคู่ใจแอบหวั่นใจ ดูจากลักษณะของเธอน่าจะไม่ใช่ผู้หญิงยุโรป เพราะเป็นคนตัวเล็กมาก

“ครับ” พวกเขารับคำและเดินออกไปจากห้อง หากว่าเป็นคำสั่ง แม้ต้องพลิกฟ้าตามล่าพวกเขาก็ต้องทำ

เมื่อชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์กลับเข้ามาในห้องของตัวเอง เขาก็ ปวดหัวหนักกว่าเรื่องที่เขาสั่งลูกน้องคนสนิทไปทำเมื่อครู่ เด็กหญิงเดลล่ากำลังแผดเสียงร้อง ในขณะที่บนเตียงของเขาเปียกชุ่มเป็นวงกว้างเพราะเธอไม่ได้สวมผ้าอ้อมสำเร็จรูป

“เอาอีกแล้วนะเดลล่า ฉันไม่ว่างสำหรับเธอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนะ” ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกและส่ายหน้าเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็จำเป็น ต้องใช้ผ้าเช็ดตัวของตัวเองผืนใหม่มาพันรอบตัวเธอเอาไว้หลวมๆ และย้ายเธอมานอนในบริเวณที่ไม่เปียกบนเตียงของตัวเอง

สิตมนถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเครื่องบินลำที่เธอนั่งค่อยๆ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าหลังจากใจหายตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะความกลัวมาหลายชั่วโมงที่สนามบิน

ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันมาก เธอเพิ่งมีโอกาสได้สืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเจ้าของคฤหาสน์หลังงามเมื่อตอนมาถึงสนามบิน หลังจากที่ตกกระไดพลอยโจนรับปากเพื่อนสาวทำภารกิจสำคัญ

หลังจากที่เธอได้รู้ความจริงว่าเขาเป็นใคร ความกลัวก็ถาโถมราวกับพายุ เธอนั่งสั่นหลบมุมอยู่จนกระทั่งผ่านเข้าเกตขาออก ถึงแม้ว่าจะผ่าน เกตขาออกมาแล้ว เธอก็ยังไม่คลายความกลัว หวาดผวาทุกครั้งเมื่อเห็นชายฉกรรจ์เดินผ่าน

เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่ารูมเมตร่วมห้องที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาหลายปี จะเกี่ยวพันกับมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแห่งอิตาลี แต่ในตัวตนที่เธอรู้จักกับซารีน่า หญิงสาวเป็นคนอ่อนโยนและชอบทำอาหาร เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้านและหลังร้านที่พวกเธอเป็นลูกจ้าง จะมีบ้างที่ซารีน่าออกไปธุระเพียงลำพัง จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้รู้ว่าเพื่อนสาวตั้งท้อง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED