ตอนที่ 1
มาคัสยิ้มมุมปาก นัยน์ตาแวววาวกวาดสายตามองสาวน้อยร่างเล็กตั้งแต่ใบหน้าสวยลงไปตามลำตัวอวบอิ่มด้วยวัยสาวแล้วย้อนกลับขึ้นมาใหม่ กลิ่นกายหอมกรุ่นยามเธอเดินผ่านไปมาเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้ลูกค้า ปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาในกายหนุ่มของเขาให้ลุกโพรงจนหน้าแปลกใจ
แม้จะอยู่ในความมืดปนสว่างสลับกันไปมา แต่เหมือนกับว่าเขาเห็นใบหน้าเนียนสวยนั้นได้ติดตาและบันทึกไว้ในใจและอยากจะรู้ว่าถ้าร่างเล็กบอบบางนั้นมาอยู่ใต้ร่างของเขา เสียงครางของเธอจะเป็นอย่างไร ผิวเนื้อเธอจะเนียนและหวานนุ่มดุจไวน์ชั้นดีหรือเปล่า แล้วจะกระตุ้นอารมณ์ปรารถนาในกายเขาให้ลุกโชติช่วงไปตลอดทั้งคืนหรือเปล่า
มาคัสแปลกใจ...เขาก็ใช่ว่าจะไร้คนเคียงกายเสียเมื่อไหร่ มีหญิงมากมายหลายคนต่างแวะเวียนมาให้ความสำราญ แต่ทำไมเขาต้องไปสนใจกับสาวน้อยที่หน้าตาเหมือนเด็กนักเรียนคนนี้ด้วย รูปร่างก็เล็กบอบบางความสูงน่าจะประมาณอกเขาเสียด้วยซ้ำ ดูๆ ไปอายุก็ไม่น่าจะห่างกับธนัญญาน้องสาวบุญธรรมของเขาเท่าไหร่เลย แต่ทำไมถึง...?
ชายหนุ่มยิ้ม ตอนนี้หญิงสาวยืนหอบอยู่หน้าเคาน์เตอร์จำหน่ายเครื่องดื่ม ใบหน้าสวยมีเหงื่อซึมตามขมับ แต่ทว่าดวงตากลมโตยังเปล่งประกายสดชื่นและแจ่มใส เสียงเพลงในไนต์คลับดังสนั่น พนักงานเสิร์ฟแต่ละคนต่างก็ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น วันนี้แขกในร้านเยอะเป็นพิเศษเพราะวันนี้เป็นวันเงินเดือนออกและพรุ่งนี้เป็นวันหยุดอีกด้วย มือเรียวยกขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้ารูปไข่พร้อมกับยื่นมือไปรับแก้วเครื่องดื่ม
“เหนื่อยหน่อยนะมะลิวันนี้ลูกค้าก็เยอะเป็นพิเศษเสียด้วย”
คนพูดเป็นชายร่างใหญ่ผิวสองสี ผมหยักศก ดวงตาเป็นประกายใจดีและอบอุ่น จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหนาและแดงอย่างคนมีสุขภาพดีแม้ว่าจะทำงานกลางคืนอยู่ตลอด แม้ปากจะพูดกับหญิงสาว แต่มือก็จัดการผสมเครื่องดื่มเตรียมไว้ใหักับพนักงานเสิร์ฟคนอื่นต่อไปอย่างไม่ยอมหยุด
“จริงด้วยพี่กานต์ วันนี้คนเยอะมากเป็นพิเศษจริงๆ”
มะลิวัลย์ตอบชายหนุ่มไปใบหน้าสวยเปื้อนรอยยิ้มจางๆ
“แต่แค่นี้มันแค่เด็กๆ พี่กานต์ก็รู้ว่าเราทำนากันเหนื่อยกว่านี้อีก”
หญิงสาวตอบกลับลูกพี่ลูกน้องที่เป็นคนดูแลเธอตลอดการเดินทางมาทำงานที่กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ แต่จะว่าไปเธอก็โชคดีกว่าใครหลายๆ คนที่มาจากต่างจังหวัด เพราะเธอมาที่นี่เพียงแค่อาทิตย์เดียวก็ได้งานแล้ว คงจะต้องขอบคุณกานต์เขตด้วยเหมือนกันที่พาเธอมาสมัครงานที่นี่
มะลิวัลย์ยิ้มให้กานต์เขตถ้าพี่ชายไม่ช่วยพูดให้ เธอคงจะไม่ได้ทำงานที่นี่หรอก เพราะวุฒิการศึกษาที่เธอมีคือมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผลการเรียนก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร ค่อนไปทางอ่อนด้วยซ้ำ และยังมีปัญหาสำคัญอีกอย่างก็คือรูปร่างหน้าตาของเธอที่เหมือนกับเด็กที่กำลังเรียนอยู่ในช่วงชั้นมัธยมต้น สูงเพียงแค่ 155 ซม. ใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตขนตายาวงอน จมูกไม่ถึงกับโด่งมากแต่ก็ไม่หัก แก้มเนียนใสราวกับแก้มเด็ก ริมฝีปากอิ่มเต็มเป็นสีชมพูระเรื่อ
เวลาไปสมัครงานที่ไหนจึงทำให้คนที่รับสมัครมองว่ายังเด็กเกินไป จนบางครั้งแทบจะไม่กล้าเลยด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าเธอจะโดนเธอหลอกเรื่องอายุเอา หญิงสาวยิ้มเมื่อนึกถึงใบหน้าผู้จัดการวัยกลางคนตอนที่เห็นเธอเดินเข้ามายื่นใบสมัคร ก่อนจะทำอย่างอื่น อรุณดูใบหน้าเธอและบัตรประชาชนก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจว่าเธออายุยี่สิบปีแน่หรือ
นี่จึงทำให้การหางานของเธอมีความยากยิ่งและตอนนี้เธอเองก็ยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำด้วย แต่เธอเชื่อว่าถ้าขยันสักหน่อยไม่นานผู้จัดการจะต้องเห็นถึงความพยายามและบรรจุให้เธอเป็นพนักงานประจำที่นี่แน่นอน และมันก็จะทำให้ความฝันของเธอเป็นจริงได้
หญิงสาวยิ้มวาดฝันไว้ในหัวใจและสมองว่าเธอจะมีเงินสักก้อนไว้เปิดร้านขายของชำเล็กๆ เพื่อเลี้ยงดูแม่และตัวเธอเอง แต่ก่อนนั้นเธอจะต้องเรียนให้จบปริญญาตรีเสียก่อน อีกไม่นานมะลิวัลย์เชื่อว่าความฝันของเธอจะเป็นความจริง ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลสองข้อนี้เธอคงจะไม่เลือกมาทำงานในเมืองใหญ่ที่แสนจะวุ่นวายนี้หรอก เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ไม่เคยมีความจริงใจให้แก่กัน หรือถ้าจะมีมันก็หาได้น้อยมาก
ภาพใบหน้าเหี่ยวย่นแต่กลับมีรอยยิ้มอันแสนจะอบอุ่นคอยวนเวียนมาหาเธอเสมอ มือเล็กและเหี่ยวย่นที่คอยลูบผมบนศีรษะให้ ยามที่เธอท้อแท้และต้องการกำลังใจ เธอรู้ว่าแม่ไม่ได้อยากให้เธอมาทำงานที่นี่เลยสักนิด แต่ทำไงได้ล่ะในเมื่อตอนนี้ที่บ้านฝนแล้งทิ้งช่วงเป็นเวลานานแรมเดือนจนทำนาไม่ได้ อีกทั้งนาที่มีอยู่ก็หาใช่ที่นาของตัวเองไม่ กลับเป็นเพียงแค่นาที่ปลูกข้าวแบ่งกับคนอื่นที่ถึงแม้จะใจดีแต่ทว่าเขาก็ต้องการผลผลิตเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเหมือนกัน
มือเล็กเรียวยกขึ้นจับสร้อยคอที่เธอห้อยติดตัวไว้ตั้งแต่เด็กๆ มันอาจจะเป็นความเชื่อของคนบ้านนอกอย่างเธอก็เป็นได้ว่าถ้าหากมีฟันของพ่อกับแม่ห้อยไว้จะไม่มีภัยภัยใดๆ จะกล้ำกลายหรือทำอันตรายแก่เธอได้ และสร้อยคอนี้คือกำลังใจที่ดีที่สุด ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกับว่าเธอมีแม่อยู่ใกล้ๆ มะลิวัลย์น้ำตาคลอเมื่อนึกมารดา ป่านนี้ไม่รู้ว่าแม่กำลังทำอะไรอยู่ จะทานข้าวหรือยัง หรือว่าจะนอนแล้วเพราะนี้มันก็เลยสามทุ่มไปแล้ว
ปกติถ้ามีเธออยู่ด้วยถึงตอนนี้เธอก็จะนอนกอดแม่ คิดแล้วก็อยากจะกลับไปบ้านเร็วๆ แต่ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็สำคัญ เพราะถ้าเธอได้ทำงานที่นี่อย่างถาวรอย่างน้อยมันก็จะเป็นทุนก้อนแรกที่จะทำให้เธอไปถึงฝั่งฝัน ตอนที่เธอจะมาทำงานที่นี่กานต์เขตก็บอกแล้วว่าที่นี่งานหนักแต่เงินที่ได้รับก็คุ้มค่า เงินเดือนแม้ไม่สูงมากนักแต่ก็มีอาหารฟรีสองมื้อ อีกทั้งยังได้ทิปดีอีกด้วย และเท่าที่เธอได้มาทำวันนี้ก็เป็นจริงอย่างที่ชายหนุ่มบอก ในกระเป๋าเธอตอนนี้เต็มไปด้วยทิปแบงค์ร้อยหลายใบแล้ว และไหนจะยังมีทิปรวมที่มีการแบ่งกันทุกคืนหลังเลิกงานอีกล่ะ
มะลิวัลย์บอกตัวเองว่าถ้าเธออดออมและประหยัดสักหน่อย อีกไม่นานเธอก็จะมีเงินก้อนนำกลับบ้านไปเปิดร้านขายของชำจำพวกของใช้จำเป็นในบ้าน แค่คิดหญิงสาวก็มีความสุขมาก ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับมีดวงดาวนับร้อยดวงมาบรรจุอยู่ภายใน ใบหน้าสวยแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มมือเล็กรับเอากระดาษทิชชูที่กานต์เขตยื่นมาให้เช็ดใบหน้า “ขอบใจจ๊ะพี่กาน”
มะลิวัลย์บอกพร้อมกับเหลียวมองไปด้านหลังของตัวเองเมื่อรู้สึกเหมือนกับว่ามีใครจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่ที่เธอกลับมาจากทานอาหารในห้องครัวจนถึงตอนนี้เวลาก็ผ่านไปนานนับชั่วโมงแต่ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่ได้หายไปจากความคิดของเธอ
หญิงสาวค่อยๆ เหลียวมองไปช้าๆ เหมือนว่าเสียงเพลงที่ดังอึกกระทึกครึกโครมอยู่ รวมถึงผู้คนมากหนาหลายตาที่มาท่องเที่ยวในคืนนี้เป็นเพียงแค่ธาตุอาการเมื่อดวงตากลมโตสบกับดวงตาคมดุเป็นประกายของชายคนหนึ่ง
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอราวกับว่ามีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านอากาศตรงมาที่เธอ
สายตาคมดุจ้องมองราวกับกำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากร่างกายบอบบางทีละชิ้นๆ จนหมด แล้วโลมไล้ไปตามอกอวบเต่งตึงด้วยวัยสาวที่นูนเด่นดันเสื้อพนักงานสีขาวตัวเล็ก ค่อยๆ กวาดมองลงไปตามร่างกายและย้อนกลับมาใหม่อีกครั้งก่อนจะหยุดนิ่งที่หน้าอกหน้าใจ ดวงตากลมโตสบกับดวงตาคมดุ
มะลิวัลย์ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าตลอดจนถึงลำตัว คิดว่าตอนนี้ทั้งหน้าและลำคอของเธอคงจะแดงเป็นกุ้งต้มสุก หัวใจเต้นแรงเร็วเหมือนกับว่ามีใครมาตีกลองใบใหญ่อยู่ภายในใจ ปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบ ร้อนรุ่มภายในเรือนกายจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ท้องน้อยป่วนปั่น ฟันขาวขบกับริมฝีปากจนเจ็บ
ดวงตากลมโตไม่อาจดึงสายตาออกจากดวงตาคมดุนั้นได้เลย แม้จะอยู่ในความมืดแต่มะลิวัลย์กลับรู้สึกเหมือนว่าเธอได้เห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจน
เค้าโครงหน้าของเขาไม่ถึงกับเป็นรูปสี่เหลี่ยมแข็งกระด้าง คิ้วเข้มสีดำสนิทเหมือนกับเส้นผม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหนามีสีชมพูอมแดงอย่างคนสุขภาพดี และที่สำคัญที่สุดคือ...ดวงตาที่จ้องมองเหมือนกับจะทะลุเข้าไปถึงหัวใจที่กำลังเต้นเหมือนได้ไปวิ่งระยะทางไกลมา เหมือนมีแรงดึงดูดที่เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร รู้เพียงแค่ว่าเธอทั้งกลัวและเกรงสายตาคู่นั้นแล้วอยากที่จะหลีกหนีไปให้ไกลๆ
ตอนที่ 2
“มะลิ มะลิ มีอะไรหรือเปล่า พี่เรียกหลายครั้งแล้วนะ” กานต์เขตร้องเรียกมะลิวัลย์ที่ยืนเหม่อลอย มือเล็กสั่นจนถาดไม้ที่มีแก้วค็อกเทลวางอยู่เกือบจะหล่นลงบนพื้นห้อง ดีว่าเขารับมันไว้ได้ทัน ชายหนุ่มได้แต่มองตามสายตาของน้องสาวไปก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปรกติ
“ปะ...เปล่าจ้ะพี่กานต์”
“เหนื่อยมากหรือไงเรา ไปล้างหน้าลางตาก่อนไหมแล้วค่อยมาทำต่อ” กานต์เขตบอกอย่างหวังดี มือใหญ่ดึงถาดออกจากมือเล็ก แต่กลับถูกหญิงสาวส่ายศีรษะปฏิเสธจนเส้นผมหลุดออกจากยางที่มัดไว้
“ไม่เป็นไรจ้ะพี่กานต์ หนูยังทำไหว” หญิงสาวตอบกลับไปพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็ม ยิ้มแหยๆ ให้ลูกพี่ลูกน้องหนุ่มก่อนจะเดินอย่างช้าๆ ไปรับออเดอร์และเสิร์ฟเครื่องดื่มตามปกติ แต่ภายในหัวใจกลับเหมือนว่ามีใครมาตีกลองอยู่ภายใน ขาสั่นเท่าทุกครั้งที่ต้องเดินผ่านโต๊ะชายหนุ่มผู้นั้น
หลายครั้งหลายคราที่หญิงสาวมารับเครื่องดื่มไปเสิร์ฟเธอมักจะอดใจไม่ได้ต้องหันไปมองยังโต๊ะตัวใหญ่ตัวเดิมที่อยู่ริมห้องทางเดินเข้าไปในห้องผู้จัดการ แล้วเธอก็จะเห็นสายตาวามวาวของเขา ชายหนุ่มที่จ้องมองราวกับจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งเนื้อทั้งตัวทุกครั้งไป
แม้มะลิวัลย์จะพยายามเพ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ แต่ไม่ว่าจะทำยังไงเธอก็ไม่ชินกับสายตาวามวาวของชายหนุ่มที่จ้องมองราวกับจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่ตอนนี้ได้เลย
แล้วสายตาของชายหนุ่มก็ยังจ้องมองติดตามเธอไม่ว่าเธอจะยืนอยู่ ณ จุดใดของร้าน สายตาที่กำลังปลุกเร้าอารมณ์บางอย่างในกายเธอให้ลุกโชน และจะมีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถดับได้
ใบหน้าสาวน้อยมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามขมับ กลิ่นกายหอมยั่วยวนใจเวลาเดินผ่านทำให้มาคัสเริ่มทนไม่ไหว ชายหนุ่มยกมือขึ้นเหนือศีรษะเล็กน้อยแล้วผู้จัดการวัยกลางคนก็รีบรุดเดินเข้ามาหาพร้อมกับค้อมตัวลงถามอย่างนอบน้อม
“อรุณ เรียกเด็กคนนั้นให้หน่อยซิ ฉันอยากคุยด้วย” มาคัสบอกผู้จัดการผับเสียงรื่นรมย์ มือเอื้อมไปหยิบไวน์รสเลิศและราคาแพงที่สุดในร้านขึ้นมาจิบพร้อมกับเอนตัวพิงพนักโฟซาเนื้อนุ่ม ขาใหญ่แข็งแรงข้างหนึ่งยกขึ้นทับอีกข้าง สายตาจับจ้องอยู่ที่ร่างเล็กบางราวกับว่ามันเป็นเหยื่ออันโอชะ
“เอ่อ...นายครับ”
“มีอะไรอรุณ” มาคัสตวัดสายตาคมดุที่แม้จะอยู่ในความมืดแต่ก็ทำให้คนที่ถูกมองถึงกับตัวสั่น
อรุณกลืนน้ำลาย หลบสายตานายหนุ่มก้มมองพื้น “มะลิมะ...ใช่ผู้หญิงอย่างที่นายเข้าใจน่ะครับ”
“แล้วเป็นผู้หญิงยังไงล่ะถึงได้มาทำงานในไนต์คลับของฉันล่ะ นายก็รู้ไม่ใช่หรือว่าผู้หญิงที่เข้ามาทำงานที่นี้ ต้องทำได้ทุกอย่าง”
มาคัสถามเสียงเข้ม เขาไม่ได้ดูถูกผู้หญิงแต่ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคนที่เข้ามาทำงานที่นี่ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายถ้ามีความพอใจหลังจากเลิกงานก็ต้องออกไปกับแขกได้หมด และถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของที่นี่ก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามปราม ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ ห้ามทุกคนยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดทุกประเภทเท่านั้น หากใครไม่เชื่อและเขารู้เข้า ก็มีทางเดียวที่จะเดินได้ก็คือออกไปจากที่นี่เท่านั้นเอง
“มะลิเป็นเด็กดีครับนาย เอ่อ...นาย...”
“นายจัดการเรียกเด็กนั่นมาหาฉันดีกว่าอรุณ ที่เหลือก็ให้ฉันเป็นคนตัดสินใจเองดีกว่าไหม” มาคัสบอกเสียงเรียบแต่อรุณก็เริ่มรับรู้ถึงความไม่พอใจที่เแผ่ซ่านออกมาคลอบคลุมตัวเขาได้แล้ว
สายตาผู้จัดการวัยกลางคนมองตามร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้าไปในห้องสำหรับแขกวีไอพีที่คนด้านนอกจะเห็นคนที่อยู่ด้านในไม่ได้ แต่คนด้านในจะมองเห็นคนที่อยู่ภายนอกทุกอย่าง อรุณหายใจเข้าออกอย่างหนักอกหนักใจ เขารู้ว่าผู้เป็นนายไม่ชอบให้ใครขัดใจ และเขาเองก็ไม่ได้อยากจะขัดใจหรอก
แต่ก็อดสงสารมะลิวัลย์ไม่ได้ ที่พอมาทำงานแค่วันแรกก็ต้องเจอกับนายที่เอาแต่ใจ
สำหรับเขา บอกตรงๆ ว่าไม่อยากรับหญิงสาวเข้ามาทำงานแต่แรก ถ้าไม่ใช่เพราะกานต์เขตข้อร้องและทางร้านต้องการพนักงานด้วยแล้ว เขาบอกตรงๆ เลยว่าจะไม่รับมะลิวัลย์มาทำงานที่นี่ เพราะเขากลัวว่าหญิงสาวท่าทางอ่อนต่อโลกและไร้เดียงสาอย่างมะลิวัลย์ไปต้องตาต้องใจใครเข้าแล้ว หากหญิงสาวปฏิเสธจะออกไปกับแขก อาจจะทำให้ตัวหญิงสาวและผู้เป็นพี่ชายต้องได้รับความเดือดร้อนด้วย
มะลิวัลย์ยังคงเหลือบสายตามองไปทางชายหนุ่มคนนั้นเป็นระยะ ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกที่เห็นร่างสูงใหญ่นั้นได้หายไปจากโต๊ะแล้ว
แต่หญิงสาวก็อดนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ได้ เธอเห็น แม้จะไม่ชัดแต่รับรู้ได้ด้วยใจว่า เขาคุยอยู่กับผู้จัดการร้านอย่างเคร่งเครียดและดูท่าว่าผู้จัดการที่แสนจะใจดีกำลังเครียดจัดและผันสายตามามองเธออยู่บ่อยๆ จนทำให้เริ่มจะสงสัยแล้วว่าเรื่องที่สองคนนั้นกำลังคุยอยู่อาจจะเกี่ยวข้องกับเธอ และอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ก็คือไนต์คลับแห่งนี้เป็นอย่างไร
มะลิวัลย์ร้อนใจและหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก ฟันสีขาวเหมือนไข่มุกขบกัดริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังสั่นไว้จนเจ็บ หญิงสาวส่งยิ้มให้กับผู้จัดการวัยกลางคนที่เดินมาหาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“มีอะไรหรือเปล่าคะผู้จัดการ” มะลิวัลย์เอ่ยปากถามไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
อรุณยืนทำใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากบอกมะลิวัลย์ในสิ่งที่เขาเองก็ยังลังเลใจอยู่ แต่เขาก็ต้องตัดใจทำตามคำสั่งผู้เป็นนาย
“มะลิเดี๋ยวไปดูแลแขกวีไอพีในห้องสามด้วยนะ” อรุณบอกลูกน้องสาวสำหรับห้องวีไอพีที่นี่มีอยู่เก้าห้อง ห้องหนึ่งกับสองอยู่ติดกับบาร์เหล้า ห้องสี่ถึงเก้าจะอยู่ชั้นบนของร้าน และห้องสามจะอยู่ติดกับห้องเขาเป็นห้องที่สามารถมองเห็นภายในร้านได้ทั้งหมด
“ค่ะผู้จัดการ” มะลิวัลย์รับคำวางถาดไม้ใบใหญ่ในมือลงและรีบเดินไปยังห้องดังกล่าวทันที ใบหน้าสวยยิ้มแก้มปริ เมื่อนึกเงินจำนวยหลายร้อยอาจจะถึงพันบาทที่จะเข้ามาอยู่ในกระเป๋าถ้าเธอดูแลแขกในห้องวีไอพีนั้นอย่างดี
“มะลิระวังตัวไว้น่ะห้องพวกนั้นน่ะเฒ่าหัวหูดีๆ นี่เอง แต่อย่างว่าละนะถ้าได้เข้าไปดูแลพวกนั้นจริงๆ ทิปดีกว่าเงินเดือนอีก”
“มะลิอย่าไปเชื่อนะไม่จริงเสมอไปหรอกจ้ะ แขกดีๆ ก็มี บางคนต้องการความเป็นส่วนตัวน่ะ”
เสียงเพื่อนร่วมงานที่แซวตอนที่เธอเข้ามาเปลี่ยนชุดทำงานเมื่อตอนเย็นดังก้องอยู่ในหู มะลิวัลย์เคาะประตูห้องและเดินเข้าไปโดยไม่ทันได้สังเกตใบหน้าชายหนุ่มคนที่นั่งเอนตัวอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ให้ดีเสียก่อน
“สวัสดีค่ะ จะรับอะไรดีคะ” แต่คำตอบที่หญิงสาวได้รับกลับกลายเป็น
“ว้าย!!!”
หญิงสาวตกใจอ้าปากร้องอย่างสุดเสียง ดวงตากลมโตเหมือนตากวางเบิกกว้าง ร่างทั้งร่างได้ลอยเข้าหาร่างใหญ่สะโพกกลมมลวางอยู่บนตักแข็งแกร่ง แขนแข็งแรงโอบรอบเอวเล็กคอด พร้อมๆ กับที่จมูกโด่งกดลงบนแก้มนวลอย่างถือสิทธิ์
“ตัวเธอนี่ห้อม...หอมนะมะลิ”
มาคัสพูดเพราะจำชื่อหญิงสาวจากผู้จัดการได้ ใบหน้าหล่อคมซุกไซ้ไปตามลำคอเนียนนุ่มดมดอมผิวกายหอมกรุ่นที่ถึงแม้จะว่าจะมีกลิ่นเหงื่อไคลอยู่บ้าง แต่กลับกลบความหอมของผิวเนื้อสาวไม่ได้เลย แต่มันกลับยิ่งกระตุ้นอารมณ์ดำมืดในกายชายหนุ่มให้ลุกโชนมากยิ่งขึ้น มือใหญ่ลูบไล้และบีบนวดลำขาเรียวยาวอย่างย่ามใจ
มะลิวัลย์กลัวจนตัวสั่นดวงตากลมโตไหววูบ หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากทรวง มือเท้าเย็นเฉียบราวกับว่ากำลังยืนอยู่บนก้อนน้ำแข็ง รีบยกขึ้นดันใบหน้าคมให้ห่างจากเรือนกายแต่กลับถูกชายหนุ่มจับมาวางไว้ตรงตักด้วยมือเขาเพียงข้างเดียว ในขณะปากและจมูกยังคงแวะเวียนไปตามใบหน้าและลำคอจนทั่วแล้วมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มเต็ม สีชมพูระเรื่อ
“คุณปะ...ปล่อยหนูนะคะ”
น้ำเสียงที่ออกจากริมฝีปากอวบอิ่มสั่นจนชายหนุ่มจับความรู้สึกของสาวน้อยในอ้อมกอดได้เป็นอย่างดี ใบหน้าคมคร้ามยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก ดูว่าสาวน้อยในอ้อมแขนเขานี้ไม่เคยต้องมือชาย บริสุทธิ์และไร้เดียงสาอีกทั้งยังหวานนุ่มอย่างที่เขาไม่เคยเจอมาจากหญิงสาวคนใดที่เคยมีความสัมพันธ์ด้วยสักนิด
“ทำไมฉันต้องปล่อยเธอล่ะสาวน้อย”
ตอนที่ 3
มาคัสถามเสียงหวานแหบพร่า มือใหญ่ลากมาจนหยุดที่ทรวงอกอวบที่ดึงดูดสายตาเขาตั้งแต่แรกเห็น และเป็นอย่างที่คาดเมื่อมันทั้งอ่อนนุ่มและเต่งตึงอีกทั้งยังตอบกลับอีกด้วย
“ปะ...ปล่อยหนูนะคุณ”
มะลิวัลย์ข่มกลั้นความกลัวบอกกลับไปพร้อมกับพยายามดึงมือที่ถูกพันธนาการไว้ออกจากกรอบเหล็ก แต่เธอก็สู้เรี่ยวแรงอันมหาศาลของชายหนุ่มไม่ได้ ดวงตากลมโตกวาดมองหาว่าพอจะมีใครช่วยเหลือได้บ้าง
แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนต่างคนก็ต่างสนใจแต่งานในหน้าที่ของตัวเอง มะลิวัลย์เพ่งมองไปที่กานต์เขตซึ่งพี่เองก็กำลังทำงานจนหัวหมุนเหมือนกัน
“คืนนี้ไปต่อกับฉันได้หรือเปล่าหนูมะลิ ถ้าเธอบริการได้ถูกใจ ฉันมีทิปเป็นพิเศษให้ด้วยนะ” มาคัสพูดขณะที่มือก็ยังคงหยอกล้อกับทรวงอกอวบ
และก่อนที่มะลิวัลย์จะคาดคิด มือใหญ่ก็ละจากทรวงอกอวบหันไปจับปลายคางมลหันใบหน้าเธอจนเรียวปากนุ่มอิ่มเต็มตกอยู่ภายในปากหนาใหญ่ที่กดลงไปอย่างหนักหน่วง ปลายลิ้นสากร้อนไล้ไปตามริมฝีปากนุ่มและค่อยๆ แทรกเข้าไปในโพรงปากอุ่นๆ ทำการสำรวจและควานหาความหวานอย่างเชื่องช้า
มะลิวัลย์พยายามดึงมือออกจากแขนใหญ่ และพยายามเบี่ยงใบหน้าออกจากปากหนาที่กำลังสูบลมหายใจออกจากปอดเธอจนตอนนี้หัวสมองเธอหมุนวนเป็นลูกข่าง มาคัสรำคาญที่หญิงสาวพยายามต่อสู้จึงได้จับมือเรียวไพล่หลังและดันจนร่างเล็กบางแทบจะจมหายเข้าไปในอ้อมอกกว้าง อีกมือก็กดตรึงท้ายทอยหญิงสาวให้เขาได้สัมผัสและลิ้มรสหวานอย่างถนัดถนี่จนเขาพอใจกับความหวานนุ่มที่ได้รับ
“คะ...คุณมาร์คครับ” อรุณรีบเดินเข้ามาห้ามปรามเจ้านายเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังทำอะไรกับลูกน้องสาว เขาเดินคิดอยู่หน้าประตูห้องอยู่นาน อาจจะเป็นเพราะความสงสารมะลิวัลย์ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายเขาก็ได้มันเลยทำให้เขาไม่อยากให้หญิงสาวได้เจอกับอะไรที่เลวร้าย “ผมขอความกรุณาอย่าทำอะไรมะลิเลยนะครับ”
“ทำไม” มาคัสถอนจุมพิตจากเรียวปากนุ่มแต่ยังไม่เงยหน้าจากลำคอหอมกรุ่นด้วยความไม่พอใจลึกๆ ที่ถูกขัดจังหวะความสำราญ
“คือมะลิมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟชั่วคราวให้เราเท่านั้นเองครับ เธอไม่ได้เอ่อ...เอ่อเธอไม่ได้มาทำอย่างที่เจ้านายคิดนะครับ” อรุณชี้แจง
เขาเพิ่งรับมะลิวัลย์เข้ามาทำงานวันนี้เป็นวันแรก และกำหนดไว้เพียงแค่ลูกจ้างชั่วคราวไปก่อน แต่ไม่คิดว่าวันนี้จะเป็นวันซวยของหญิงสาวโดยแท้ ที่พอมาทำงานวันแรกก็ดันไปถูกตาถูกใจเจ้านายหนุ่มที่เข้ามาตรวจงานในวันนี้พอดีเหมือนกัน
ความจริงเขาก็ไม่อยากจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความสำราญของนายหนุ่มหรอก เพราะรู้ดีว่าเวลาที่นายหนุ่มโกรธจัดนั้นเป็นอย่างไร ถ้าเขาไม่ออกจากงานในบัดเดี๋ยวนั้นก็อาจจะต้องโดนพักงานและอาจจะไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะฤทธิ์มือและเท้าอันหนักหน่วงของนายหนุ่มและผู้เป็นลูกน้องที่ตามติดอีกทั้งสองคน
มาคัสทำเสียงจิ๊กจั๊กๆ ตวัดสายตาคมดุมองไปยังผู้จัดการไนต์คลับ มือก็ยังลูบไล้ลำแขนเรียวยาวขึ้นลง ถ้าเขาจะดึงดันต่อไปอรุณก็ห้ามปรามไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ แต่พอได้สัมผัสกับความหวานในตัวหญิงสาวซึ่งทำให้เขารู้ว่าในคืนนี้ข้างกายเขาจะมีเธอไปนอนแนบข้างและต่อไปอีกหลายๆ คืนด้วย
“ได้...ฉันจะปล่อยสาวน้อยในอ้อมแขนนี่ก็ได้แต่ว่ามันก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”
มะลิวัลย์แอบถอนหายใจอย่างโลกอกเมื่อได้ยินชายหนุ่มคุยกับผู้จัดการแบบนั้น หัวใจที่กำลังเต้นแรงเร็วค่อยๆ สงบลงบ้างเล็กน้อยและชายหนุ่มก็เริ่มรามือจากร่างกายเธอไปบางจุด แต่แล้วเดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นมาอีกใจดวงน้อยหล่นไปกองที่ปลายเท้าเมื่อได้ยินข้อแลกเปลี่ยนของชายหนุ่มชัดเจนเต็มสองหู
“ฉันจะปล่อยเธอก็ได้สาวน้อย แต่เธอจะต้องทำให้ฉันพอใจโดยการ...” นิ้วยาวใหญ่ยกขึ้นจับริมฝีปากตัวเองให้มะลิวัลย์เข้าใจว่าเธอต้องทำอย่างไร “ว่าไงทำได้ไหมหนูมะลิ”
มะลิวัลย์สายหน้า “มะ...ไม่ นะ...หนูทำไม่ได้”
“เหรอถ้าเธอทำไม่ได้ งั้นฉันทำเองเธอคงไม่ว่าน่ะ”
ริมฝีปากหนาร้อนฉกวูบไปบนเรียวปากนุ่มและอิ่มเต็มอีกครั้ง ขบเม้มและดูดกลืนความหอมหวานจากเรือนร่างบอบบางที่กำลังสั่นน้อยๆ เพราะความต้องการของเขาที่ลามเลียไปทั่วทั้งร่าง
นี่ถ้าอยู่ในที่รโหฐานสองต่อสองมาคัสคงจะจิกทึ้งเสื้อผ้าอันแสนจะน่ารำคาญออกจากกายหญิงสาวแล้วก็โจนจ้วงความแข็งแกร่งและร้อนผ่าวนำพาความสุขให้กับหญิงสาวและตัวเขาแล้ว แต่นี่เสียงเพลงอันอึกทึกครึกโครมและยังมีแขกไม่ได้รับเชิญอีกคนที่ยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ และเป็นตัวเตือนสติเขาอยู่ตลอดเวลาว่านี่ไม่ใช่สถานที่อันเหมาะสม
อรุณกลืนน้ำลายลงคอ แอบหันหน้าไปด้านหนึ่งพร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ภายในใจก็ยังกังวลและค่อนข้างจะแปลกใจที่นายหนุ่มปล่อยตัวมะลิวัลย์ง่ายเหลือเกินหรือว่ามาคัสอาจจะมีแผนการอะไร
ไม่ได้การล่ะ เขาจะต้องรีบให้หญิงสาวเลิกงานก่อนเวลาเสียแล้ว
มือใหญ่ปลดผ้ากันเปื้อนออกจากเอวเล็กคอด ค่อยๆ แทรกมือใหญ่เข้าไปไล้ผิวเนื้อเนียนนุ่มจากแผ่นหลังขึ้นไปเรื่อยๆ แล้ววกกลับไปกอบกุมปทุมอวบอิ่มเต่งตึงและนุ่มมือ ในขณะที่ปากหนากดย้ำหนักๆ บนเรียวปากนุ่ม ปลายลิ้นอุ่นร้อนไล้เรียวปากนุ่มก่อนจะแทรกเข้าไปไล้ฟันสีขาว เกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นเล็กๆ ของอีกฝ่ายที่พยายามจะดันลิ้นเขาออกโดยไม่รู้เลยว่านั้นยิ่งเป็นการยั่วยุอารมณ์ปรารถนาในกายเขาให้ลุกโพรง
เป็นเวลานาน กว่าที่มาคัสถอนปากออกอย่างเสียดาย ดวงตาคมดุจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตที่เบิกกว้างและยังงุนงงปลายนิ้วเขี่ยไปที่ขนตางามงอนยาวอย่างหลงใหล
“ไปทำงานได้แล้วมะลิ แล้วเดี๋ยวเราเจอกันหลังเธอเลิกงานนะสาวน้อย”
อรุณรีบบอกให้มะลิวัลย์รีบไปโดยเร็ว “อีกเดี๋ยวไปพบฉันที่ห้องทำงานด้วยนะมะลิ”
“ค่ะ...ค่ะ ขอบคุณคะผู้จัดการ” มะลิวัลย์รีบเดินแกมวิ่งให้พ้นสายตาของชายหนุ่มผู้แสนจะเอาแต่ใจ หญิงสาวรีบหลบเข้าไปนั่งตัวสั่นอยู่ในห้องน้ำ หายใจหอบเร็ว มือเรียวยกขึ้นเช็ดน้ำตาที่มันไหลออกมาอย่างห้ามใจไว้ไม่ได้ น้ำเสียงนุ่มทุ้มยังดังก้องอยู่ในหู
“ว่าไงสาวน้อย ตกลงคืนนี้จะไปกับฉันหรือเปล่าหืม...” แล้วเขาก็รอให้เธอตอบ แล้วพอเธอไม่ตอบ “เอาเป็นว่าเมื่อไม่มีคำตอบฉันก็ถือว่าเธอตกลงแล้วกัน หลังเลิกงานฉันจะรอที่ลานจอดรถนะ”
เป็นครู่ใหญ่กว่าที่มะลิวัลย์จะตั้งสติได้ หญิงสาวรีบล้างหน้าลางตาจัดผมที่หลุดลุ่ยจากยางที่มัดให้เข้าที่เข้าทาง สองมือสองเท้ายังคงเย็นยะเยือก หัวใจยังเต้นแรงเร็วราวกับคนเพิ่งจะวิ่งระยะทางไกล ก้าวขาสั่นๆ เดินไปหาผู้จัดการไนต์คลับอย่างรีบเร่ง
มาคัสเปลี่ยนไปนั่งหลบมุมอยู่ขอบบาร์ เขาเห็นมะลิวัลย์ตั้งแต่ที่หญิงสาวเริ่มเดินออกจากห้องน้ำ ร่างบอบบางเดินตรงไปยังห้องผู้จัดการ ศีรษะทุยเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ตลอดเวลา และหยุดกึกก่อนจะถึงโต๊ะที่เขาเคยนั่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบเดินไปเคาะประตูห้องทำงานอรุณผู้จัดการประจำไนต์คลับ
“นึกหรือว่าจะหนีฉันพ้นแม่มะลิตัวน้อย”
มาคัสถามพร้อมรอยยิ้ม ดวงตามองตามร่างบอบบางไปพร้อมยกแก้วไวน์ราคาแพงในมือขึ้นดื่มไนต์คลับแห่งนี้เขาเปิดให้บริการมาได้หกเดือนแล้ว แขกที่มาใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจมีเงินและที่สำคัญอารมณ์เปล่าเปลี่ยวอยากได้คนมาคลายความกำหนัดให้
มือใหญ่ยกขึ้นเรียกลูกน้องหนุ่มสองคนที่ยืนระแวดระวังภัยให้ ไม่ว่าเขาจะไปไหนทั้งแทนไทและธงชัยจะติดตามไปตลอด ไม่ใช่ว่าเพราะเขาเป็นเจ้าพ่อหรือมาเฟียหรืออะไรหรอก แต่เพราะว่าพ่อบุญธรรมของเขาขอไว้ว่าการทำงานกลางคืนแบบนี้มันก็ต้องมีการระมัดระวังตัวไว้บ้าง ถึงเราจะไม่ได้เป็นศัตรูกับใครแต่ผลประโยชน์มันไม่ได้เข้าใครออกใคร อาจจะมีใครไม่พอใจมาดักทำร้ายเอาก็ได้ตลอดเวลาอย่างที่ท่านเคยเจอ เพียงแค่เดินออกไปจากร้านก็ไม่รู้ว่ามีใครเอาไม้มาตีศีรษะจนแตก และยังพวกเมาแล้วอาละวาดกร่างไปทุกทีอีกล่ะ