ตึกสูงสามสิบสองชั้นแห่งนี้เป็นที่ตั้งอาณาจักรธุรกิจของตระกูลเศวตอัครเดชกุญชร บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ ที่มีชื่อย่อว่า SAK ซึ่งกุมบังเหียนโดยสองพี่น้อง อย่างเชษฐ์และดวิน เศวตอัครเดชกุญชร
คนในวงสังคมชื่นชมในความรัก สมัครสมานสามัคคีของพี่น้องตระกูลนี้เป็นอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่เกิดคนละแม่ พ่อเดียวกัน แต่ทั้งสองกลับเข้ากันได้ดีราวกับพี่น้องที่คลานตามกันมา
แม้มารดาทั้งสองจะเสียชีวิตด้วยอุบัติรถยนต์อันน่ากังขา มีหรือที่เมียหลวงกับเมียน้อยจะยอมนั่งรถไปคันเดียวกันได้ การเสียชีวิตของภรรยาทั้งสอง ทำให้ประมุขของตระกูลตรอมใจ โรคภัยที่มีมาตามวัยจึงกัดกินและทำลายชีวิตท่านลงเสียอีกคน
เชษฐ์ในวัยยี่สิบต้น ๆ จึงขึ้นมาบริหารงานแทน เมื่อน้องชายที่จบปริญญาโทจากต่างประเทศก็มาช่วยอีกแรง สองพี่น้องแข็งขัน ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคจนบริษัทจัดอยู่ในแถวหน้าของวงการได้ในเวลาไม่กี่ปี
โดยมีเชษฐ์ในวัยสามสิบสองรับหน้าที่นั่งโต๊ะบริหาร ตามสายวิชาที่จบมา ประกอบกับความสุขุม ใจเย็น จึงเป็นที่กริ่งเกรงของลูกค้าและคนในบริษัท
ส่วนน้องชายวัยยี่สิบแปดรับหน้าที่ทำงานภาคสนาม คุมงานก่อสร้างต่าง ๆ ด้วยดวินเป็นคนคล่อง ไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบพบปะผู้คน การออกไปตามที่ต่างๆ จึงเป็นงานที่เขาชอบและทำได้ดี
วนิษศา เป็นเลขาเชษฐ์มาห้าปี เธอรู้ใจเจ้านายทุกอย่าง และทำงานแบบถวายชีวิต หากเจ้านายยังไม่กลับบ้าน เธอก็ไม่กลับ มีบ่อยครั้งที่ทั้งสองอยู่ทำงานด้วยกันจนดึกดื่น
เชษฐ์เป็นคนยุติธรรม ให้โอทีเลขาตลอด จนบางเดือนเงินโอทีเกือบจะเท่าเงินเดือน แต่ต้องแลกกับการที่ชีวิตเงียบเหงา ไร้คู่ ไม่มีเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อน เสาร์อาทิตย์ก็นอนชาร์จพลัง รู้ตัวอีกทีเธอก็อายุสามสิบแล้ว
ส่วนโอฬารหรือโอ่งเป็นเลขาดวิน หนุ่มคุณพ่อลูกหนึ่ง ผู้รักครอบครัว เจอกันทีไรมักอวดคลิปลูกในมือถือบ่อย ๆ ผิดกับเจ้านายที่มองเธออย่างหมิ่นแคลน แอบเรียกเธอลับหลังว่ายัยป้าแหวน ด้วยเธอเผลอหักหน้าครั้งเดียว เขาผูกใจเจ็บมาจนถึงบัดนี้
นิสัยเด็ก...โตแต่ตัวจริง ๆ
ชีวิตการทำงานและส่วนตัววนิษศาดำเนินไปอย่างราบรื่น...จนกระทั่งงานเอาท์ติ้งของบริษัท ทุกคนลงความเห็นกันว่าจะไปเที่ยวทะเล จองโรงแรมและห้องจัดเลี้ยงกันเสร็จสรรพ และเดินทางกันในวันหยุดสุดสัปดาห์
งานนี้เชษฐ์อนุญาตให้ดื่มเหล้าแบบไม่อั้น ตอบแทนทุกคนที่ทำงานเหนื่อยยากกันมาหลายเดือน พนักงานทุกคนจึงปลดปล่อยและสนุกสนานครื้นเครงกันแบบไม่มีใครยอมใคร
“ไปดื่มกับทุกคนเถอะ ไม่ต้องคอยดูแลผม” เชษฐ์บอกขณะเธอคอยรินเหล้าให้เขา
“สนุกให้เต็มที่นะหนูแหวน”
เจ้านายยิ้มจนตาหยี ในโต๊ะผู้บริหาร ขณะนี้มีเชษฐ์ เธอ โอฬาร กับผู้อำนวยการฝ่ายอยู่อีกสามคนนั่งกันอยู่
“พรุ่งนี้ไม่ต้องโทรปลุกผมก็ได้ เช็กเอาท์สายหน่อยคงไม่เป็นไร”
เขาใจดีและเข้าใจพนักงานที่อยากดื่มเต็มที่ ไม่ทันไรผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่คุ้นกันดีก็มาชนแก้ว แล้วดึงมือเธอไปเต้นหน้าเวทีด้วยกัน วงดนตรีที่จ้างมาทำการบ้านมาดี เล่นเพลงยุคพวกเธอยังวัยรุ่น จึงได้ปลดปล่อยกันชนิดลืมอายุจริง
วนิษศาดื่มเหล้าไปหลายแก้วแทบนับไม่ได้ เธอหัวเราะตลอดเวลาและโลกก็หมุนวิ้ง ๆ
“ป้าแหวนจะกินเหล้าหรืออาบเนี่ย” ร่างแน่งน้อยชนใครบางคนจนเซปะทะอกแข็ง ๆ
“เมาแล้ว...กลับห้องไป” เสียงทุ้มแสนคุ้นเคยดังเอ็ด
“ฉันยังไม่เมา...เอิ้ก” แว่นเคลื่อนจนเกือบถึงปลายจมูก เธอจึงเห็นภาพเขาราง ๆ
“ไม่เมาได้ยังไงป้า เห็นแล้วขัดลูกตาจริง มานี่!” เขาลากเธอออกมาจากงาน “อยู่ห้องไหนจะพาไปส่ง”
เธอกับเขาอยู่กันหน้าลิฟต์
“ไม่เอา ฉันอยากสนุกต่อ” วนิษศาค้านเสียงอ้อแอ้
“นี่ป้ารู้สภาพตัวเองไหม”
“ฉันไม่ใช่ป้านะ เพิ่งแค่เต็มสามสิบ ไม่มีหลานด้วย” คนเมาแต่ไม่ยอมรับแว้ด ระดมกำปั้นเท่าที่แรงมีทำโทษเขา
“เอ้า! คิดว่าอายุมากกว่านั้น เห็นแต่งตัวเป็นป้ามาทำงานทุกวัน”
เขาหัวเราะพร้อมประตูลิฟต์เปิดออก ด้วยเหตุที่สุราปลดปล่อยประสาทแห่งความยับยั้งช่างใจลง มือเล็กผลักคนตัวโตกว่าเข้าลิฟต์ ประกบปากจูบเขา
ไม่คิดว่าริมฝีปากผู้ชายจะนิ่มขนาดนี้ ตัวเขาก็หอม กลิ่นกายสดชื่นเหมือนลมทะเลในยามเช้า วริษศาสูดดมผ่านผิวเนื้อหนุ่ม
“ฉันไม่ใช่ป้า เข้าใจไหม”
ดวงตาโตหลังแว่นวาบวับ หน้าซ่านแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
“จะยั่วผมหรือยังไง” เขาเสียงทีเล่นทีจริง ขณะลิฟต์เคลื่อนไปด้านบนช้า ๆ “ผมไม่ชอบสาวอย่างป้าหรอกนะ”
“เคยลองแล้วหรือไงถึงบอกว่าไม่ชอบ” ยางอายที่เคยมีหายไปหมด
“สวยกว่าป้าผมก็ฟาดเรียบมาแล้ว”
วนิษศาหมั่นไส้คนช่างโม้ จึงประกบปากจูบเขาใหม่ คราวนี้อีกฝ่ายตอบรับ โดยการสอดเรียวลิ้นอุ่นเข้ามา ชำแรกรับรสหวานในโพรงปาก
“อื้อ...”
เธอคราง ตาโต พยายามถอนริมฝีปากออก แต่เขายกมือสอดเข้าใต้ท้ายทอยเธอ บังคับให้หยุดนิ่ง รับจุมพิตร้อน มือที่เคยลงโทษเขา กลับขยุ้มกลางเสื้อ
“ปล่อย...” หญิงสาวบอกเสียงผะแผ่ว เมื่อเขาเปลี่ยนเป้าเหมายเป็นใช้ริมฝีปากดูดดึงริมฝีปากเธอ
“เมื่อกี้นี้ยังปากดีอยู่เลยนี่ป้า” เขาหัวเราะ
“ฉันไม่เคยจูบกับใคร”
สุราทำให้เธอซื่อตรงอย่างเหลือเชื่อ
“โกหกน่า ป้าสามสิบแล้วนะ”
“เพิ่งจะสามสิบต่างหาก” เธอเง้างอด ไม่ชอบที่จะย้ำอายุตัวเอง
“ยังซิงอยู่ใช่ปะ” เขาคาดได้ถูกเป๊ะ
“แล้วไง”
“ผมว่าป้ากลับไปนอนที่ห้องเถอะ” ตาคมมองเลขชั้นลิฟต์ ซึ่งหยุดลงที่ชั้นห้องสวีทของเขา
“คุณจูบฉัน แล้วไม่อยากได้ฉันเหรอ”
คนได้ยินเลิกคิ้ว
“ป้านี่ไวไฟกว่าที่คิดนะ”
“อย่าเรียกว่าป้า...ฉันไม่ชอบ”
เธอจุมพิตเขาซ้ำ เลียนแบบที่เขาทำ ใช้ลิ้นสอดแทรกทักทาย แรก ๆ ก็กล้า ๆ กลัว แต่เมื่ออีกฝ่ายเล่นด้วย โดยการเกี่ยวกระหวัดลิ้น อุณหภูมิในลิฟต์จึงร้อนฉ่า มือใหญ่สำรวจตามส่วนเว้าส่วนโค้งของเอวคอด จนถึงแก้มก้นกลมกลึงใต้เนื้อผ้า
“คุณกำลังเล่นกับไฟนะหนูแหวน” เขาเรียกเธอเหมือนที่พี่ชายเรียก
“ฉันไม่กลัวโดนเผา”
กายล่างเขาขยับชิดเธอ รับรู้ได้ถึงบางอย่างที่ตื่นตัว เขากำลังกระหาย...อยากกิน
“แค่เจ็บนิดเดียว” วนิษศาบอกโดยไม่รู้เลยว่าน้ำเสียงตนนั้นกระเส่าขนาดไหน
“งั้นมาลองดูกัน” ชายหนุ่มบอก...และเขาต้องได้กินเสียด้วย
ปากหนาประกบจุมพิต รวบร่างอรชรขึ้นอุ้มแล้วพาเข้าห้อง วางเธอลงบนเตียงนอน กระโปรงเธอถลกสูงเกือบถึงขาอ่อน เนื้อตัวแดงเพราะฤทธิ์เหล้า ผมที่เคยมวยไว้รุ่ยสยาย ริมฝีปากเจ่อแดงเพราะการดูดดึงของเขา
วนิษศาดูยั่วยวนและเสเพลบนเตียงสีขาว ยามเขาโน้มกายเข้าหา มืออุ่นของเธอแทรกเข้าไปในเชิ้ต กระตุกออกจนกระดุมหลุด
“คุณทำลายข้าวของผม” เขาหัวเราะเพลินกับการได้ขบเม้มทิ้งรอยไว้บนเนื้อนวลขาว
“เดี๋ยวฉันซื้อให้ใหม่”
ใจป้ำเสียด้วย ชายหนุ่มไต่ไล่ชิมรสหวานจนมาถึงอกอวบ ภายใต้บราเซียร์สีอ่อนปรากฏปทุมคู่งาม อลังการกว่าที่คิด ซ่อนรูปกว่าที่เห็น
เขาชื่นชมด้วยลิ้นทักทาย เมื่อยอดอกแข็งชูชันก็ใช้ริมฝีปากประกบ จมูกดอมดมกลิ่นเนื้อสาว
วนิษศาผวาเฮือก ใช้สองมือจิกไหล่เขาไว้ ร่างกายร้อนรุ่มและหวามไหว ยิ่งจิกแน่นยามเขาเอามือข้างที่ว่างคลึงเคล้นปทุมถันคู่งาม ความกระสันแล่นไปทั่วร่าง โดยเฉพาะส่วนสาวสงวนที่เต้นตุบตับ
“ช่วยที”
เธอดึงมือเขาลดลงสู่กายล่างใต้สะดือ ยามนิ้วแข็งแกร่งสัมผัส รู้สึกสมองหมุนเคว้ง ล่องลอยสู่ขอบจักรวาล เขาเพิ่มนิ้วจากหนึ่งเป็นสอง เกรงความคับแน่นจะไม่พอดีกับขนาดกายเขา
แรก ๆ เคลื่อนเข้าออกเนิบช้าเพื่อให้เธอชิน ก่อนกัดฟันกรอดเมื่อถูกบีบรัดยิ่งแน่นขึ้น จนใต้กางเกงเริ่มเต้นร่า ต้องการปลดปล่อย แต่เขาต้องจัดการเธอให้พร้อมก่อน
“อา...” หญิงสาวกระตุกกาย เมื่ออารมณ์พุ่งสู่วิมานฉิมพลี ผิวนิ่มขาวสั่นเทิ้ม ระบายลมหายใจยาว เขาจึงรู้ว่าเธอพร้อมแล้ว
ชายหนุ่มถอดกางเกงตนโดยพลัน ความใหญ่โตดีดเด้งขึ้นมาทันที วนิษศาปรือตาดูส่วนที่เป็นของเขา ใจกลับมาระทึกเมื่อคิดได้ว่าสิ่งนั้นกำลังเข้ามาในร่างกายตน
“อย่าเกร็งครับคนดี” เขาบอกเมื่อรู้ได้ถึงแรงเล็บที่จิกเต้นแขน
“ทำตัวสบาย ๆ” เสียงปลอบทุ้มละมุนเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ เธอรับเขาเข้าได้แค่ครึ่งเดียว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา
เขาขยับช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป สะโพกสอบเคลื่อนที่อย่างนุ่มนวล ระหว่างนั้นก็จุมพิตทั่วใบหน้านวล เพื่อให้คลายกังวล
การกระทำแบบรักษาน้ำใจของเขา ทำให้กล้ามเนื้อเธอไม่เคร่งเครียด ตอดน้อยลงจนเขาสามารถเข้าไปได้ทั้งหมด
เขาระบายลมหายใจยาว ก่อนขยับเข้าออกใหม่ ครั้งนี้ค่อยเพิ่มระดับความแรงขึ้นจนคนใต้ร่างครางเสียงหวาน สะโพกโจนจ้วงเหมือนท่อลูกสูบ บดเบียดกล้ามอกแข็ง ๆ กับปทุมถันหยุ่นนิ่มของเธอ
เสียงครางของหนุ่มสาวดังไปทั่วท้อง สลับเสียงเอียดอาดของเตียงยามทำกิจกรรมเข้าจังหวะ เขาคำรามหนักเมื่อการโจนจ้วงครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลง กายเขายังไม่ถอนออกจากเธอ แม้จะอ่อนลงแล้ว ต่างคนต่างหอบหนัก ราวไปวิ่งทางไกลมาทั้งคู่
“อีกรอบนะ”
การที่แก่นกลางได้ในเนื้ออบอุ่นและตอดรัดดีขนาดนี้ ทำให้แก่นกายแข็งขันขึ้นมาโดยง่าย
“ฉันอยากลองวูเมนออนท็อป”
เธอนึกถึงหนังโรแมนติกที่เคยดู...โรแมนติกจริง ๆ นะ เพราะมีฉากนี้แค่เสี้ยววินาที
“เอาสิ”
เขาเคลื่อนกายตนลง ยกร่างโปร่งบางขึ้น โดยจุดเชื่อมต่อของทั้งสองคนยังไม่เลื่อนหลุด พอได้มองเขาจากวิวสูงแบบนี้ เธอจึงเพิ่งเห็นว่าไหล่เขากว้างเพียงใด
“ทำตามที่คุณอยากได้เลย”
มือเขาประคองสะโพกขาวผ่องไว้ เธอเริ่มขยับ เมื่อรู้สึกถึงความคับแน่นที่ดิ้นเร่าอยู่ในตัว ชักสนุกยามเขาสีหน้าเหยเกเมื่อเธอสั่งให้ส่วนอ่อนนุ่มตอดรัด
“คุณกำลังจะฆ่าผมนะหนูแหวน” เขาครางเคล้นก้อนเนื้อนิ่มจนน่ากลัวว่าจะเป็นรอย
“อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ ฉันไม่อยากเป็นฆาตกร”
ริมฝีปากบางพรายยิ้ม ค่อยขยับรูดขึ้นลงตามใจต้องการ
“คุณใจร้าย...”
เธอหัวเราะคิก โน้มกายลงไปประกบปากคนทรมาน ขยับต่อจนรู้สึกถึงกระแสอุ่นที่แตกซ่านในตัวเธอ
วนิษศาลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมอาการหนักในศีรษะ ปากก็แห้ง มือควานหาแว่นที่ตนมักถอดวางไว้หัวโต๊ะ แต่วันนี้ว่างเปล่า มือเธอจึงคลำเปะปะ บนเตียงนอนเพื่อหาแว่นที่อาจเผลอลืมวางไว้
“อย่าปลุกผมน่า ถ้าไม่อยากโดนทำอีกรอบ” เสียงทุ้มทำเอาหญิงสาวชะงัก
“คุณเป็นใครน่ะ” พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “แว่นตาฉันอยู่ไหน”
เขาลุกขึ้น หยิบแว่นตาเธอที่ตกข้างเตียงมาสวมให้
“อยู่ด้วยกันทั้งคืน ยังถามอีกว่าฉันเป็นใครนะหนูแหวน”
ดวินยิ้มแกมหัวเราะ เธอหน้าซีดมองหน้าอกเปลือยเปล่าของเขา แล้วเปิดดูท่อนล่างของตัวเองที่ใต้ผ้าห่ม...ล่อนจ้อน ไม่มีอะไรปกปิด
ตาโตกวาดหาเสื้อผ้าตัวเองที่กระจัดกระจายบนพื้นห้อง บราเซียร์กับแพนตี้ตัวน้อยอยู่ใต้ตั่งหน้าเตียง เช่นนั้นแล้วเลยลุกพรวดขึ้นไปเก็บของส่วนตัวทุกชิ้น รีบเข้าห้องน้ำ ใส่มันบนตัวอย่างรวดเร็ว
กระจกห้องน้ำฉายภาพเธอ สภาพหัวฟู เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยดูดแดง ยุงตัวร้ายไม่ใช่ใครที่ไหน คงเป็นคนนอนอยู่บนเตียงนั่นแล
“บอกพี่เชษฐ์กับโอ่งด้วย ว่าผมจะขับรถกลับเอง ไม่ต้องรอ” ชายหนุ่มกลับไปหลับตานอนบนเตียงเหมือนเดิม
“อย่าลืมซื้อยาคุมฉุกเฉินกินด้วยล่ะ เมื่อคืนผมไม่ได้ใส่ถุงยาง” เขาบอกความจริงที่ทำให้เลือดในกายเธอกลายเป็นน้ำแข็ง “ผมยังไม่อยากมีลูก”
หนูแหวน...แขนอ่อน อันหลังนี้ดวินต่อเอง เธอเป็นเลขาแสนเนี้ยบของเชษฐ์ ตามติดเป็นเงาตามตัว เรียกเมื่อไรมาเมื่อนั้น พร้อมใบหน้านิ่ง ดวงตาเฉยเมยภายใต้แว่นทรงกลม ผมไม่เคยเปลี่ยน ม้วนเป็นมวยทรงป้าอย่างไรก็อย่างนั้น
เป็นหนึ่งในหมู่คนที่ชื่นชม ล้อมหน้าล้อมหลังพี่ชาย ดวินรักเชษฐ์ และรู้พี่ก็รักตน แต่เขาไม่ชอบการเปรียบเทียบ
เชษฐ์เก่งทำได้ทุกอย่าง เป็นที่เคารพของผู้คน ขณะเขาถูกมองว่าไม่เอาถ่าน ผลการเรียนกลาง ๆ ชอบสนุกเที่ยวเล่นไปเรื่อย
คนบางคนยิ้มให้เขาต่อหน้า แล้วแอบไปนินทาลับหลัง แต่บางคนแสดงออกเลยว่าไม่ชอบเขา อย่างยัยเลขาหนูแหวนแขนอ่อนคนนี้
ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสาวไหนไม่หลงเสน่ห์รอยยิ้มเขา แต่เลขาพี่มองเขาด้วยความเฉยชา ถามคำตอบคำ เธอสนใจคลิปลูกโอฬารมากกว่าเขาเสียอีก
แต่เมื่อคืนเลขาเฉิ่มเชยกลับแปลงร่างเป็นนางแมวยั่วสวาท เคล้าคลอ นัวเนียจนเขาเคลิ้ม ยอมให้เธอกินกลางตลอดตัว คึกจนถุงยางไม่ได้ใส่
วนิษศาไม่ใช่เด็กแล้ว เธออายุสามสิบ (ฟังจากที่เจ้าตัวบอก) เธอควรรู้ว่าต้องทำยังไงต่อ
“แล้วถ้าพลาดล่ะ”
เสียงในสมองถามยั่วล้อ...ถึงตอนนั้นค่อยคิดก็แล้วกัน เขาซุกกายหลับต่อไปในผ้าห่มอุ่น
วนิษศากลับมาห้องพักด้วยอาการโหวงในใจ เป็นใครก็ยากจะทำใจหากผู้ชายที่ได้ความบริสุทธิ์ของตนพูดใส่ต่อหน้าเช่นนี้
เธอไม่ได้หวังให้เขามารับผิดชอบ...แต่ไม่ใช่ออกคำสั่งย้ำสถานะว่าเธอเป็นเพียงเลขาของพี่ชายเขา
ชีวิตเธอเปลี่ยนไปในคืนเดียว นอกจากเสียความสาวแล้ว ยังสูญเสียความมั่นใจที่จะเจอดวินไปด้วย เลี่ยงก็แล้ว หลบก็แล้ว บริษัทมีอยู่แค่นี้ จะไม่ให้เจอกันได้ยังไง
เธอคิดระหว่างอยู่ในห้องน้ำ จะคิดมากไปทำไม ก็แค่เซ็กซ์กับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งบังเอิญเป็นคนที่เกี่ยวดองกับเจ้านายแค่นั้น
ดวินยังทำตัวไม่สนใจ ไม่พูดคุยอะไรกับเธอเลยนับตั้งแต่วันนั้น เธอควรทำเหมือนกับเขา ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบและเหมือนเดิมได้แล้วสิ
หญิงสาวยกมือขึ้นจัดทรงผม ขยับแว่นให้เข้าที่ หมุนตัวดูความเรียบร้อยตัวเอง เธอยังเป็นวนิษศาคนเดิม ภายนอกไม่มีอะไรบกพร่องเสียหาย ส่วนภายในใครเล่าจะสนใจ
ขาเรียวก้าวออกจากห้องน้ำ สายตาปะทะร่างสูงที่ออกมาจากห้องน้ำอีกฝั่งพอดี เกิดอาการเดดแอร์กันทั้งคู่
ใบหน้าคนออกมาจากฝั่งห้องน้ำหญิงมีริ้วสีเลือดขึ้นจาง ๆ รองผู้บริหารหนุ่มพยักหน้าเป็นทำนองให้เธอไปก่อน ร่างบางรีบสาวเท้ารัวเร็วกลับไปที่โต๊ะทำงาน
โอฬารยืนรอเจ้านายอยู่ข้างหน้าต่าง คุณพ่อลูกหนึ่งส่งยิ้มจริงใจให้
“พี่เชษฐ์ว่างไหมตอนนี้” ดวินตามมาหลังเธอ เขารอจนเลขาพี่นั่งเก้าอี้เสียก่อนถึงเอ่ยปากถาม
“ว่างแค่สามสิบนาทีค่ะ แล้วจะมีประชุมกับฝ่ายขาย” เธอหยิบไอแพดมาดูตารางนัดหมาย
“บอกเขาว่าฉันขอพบ” ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาใกล้เธอ เลขาสาวได้แต่เม้มริมฝีปาก จมูกได้กลิ่นน้ำหอมที่สดชื่นเหมือนลมทะเลจากเขา
“ค่ะ”
เธอกดโทรศัพท์หาเชษฐ์ เลี่ยงหลบสายตาคมนั้นเสีย ในห้องตอบอนุญาต จึงเชิญร่างโปร่งขึ้นเข้าห้องไป
วนิษศาไม่อยากทำตัวเป็นสาวน้อยแรกแย้ม แต่สมองเธอกลับทำเช่นนั้น ดูเหมือนการมีอะไรกับดวินจะส่งอิทธิพลต่อเธอมากกว่าที่คิด หากมีชื่อเขามาเกี่ยวข้อง ทั้งยามที่เชษฐ์เอ่ยถึง ยามต้องพิมพ์รายงานการประชุมที่มีชื่อ ในใจเธอสั่น ต้องบังคับร่างกายไม่ให้ก่อพิรุธ
ชายหนุ่มก็เหมือนแกล้ง มีชื่อเข้ามาในสมองเธอตลอดแทบทั้งวัน จนศีรษะปวดหนึบ ต้องพึ่งยาพาราช่วยให้หลับอยู่หลายคืน
ในเช้าวันหนึ่ง ดวินได้ตกเป็นหัวข้อข่าวในเฟซบุ๊กซุบซิบดารา ว่าไปขึ้นคอนโดมิเนียมของดาราสาว
“ติดต่อโอ่งบอกให้วินมาพบผมที่ห้องด้วย” เชษฐ์สั่งมาในสาย น้ำเสียงสงบ แต่วนิษศารู้ เจ้านายกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่แน่ ๆ
ข้อแตกต่างกันอีกอย่างระหว่างสองหนุ่ม เชษฐ์นอกจากทำธุรกิจแล้ว เขาเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว จะออกไปเฉพาะงานเลี้ยงหรือนัดสำคัญเท่านั้น ขณะดวินชอบเที่ยว ไปงานเลี้ยงรื่นเริง มีข่าวกับสาว ๆ ไม่ได้ขาด
คราวนี้หนักหน่อยมีคนแอบถ่ายรูปเขาควงแขนดาราสาวคนที่ว่าได้ แล้วส่งให้เพจชื่อดังรุมทำข่าว
จนในเวลาเก้าโมงเช้าชายหนุ่มเดินนำหน้าโอฬาร เดินผ่านหน้าโต๊ะเธอไป ไม่ชายตาแลสักนิด
“หนูแหวนขอกาแฟผมสักแก้ว เอามาเผื่อวินด้วย”
เจ้านายโทรมาสั่ง เธอรีบทำตามเขาประสงค์ เสิร์ฟกาแฟแล้วก้มหน้าหงุดเตรียมออกไป
“พี่จะซีเรียสไปทำไม ผมกับเขาแค่เพื่อนกัน”
“เพื่อนบนเตียงล่ะไม่ว่า” เสียงพี่ชายเยาะ
“เป็นเรื่องธรรมดาของคนหล่อ ในเมื่อต่างฝ่ายต่างสมัครใจ พอจบ ต่างคนต่างแยกย้าย”
มือขาวปิดประตูห้องเจ้านายลงเสีย ทนฟังอีกต่อไปไม่ได้ เธอพลาดไปมีอะไรกับผู้ชายอย่างนี้ไปได้อย่างไร เขาไม่เคยจริงใจกับผู้หญิงคนไหน เรื่องลูกก็บอกแล้วว่าไม่อยากมี แต่เด็กก็เกิดขึ้นแล้วในครรภ์ของเธอ
หลังจากค่ำคืนนั้นผ่านไป กลับถึงกรุงเทพก็รีบซื้อยาคุมฉุกเฉินมากิน เฝ้ารอคอยประจำเดือนอย่างใจจดจ่อ พอมาช้ากว่าเดิมประมาณเจ็ดวัน จึงซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ แล้วพบว่ากำลังตั้งท้อง ทั้งสับสนทั้งงงงวย แค่มีอะไรกันเพียงครั้งเดียว...เอ่อ หลายครั้ง แค่คืนเดียว แถมยังกินยาคุมฉุกเฉินตามข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอย่างเคร่งครัด แล้วไฉนจึงเกิดแจ็คพอตเช่นนี้เล่า
เมื่อทราบเรื่องจึงขอลางานไปตรวจ อ้างว่าเป็นไข้ มาถึงโรงพยาบาลก็ทำตามขั้นตอนทุกอย่าง และออกมารอเรียกพบหมออีกครั้งและทำให้สมองน้อย ๆ มืดแปดด้าน เมื่อผลออกมาว่า ตั้งครรภ์จริง จึงอยากอัลตราซาวด์ สูตินารีแพทย์ก็ไม่ว่าเช่นไร
“ประมาณสี่สัปดาห์แล้วครับ”
ภาพขาวดำในจอเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ เหมือนรูปบนหนังสือเรียนชีววิทยาสมัยมัธยมปลาย เธอหาเสียงตัวเองแทบไม่เจอ ลำคอตีบตัน อวัยวะในอกบีบรัด สมองตื้อไปหมด
“ต่อไปคุณแม่ต้องดูแลตัวเองนะครับ ช่วงสามเดือนแรกน้องยังไม่แข็งแรง จะหลุดง่าย พยายามอย่ายกของหนัก หรือทำอะไรแรง ๆ กระทบกระเทือน” แพทย์แนะนำ ขณะเธอมองภาพนั้นนิ่งอึ้ง รู้ตัวอีกทีก็กลับมาถึงที่พักได้อย่างไรไม่รู้ หลังจากนั้นน้ำตาก็ไหลรดภาพอัลตราซาวด์ที่หมอพิมพ์ให้
วนิษศามีชีวิตครอบครัวไม่ราบรื่นนัก เธอรับรู้จากเสียงซุบซิบในหมู่ญาติว่าแม่ตั้งใจมีเธอเพื่อจับพ่อ ซึ่งเป็นนายทหารอนาคตไกล
พ่อรับผิดชอบเธอ แต่ไม่ยอมแต่งงานกับแม่ ท่านแต่งงานกับผู้หญิงที่ทางบ้านเลือกให้ เธอจึงโตมากับแม่ผู้เศร้าหมองและยายผู้เข้มแข็ง
“หลานคนเดียว ฉันเลี้ยงได้” ท่านเคยพูดใส่หน้าเมื่อพ่อบอกว่าต้องการนำตัวเธอไป
วนิษศารักยาย สงสารแม่และเกลียดพ่อ ตั้งใจว่าในชีวิตนี้จะไม่ใช้เด็กจับผู้ชายคนไหนเด็ดขาด เธอจะเข้มแข็ง ยืนอยู่ให้ได้ด้วยสองขาของตน
ตอนนี้เหตุการณ์ที่แม่เจอกำลังเกิดขึ้นกับเธอ เอาแต่นึกถึงใบหน้าสวยแต่โศกของท่าน ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา จะไม่ยอมเป็นอย่างท่านเด็ดขาด
จะไม่เสียน้ำตาให้ผู้ชายที่ไม่ต้องการเธอ
จะไม่ให้ลูกกับคนที่เขาไม่อยากมี
ต่อแต่นี้ต้องวางแผนชีวิตใหม่ เพื่ออีกหนึ่งคนที่จะเกิดขึ้นมา
เธอเอาสมุดบัญชีและเพชรทองที่เก็บสะสมไว้มาดู คิดคำนวณมูลค่า บวกกับเงินกองทุนประกันสังคมที่จะได้หากลาออก ซึ่งมีเงินเก็บในบัญชีหลายล้าน เพราะได้ขายที่ซึ่งเป็นสมบัติยายไปแล้วบางส่วน
และลองเข้าอินเทอร์เน็ตและเฟซบุ๊กเพื่อหาลู่ทางทำให้เงินงอกเงยเพียงพอจะเลี้ยงสองชีวิต...แล้วเธอก็ได้เจอกับแก้วตา เพื่อนคณะเดียวกันสมัยมหาวิทยาลัย
ถึงเวลาเลิกงานวนิษศาขอเชษฐ์กลับตรงเวลา อ้างว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เลยจะกลับไปพักผ่อน และยังอนุญาตให้ลาได้หากไม่ไหวจริง ๆ
“ถ้าพรุ่งนี้ไม่ไหว ลางานก็ได้”
ออกจากบริษัท ก็ขับรถญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่ที่เพิ่งผ่อนหมดเมื่อสองปีกลับคอนโดมิเนียม เปิดไฟ วางกระเป๋า ทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างอ่อนแรง มือแตะที่ที่คิดว่าเจ้าก้อนน้อยจะอยู่
คิดถูกจริง ๆ ที่เลือกไม่บอกเรื่องลูกกับดวิน ดูสิ! เขายังทำตัวเป็นเพลย์บอยลอยลม ควงสาวคนโน้นทีคนนี้ที ทำตัวเป็นไม้หลักปักเลน แล้วคนเช่นนั้นน่ะหรือจะเป็นพ่อคนได้ ดีไม่ดีอาจให้เธอไปทำแท้ง
วนิษศาขนลุกเกรียว กายสั่นเทิ้ม แค่คิดถึงการพรากชีวิตน้อย ๆ ในอุทรไป เธอก็ยอมไม่ได้
จะไม่ยอมให้เขารู้เด็ดขาด ลูกจะเป็นสิทธิ์ของเธอเพียงผู้เดียว ดวินเสียไปตั้งแต่ที่เขาบอก
“ผมยังไม่อยากมีลูก”
ในเมื่อเขาไม่ต้องการ เธอจะเลี้ยงแกเอง แต่ก่อนอื่นต้องทำให้ตัวเธอและลูกสมบูรณ์ก่อน
ร่างอ้อนแอ้นลุกขึ้น เข้าครัวไปเปิดตู้เย็นหยิบนมเทใส่แก้วดื่ม แล้วเปิดเพลงโมสาร์ทที่เขาว่าดีต่อการสร้างประสาทของทารกฟัง
“ในเมื่อหนูมาเกิดแล้ว แม่จะดูแลหนูให้ดีที่สุด”
เธอบอกลูกพร้อมลูบท้องตนเองอย่างทะนุถนอม
วันหยุดนี้วนิษศาได้ไปร้านกาแฟเพื่อน ซึ่งกำลังจะเป็นของเธอในไม่ช้า แก้วตารักคาเฟ่ฟลามิงโกแห่งนี้มาก แต่จำเป็นต้องเซ้งเพื่อย้ายตามสามีไปอยู่สิงคโปร์ เลยต้องตัดใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
“พี่หนูแหวนมาแต่เช้าเลยนะคะ กินอะไรมาหรือยัง”
เอ้ เด็กในร้านทักมาจากหลังเคาน์เตอร์คิดเงิน ขณะเป๋อกำลังชงกาแฟมือเป็นระวิงให้ลูกค้าอีกสองราย
“ยังจ้ะ พี่ซื้อปาท่องโก๋กับสังขยามาฝาก” เธอยกถุงอาหารเช้าขึ้นชู “กินอาหารเช้าแบบฝรั่งบ่อยคงจะเบื่อ เลยหามื้อเช้าแบบไทย ๆ ให้”
สองหนุ่มสาวพนมมือไหว้ขอบคุณเธอกันใหญ่
“พี่แก้วบอกว่าจะเข้ามาสาย ๆ ค่ะ บ่นว่าปวดหัว วันนี้กั๊กมีเมคอัพคลาสตอนเช้า จะมาบ่าย ๆ” เอ้รายงานเสียงใส “เหมือนเดิมใช่ไหมคะ โกโก้ร้อนนมสด”
“จ้า”
ออกจะแปลกอยู่สักหน่อยที่คนทำร้านกาแฟ ไม่ชอบดื่มกาแฟ ให้ทุก ๆ อย่างลงตัวกว่านี้ วนิษศาจะเปิดเผยสาเหตุที่แท้จริง จะว่าไปก่อนท้องเธอก็เป็นนักดื่มกาแฟตัวยงคนหนึ่ง พอท้องเลยปรับเปลี่ยนไป
คาเฟ่ฟลามิงโกมีทำเลที่ดี อยู่มุมถนน ในซอย มีคอนโดอยู่หลายแห่ง ถัดออกไปเป็นตึกออฟฟิศ เดินไปอีกหน่อยก็เป็นสถานีรถไฟใต้ดิน เป็นย่านที่ผู้คนเดินกันตลอดทั้งวัน
ผืนดินแผ่นนี้เป็นมรดกตกทอดของครอบครัวแก้วตา เพื่อนไม่อยากขายจึงเซ้งให้เธอมาทำร้านต่อพร้อมคนงาน
“ตกลงที่กลางซอยเขาประกาศขายกันแล้วนะพี่”
เป๋อเอาโกโก้มาเสิร์ฟเธอถึงโต๊ะ ตรงกลางซอยเป็นที่ของตระกูลใหญ่ แต่มีข่าวขัดแย้งกันเรื่องมรดก ในที่สุดก็ยอมตกลงจะขายเพื่อนำเงินมาแบ่งกัน
“เห็นเขาว่าจะมีคนซื้อไปทำคอนโด” เอ้เล่าต่อ เอาปาท่องโก๋ใส่จานมาวางข้างโกโก้เธอ
“ทีนี้เราก็จะมีลูกค้าเพิ่ม”
สาวน้อยยิ้มแก้มปริ ทีแรกที่แก้วตาประกาศว่าจะเซ้ง ทุกคนกังวลกันไปหมด ด้วยไม่รู้ว่าเจ้าของใหม่จะเป็นคนเช่นไร จะเขี้ยวสักเพียงไหน แต่พอเจอสาวแว่นตัวเล็ก ท่าทางใจดี ทุกคนก็สบายใจขึ้น
“เดี๋ยวลูกค้าเบาแล้ว พี่จะลองชงกาแฟให้ดื่ม ช่วยชิมแล้ววิจารณ์กันหน่อย” วนิษศาไม่ต้องการเป็นเพียงเจ้าของร้านเก็บเงินอย่างเดียว เธอต้องการเป็นบาริสต้าด้วย เพราะต่อไปหลังจากลาออกจาก SAK นี่จะเป็นอาชีพหลักของเธอ
“ได้สิพี่” ลูกน้องพยักหน้า
สักพักแก้วตาก็มาพร้อมก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อย ร้านจึงครึกครื้น ด้วยเพื่อนคนนี้เป็นคนร่าเริง เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง ตบท้ายด้วยการนินทาสามีชาวสิงคโปร์ที่รักให้ฟัง
คนที่มีชีวิตครอบครัวกับคนที่รักเป็นอย่างนี้นี่เอง แววตาสุกใส เสียงหัวเราะเบิกบาน ทำอะไรก็รื่นเริงไปหมด
คิดแล้วสมเพชตัวเองนัก ต้องอุ้มท้องผู้ชายที่ตัวเองไม่รักอย่างเดียวดาย แต่วนิษศาจะไม่ร้องไห้ ในเมื่อเธอเลือกแล้วว่าจะเก็บลูกไว้ เธอต้องเข้มแข็งและสู้ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“ลูกคนเดียวแม่เลี้ยงไหว”
หญิงสาวบอกเจ้าตัวเล็กในใจ ราวกับลูกรับรู้ เพราะเธอเหมือนได้ยินเสียงหัวใจอีกดวงเต้นตอบรับ...ตุบตับ สะท้อนก้องอยู่ในห้วงคำนึง