รถเก๋งญี่ปุ่นคันเก่าสีใบตองอ่อนพร้อมด้วยสัมภาระพะรุงพะรังเต็มท้ายรถ ขับเข้ามาจอดในพื้นที่โล่งกว้างที่กำลังมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่อวางขายสินค้า หญิงสาวร่างเพรียวบางลงจากรถของตนเองก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ
“วันนี้มาเร็วจัง” เสียงชายวัยกลางคนเอ่ยทักอย่างเป็นกันเองแล้วถอดหมวกออกมาโบกพัดไล่ความความร้อนจากใบหน้า
“มาช้าก็ได้ที่ไม่สวยนะซิ” หญิงสาวยิ้มกว้างไม่กลัวแสงแดดยามบ่ายสามโมง “ได้ที่เดิมไหม?”
ชายคนเดิมก้มมองสมุดบันทึกสภาพยับเยินในมือก่อนพยักหน้า “ล็อกเดิม”
“ดีเลย” หญิงสาวดีดนิ้วอย่างอารมณ์ดีก่อนแหงนหน้ามองฟ้าที่สดใส “หวังว่าคงไม่มีฝนหลงฤดูมานะ”
“แม่ค้าพ่อขายอย่างเรา กลัวที่สุดก็เรื่องฟ้าฝนนี่แหละ” ชายคนเดิมหัวเราะพลางจดอะไรบางอย่างลงในสมุดบันทึกของตน “เริ่มตั้งแผงห้าโมงเย็นเหมือนเดิม”
“ขายของมาครึ่งปีแล้วไม่ต้องบอกซ้ำก็ได้”
ไอริณ พรวดี หัวเราะเสียงใสให้ชายวัยกลางคนที่เดินจากไปทำหน้าที่ของตนเอง ครึ่งปีแล้วหรือ? หญิงสาวถามตัวเองอย่างประหลาดใจขณะจัดการเอาเปิดท้ายรถเอาโครงอลูมิเนียมลงมาวางไว้ที่พื้น เธอเริ่มอาชีพแม่ค้าตลาดนัดตั้งแต่เมื่อไหร่นะ? ไอรินยิ้มให้กับโชคชะตาของตัวเอง เมื่อราวสองปีที่แล้ว เธอไม่ได้ขับรถโกโรโกโสแบบนี้ รถส่วนตัวของเธอคือรถยุโรปคันหรู กินอาหารแต่ละมื้อก็ในโรงแรมชื่อดังหรือไม่ก็จ้างเซฟมาทำอาหารให้กินที่บ้าน บ้านที่ว่าก็หลังขนาดคฤหาสน์บนเนื้อที่กว่ายี่สิบสี่ไร่ คนรับใช้อีกเป็นสิบคน เสื้อผ้าเต็มตู้ รองเท้ากว่าสองร้อยคู่ นั่นเป็นสิ่งที่เล่าไปก็ไม่มีใครเชื่อว่า ไอริณ พรวดี คนนั้นจะเป็นคนเดียวกับไอริณ พรวดี คนนี้ที่เป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าตลาดไนท์
หญิงสาวจำได้ดี วันที่เธอรู้ว่าครอบครัวของเธอถูกฟ้องล้มละลาย เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเจอเหตุการณ์เหล่านั้น แม่ของเธอเสียไปตั้งแต่เธออายุแค่แปดขวบ และพ่อก็รักเธอมากเกินกว่าจะแต่งงานใหม่ กิจการธุรกิจหลายอย่างในมือของพ่อสลายหายไปหมดสิ้นโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้พ่อเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก... พ่ออยู่โรงพยาบาลเพียงสามวันก็จากเธอไปโดยไม่ได้ล่ำราสักคำ และจากนั้นบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายต่างเข้ามายึดทรัพย์สินในสิ่งที่เคยเป็นของเธอจนหมดภายในเวลาไม่กี่วัน หลังจากเสร็จงานศพของพ่อ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งบ้าน รถและทรัพย์สินหลายถูกเปลี่ยนมือไปในเวลาเพียงแค่เดือนเศษ เธอเหลือเพียงบ้านหลังเล็กที่เป็นบ้านเดิมของแม่ มันไม่อยู่ในบัญชีทรัพย์สินของพ่อและเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของเธอ
ไอรินจำได้ดีว่าเธอเอาแต่นั่งร้องไห้กับโชคชะตาที่เล่นตลกร้ายกับชีวิต เธอร้องไห้อยู่นานนับเดือน เพื่อนที่เคยกินเที่ยวและชอปปิ้งหายไปในพริบตา ราวกับไม่มีใครรู้จักเธอมาก่อน หญิงสาวหอบสัมภาระมาอาศัยที่บ้านเดิมของแม่ มันเล็กเท่าบ้านพักของคนรับใช้เท่านั้น แต่เธอก็รู้สึกอบอุ่นใจที่อย่างน้อยเธอก็มีที่ซุกหัวนอน รถเก๋งหรูๆ หลายคันถูกยึดไปด้วย เหลือเพียงรถญี่ปุ่นคันที่พ่อเคยซื้อให้ ‘ปกป้อง’ ลูกชายของลุงวิชัยที่มีหน้าที่ดูแลรถทุกคันในบ้าน วันที่ย่ำแย่ที่สุด ปกป้องยื่นกุญแจรถส่งให้เธอ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ยังอาทรและห่วงใยเธอ เธอไม่อยากรับมันกลับมาแต่เธอก็จำเป็นต้องมีรถไว้ใช้สักคน เธอสัญญาว่าจะเอาไปคืนเขาในวันที่เธอพร้อมมากกว่านี้ แต่มันก็ล่วงเลยมากว่าปีหนึ่งแล้ว รถเก่าเก็บที่เธอไม่เคยชายตามองกลับกลายมาเป็นรถคู่ใจที่ไปไหนไปกัน ช่วยให้เธอยังมีชีวิตอยู่โดยไร้ร่มเงาของพ่อ
ช่วงที่เธอระเห็จมาอยู่บ้านเก่าของแม่ เธอพยายามติดต่อคนรู้จักหลายคนเพื่อจะได้ช่วยเธอในเรื่องการเงินบ้าง แต่ก็ไร้คนเหลียวแล แม้กระทั่งเพื่อนที่เธอเคยให้ยืมเงินหลายหมื่นบาทก็ทำราวกับรู้จักเธอมาก่อน แม้จะไอริณจะเรียนจบจากเมืองนอกแต่คนที่ไม่เคยผ่านงานหรือความลำบากใดๆ เลยทำให้เธอเหมือนคนตาบอดเธอมีเงินสดติดบัญชีไม่กี่พันบาทกับเสื้อผ้ากองเท่าภูเขา หญิงสาวรู้สึกอับจนหนทางจนอยากตามพ่อและแม่ไปอยู่อีกภพด้วยกัน
‘ทำไมพ่อกับแม่ถึงทิ้งหนูไว้คนเดียวแบบนี้’
ไอริณคร่ำครวญอยู่ภายใน ค่ำวันนั้นเธอออกจากบ้านของแม่เตร็ดเตร่ไปตามท้องถนนยามค่ำ ก่อนหน้านี้เธอเป็นเจ้าแม่นักท่องราตรี ผับเธคหรูๆ ที่ไหนก็มีเธอเป็นลูกค้า VIP ทั้งนั้น แต่คืนนั้นเธอกลับรู้สึกอ้างว้างและเจ็บปวด ขณะที่หัวใจกำลังร้องไห้จนหมดแรง เธอมองเห็นผู้คนมากมายที่มาจับจ่ายซื้อของที่ ‘ตลาดไนท์’ ตลาดนัดยามค่ำคืนที่เธอไม่เคยย่างเท้าเข้าไปใกล้ แต่วันนั้นเธอกลับเดินดูผู้คนที่มาซื้อของและขายของ มีสินค้าหลากหลายและวางขายแตกต่าง บางแผงก็วางแบกะดิน บางร้านก็จัดโชว์สวยงาม เธอสะดุดใจกับแผงขายรองเท้ามือสองแสนถูก แม้สภาพจะยับเยินแต่ก็มีคนมาเลือกซื้อเป็นเจ้าของ ไอริณคิดถึงรองเท้ากว่าสองร้อยคู่ที่กองเต็มบ้านพร้อมกับเสื้อผ้าของเธอ นั่นทำให้เธอรีบกลับมาบ้าน จัดแยกเสื้อผ้าข้าวของออก แม้ว่าจะเสื้อดายเสื้อผ้าแบรนด์เนมของแท้ที่มีอยู่ แต่เมื่อท้องมันร้องบอกว่าหิว เธอก็จำเป็นต้องตัดใจ
ครั้งแรกของการเป็นแม่ค้าจำเป็น เธอขนเอาแต่รองเท้าไปขาย รองเท้าสวยๆ ของแท้ลดราคาขายเพียงคู่ละ199 บาท ถูกเสียยิ่งกว่าแจกฟรียังมีคนมาต่อรองราคา แต่นั่นก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เธอเริ่มเรียนรู้อาชีพค้าขายที่ละนิดที่ละน้อยค่อยๆ เรียนรู้ จากคนที่เคยโทษโชคชะตามาวันนี้เธอกลับท้าทายปัญหาและอุปสรรคนานา
ไอริณบอกกับตัวเองและพ่อแม่ที่อยู่บนท้องฟ้า... นับจากนี้เธอจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุด ไม่ให้รู้สึก ‘เสียดาย’ อย่างที่เคยผ่านมาอีก.
มานพ ศตินันท์’ ระบายยิ้มบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว เขาหันไปมองหญิงสาวที่เดินคล้องแขนเขาแล้วได้แต่ระบายลมหายใจเบาๆ ความรักเปลี่ยนแปลงคนได้จริงๆ เพียงไม่กี่เดือนหลังงานแต่งงานของน้องสาวจอมยุ่งของเขา ‘ช้องนาง’ เพื่อนสนิทของน้องสาวจากเคยไว้ผมยาวสลวยตอนนี้ตัดสั้นประบ่าแถมดัดเป็นลอนทำให้ใบหน้าดูสวยเก๋มากขึ้นไปอีก แต่ที่เธอสวยขึ้นแบบนี้ไม่ใช่เพราะเขา
“หนูนาไม่คิดว่าพี่หม่อนจะมีเวลามาเดินเที่ยวตลาดนัดเป็นเพื่อนหนูนาเลยนะคะ” หญิงสาวหัวเราะเสียงใสขณะที่สายตาก็มองดูสินค้าที่วางขายอยู่ด้วยความสนใจ
“ก็พอดีพี่ว่าง” เขาเอ่ยแล้วนึกขำตัวเอง
คนอย่าง ‘มานพ ศตินันท์’ นะเหรอ ‘ว่าง’ มีเวลามาเดินเล่นตลาดนัดยามค่ำแบบนี้ ความจริงเขาไม่ได้รังเกียจการเดินซื้อของตามตลาดฝุ่นตลบแบบนี้ เพียงแต่หน้าที่การงานทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลามาทำเรื่องง่ายๆ แค่นี้ เพียงเพราะมันเป็นคำชวนของหญิงสาวคนนี้ต่างหาก
เขารู้จักกับช้องนางมาหลายปีผ่านน้องสาวของเขา รวมถึงเพื่อนสาวอีกคนที่ชื่อเปมิกา ทั้งสามสนิทสนมกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยจนจบและต่างคนต่างทำงานของตนเอง น้องสาวของเขาทำงานด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์และน้องสาวของเขาเพิ่งแต่งงานแบบสายฟ้าแล็บไปเมื่อสี่เดือนก่อนกลายเป็นว่าเขาเป็นพี่ชายคนโตที่ยังไร้คู่ในขณะที่น้องๆ ทั้งห้าคนต่างมีครอบครัวของตัวเองเรียบร้อยหมดแล้ว
ชายหนุ่มรู้ดีว่ามีคนแอบเชียร์ให้เขา ‘จีบ’ เพื่อนของน้องสาวคนนี้ แต่เขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าช้องนางมีคนที่เธอรักอยู่แล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ทั้งสองก็ได้ปรับความเข้าใจกันดี แม้ว่าชายหนุ่มของช้องนางจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเคลียร์ปัญหาบางอย่างที่ยังค้างคาในใจ แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะฉวยโอกาสยามที่ทั้งสองไกลกันทำตัวเป็นมือที่สามเด็ดขาด แค่การได้เห็นหญิงสาวคนนี้มีความสุขเขาก็พอใจแล้ว
“พี่หม่อนไม่อยากได้อะไรบ้างหรือคะ” ช้องนางหันมาถามอย่างนึกเกรงใจ ถุงพลาสติกใหญ่ๆ สองใบในมือของเขาเป็นผลการช้อปปิ้งของเธอเอง “ของที่นี่นอกจากสินค้าที่แม่ค้ารับมาขายแล้ว ยังเด่นเรื่องงานแฮนด์เมดด้วยนะคะ”
“พี่เห็นแล้วละ” เขาไม่รู้สึกหนักกับโคมไฟกะลามะพร้าวที่หิ้วให้ช้องนางเลย รวมทั้งแจกันหน้าตาประหลาดอีกด้วย
“งั้นขอหนูนาดูเสื้อผ้าสักสองสามชุดแล้วเราไปหาอะไรกินกันไหมคะ”
มานพยกข้อมือดูเวลาที่นาฬิกาเรือนเก่าของเขา “ห้าทุ่มแล้วนี่จะกินอะไรดี ไม่กลัวอ้วนเลยนะ”
“อ๊ะ!” หญิงสาวชักสีหน้าไม่พอใจทันที “ฉันทำเองนะ ไม่ได้ก็อปแบบใครมาด้วย”
“ขอโทษๆ ผมไม่รู้” เขารีบแก้ตัว “แต่เสื้อผ้าสวยมากทีเดียว”
“แล้วไป” ไอริณส่ายหน้าไปมาแล้วหันไปสนใจลูกสาวสองสามคนที่เลือกเสื้อผ้าอย่างสนุก เธอแนะนำชุดเดรสลายดอกไม้เล็กๆ สีม่วงบนพื้นสีขาว กระโปรงยาวเหนือเข่าเล็กน้อยทำให้ดูอ่อนหวานน่ารักยิ่งขึ้น
ช้องนางหยิบชุดเดรสสองชุดมายืนทาบบนตัวเองต่อหน้ามานพให้เขาช่วยเลือก ชายหนุ่มมองอย่างลังเลแล้วพยักหน้าให้
“เอาไปทั้งสองชุดนั้นแหละ เหมาะกับหนูนาทั้งสองชุดเลย”
“หนูนามีงบซื้อแค่ตัวเดียวค่ะ” เธอสารภาพ “แต่จริงๆอยากได้หลายชุดเลยล่ะ”
“งั้นก็เลือกเลย อยากได้กี่ชุดพี่ออกเงินให้ก็ได้”
“ไม่ได้หรอกค่ะ” ช้องนางส่ายหน้าไปมา “หนูนาเกรงใจพี่หม่อน”
“เกรงใจทำไม เราก็เหมือนน้องสาวพี่นั้นแหละ” เขายิ้มแล้วยื่นมือขยี้ผมหยักสวยของหญิงสาวอย่างหยอกล้อ “ถ้าหมวยเล็กอยากได้ พี่ก็ซื้อให้เหมือนกัน นานๆ ซื้อให้ที ไม่ใช่ซื้อให้บ่อยๆ เหมือนยัยใบเมี่ยง”
ช้องนางหัวเราะกิ๊กกั๊ก เธอรู้ดีว่าเพื่อนสาวของตัวเองแสบสันขนาดไหนเรื่องการช้อปปิ้งเนี้ย! “เอาอย่างนี้ดีกว่า หนูนาให้ส่วนลดที่ร้านกาแฟนะคะ”
“นึกว่าจะให้พี่กินฟรี” เขาหัวเราะอารมณ์ดี
“ก็ยังไม่ใช่ร้านของหนูนาเต็มตัวนี่ค่ะ”
“พี่ล้อเล่น ไปเลือกเสื้อผ้าเถอะ”
“ค่ะ” ช้องนางยิ้มกว้างแล้วหันไปส่งเสื้อให้ไอริณถือ “ขอดูเสื้อคลุมสีน้ำเงินตัวนั้นได้ไหมคะ”
“ถ้าจะเลือกให้เข้ากับเดรสชุดนี้เป็นเสื้อคลุมตาข่ายเอวลอยตัวนี้ดีกว่าค่ะ” ไอริณแนะนำ “เข้าชุดกันแล้วทำให้ดูเป็นหวานมากขึ้น หรือถ้าเบื่อก็ใส่เอาไปมิกซ์กับเสื้อชุดอื่นก็ได้ค่ะ”
“เสื้อผ้าเก๋ๆ ทั้งนั้นเลือกไม่ถูกเลยค่ะ อยากได้หลายชุดเลย” ช้องนางพูดอย่างจริงใจ มองอีกฝ่ายแล้วคาดเดาว่าอายุก็คงไม่ห่างกันนัก
“ถ้าชอบก็ลดให้ได้นะคะ” ไอริณยิ้มกว้าง เธอภูมิใจเวลาที่มีคนชื่นชอบผลงานของเธอ
“ปกติขายที่นี่ทุกคืนเหรอคะ”
“อ้อ...มาเฉพาะคืนวันศุกร์เสาร์แล้วก็อาทิตย์ค่ะ” ไอรินหยิบที่คาดผมลูกไม้สีชมพูส่งให้ช้องนาง “ถ้าใส่แล้วไม่พอดียังไงเอามาให้แก้ให้ได้นะคะ แต่ละชุดจะมีอยู่แค่ไม่กี่ตัว ฉันแก้ขนาดให้คุณได้”
“ว้าว! นี่คุณทำเองเหรอคะ เก่งจัง”
“ทำได้แค่สิ่งที่ตัวเองรักนะคะ” ไอริณรู้สึกถูกชะตากับลูกค้าคนนี้
“แค่นั้นก็ดีมากๆแล้วละคะ” ช้องนางให้กำลังใจ “ปกติฉันก็ไม่ค่อยซื้อเสื้อผ้าเท่าไหร่ เลือกไม่ค่อยเป็น จะซื้อทีก็เลยคิดนานหน่อยค่ะ”
“เลือกได้ตามสบายเลยค่ะ”
ช้องนางหยิบเสื้อและกระโปรงจากราวแขวนอีกสองชุด แล้วหันไปมองมานพเป็นเชิงขออนุญาต เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับเธอก็รีบยื่นให้ไอริณทันที ราวกับกลัวว่าพี่ชายของเพื่อนซี้จะเปลี่ยนใจ
“เอาหมดนี้ละคะ”
“ทั้งหมดห้าชุดนะคะ” ไอริณถามพลางจัดเสื้อผ้าใส่ถุงกระดาษอย่างประณีต “แถมที่คาดผมให้ละกันค่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
ไอริณหันไปยื่นถุงใส่เสื้อผ้าพร้อมกับแจ้งราคาให้กับมานพ เขาพยักหน้ารับแล้วเปิดกระเป๋าสตางค์ส่งเงิน
“ไม่ต้องทอนนะครับ”
“ตั้งห้าร้อยเชียวนะคะ” ไอริณทำตาโต “คุณไม่ต้องทิปให้เยอะขนาดนี้ก็ได้”
“ผมให้เพราะอยากช่วยสนับสนุนคุณมากกว่า... คนไทยที่พยายามยืนด้วยแบรดน์ของตนเองย่อมดีกว่าพวกที่เก่งแต่ก็อปของคนอื่นมา”
“ถ้าอย่างนั้น...ฉันรับไว้ก็ได้ค่ะ” ไอริณรู้สึกขัดๆ เขินๆ เธอยังไม่เคยเจอลูกค้าให้ทิปเยอะขนาดนี้
“ถ้ามีโอกาสผมจะบอกน้องสาวให้มาดูเสื้อผ้าที่นี่อีกนะครับ” เขายิ้มและรับถุงเสื้อมาจากมือของไอริณ “คราวหน้าลองทำเสื้อผ้าผู้ชายบ้างนะครับ”
"ถ้ามีทุนละก็...ฉันทำแน่นอนค่ะ”
“ผมจะรออุดหนุนครับ”
มานพยิ้มให้ไอริณอีกครั้งก่อนจะเดินออกมาจากร้านพร้อมถุงเสื้อผ้าถุงใหญ่พร้อมทั้งข้าวของที่ซื้อมาก่อนหน้านี้แล้วของช้องนาง หญิงสาวผมดัดเป็นลอนยิ้มน้อยๆ แบบที่มานพมองแล้วต้องขมวดคิ้ว
“มีอะไรติดหน้าพี่เหรอ”
“เจ้าของร้านคนเมื่อกี้น่ารักนะคะ”
“ก็น่ารักดี แล้วไงล่ะ”
“พี่หม่อนอย่ามาทำหน้าตายเลย หนูนาเข้าใจหรอกน่ะ”
“เข้าใจอะไร พี่ยังไม่รู้เรื่องเลย”
“เอาน่าๆ หนูนาไม่ไปฟ้องใบเมี่ยงหรอกค่ะ”
“พูดอะไรไม่รู้เรื่อง” มานพโคลงศีรษะไปมา “สรุปว่าคืนนี้จะกินอะไร?”
“หาข้าวต้มร้อนๆ กินดีไหมค่ะ”
“เอาซิ ถ้าแน่ใจว่ากินไหวนะ”
“โอ๊ย สบายอยู่แล้ว! เห็นแบบนี้นะ หนูนาจอมเขมือบเลยล่ะ”
“ได้ๆ จะรอดูว่าจะกินได้แค่ไหนเชียว”
มานพอดหัวเราะในลำคอไม่ได้ ตัวก็ผอมบางนิดเดียวจะกินอะไรได้สักแค่ไหนเชียว ขณะที่พาเพื่อนของน้องสาวมาที่รถและเตรียมขับออกไปเผื่อหาอาหารรอบดึก ชายหนุ่มกลับอดคิดถึงแม่ค้าหน้าหวานเมื่อครู่ไม่ได้ ราวกับเคยพบเจอที่ไหนมาก่อน มันนานเสียจนราวกับภาพในความฝัน เขาคิดถึงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรก็ร้องไห้โวยวาย
แต่ครั้งหนึ่ง มือเล็กๆ นั่นจับชายเสื้อด้านหลังของเขาแล้วร้องไห้จ้า ทั้งน้ำมูก น้ำตาแทบแยกกันไม่ออก วันนั้น...วันที่แม่ของเด็กหญิงคนนั้นจากไปไม่มีวันกลับ.
“พี่หม่อนอ่ะ พูดแบบนี้เดี๋ยวไม่เลี้ยงเลย”
ช้องนางทำหน้างอนแล้วหยุดที่ร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่ง เธอปล่อยมือจากแขนของเขาอย่างรวดเร็วแล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปในร้านที่จัดสวยงามแม้จะเป็นแค่แผงขายของในตลาดนัดเท่านั้น มานพส่ายหน้าไปมาแล้วเดินตามไปหยุดยืนหน้าร้าน แต่เพราะตัวเขาสูงใหญ่เกรงจะเกะกะหน้าร้านจะเดินเข้าไปข้างใน แต่เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงทำให้เขารู้สึกเขินๆ ไม่น้อยทีเดียว
“วางของก่อนก็ได้นะคะ” หญิงสาวเจ้าของแผงเสื้อทักทายลูกค้าหนุ่มร่างใหญ่ที่ทำให้เธอต้องแหงนหน้ามอง
“ครับ... ขอบคุณมาก” เขาวางถุงช้อปปิ้งของช้องนางที่พื้นไม่ให้เกะกะลูกค้าคนอื่น
“ผู้หญิงเลือกเสื้อผ้าใช้เวลาหน่อย ทำใจนิดนะคะ” หญิงสาวยิ้มให้แบบเป็นกันแล้วหันไปสนใจลูกค้าสาวที่หยิบชุดเดรสออกมาจากราวแขวนเสื้อทาบที่ตัวเอง
“ไม่เป็นไร ผมไม่รีบอยู่แล้ว” มานพเอ่ยตอบแต่หญิงสาวไม่ได้สนใจฟัง เมื่อมือของเขาว่างแล้ว เขาก็จัดการเลื่อนเนคไทแล้วดึงมันออกจากคอปกเสื้อก่อนจะตามด้วยแกะกระดุมเม็ดบนออกอีกเม็ดเพื่อระบายความร้อน
“อย่าเก็บเนทไทแบบนั้นซิคะ เสียของหมด” ไอริณเผลอส่งเสียงดุชายร่างสูงอย่างไม่ตั้งใจ แต่เมื่อเห็นเขากำลังขดๆ สายเนทไทใส่กระเป๋ากางเกงแสลคที่เขาสวมอยู่ เธอก็รีบเดินมาแย่งเนทไทไปจากมือของเขา
“ของจะดีหรือไม่ดีก็ต้องเก็บให้เรียบร้อย เวลาไม่ใช่เนทไทแล้วคุณต้องคลี่มันออกแล้วม้วนเก็บไว้แบบนี้ เวลาเอามาใช้ใหม่มันจะได้ไม่เสียทรง”
“เอ่อ...ครับ” มานพเอ่ยรับแบบงงๆ แล้วมองหญิงสาวอย่างพิเคราะห์ แปลกใจที่จู่ๆ เขารู้สึกคุ้นๆ ใบหน้าของหญิงสาว แต่...จะเป็นไปได้หรือ? ถ้าเขาเจอเธอในสถานที่หรูหราหรือไม่ก็...ไม่ใช่สถานะแม่ค้าแบบนี้
“อุ้ย! ขอโทษนะคะ” ไอริณส่งเนคไทที่ม้วนเก็บเรียบร้อยแล้วส่งคืนให้เขา “ฉันไปยุ่งเรื่องของคนอื่นอีกแล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ” เขารับมาแล้วยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง “เสื้อผ้าร้านของคุณเก๋แปลกตาดี ไปรับมาจากไหนเหรอ
ชายหนุ่มเจ้าของรถนิสสันมาร์ทชยืนชะเง้อคอยาวอยู่หน้าบ้านไม้เล็กๆ หลังหนึ่งที่เขาแสนจะคุ้นเคย แต่ก็เพราะความคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กกลับทำให้เขารู้สึกขลาดเขลาที่จะเข้าใกล้ เขามองถุงใส่อาหารเช้าที่ความร้อนเริ่มลดลงแล้วถอนหายใจหนักๆ ทั้งๆ ที่เขาอายุมากกว่าเธอตั้งห้าปี แต่กลับไม่มีความกล้าหาญที่จะเข้าไปทักทายเลยนะ
“อ้าว! พี่ป้องมายืนทำอะไรหน้าบ้านริณละคะ” ไอริณเอ่ยทักทายพลางยกถ้วยกาแฟสีชมพูขึ้นจิบ เธอเดินตรงมาที่รั้วบ้านเตี้ยๆ ไขประตูให้ชายหนุ่มเข้ามาด้าน
ปกป้อง วิธิสรรค์ ยิ้มเขินๆ แล้วเดินเข้าไปด้านใน เขาเหลือบมองไปยังรถญี่ปุ่นสีเขียวที่เคยเป็นของเขาเอง เขาเผลอถอนหายใจเบาๆ ไม่เคยคิดว่าหญิงสาวสุดไฮโซคนนั้น วันนี้จะตกอับมาอยู่บ้านหลังเล็กซอมซอแถมใช้รถคันเก่าๆ อย่างนี้อีกด้วย
“พี่ผ่านมาแถวนี้เลยซื้อโจ๊กเจ้าอร่อยมาให้ริณจ๊ะ” เขายื่นถุงโจ๊กที่เริ่มจะเย็นส่งให้หญิงสาว
“ผ่านมาแถวนี้เหรอ? ผ่านมาตอนแปดโมงเช้าแล้วนี่นะ” ไอริณหัวเราะน้อยๆ และยื่นมือไปรับ “พี่ป้องไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ค่ะ ริณเกรงใจ”
“พี่เป็นห่วงริณ” เขาพูดด้วยความจริงใจ “ริณอายุยังน้อย ไม่น่ามาเจอเรื่องแบบนี้เลย”
ไอริณชะงักมือที่กำลังจะยกกาแฟขึ้นจิบ เธอมองดูชายหนุ่มตรงหน้า เธอรู้จักเขามาเกือบสิบปีแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เขาคือ ‘ปกป้อง วิธิสวรรค’ เป็นลูกชายของคนดูแลบ้านที่พ่อของเธออุปถัมภ์สนับสนุนเรื่องการศึกษา จนเขาเรียนจบในระดับปริญญาโทและทำงานในบริษัทของพ่อ ทว่าตอนนี้บริษัทนั้นไม่ใช่ของพ่อเธออีกแล้ว
“พี่ป้องค่ะ ถึงริณจะเสียใจที่เสียพ่อไป แต่ริณไม่เคยโกรธหรือโทษโชคชะตาตัวเองเลยนะคะ” หญิงสาวยิ้มแบบภูมิใจในตนเอง “ดูริณซิคะ ริณเป็นแม่ค้า เป็น “แต่ริณไม่ควรจะมาลำบากแบบนี้” เขาโคลงศีรษะให้กับความดื้อรันของหญิงสาว “ริณเป็นผู้หญิงอยู่คนเดียวแบบนี้มันอันตรายนะ ทำไมริณไม่ไปอยู่กับครอบครัวของพี่ พ่อกับแม่ของพี่พวกท่านก็ยินดีต้อนรับริณอยู่แล้ว หรือว่าริณอับอายที่ต้องไปอาศัยอยู่กับคนดูแลบ้าน”
“ถ้าพี่ป้องพูดแบบนี้อย่ามาคุยกับริณเลยค่ะ” ไอริณทำหน้าเบื่อๆ “ถึงเวลานี้แล้ว ริณไม่ใช่ริณคนก่อนแล้วค่ะ”
“พี่ขอโทษ แต่พี่เป็นห่วงริณมากนะ”
“ริณเข้าใจค่ะ” ไอริณฝืนยิ้มให้ “ริณขอบคุณความห่วงใยของพี่ป้อง แต่ริณต้องยืนให้ได้ด้วยตัวเองค่ะ”
ปกป้องอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ชะงักไป “เอาเป็นว่า พี่อยากให้รู้ว่าริณยังมีพี่อยู่เสมอ ริณไม่ได้ตัวคนเดียว”
“ค่ะ” ไอริณพยักหน้ารับ “พี่ป้องรีบไปทำงานดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจะตอกบัตรไม่ทัน”
คำพูดที่เหมือนจะไล่กลายๆ ทำให้ปกป้องได้แต่พยักหน้าช้าๆ และเดินออกไปอย่างอาวรณ์ ไอริณโบกมือลาเมื่อรถนิสันมาร์ชคันเล็กกะทัดรัดเคลื่อนผ่านหน้าบ้านไป เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนหันมาสนใจอาหารเช้าที่ปกป้องหิ้วมาฝาก ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่เขาก็เพียรมาดูแลเธอเสมอ ในยามที่เธอท้อแท้สิ้นหวัง เขาเป็นกำลังใจและคนที่อยู่เคียงข้าง ทว่าในเวลานี้เธอกลับเริ่มอึดอัดความห่วงใยที่เกินพอดีของเขา เธอจัดการเทโจ๊กใส่ชามแล้วถือมันเดินกินรอบห้องเล็กๆ บ้านไม้ของแม่เป็นบ้านสองชั้น ชั้นบนสำหรับที่นอนหลับพักผ่อนและเก็บข้าวของบางส่วนที่พอจะขนมาจากคฤหาสน์หลังงามที่กลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว ส่วนชั้นล่างเป็นที่ทำงานของเธอ ไอริณเรียกส่วนนี้ว่า ‘สตูดิโอ’
ช่วงที่ขนเสื้อผ้าแบรนเนมของตัวเองไปขายราวกับของก็อปปี้ เธอเห็นแม่ค้าร่วมตลาดนำสินค้าจำพวกกระเป๋าถือ น้ำหอม เสื้อผ้าก็อปปี้แบรนเนมดังๆ มาขาย มันทำให้เธออดเปิดสมุดบันทึกของตนเองไม่ได้ หญิงสาวเป็นคนชอบแต่งตัวมาแต่ไหนแต่ไร เธอมีความสุขกับการจับคู่เสื้อผ้าแต่ละชุดให้มิกซ์ แอนด์ แมทช์เองมากกว่าที่จะจับมาใส่ทั้งชุดแบบนั้น และบ่อยครั้งที่เสื้อผ้าบางชุดที่ซื้อมาสวยแต่ไม่ถูกใจ เธอต้องเลาะกระดุมเปลี่ยนในแบบที่ชอบ หรือเวลามีงานปาร์ตี้ เธอก็จะช่วยเพื่อนสาวแต่งตัว เธอรู้สึกว่ามันสนุกและท้าทายว่าจะออกมาดีเพียงใด นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เสื้อผ้าของเธอล้นตู้เลยทีเดียว
ไอริณพอมีเงินนิดหน่อยก็ตัดสินใจถอยจักรเย็บผ้าราคาถูกที่สุด หุ่นลองเสื้อไม่ต้องซื้อเพราะมีอยู่ก่อนแล้ว อุปกรณ์ตบแต่ง กระดุม ผ้าลูกไม้ ฯลฯ ก็เป็นของสะสมที่ธนาคารไม่ได้ยึดไปด้วย เธอเริ่มจัดการตัดเย็บเสื้อผ้าอย่างง่ายๆ ในรูปแบบของเธอ ทำแพทเทิร์นเอง และเริ่มนำไปขายที่ตลาดรวมกับเสื้อผ้าชุดอื่นๆ ที่เธอมี และนั่นมันทำให้เธอเริ่มพบความสามารถของตนเองที่เธอไม่รู้ตัวมาก่อน เธอหลงลืมไปแล้วว่าเธอสนุกกับการแต่งตัวขนาดไหน
ระยะหลังเสื้อผ้าของไอริณขายดี เธอจ้างร้านเย็บผ้าไม่ไกลนักตัดเย็บตามที่เธอออกแบบในราคาไม่แพงนัก แล้วนำมาประดับตบแต่งเองอีกขั้นตอน ต่อมาเธอเริ่มทำร้านค้าออนไลน์ขายเสื้อผ้าแบรดน์ ‘ไอริณ’ และยังไปขายที่ตลาดไนท์เหมือนเดิม แม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน แต่เวลาที่เธอได้นับเงินที่ทำงานได้มามันช่างแสนมีความสุข อีกไม่นานหรอกเธอจะมีห้องเสื้อของตัวเองไม่ต้องไปขายที่ตลาดไนท์อีกแล้ว
“ถ้าเจอลูกค้าทิปหนักๆ แบบเมื่อคืนบ่อยๆ ก็ดีซินะ” ไอริณคิดถึงชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่พบเจอเมื่อคืน “สงสัยอยู่ระหว่างโชว์หญิง ถึงใจปล้ำซื้อเสื้อผ้าให้หลายพันแถมให้ทิปแม่ค้าอีกต่างหาก”
หญิงสาวยักไหล่ก่อนลงมือจัดการอาหารเช้าตรงหน้า เธอมักจะกินอาหารไปและพลิกดูนิตยสารไปด้วยเสมอๆ นิสัยที่ติดมาจากบ้านใหญ่ไม่เคยเปลี่ยนได้สักที เธอเป็นลูกสาวคนเดียวที่พ่อตามใจสุดๆ แต่ถ้าแม่บ้านเห็นจะตีมือเธอเบาๆ ด้วยข้อหาเสียมารยาท
ไอริณพยายามไม่คิดถึงโต๊ะอาหารแสนกว้างและยาว โต๊ะไม้ขัดมันวาววับที่เธอไม่รู้ว่ามันคือไม้ชนิดไหน พ่อจะนั่งที่หัวโต๊ะเสมอพร้อมด้วยกาแฟร้อนกับหนังสือพิมพ์ แต่ก็ไม่บ่อยนักที่เธอกับพ่อจะทานอาหารเช้าพร้อมกัน เพราะเธอมักจะออกไปท่องราตรีเกือบสว่างแทบทุกคืน เธอเที่ยวกลางคืนบ่อยมากถึงมากที่สุด แม้ว่าอายุในบัตรประชาชนจะห้ามเข้าแต่เพราะเธอมีนามสกุลและบัตรเครดิตเป็นใบผ่านทาง มันก็ทำให้เธอเป็นที่รู้จักไปทั่ว
ถึงตอนนี้เธอเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเพื่อนๆ ที่เธอเคยเลี้ยงเหล้าหรือแม้กระทั่งให้เงินใช้ฟรีๆ จะมีใครรู้ไหมว่าเธอตกระกำลำบากขนาดไหน หรือต่อให้มีคนรู้ พวกเขาก็อาจจะหัวเราะเยาะสมน้ำหน้าหรือไม่ก็ทำเป็นไม่เคยรู้จักเพราะไม่ต้องการให้ความช่วยเหลือเธอ หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ อาหารเช้าที่มีเพียงโจ๊กกับกาแฟร้อนผ่านไปแล้ว
ไอริณจัดการเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะกินข้าวเสร็จ เธอก็ใช้มันเป็นโต๊ะทำงานด้วย หญิงสาวมองแบบที่ร่างไว้บนกระดาษคราวๆ ลายดินสอตวัดๆ พร้อมเขียนกำกับรายละเอียดของงาน ที่มุมของกระดาษมีรูปขนาดโปสการ์ดเป็นรูปต้นแบบ มันเป็นชุดในการ์ตูนญี่ปุ่น
“พี่ริณขา” เสียงเด็กสาวร้องทักทายพลางชะเง้อคอยาวอยู่ที่รั้วเตี้ยๆ ของบ้าน
“มาแต่เช้าเลยนะแกงส้ม” ไอริณทักแล้วเดินไปเปิดประตู้บ้าน
‘แกงส้ม’ เป็นสาวน้อยวัย 16 ที่มีรอยยิ้มสดใส และการแต่งตัวที่เป็นตัวของตัวเองชัดเจน เธอเรียนในระดับปวช. เหมือนกับเพื่อนซี้อีก 4-5 คนที่ยืนยิ้มรอเจ้าของบ้านเปิดประตูให้ สมาชิกแก็งค์ลิทเติ้ลสตาร์ ทั้งหมดยกมือไหว้ไอริณก่อนจะก้าวเข้ามาในบ้านอย่างเกรงใจ แม้ว่าแต่ละคนจะมาบ้านหลังนี้บ่อยพอๆ กับบ้านของตัวเองแต่ก็ยังมีความเกรงใจเจ้าของบ้านเช่นเคย
“วันนี้พวกเรามีเรียนบ่ายหน่ะค่ะ ก็เลยแวบๆ มาดูผลงานของพี่ริณ” แกงส้มยิ้มเขินๆ
“กลัวเสร็จไม่ทันวันงานเหรอ” ไอริณหัวเราะอย่างรู้ทัน
“ว๊ายๆ ใครจะกล้าคิดแบบนั้นละคะ” แกงส้มแก้ตัว
“เอาน๊า พี่ริณรับปากแล้วยังไงก็ต้องทำให้เสร็จแน่นอน” ไอริณมองเด็กสาวอย่างเอ็นดู “แต่จะให้ดีพี่ว่าพวกเราลองชุดที่จะใส่เต้นบนเวทีก่อนดีไหม? ถ้าไม่พอดียังไงจะได้แก้ได้ทันเวลา”
“ได้เลยค่ะพี่ริณ” แกงส้มหันไปพยักหน้ากับเพื่อนๆ เพื่อนหนุ่มแต่หัวใจเป็นหญิงขอตัวเข้าครัวไปเตรียมขนมของว่างที่ถือติดมือมาด้วย
ไอริณมองดูเด็กวัยรุ่นที่สนุกสนานกับสิ่งที่รักก็ได้แต่ยิ้มกว้าง เธอบังเอิญรู้จักกับน้องๆกลุ่มลิตเติ้ลสตาร์เมื่อสี่เดือนก่อนที่ตลาดนัดแห่งหนึ่งพวกเขามาขายของมือสองซึ่งเป็นของพวกเขาเอง ไอริณเข้าไปเลือกดูเผื่อจะเจอบางสิ่งที่ตรงใจบ้าง แต่หลังจากได้พูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ทำให้รู้ว่าพวกเขาขนข้าวของส่วนตัวมาขายเพื่อหาเงินไปตัดเสื้อผ้าชุดคอสเพลย์ ตอนนั้นหญิงสาวรู้สึกสนุกกับความฝันของพวกเขา แม้ว่าตัวเธอเองจะไม่มีเงินทองมากมายขนาดจะตัดชุดให้เด็กกลุ่มนี้ได้ฟรีๆ แต่เธอก็อาสาจะตัดชุดให้ในราคาถูกที่สุด และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ไอริณได้เฝ้ามองความฝันของเด็กห้าคนนี้ที่เรียกตัวเองว่า ‘ลิตเติ้ลสตาร์’
แกงส้มเป็นเสมือนหัวหน้ากลุ่ม แม้ทุกคนจะบอกว่าแต่ละคนมีหน้าที่เท่าเทียมกันแต่ความรับชอบงานส่วนใหญ่เป็นของเด็กสาวคนนี้ เมื่อสองเดือนก่อนแกงส้มและเพื่อนๆ มาปรึกษาเรื่องงานมิตติ้งประจำปีของเหล่าคอสเพลย์ ซึ่งนอกจากการแต่งคอสเพลย์แล้วยังมีการจำหน่ายสินค้าแฮนด์เมดและการเต้นคัพเวอร์เพลงของศิลปินคนโปรด โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมงานจะนำไปบริจาคการกุศล แกงส้มกับเพื่อนสมัครจะประกวดคัพเวอร์แดนซ์โดยมีต้นแบบเป็นศิลปินเกาหลี และแต่งคอสเพลย์ด้วย ไอริณจึงรีบอาสาจัดการเรื่องเสื้อผ้าให้ ตอนนี้เสื้อผ้าสำหรับชุดคัพเวอร์แดนซ์พร้อมแล้ว ยังเหลือเพียงชุดคอสเพลย์ที่มีเวลาเหลืออีกเพียงสิบกว่าเท่านั้น
“ว้าว!สุดยอดเลยค่ะ! พี่ริณตัดชุดเหมือนวงKARA มากๆเลยค่ะ”
“แต่เหมือนยังไง เราก็ต้องหมันฝึกเต้นนะ มาซ้อมที่นี่ได้เลย” ไอริณเตือน
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ” แกงส้มรับคำแล้วหมุนตัวอยู่หน้ากระจก ถ้าเพียงแต่จัดแต่งทรงผมหน่อยก็ใกล้เคียงกับศิลปินดังแล้ว
“แล้วที่สำคัญค่ะ ยังไงเราก็ต้องเป็นตัวของตัวเองนะ”
ไอริณยิ้มกว้างกับท่าทางดีใจของเดอะแก็งค์แม้ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ในฐานะคนล้มละลาย แต่กลับมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บางที...ปริมาณความสุขไม่ได้วัดที่ตัวเลขเงินในบัญชี แต่เป็นความอิ่มเอมใจที่ประเมินค่าไม่ได้ เช่นเวลานี้ที่เธอเป็นอยู่.