“วดีต้องแต่งงานกับคุณคิน เขาชอบวดีมาก ถึงกับมาทาบทามสู่ขอวดีกับย่าด้วยตัวเอง” คุณหญิงนรากรเอ่ยเรื่องสำคัญตรงประเด็นแบบไม่อ้อมค้อม
“แต่วดี...” ราชาวดีมีท่าทีตกใจและคาดไม่ถึงว่าเรื่องสำคัญที่ถูกผู้เป็นย่าเรียกมาพูดคุยคือเรื่องการแต่งงานกะทันหันแบบนี้
“เราจะใฝ่ต่ำเหมือนพ่อรึไง” พอได้ยินคำว่าแต่... ของหลานสาวคนเดียว คุณหญิงนรากรก็อารมณ์ขึ้น ลูกชายทำให้ท่านผิดหวังมาครั้งหนึ่งแล้ว หลานสาวจะต้องไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอีก
“คนที่คุณหญิงย่ากำลังดูถูกเป็นแม่ของวดี”
ราชาวดีเกลียดนักกับการที่มีใครมาดูถูกมารดา ถึงท่านจะเป็นแค่สาวชาวบ้าน แต่ท่านก็คือผู้หญิงที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอ เป็นผู้หญิงที่รักเธอที่สุด เป็นผู้หญิงที่เสียสละและเป็นผู้หญิงที่จิตใจดีงามที่สุดในความรู้สึกของเธอ
“ย่าจะไม่แตะแม่ของวดีก็ได้ แต่ตอนนี้เรากำลังมีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก คุณคินเขาเป็นคนเก่ง ย่ารู้จักกับเขามานานแล้ว เขาจะเข้ามากอบกู้บริษัทของเราและทำให้ครอบครัวเราลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง”
เพราะท่านบริหารงานผิดพลาด เรื่องถึงได้เป็นแบบนี้ แต่คุณหญิงนรากรไม่เคยโทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง
“เพราะวดีไม่เอาไหน ทำงานไม่เป็น เราเลยมีปัญหาแบบนี้”
คุณหญิงนรากรยังโทษคนอื่น แม้ราชาวดีเองจะสำนึกว่าเธอไม่เหมาะกับงานบริหาร เธอไม่มีหัวทางด้านนี้ เธอถนัดเย็บปักถักร้อย งานบ้านงานเรือน ทำอาหาร ศิลปะและการวาดรูป แต่เธอจำใจต้องเรียนบริหารธุรกิจตามที่ผู้เป็นย่าสั่ง หากไม่ใช่เพราะก่อนบิดามารดาจะสิ้นใจได้สั่งเสียเอาไว้ เธอคงไม่ต้องมาอยู่ภายใต้การดูแลของคนเป็นย่าผู้แสนเผด็จการและเอาแต่ใจตัวเองเช่นนี้
“เตรียมตัวเอาไว้ คุณคินจะมารับเราออกไปทานข้าวข้างนอก ถ้ายังฉลาดก็อย่าทำให้ย่าต้องลำบากใจไปมากกว่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นย่าจะคิดว่าวดีเป็นคนอกตัญญู” เจอประโยคนี้เข้า ราชาวดีถึงกับพูดไม่ออก
“ค่ะ คุณหญิงย่า” ราชาวดีจำใจต้องรับคำ เธอไม่เคยรู้จักภาคินมาก่อน เพราะไม่ชอบสุงสิงกับใครและเก็บตัวอยู่กับบ้าน เธอไม่ชอบความวุ่นวายหรือคบหาเพื่อนมากมาย กลับชอบชีวิตเรียบง่าย อยู่ที่เงียบๆ คุยกับคนแค่คนเดียวและมีความสุขกับตัวเอง สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถึงเธอจะเรียนคณะบริหารธุรกิจ แต่เธอมักไปขลุกตัวอยู่ที่คณะศิลป์ ถึงขนาดไปแอบลงเรียนวาดรูปและงานศิลปะที่นั่น ทำให้เธอมีเพื่อนและรุ่นพี่รุ่นน้องที่คณะนั้นมากมาย แตกต่างจากคณะที่เรียนอยู่อย่างสิ้นเชิง
“ส่วนเรื่องรัชภาคย์ แกตัดใจไปซะเถอะ” คุณหญิงนรากรพูดเสียงเฉียบ สรรพนามเปลี่ยนไปตามอารมณ์ที่หงุดหงิด
“แต่พี่ภาคย์เป็นคนดี”
“แกหุบปากไปเลยยัยวดี ยังไงแกกับเขาก็ไม่มีวันลงเอยกันได้ เพราะแกจะต้องแต่งงานกับคนที่ย่าหาให้เท่านั้น”
แม้จะยอมรับว่ารัชภาคย์เอางานเอาการ พอเรียนจบก็กลับมาช่วยบิดาบริหารงาน แต่ท่านก็คิดว่าภาคินมีฐานะที่เหนือกว่ารัชภาคย์ทุกอย่าง ที่สำคัญท่านพึงพอใจในตัวภาคินมากกว่าชายหนุ่มข้างบ้านที่ไม่ค่อยมีสัมมาคารวะสักเท่าไหร่
ราชาวดีจะต้องทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง ตอนลูกชายคนเดียวของท่านไปคว้าหญิงชาวบ้านมาเป็นเมีย อยู่กินกันที่บ้านนอกคอกนาก็แทบจะอกแตกตายอยู่แล้ว ถ้าต้องให้ราชาวดีออกเรือนไปกับครอบครัวที่ไม่กินเส้นกัน ท่านคงตรอมใจตาย
ราชาวดีก้มหน้าเม้มปากแน่น เธอรู้ดีว่าคัดค้านไปก็เปล่าประโยชน์ อย่างไรแล้วผู้เป็นย่าก็ไม่เห็นดีเห็นงามกับเธอด้วยประการทั้งปวง
“ฉันให้คนจัดเสื้อผ้าเอาไว้ให้แกแล้ว แกต้องแต่งตัวสวยๆ ไม่ใช่แต่งตัวซอมซ่อไม่สมกับเป็นหลานฉัน ผู้ชายน่ะเวลามองผู้หญิง เขามองหน้าตาก่อนเป็นอันดับแรก แกจะไปแบบทุเรศๆ ลูกกะตา ฉันฆ่าแกแน่”
คุณหญิงนรากรสั่งเสียงเฉียบ ปมในใจของท่านคือลูกชายดันไปคว้าเมียที่ไม่มีสกุลรุนชาติลำบากยากจนมาเป็นสะใภ้ ดังนั้นหลานสาวคนเดียวที่กำเนิดขึ้นมาจะต้องแต่งงานกับผู้ชายดีๆ ไม่อย่างนั้นท่านจะไม่ยอมเด็ดขาด ราชาวดีชอบแต่งตัวแปลกๆ เหมือนพวกข้างถนน เสื้อผ้าแต่ละชุดน่ารำคาญตา แล้วไหนจะเครื่องประดับอีก รุงรังไม่น่ามอง
“ค่ะ คุณหญิงย่า” ราชาวดีจำต้องรับคำ ไม่อยากให้ท่านโมโหไปมากกว่านี้ บางทีการดูตัวอาจจะไม่ได้เลวร้ายอะไรอย่างที่คิดก็เป็นได้
“ดีมาก เดี๋ยวฉันให้คนเอาเครื่องเพชรไปให้ แกนี่ไม่เคยหัดแต่งเนื้อแต่งตัวให้มันดีๆ เมื่อไหร่จะมีผู้ชายดีๆ มาสนใจ เรื่องรัชภาคย์ก็ลืมมันไปซะ ทำยังไงก็ได้ให้มันเลิกตอแยกับแก ถ้าแกทำไม่ได้ ฉันจะจัดการเอง”
คุณหญิงนรากรพูดเสียงเฉียบตามนิสัยที่ไม่มีวันยอมอ่อนลงให้ใคร แม้แต่ลูกชายคนเดียวที่ท่านรักหนักหนาก็ไม่เว้น ในตอนนั้นเมื่อลูกชายเลือกภรรยาที่ไม่คู่ควร ท่านก็ตัดหางปล่อยวัดไม่ไปสนใจไยดีอีก จนกระทั่งเกือบสิ้นใจนั่นแหละ ถึงได้รับการติดต่อจากลูกชายอีกครั้ง พอได้เห็นหน้าหลาน ท่านก็ใจอ่อนยวบลงทันที
“ไม่ต้องค่ะ วดีจะจัดการเรื่องนี้เอง”
ราชาวดีพูดเสียงตกใจ ไม่อยากให้ผู้เป็นย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะจะยิ่งยุ่งเหยิงกันไปใหญ่ เธอรู้นิสัยของคุณย่าข้อนี้ดี เธอเองก็ไม่อยากคบหากับรัชภาคย์ในฐานะคนรักอีกแล้ว เพราะยิ่งคบกันไปยิ่งอึดอัด เธอนับถือรัชภาคย์เป็นแค่พี่ชาย นานไปยิ่งถลำลึก อยากให้รัชภาคย์ตัดใจเสียตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าให้เขามาเสียเวลากับเธอแทนที่จะได้เจอกับผู้หญิงคนอื่นที่ดีกว่า
“ดี ถ้าย่ายังเห็นแกไปมาหาสู่กับมันอีก อย่าหาว่าย่าไม่เตือน ย่ารู้ว่าแกไม่ได้คิดกับมันมากเกินกว่าพี่ชายน้องสาว ถ้าไม่รักไม่ชอบก็บอกให้มันตัดใจไปซะ อย่าไปให้ความหวังลมๆ แล้งๆ เพราะความสงสารหรือเกรงใจ”
ราชาวดีถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อลับร่างของผู้เป็นย่า เธอก้มมองโทรศัพท์อ่านข้อความของรัชภาคย์แล้วถอนใจอีกรอบ บางทีเธอก็สับสนในความรู้สึก ไม่แน่ใจว่าคิดยังไงกับรัชภาคย์กันแน่ อาจเพราะตั้งแต่เธอย้ายจากบ้านนอกมาอยู่กับคุณหญิงย่า รัชภาคย์เป็นเพื่อนบ้านคนเดียวที่ดีกับเธอ เขาเหมือนพี่ชาย เหมือนเพื่อน และรับฟังเธอทุกเรื่อง เมื่อเขาขอคบเธอในฐานะคนรัก เธอจึงตกปากรับคำ เธอไม่เคยรู้สึกหึงหวงเขาเมื่อเห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นเลย พอคบกันนานเข้าความรู้สึกยิ่งเด่นชัดว่าเรื่องของเธอกับเขามันเป็นไปไม่ได้
หญิงสาวตัดสินใจตอบข้อความรัชภาคย์กลับไปว่าขอเลื่อนนัดเป็นพรุ่งนี้ เพราะวันนี้เธอต้องออกไปทานข้าวกับภาคิน บางทีหากเธอได้พูดคุยกับภาคิน เธออาจจะขอกู้เงินหรือทำอะไรสักอย่าง
ใช่... เธอโง่จนไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีให้บริษัทอยู่รอด และบางทีภาคินอาจจะไม่อยากแต่งงานกับเธอจริงๆ ก็ได้ เมื่อคิดจนปวดหัว เธอจึงสลัดมันออกไป ลองออกไปคุยกับเขาดูก่อน ดูนิสัยใจคอกันเพื่อประเมิน บางทีเธออาจจะขอความอนุเคราะห์อะไรจากเขาได้บ้างไม่มากก็น้อย
ราชาวดีนั่งกอดอกอย่างหงุดหงิดกับการรอคอย เพราะคนที่นัดเอาไว้ยังไม่มา แถมยังเลยเวลานัดมาพอสมควร ถ้าคิดว่ามาไม่ได้ จะนัดมาทำไม หรือคิดว่าใหญ่โตร่ำรวยมาจากไหน ถึงได้มาสายขนาดนี้
“ขอโทษนะครับ ที่ผมมาช้า”
ราชาวดีเงยหน้าขึ้นเตรียมจะตำหนิ แต่เธอต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นคนตรงหน้า เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ดวงตาของเขาคมเข้มดูมีเสน่ห์ เธอกวาดมองใบหน้าเรียวคมสัน คิ้วเข้ม จมูกโด่งและริมฝีปากสีแดงสดของเขาแล้วใจสั่น เธอหลุบตาลงรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าวและมันคงจะแดงไปถึงใบหู เพราะรู้สึกหูร้อนจนต้องยกมือขึ้นลูบ
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ผมมีงานด่วนเข้ามา ต้องขอโทษจริงๆ ที่ให้คุณรอ แต่ผมโทรหาคุณแล้ว โทรไม่ติดน่ะครับ”
“คุณมีเบอร์ของฉันด้วยเหรอคะ” ราชาวดียกโทรศัพท์ขึ้นดู ก่อนจะบอกเขาว่าโทรศัพท์แบตหมด นึกตำหนิตัวเองที่ต่อว่าเขาในใจ ที่แท้เขาก็พยายามติดต่อมาบอกเธอแล้ว
“คุณหญิงย่าของคุณให้ไว้น่ะครับ เผื่อติดต่อกัน”
เขาพูดคุยกับเธออย่างเป็นกันเอง ราชาวดีเคยนึกจินตนาการก่อนหน้านี้ว่าเขาคงจะเจ้ายศเจ้าอย่างหรือมองคนเหยียดๆ เหมือนคนรวยทั่วไป คุณหญิงย่าของเธอถึงจะไม่รวยเหมือนก่อน แต่ตอนนี้ก็ยังหยิ่งและไว้ตัวเหมือนเดิม แต่นั่นคงเป็นนิสัยของท่านที่แก้ยังไงก็แก้ไม่หาย
“ค่ะ” เธอชะงักที่จะพูดต่อเมื่อพนักงานมารับออร์เดอร์ เขาสั่งอาหารและหันมาถามเธออย่างใส่ใจ
“วดีกินได้ทุกอย่างค่ะ”
“ชอบอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” เขาเลิกคิ้วเหมือนไม่แน่ใจ อาจจะคิดว่าเธอเกรงใจ ดูเขาคล่องแคล่ว เป็นกันเอง และช่างสังเกต เธอเกร็งในช่วงแรกๆ สุดท้ายก็ผ่อนคลาย เพราะเขาไม่มีท่าทีจับผิด สายตาอ่อนโยนดูอบอุ่นไร้แววหยาบโลนจาบจ้วงเหมือนผู้ชายบางคนที่ชอบมองผู้หญิง
“ก็มีบ้างค่ะ ชอบอาหารทะเลค่ะ”
“เหรอครับ” เขายิ้มให้เธอบางๆ ก่อนจะสั่งอาหารทะเลมาเพิ่ม
“ขอบคุณมากนะคะ” เธอกล่าวขอบคุณเมื่อเขาพยักหน้าให้พนักงานหลังจากสั่งอาหารเสร็จ
“คุณย่าคงแจ้งให้คุณทราบแล้วเรื่องของเรา” เขาตรงประเด็นไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว
“คะ แค่กๆๆ” เธอสำลักเพราะมัวแต่มองเขาเพลิน พอโดนถามก็สะดุ้งใบหน้าเหลอหลา
“เป็นยังไงบ้างครับ คุณโอเคหรือเปล่า” ภาคินเอ่ยถาม เขาดูห่วงใยเธอจนรู้สึกอุ่นใจ
“ไม่เป็นอะไรมากค่ะ แต่คุณคินพูดตรงจังเลยค่ะ” เธอพูดแล้วรู้สึกแก้มร้อนจนต้องลูบเบาๆ
“ผมไม่ชอบอ้อมค้อมครับ”
“คุณพูดตรงแบบนี้ทุกเรื่องเลยเหรอคะ”
“บางเรื่องอาจจะอ้อมบ้าง เพื่อรักษาน้ำใจ”
เขาตอบ สายตามองเธอนิ่ง ราชาวดีรู้สึกขวยเขิน เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน แม้แต่รัชภาคย์เองยังไม่เคยเขินอายขนาดนี้ เธอกับเขาเหมือนพี่น้องกันมากกว่าคนรัก รัชภาคย์อาจจะรู้ใจเธอทุกอย่าง แต่เขาก็ไม่เคยทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงเท่านี้มาก่อน
“ค่ะ” เธอไม่รู้จะพูดอะไรดี มือบางเผลอจิกกระโปรงที่สวมอยู่อย่างเผลอไผล
“เรียกพี่คินดีกว่าครับ เรียกคุณดูห่างเหิน”
“ค่ะ”
“ว้า... เอาแต่ค่ะๆๆ ทำเหมือนไม่อยากคุยกัน” เขาล้อเลียนเธอ ยื่นหน้าเข้ามาเล็กน้อย แค่สบตาเธอก็หัวใจเต้นตึกตักแทบจะโลดออกมานอกอก
“วดีไม่รู้จะพูดอะไรดีค่ะ ฟังพี่คินพูดดีกว่า”
“ปกติพี่ก็ไม่ค่อยพูดมากนะ”
“วดีก็เหมือนกันค่ะ”
“วันนี้วดีน่ารักมากนะครับ ใส่ชุดแบบนี้ดูหวานไปหมดทั้งตัว”
“เอ่อ... ค่ะ”
ราชาวดีจิกมือกับกระโปรงมากกว่าเดิม ชุดนี้เธอคิดว่ามันสวยอยู่หรอก แต่มันออกจะโป๊ไปนิดเมื่อเทียบกับชุดที่เธอใส่บ่อยๆ พอเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาก็ยังมองเธอ แต่ไม่ได้มีแววเจ้าชู้เมื่อวิจารณ์ชุดของเธอ
ชายหนุ่มอาจจะเคยชินเมื่อมีผู้หญิงแต่งตัวโป๊กว่านี้มาให้เขามอง ก็เขาออกจะหล่อ สายตาของเขาทำไมมันถึงทำให้เธอหวั่นไหวไปหมด ผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ เขาเปิดเผยเมื่อคุยกับคู่สนทนา เวลายิ้มเขาช่างน่ามองจนเธอเผลอมองไม่ละสายตา
“ไม่ต้องเกร็งหรอกครับ พี่ชอบวดีตั้งแต่เห็นหน้า เลยไปสมัครเป็นหลานเขยคุณหญิงย่า พี่เองก็ไม่มั่นใจว่าวดีจะรังเกียจพี่หรือเปล่า พี่เลยยังไม่ให้ผู้ใหญ่ไปพูดอะไรอย่างเป็นทางการ แต่พี่เป็นเฒ่าแก่ให้ตัวเองไปพูดกับคุณหญิงย่าของวดีก่อน ถ้าวดีรังเกียจหรือยังไม่พร้อม พี่ก็เข้าใจ”
“เอ่อ... วดีไม่ได้รังเกียจค่ะ” ราชาวดีอยากจะกัดลิ้นตัวเองนัก นี่เธอพูดอะไรออกไป เธอกับเขาเพิ่งรู้จักกันเมื่อครู่เองนะ เธอจะใจง่ายไปไหน หญิงสาวตำหนิตัวเองในใจ
“พี่ไม่ได้รีบร้อนหรือบีบบังคับ แต่ถ้าวดีไม่ขัดข้อง เดือนหน้ามีฤกษ์ดี”
“พี่คินคะ คือว่า...” ราชาวดีถึงกับตกใจ แต่เธอพูดไม่ทันจบ อาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟ
“พี่อาจจะดูใจร้อน แต่ก่อนแต่งงานเดือนนึง เราก็ศึกษากันได้”
“ถ้าเราไปด้วยกันไม่ได้ล่ะคะ”
“ไม่ต้องเครียดไปหรอกครับ เราลองคบกันก่อน พี่ให้โอกาสวดีได้เลือก”
“จริงๆ วดีเอง เอ่อ...” เธออึกอัก
“พูดมาได้เลย พี่ยินดีรับฟัง”
“ครอบครัวของวดีมีปัญหา...”
แล้วเธอก็พูดตรงๆ เรื่องบริษัทและสถานะการเงิน ก่อนจะลอบสังเกตสีหน้าของเขา ภาคินตั้งใจฟังและเขาก็ไม่มีท่าทีดูถูกให้เห็น เธอแค่ลองใจเขา แต่กลับกลายเป็นว่าเขาส่ายหน้า ยิ้มบางๆ กุมมือเธอเอาไว้
“พี่รู้แล้วครับ เอาเป็นว่าถ้าเป็นเรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา”
“ทำไมถึงอยากแต่งงานกับวดีค่ะ วดีไม่มีอะไรเลย”
“พี่บอกไปแล้วว่าพี่ชอบวดี และพี่ก็มองวดีมานานแล้ว”
“นานแล้ว หมายความว่ายังไง”
“ก็มองมาหลายปี รอให้วดีโตกว่านี้”
“เรื่องพี่ภาคย์ เอ่อ... หมายถึงวดีเองก็มีคนรักอยู่แล้ว” พอเธอพูดแบบนั้น เขาก็เงียบไป ดูเขาขรึมลงไปถนัดตา
“พี่ให้วดีเลือก ถ้าเลือกเขา พี่จะถอยให้ ถ้าเลือกพี่ก็แต่งงานกับพี่ ไปบอกเลิกเขาเสีย”
“วดี”
“รักเขาหรือเปล่า”
“คะ”
“รักผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า”
“วดีไม่ค่อยแน่ใจ พี่ภาคย์เหมือนพี่ชาย เรารู้จักกันมาหลายปี บ้านใกล้กัน”
“แล้วชอบพี่หรือเปล่า” เขาจ้องตาเธอ ราชาวดีตาโตก่อนจะก้มหน้างุด เขาหัวเราะเบาๆ เธอเหลือบขึ้นมอง สีหน้าของเขาดูรู้ทัน แต่กลับอ่อนโยนไร้แววเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ
“วดียังไม่รู้หรอกค่ะ เราเพิ่งเจอกันเอง” เธออุบอิบตอบ
“เห็นหน้าพี่ครั้งแรกคิดยังไง” เขาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ เธอเม้มปากใจสั่นหวิว
“ก็...” เธอปากสั่นขยับปากไปมาพูดไม่ออก
“ไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ พี่รอคำตอบได้จนถึงวันแต่งงาน”
“แล้วถ้าตอนนั้นยังไม่ชอบ ไม่รัก”
“ถ้าถึงตอนนั้นวดีก็ต้องตัดสินใจเหมือนเดิม วดีมีอิสระที่จะตัดสินใจ”
“ถ้าวดีปฏิเสธ แล้วบริษัท...” เธอถามอย่างเป็นกังวล
“พี่ก็ต้องเข้าไปบริหารเหมือนเดิม เพราะตอนนี้บริษัทของคุณหญิงย่าวดีประสบปัญหาอย่างหนัก” เธอเม้มปากเมื่อเขาตอบแบบนั้น
“ถ้าวดีอยากจะเข้าไปทำงานที่นั่นด้วย พี่ก็ไม่ว่าอะไร” เขายิ้มอ่อนโยน หาทางออกให้เธออย่างใจดี
“คือวดี”
“ทานข้าวกันเถอะ วดีหน้ายุ่งไปหมดแล้ว พี่ไม่อยากดูเป็นคนใจร้าย”
ภาคินตัดบทก่อนจะตักอาหารให้เธอทาน ราชาวดีลอบมองเขาหลายครั้ง ก่อนจะหลุบตาก้มมองจาน เสไปตักอาหารเมื่อเขาหันมาสบตา แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เขารู้แต่ไม่พูดให้เธออาย ผู้ชายคนนี้เก็บอารมณ์เก่งและยิ้มง่าย แต่เขาก็ดูน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
“ระหว่างนี้เราคงต้องพบกันบ่อยๆ เพื่อให้สนิทกันมากขึ้น” ภาคินพูดขึ้นหลังจากมาส่งว่าที่เจ้าสาวที่หน้าบ้านของเธอ
“ค่ะ” ราชาวดีเองก็อยากใกล้ชิดกับเขา เธอรู้สึกผิดกับรัชภาคย์ แต่เธอหักห้ามใจตัวเองไม่ไหว
“เข้าบ้านเถอะครับ พี่ฝากกราบคุณหญิงย่าด้วย ขอโทษท่านด้วยนะครับที่พี่ไม่ได้เข้าไปกราบด้วยตัวเอง พี่มีงานด่วน”
“ค่ะ อุ๊ย!” เธอรับคำก่อนจะอุทานเมื่อเขาจุ๊บเบาๆ ที่แก้มสาว มือนุ่มยกขึ้นทาบแก้มร้อนเห่อแดง อยากจะโกรธเขา แต่พอสบตาแล้วเธอก็อ่อนระทวยทุกครั้ง
“ถ้าไม่พอใจ อยากจะเอาคืน ก็หอมแก้มพี่คืนก็ได้นะครับ” เขาทำแก้มป่องเอียงข้างให้เธอ ราชาวดีตบเพียะเข้าที่แก้มเขา ก่อนจะวิ่งหนีออกจากรถ เขาเลื่อนกระจกลงมองตามเธอไปสุดตาด้วยสายตาเปล่งประกายอ่อนโยนอ่อนหวาน
ราชาวดีได้แต่ทอดถอนใจเรื่องรัชภาคย์ เธอตัดสินใจบอกเขาไปแล้วอย่างจริงจังถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน เธอยอมรับกับเขาตรงๆ ว่าเธอไม่ได้รักเขาอย่างคนรัก แต่รักและเคารพเขาเหมือนพี่ชาย
รัชภาคย์เสียใจมาก เขาพยายามตามตื้อเธอ แต่จู่ๆ เขาก็หายไป เธอไม่ได้ข่าวเขาอีก ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกผิด แต่คิดว่าเขาอาจจะหลบไปทำใจที่ไหนสักแห่ง ซึ่งราชาวดีไม่เคยรู้เลยว่ารัชภาคย์ถูกขัดขวางจากผู้เป็นย่าของเธอ คุณหญิงนรากรเองก็ไม่ปริปากเอ่ยถึงเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อเห็นว่าหลานสาวคนเดียวดูจะเข้ากันได้ดีกับว่าที่หลานเขยอย่างภาคิน
“คอนโดของพี่เอง”
ภาคินพาหญิงสาวมาที่คอนโดส่วนตัวของเขา ตลอดระยะเวลาหลายวันที่คบหาดูใจกัน เขาไม่ล่วงเกินเธอมากไปกว่าจับมือ หอมแก้ม และเธอก็เริ่มจะชิน เขาเป็นคนเปิดเผยและค่อยๆ ให้เธอเรียนรู้ตัวตนของเขา พร้อมๆ กับรับเขาเข้ามาในชีวิตอย่างไม่รีบร้อน แต่เป็นไปในทางที่ดี