ทั้งปู่พนัสและคุณตาพากันหันไปสนใจที่พี่เค้ก
"ว่ายังไงจ๊ะหนูเค้ก" ปู่พนัสถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เฮ้อ...” เค้กยังอึกอัก
"อาโหน่งเป็นคนดี ไม่มีด่างพร้อย ปู่พูดจริง ๆ ไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับหนูเค้ก" รอยยิ้มของท่านเต็มไปด้วยความหวัง
"จะปฏิเสธได้ยังไงพนัสเอ๊ย เกลอได้ตกปากรับคำไปแล้ว ยังไงเราสองครอบครัวก็ต้องเป็นทองแผ่นเดียวกัน พลาดกันในรุ่นพ่อแม่ของเด็กสองคนนี้แล้ว ก็เอารุ่นหลานนี่แหละ เค้กคงจะอึ้งไปเท่านั้นเอง ไม่คิดว่าจะมีวันดี ๆ แบบนี้นะสิ ใช่ไหมจ๊ะ...ฮึ..." คุณตาหันมามองหน้าหลานสาว เลิกคิ้วไปด้วย
"จริงนะ ฮา..." เสียงปู่พนัสหัวเราะร่า ทั้งสองผู้เฒ่าหันหน้ามามองกันแล้วหัวเราะประสานเสียงกับใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข
เค้กยังคงนั่งทำสีหน้าหนักใจกับเรื่องที่เธอต้องเผชิญ
ป้าแววขยับตัวเข้ามาใกล้ ๆ หลานสาว ก่อนจะยกมือขึ้นโอบกอดหลานสาวที่ไหล่
"สินสอดทองหมั้นไม่ต้องห่วงนะจ๊ะหนูเค้ก ปู่จัดให้เต็มที่ไม่มีอั้น ที่ดินของไร่เรือนทองครึ่งหนึ่งจะเป็นของหนู เมื่อแต่งปุ๊บ ปู่จะโอนเป็นชื่อหนูเค้กเลย เครื่องเพชรเครื่องพลอย ทองหยองของคุณย่าชุดใหญ่อีกสักชุดสองชุดนะ ฮา..." สีหน้าและน้ำเสียงของท่านดูจริงใจ
"ตกลงตามนี้นะ เอาแบบนี้แหละ แต่งให้เร็วที่สุด" คุณตาตบหัวเข่าตัวเองฉาดใหญ่ ตกปากรับคำเสียเอง เพื่อไม่ให้หลานสาวคนสวยได้ปฏิเสธ
หนูเค้กถึงกับนั่งหุบปาก ก้มหน้างุด ๆ มึนงงไปหมด เธอไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ
ป้าแววตบหลังของเธอเบา ๆ ยิ้มแก้มปริเมื่อได้ยินสินสอดทองหมั้นที่ทางฝ่ายนั้นจะให้หลานสาว แต่ที่แน่ ๆ ป้าดีใจที่จะเห็นเธอได้เป็นฝั่งเป็นฝา
ในห้องนั้น ได้ยินแต่เสียงสองผู้เฒ่า และป้าแววที่พูดหัวกันอย่างมีความสุข พี่เค้กนั่งเงียบไม่พูดไม่จา จนกระทั่งคุณป้าไล่ออกมาอีกคน
'ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องจริง ๆ แน่ ๆ เราฝันไป เรากำลังฝันไป..." ครีมนั่งหยิกเนื้อแขนและตบหน้าตัวเองอยู่ตรงนั้นเหมือนว่าเรื่องที่เธอกำลังรับรู้ไม่ใช่เรื่องจริง
ฝันสลาย ผู้ชายในดวงใจของหนูครีมกำลังจะกลายมาเป็นพี่เขยของเธอเสียแล้ว
ภาวินีเดินเร็วออกมาจากห้องรับแขก หน้าตาแดงก่ำ นัยน์ตาพร่าเต็มไปด้วยม่านน้ำตา หัวใจร้าวรานแทบแตกสลาย
"พี่เค้ก" น้องสาวส่งเสียงเรียกตามเมื่อเห็นพี่สาวเดินผ่านหน้า
ภาวินีเดินปรี่เข้าไปในห้องนอนของตัวเองซึ่งอยู่อีกปีกของเรือนไทยหลังใหญ่หลังนี้ ภาวนารีบลุกขึ้นแล้วเดินตามหลังพี่สาวไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้าไปในห้องของตัวเองได้ เค้กก็หมุนตัวมากระชากประตูหมายจะปิด มือของภาวนาก็ผลักเข้าไปอย่างแรง พี่สาวรีบสะบัดหน้าหนี ยกหลังมือขึ้นมาเช็ดหยาดน้ำตาที่กำลังไหลรินอาบสองแก้ม
"พี่เค้ก พี่เค้กเป็นอะไร" น้องสาวยิ่งตกใจเมื่อเห็นใบหน้าเต็ม ๆ ของพี่สาวที่เป็นแบบนั้น
"ครีม" เธอโผเข้ากอดน้องสาวเอาไว้แน่น
"ร้องไห้ทำไมจ๊ะพี่”
พี่สาวได้แต่ยืนส่ายหน้า แต่แววตากำลังดูวิตกเต็มที่
“พี่เค้กดีใจเหรอที่จะได้แต่งงานกับอาโหน่ง ที่ทั้งหล่อและก็ใจดีมาก ๆ ใช่ไหม ครีมเข้าใจถูกใช่ไหม" หนูครีมพูดไปตามที่เธอคิด พลางประคองพี่สาวให้ไปนั่งที่เตียงด้วยกัน
"โธ่เอ๊ย...ยายน้องโง่ พี่ไม่ได้รักอาโหน่ง จะให้พี่แต่งงานกับอาโหน่งได้ยังไง" พี่เค้กปริปากพูดกับภาวนา
“หา!” น้ำเสียงของน้องสาวเต็มไปด้วยความตกใจไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนี้
พี่สาวยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของตัวเองแรง ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ผมของน้องสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้า
"แล้วทำไมพี่เค้กไม่ปฏิเสธบอกคุณตาและคุณปู่ไปค่ะว่า พี่ไม่อยากแต่งงานกับอาโหน่ง"
เค้กส่ายหน้า
"พี่ไม่กล้า พี่กลัวคุณตาเสียใจ" ภาวินีนั่งน้ำตาไหล
"งั้น ถ้าพี่เค้กไม่กล้า ครีมจะไปบอกคุณตากับคุณปู่เองค่ะว่าพี่เค้กไม่อยากแต่งงานกับอาโหน่ง”
“ไม่ได้” ภาวินีทำเสียงแข็ง
“ทำไมจะไม่ได้ จะมาบังคับกันได้ยังไงในเมื่อพี่ไม่อยากจะแต่ง เราก็ต้องพูดออกไปตรง ๆ”
“พี่ไม่อยากเห็นคุณตาเสียใจนะสิ และปู่พนัสก็ดีกับพวกเรามาก ๆ” พี่สาวให้เหตุผล
“พี่เค้ก”
ในแวบแรกครีมแอบดีใจ แต่เมื่อเห็นท่าของพี่สาวที่จะยอมแต่งงานกับอาโหน่งเธอก็ใจหวิว ๆ ทุกเรื่องจะต้องเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอ แล้วความฝันของสาวน้อยอย่างเธอล่ะ ที่หลงรักอาโหน่งเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่มีวันได้ฝันแบบนั้นอีกแล้ว
“แล้วจะแต่งงานกันทั้งที เจ้าตัว อาโหน่งยังไม่เห็นมาพูดเองเลย แบบนี้อาโหน่งก็คงไม่ได้เต็มใจหรอกมั้ง อีกอย่างถ้าคนสองคนไม่รักกัน ทำไมต้องแต่งงานกันด้วย มันหมดยุคคลุมถุงชนแล้วนะคะ" ภาวนาทำขึ้นเสียงฟังดูฮึดฮัด ยกตัวขึ้น พี่สาวรีบคว้าเอาไว้
"อย่าครีม อย่าทำแบบนั้นเลย ไม่ได้หรอก พี่ทำไม่ได้ พี่ไม่อยากให้คุณตาผิดหวัง" ภาวินีน้ำตาไหล
"พี่เค้ก" เธอหันมามองใบหน้าของพี่สาวเต็ม ๆ ตา
"แล้ว...ยังไง พี่ก็จะแต่งงานกับอาโหน่งเหรอ" เธอโพล่งปากถามออกไป
พี่สาวพยักหน้าก่อนจะตอบ
"ใช่จ้ะ"
“พี่เค้กต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ”
เสี้ยววินาทีนั้น น้องสาวสีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง นึกค้อนงอนพี่สาวขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
"จริง ๆ ลึก ๆ พี่เค้กก็ชอบอาโหน่งใช่ไหม ชิ..." เธอทำเสียงขึ้นจมูก แล้วลุกเดินหนีออกมาจากห้องของเค้กอย่างรวดเร็ว
"ครีม มันไม่ใช่แบบนั้น" พี่สาวตะโกนตามหลัง
ปัง.... ภาวนาปิดประตูห้องเสียงดัง รู้สึกโกรธพี่สาว โกรธทุกคนไปหมด วันนี้มันช่างเป็นวันที่โหดร้ายจริง ๆ สำหรับเธอ
"ฮือ........" หนูครีมร้องไห้ขี้มูกโป่งวิ่งลงจากเรือนไป คร่อมจักรยานได้ก็ปั่น ๆ จนไปถึงที่กระท่อมท้ายไร่ที่เป็นที่สิงสถิตของเธอเกือบจะทุกวันตอนปิดเทอม เธอมักมานั่งอ่านหนังสือที่นี่ประจำ
"โธ่เว๊ย.....ทุกคนบ้ากันไปหมดแล้ว" หญิงสาวตะโกนเสียงดังลั่นเข้าป่าด้านหลังไปด้วยความโมโห ทิ้งตัวนั่งลงไปที่แคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้ากระท่อมนั้น
“ที่บ้านใหญ่เขามีอะไรกันนะแม่ ดูครึกครื้นจัง คนมากันเต็มไปหมด” ตั้นเดินเข้ามาหาแม่ถึงในครัว ปกติเขาไม่ค่อยได้หยุดงาน แต่ช่วงนี้ลาพักร้อนประจำปีจึงได้มาอยู่กับแม่ที่ไร่ในช่วงนี้
“เตรียมงานแต่งงานนะสิ”
“ของใครละแม่” เขายิ้มจนตาหยี เพราะงานมงคลไม่ได้เกิดที่นี่นานแล้ว
“พี่โหน่ง”
ลำดวนหมายถึง พัสกรหลานชายคนเดียวของเจ้าของไร่เรือนทอง
“แต่งกับใครครับ” ปากก็ถามมือก็หยิบเอาแตงโมที่แม่กำลังหั่นใส่จานใบใหญ่อยู่
เพียะ.... แม่ตีที่หลังมือของเขาแรง ๆ
“ล้างมือหรือยัง” ลำดวนยังถามเหมือนตั้นเป็นเด็ก ๆ
“โธ่แม่ครับ ตั้นก็ล้างแล้วสิครับ” เขายังหยิบอีกชิ้นเข้าปากไปอีก เคี้ยวจนแก้มตุ่ย
“ตอนไหน ทำไมแม่ไม่เห็น” ป้าลำดวนเพิ่งเห็นตั้นเดินเข้ามา ยังไม่เห็นว่าเขาเดินไปล้างมือที่ซิงก์น้ำเลย
“ก็ได้ ๆ ไปล้างใหม่ก็ได้ แหม...ตั้นโตแล้วนะครับแม่” ตั้นกำลังจดจ่อกับคำตอบแท้ ๆ แต่หากเขาไม่ทำตามที่แม่บอกมีหวังไม่ได้คำตอบแน่ ๆ วันนี้
“เออแม่ครับ ว่าแต่ว่าแม่ยังไม่ได้ตอบตั้นเลยว่าคุณโหน่งจะแต่งงานกับใคร ใครเป็นเจ้าสาวผู้โชคดีคนนั้นครับ” เขามีท่าทีสนใจ เพราะพัสกรยังครองตัวเป็นโสดมาจนทุกวันนี้ โดยที่ไม่เคยมีผู้หญิงที่ไหนมาวอแวถึงที่ไร่เลย ตอนนี้พัสกรอายุก็ล่วงเลยมาสามสิบสี่ปีแล้ว
“หลานสาวของตาเกชาไง หนูเค้ก คนสวย ๆ นะ หลานคนโตของไร่เจ้าขาเขาละ”
ตั้นตกใจมาก ๆ กับชื่อคนที่แม่ของเขาเอ่ยขึ้น ชายหนุ่มละมือจากแตงโม อ้าปากค้าง ก่อนจะถามผู้เป็นแม่ออกไปด้วยน้ำเสียงสั่น
“ใครนะแม่ บอกตั้นอีกครั้งสิ”
แต่แล้วเขาหุนหันออกไปจากห้องครัวทันที
“อ้าว.... เฮ้ย... ตั้นนั่นจะไปไหน กลับมากินข้าวก่อนสิ เอ๊ะ... ไอ้เด็กคนนี้ ตั้นจะไปไหน ตั้น........”
แม่โผล่หน้าออกมาจากห้องครัว ตะโกนตามหลังเรียกชื่อของเขา แต่ชายหนุ่มไม่ได้สนใจหันกลับมามองหน้าของแม่สักนิด กลับตั้งใจวิ่งไปหาคนที่เขาอยากพบที่สุดในตอนนี้
ณ บริเวณชายป่าของไร่เจ้าขา เขตติดต่อกับไร่เรือนทอง มีเพียงลำธารเล็ก ๆ กั้นเอาไว้เป็นชายแดนเท่านั้น ก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ถูกปาไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย บางลูกก็กระเด็นกระดอนโดนก้อนหินที่โผล่พ้นน้ำ เดือนนี้หน้าแล้ง น้ำในลำธารเหือดแห้งลงไปเยอะมาก มีเพียงต้นหญ้าสูงยาวที่ชูช่อแข่งกันล้อเล่นกับลมสูงชะลูด
“ชิ......... ไม่ยุติธรรมเลย อะไรก็ไม่รู้ ทำไมเจ้าสาวของอาโหน่งต้องเป็นพี่เค้กด้วย ทำไม ฮึ... ไม่ใช่... ต้องไม่ใช่เรื่องจริงสิ....หึ.......” แล้วคำบ่น คำว่าต่าง ๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากปากสาวน้อย
เธอก้มตัวลงไปโกยก้อนหินเต็มกำมือมาอยู่ในมือ ก่อนจะหลับหูหลับตาปาไปข้างหน้าสุดกำลัง ก้อนหินเหล่านั้นถูกปาเข้าไปในพุ่มไม้สุดแรง
“โอ๊ย....” มีผู้ชายร้องเสียงหลงบ่งบอกว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของเธอ
“อะ....ใครนะ” ครีมรีบปัดมือของตัวเองที่เปื้อน ชะโงกหน้ามองหาต้นต่อของเสียงร้องในทันที
ตั้นค่อยมุดหัวออกมาจากพุ่มไม้ เขาเพิ่งเดินข้ามก้อนหินใหญ่มาจากฝั่งไร่เรือนทอง เป้าหมายคือ เขาอยากเจอภาวินี
“ใครมือดีเนี่ย ปามาได้ โอ๊ย... เจ็บชะมัดเลย อ๋อย....” เขายกมือขึ้นลูบที่หัวของตัวเอง จ้องมองหน้าของภาวนาที่นั่งยิ้มเจื่อน ๆ อยู่ที่แคร่
“อ้าว...พี่คนนี้ พี่ตั้น...” เธอชี้หน้า เพราะจำหน้าของเขาได้ เพราะเคยเห็นหน้าเขาสองสามครั้งที่ไร่เรือนทอง
ชนวีย์เดินเข้ามาหา ครีมรีบลุกขึ้นยืน
“เป็นอะไรมากไหมคะ โดนตรงไหนของพี่คะ” เธอถามด้วยความเป็นห่วง
“ว่างมากหรือเรา ไม่มีอะไรทำหรือไงถึงได้มานั่งปาหินเล่นแบบนี้” ตั้นว่าให้
“ขอโทษค่ะ แต่พี่ก็แส่เดินเข้ามาหาทางของลูกหินเองนะ ครีมก็ปาเล่นตั้งนานแล้ว และพี่เข้ามาในสวนของคนอื่นทำไม” สายตาจ้องมองด้วยความสงสัย เพราะเขาเพิ่งมาจากไร่เรือนทอง
“น้องครีมที่เป็นน้องสาวของเค้กใช่ไหม”
“ค่ะ พี่รู้จักครีมด้วยหรือคะ”
“เออ...รู้จักสิ รู้จักดี พอดีพี่เป็นรุ่นพี่ของเค้ก เราเรียนที่เดียวกัน คณะเดียวกัน เค้กเคยบอกว่ามีน้องสาวชื่อครีม”
“อ๋อ...ค่ะ แต่ไม่ยักเคยได้ยินพี่ครีมเล่าเรื่องของพี่ให้ฟังบ้างเลย”
“พี่จะไปหาเค้กได้ที่ไหน” ตั้นไม่รอช้าเขาถามถึงคนที่เขาต้องการเจอทันที
“หาพี่เค้ก โทรนัดกันเองสิคะ ไหนว่าเคยเรียนที่เดียวกัน รู้จักกัน” ครีมสวนคำไปในทันทีตามนิสัยปากไวของเธอ
“จะบอกว่าไงดี วันนี้ซวยตั้งแต่เช้าแล้ว มือถือของพี่เพิ่งตกน้ำ พี่มีเรื่องจะคุยกับเค้กสักหน่อย เรื่องด่วนเสียด้วย น้องครีมไปตามพี่เค้กมาเจอพี่ที่นี่ได้ไหม”
“เรื่องอะไรคะ” หน้าตาเต็มไปด้วยความอยากรู้เหมือนเคย