สะดิ้งมองตามสะแบงทั้งน้ำตา อยากช่วยก็กลัวลูกปืนกำนันเดช ไม่ช่วยก็ดูใจดำ จึงได้แต่วิ่งตามกำนันเดชและพวกที่กำลังลากสะแบงไปที่รถ
“มึงจะตามมาแต่ตัวทำไมอีสะดิ้ง เอากระเป๋าอีสะแบงมาด้วยสิ! ส่วนมึงถ้าจะไปกรุงเทพมึงก็ไปคนเดียว แต่ถ้ามึงไม่ไป มึงก็ไปขึ้นรถ ถ้าไม่มีงานทำเดี๋ยวกูจะจ้างมึงอีกคน”
ได้ฟังดังนั้นสะดิ้งก็ยกมือขึ้นมาทาบอก ทั้งตกใจ ทั้งประหลาดใจ
“จ้างเป็นกะหรี่หรือกำนัน อุ๊ย! ฉันจะทำใจมีผัวคนเดียวกับอีสะแบงได้ยังไงล่ะ” สะดิ้งพูดทีเล่นทีจริง ความจริงก็ชอบกำนันเดชอยู่ โหดๆ เถื่อนๆ สเปคอีสะดิ้ง
เรืองกับโชคลูกสมุนทั้งสองของกำนันเดชถึงส่ายหัวพร้อมกัน ^^!
“อย่างมึงเนี่ย! กำนันเขาจะจ้างมายิงทิ้งโว้ย อีบ้า!” โชคพูดขึ้นแทนใจทุกคน
สะแบงแอบเคืองเพื่อนรักอยู่ในใจหน้าสิ่วหน้าขวานสะดิ้งยังมีอารมณ์พูดเล่น แถมยังไปหอบกระเป๋าเสื้อผ้าเธอและกระเป๋าเสื้อผ้าตัวเองไปขึ้นรถกำนันเดชแต่โดยดี
“พี่สะดิ้ง พี่สะดิ้งไม่นะ” สะแบงดิ้น แหกปากร้องห้ามสะดิ้ง
"สะแบง! ข้าว่าหมดทางแล้วล่ะ เอ็งไม่เห็นปืนหรือ” สะดิ้งพูดขึ้นเบาๆ
ก็จริงของสะดิ้ง กำนันเดชมีอิทธิพลแค่ไหนใครก็รู้ สั่งเป็นสั่งตายใครก็ได้ แถมยังยิงคนเล่นเป็นผักเป็นปลา ขนาดเพื่อนรักที่วิ่งเล่นกันมาตั้งแต่เด็กเขายังคิดจะฆ่าให้ตายได้ลงคอ สะแบงเคยเห็นความโหดเหี้ยมของเขากับตาตัวเองมาแล้ว
เจ้าของเรือนร่างสะโอดสะองถูกจับยัดเข้าไปที่เบาะหลังของรถเก๋งวอลโว่สีดำ แล้วคนใจร้ายก็ตามเข้ามานั่งข้างๆ กอดรัดเนื้ออุ่นเอาไว้แน่นไม่เว้นช่องให้ได้ดีดดิ้นแม้แต่น้อย
ยังดีที่สะดิ้งตามขึ้นมาบนรถด้วยไม่อย่างนั้นสะแบงคงหาโอกาสโดดรถให้คอหักตาย!
กำนันเดชหรือกำนันเดชา พานิชวิวงค์ชัย กำนันหนุ่มวัย35ปี ผู้ที่ได้ชื่อว่าเถรตรง ขยัน ซื่อสัตย์ ทำงานเพื่อชาวบ้านและส่วนรวมมาโดยตลอด แต่ด้วยความที่เขามีบุคลิกทรงอำนาจ รูปร่างสูงโปร่ง หุ่นทรงล่ำสัน เครื่องหน้าดุดันแต่ก็รูปงามผิดแผก คิ้วหนา นัยน์ตาสีน้ำตาล จมูกโด่งเป็นสันด้วยว่าบรรพบุรุษฝั่งพ่อมีเชื้อสายไทย จีน เยอรมัน ไว้หนวดไว้เคราจนดูโหดเหมือนโจรป่าซาตาน ขนาดที่ว่าเด็กเห็นยังร้องไห้ TT ซ้ำยังเป็นคนพูดตรง เลือดร้อน เจ้าอารมณ์ ถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด บางครั้งก็ใช้ความรู้สึกของตัวเองตัดสิน จนเผลอทำอะไรที่แสดงออกให้คนอื่นเห็นว่าเขานั้นเป็นคนไม่ดี หลายคนจึงมองว่าเขาเป็นกำนันนักเลง ได้รับตำแหน่งกำนันมาสองสมัยก็เพราะอำนาจเงินและอิทธิพลของเสี่ยบุญจงผู้เป็นพ่อ
รถเก๋งวอลโว่วิ่งเข้ามาภายในอาณาจักรไร่นาเดชา ซึ่งกินพื้นที่กว่า 200 ไร่ มีบ้านไม้สักทองทรงไทยหลังใหญ่ตั้งตะหง่านอยู่ด้านหน้า ส่วนพื้นที่ด้านหลังแบ่งเป็นนาข้าว สวนผสมผสาน และบ่อน้ำ
กำนันเดชกอดรัดสะแบงมาตลอดทาง แต่ไม่พูดกันสักคำ เมื่อรถจอดสนิทดี ลูกสมุนที่ชื่อเรืองซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าก็ลงจากรถมาเปิดประตูให้เจ้านาย กำนันเดชยอมปล่อยอ้อมแขนออกจากร่างบางที่ทั้งอุ่นและหอม ขยับลงจากรถ ยืนเท้าสะเอววางมือใกล้ๆปืนเพื่อข่มขู่
“ลงมา!”
“จ้ะกำนัน” สะดิ้งกระวีกระวาดลงจากรถทันทีด้วยกลัวว่าจะโดนยิงไส้แตก ทว่าคนที่กำนันเดชตั้งใจจะขู่จริงๆกลับยังนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
“ถ้าไม่ลงอีสะดิ้งสมองไหล!” คราวนี้เขาชักปืนออกมา
“ว้าย! กำนัน! อย่านะจ๊ะ ฉันไม่อยากตาย ฉันยังไม่มีผัว” สะดิ้งรีบนั่งหมอบลงกับพื้นร้องแรกแหกกระเชอ
"เฮ้อ.... " โชคลูกสมุนคนที่นั่งตำแหน่งคนขับเปิดประตูรถลงมามองสะดิ้งแล้วถอนหายใจคล้ายเบื่อหน่าย
เมื่อรู้ว่าหมดหนทางสะแบงจึงขยับลงมาจากรถ ดวงตาคู่สวยมองเจ้าของนัยน์ตาดุดันปานเหยี่ยวอย่างเดือดดาล ถ้าฉีกเนื้อฉีกหนังอีกฝ่ายได้สาวเจ้าคงไม่รีรอ
“อวดดี!” กำนันเดชดึงกระชากข้อมือเรียวจนเธอเซถลา อกอวบปะทะอกแกร่ง พลันรู้สึกหวิววามจนพ่วงแก้มใสเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อในทันที
!!!
“ไอ้เรืองให้อีสะดิ้งไปอยู่เรือนเล็กข้างเรือนเอ็ง”
กำนันเดชหันไปสั่งลูกสมุน แล้วหันกลับมามองใบหน้างามที่ลอยแดงก่ำอยู่ระดับปลายคาง
ตาสบตา!
สะแบงไม่อาจสู้สายตาดุดันราวกับพญาเหยี่ยวคู่นั้นได้ ถึงใจอยากจะสู้หากอีกใจสั่งให้หลบเลี่ยงแต่โดยเร็ว
“มานี่!” เขาฉุดลากเธอพาเดินตรงขึ้นไปบนบ้าน ระหว่างนั้น ป้ามาลา กับ แตง สองป้าหลานที่ทำงานในบ้านกำนันเดชเดินออกมาพอดี
“เอาไปเก็บที่ห้องทำงานฉันด้วย” กำนันหนุ่มยื่นปืนให้ป้ามาลา ป้าแกก็รับไว้ด้วยความเคยชิน
เห็นเจ้านายลากสะแบงขึ้นไปบนบ้านก็ตกใจไม่น้อย แต่แกรู้ว่าไม่สมควรเข้าไปยุ่ง จึงได้แต่หันมาทางลูกสมุนสอง
“อะไร? เกิดอะไรขึ้นวะไอ้โชค ไอ้เรือง แล้วเอ็งมาทำไมนางสะดิ้ง?”
ป้ามาลาถามเป็นชุด แต่ไม่มีใครตอบแกสักคน ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันทันที เรืองพาสะดิ้งไปที่เรือนหลังเล็กข้างเรือนพักของเขา ส่วนโชคขับรถไปเก็บในโรงรถ
“อ้าว! ไอ้พวกนี่ สรุปข้าคุยกับหมาหรือคุยกับคนวะเนี่ย”
“เอาน่าป้า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้” แตงเด็กหญิงวัย 12 ขวบ รูปร่างผอมบาง ผิวขาวเหลือง หน้าตาจิ้มลิ้ม ปากนิดจมูกหน่อย พยายามปลอบใจป้ามาลาหญิงสูงวัยรูปร่างท้วมท่าทางใจดีที่กำลังถูกมองเป็นอากาศธาตุ
ร่างบางของสะแบงถูกโยนไปบนเตียงกว้าง ก่อนที่ประตูห้องนอนจะถูกปิดเสียงดัง ปัง!
หญิงสาวพยายามลุกขึ้นจากเตียงแต่ก็ถูกจับโยนลงไปอีก!
“จะไปไหน! เอ็งไม่ต้องถ่อไปขายตัวถึงกรุงเทพหรอก อยู่ที่นี่ก็ขายได้ เริ่มงานมันวันนี้แหละ ข้าอยากอยู่พอดี”
กำนันเดชว่าพลางปลดหัวเข็มขัด ปลดกระดุมถอดเสื้อเชิ้ตสีแดงเลือดหมูออกจากตัวแล้วโยนทิ้งไปบนพื้น สะแบงตัวสั่นด้วยความกลัว เธอยันร่างขยับขึ้นไปชนหัวเตียง แต่ก็ถูกมือใหญ่ดึงขาลากมาประชิดกายเขา
“อ๊าย! ปล่อยนะ อย่านะ อ๊ะ! ไม่นะ ฉันไม่ได้อยากขายตัว ไม่นะ อย่า! ฮื้อๆๆ” หญิงสาวพยายามดิ้นรนขัดขืน ร้องห้ามปรามทั้งน้ำหูน้ำตา แต่ก็ไม่อาจสู้เรี่ยวแรงของชายชาตรีได้
กำนันเดชจัดการลอกคราบเธอจนเหลือเพียงชุดชั้นในลูกไม้สีดำ
เด็กหญิงตัวเล็กที่คอยอ้อนขอขนม คอยอ้อนขอให้เขาอุ้ม บัดนี้โตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว เรือนร่างไร้อาภรณ์เผยผิวขาวโพลน หุ่นทรงนาฬิกาทราย ยั่วสวาทจนเกินต้าน ความเป็นชายตื่นตัวขึ้นคล้ายมีแรงกระตุ้น
คนอย่างกำนันเดชเป็นสุภาพบุรุษมาตลอดไม่เคยบังคับขืนใจผู้หญิง แต่มันโกรธที่สะแบงพูดออกมาได้ว่าจะยอมไปขายตัวในกรุงเทพ เป็นใครบ้างจะไม่โกรธ เด็กผู้หญิงคนนี้เขาเคยเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก รักและเอ็นดูเหมือนหลานสาวแท้ๆ ตอนที่เธออายุ5-6ขวบ ดำรงก็อุ้มมาเล่นด้วยอยู่บ่อยๆ ด้วยว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทกับดำรงน้าชายแท้ๆของเธอจึงรู้จักคุ้นเคยกันมา
แต่หลังจากเหตุการณ์วันนั้น วันที่เขาตัดสินใจยิงดำรงจนขาพิการเดินไม่ได้ สะแบงน้อยก็กลายเป็นอื่นเหินห่างกันไปเหมือนคนไม่รู้จัก ซ้ำยังเกลียดชังเขาราวกับว่าเขาเป็นสัตว์ร้าย
“ไอ้คนเลว ไอ้คนชั่ว อย่ามาแตะต้องฉันนะ!”
สะแบงด่ากราดทั้งร้องไห้ สองมือพยายามต่อยตีทำร้ายร่างกายของอีกฝ่าย แต่เหมือนไม่ได้ระคายผิวเขาสักนิด กำนันเดชดึงร่างบางมากอดไว้แนบอกก่อนจะทำให้เธอหยุดด่าด้วยการดูดกลืนริมฝีปากนุ่มเอาไว้
รสจูบหอมหวานละมุนปนเร่าร้อนดึงให้คนพยศสงบลงได้ ร่างบางอ่อนระทวยเป็นขี้ผึ้งโดนไฟลน เมื่อความรู้สึกแปลกใหม่แทรกซึมเข้ามาทดสอบร่างกาย หญิงสาวผู้ไร้เดียงสาไม่อาจจะต้านทานต่ออารมณ์ความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนเสมือนพายุทอร์นาโด จนเผลอครางออกมาเบาๆ
“อือ.......”
จิตวิญญาณหลุดลอยไปในอากาศ ไม่รู้ทำไมความรู้สึกมันถึงทรยศหัวใจตัวเองได้ถึงเพียงนี้
ไม่นะ ไม่นะ ไม่!!!
สะแบงพยายามดิ้นรนจนปากของเธอได้แผล เลือดไหลซึมออกมาลิ้นอุ่นรับรู้ถึงรสเค็มที่ปลายประสาทสัมผัส กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยขึ้นจมูกช่วยดึงสติทั้งหมดของเธอให้กลับมา
มีต่อสู้ขัดขืนสุดฤทธิ์เธอจะไม่ยอมตกเป็นเมียของกำนันชั่วคนนี้เด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะต้องตายก็ขอยอมตายดีกว่า
“ปล่อยนะ! ปล่อย! ไอ้คนเลว”
หญิงสาวทั้งกัด ทั้งข่วน จนแขนของกำนันเดชได้เลือดมาเหมือนกัน
“โอ๊ย! อีสะแบง เอ็งนี่ฤทธิ์เยอะนักนะ”
กำนันเดชพลาดก้มมองดูแผลที่แขน สะแบงได้ทีลุกขึ้นจากเตียงวิ่งไปที่ประตู เขาตามมาดึงเอาไว้ สาวเจ้าทันได้คว้าแจกันที่วางอยู่บนโต้ะทุบเข้าที่หัวไหล่ของเขาเต็มๆ
แจกันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
!!!
“โอ๊ย! อีสะแบง มึงเล่นกันขนาดนี้เลยหรือวะ”
“เออ! กูสู้ตายล่ะวันนี้!” สะแบงเสียงแข็ง ดวงตากลมโตเหลือกถลนจนเกือบจะหลุดออกจากเบ้า
อีกฝ่ายกัดฟันดังกรอด! สะบัดแขนเบาๆ นึกฉุนในความพยศ ไม่รู้จักเด็ก ไม่รู้จักผู้ใหญ่ จนสติหลุดดึงกระชากผมหางม้าลากสะแบงมาที่เตียง จับเธอโยนลงไปบนนั้นอีกครั้ง
ถึงแม้ว่าเตียงจะนุ่ม แต่โยนกันขนาดนั้นสะแบงก็จุกเหมือนกัน ยังไม่ทันตั้งตัว! เสื้อชั้นในลูกไม้สีดำก็ถูกดึงอย่างแรงจนหลุดออก
“ว้าย!”
ปทุมถันขาวอวบถูกเปิดอล่างฉ่างอวดสายตาราชสีห์พิโรธ หญิงสาวรีบยกมือขึ้นมาปิดเม็ดบัวงามสีชมพูนั้นเอาไว้ทันที
“ชอบความรุนแรงนักใช่ไหม! เดี๋ยวกูจัดให้ ทีแรกกูกะจะรอให้ถึงวันเข้าหอ เจอฤทธิ์มึงขนาดนี้ กูรอไม่ไหวจริงๆ”
!!!
ผ้าม่านมุงที่ถูกรวบผูกไว้ตรงมุมเสาขอบเตียงถูกดึงลงอย่างแรงจนขาดติดมากับมือใหญ่
“ไอ้กำนันเดช! ไอ้คนเลว! มึงจะทำอะไร อย่านะ! อย่าทำนะ”
สะแบงตวาดลั่นถึงแม้จะกลัว
กำนันเดชไม่ฟังเสียง ขึ้นคร่อมร่างบางเอาไว้แล้วจัดการผูกข้อมือเรียวติดกัน มัดโยงกับหัวเตียง
“ไม่นะ! อ๊าย! ปล่อยนะ ฮื้อๆๆ”
เรือนร่างงามใต้กรงเล็บราชสีห์ ทั้งถูกพันธนาการไว้หนาแน่น เธอไม่ต่างอะไรกับเหยื่อที่รอเวลา ถูกเชือด! หมดแล้วซึ่งหนทางต่อสู้
กำนันเดชมองใบหน้างามที่กำลังตื่นตระหนกด้วยแววตาเย้ยหยัน แสยะยิ้มมุมปากพลางหลุบตามองต่ำ! ปทุมถันอวบอั๋นชูชันอวดดีชี้หน้าเขา มีหรือชายหนุ่มจะปล่อยให้มันเย่อหยิ่งท้าทาย สองมือใหญ่ถือวิสาสะลูบไล้ทั้งบีบคลึง โน้มใบหน้าที่ประดับด้วยเคราสากลงไปประจบซอกคอขาว บรรจงป้อนรสจูบอุ่น ออดอ้อนบริเวณใบหูและซอกคอขาวอย่างอ้อยอิ่ง แล้วค่อยๆเปลี่ยนตำแหน่งมายังยอดชูชันส่วนที่หมายโจมตีอยู่ตั้งแต่แรก
โดนเล้าโลมถึงเพียงนี้เนื้อนวลนางก็เริ่มอ่อนปวกเปียกอีกครั้ง
“อย่านะ อย่า อ๊า.....”
ส่วนอกเผลอแอ่นขึ้นสู้ลิ้นอุ่นที่กำลังตวัดหยอกเย้ายอดดอกบัวงาม
ร่างบางสะดุ้งโหยง!
ทันทีที่มือของเขาเริ่มเลื่อนเข้าจู่โจมเนินสงวนกลางหว่างขาเรียว ความซ่านตรงเข้าเล่นงานผ่านนิ้วเรียวที่เขี่ยวนไปมากลางดอกไม้งาม รับรู้ได้ถึงความชุ่มฉ่ำซึ่งกำลังแทรกซึมออกมา
เจ้าของพ่วงแก้มใสตัวสั่นระริกความรู้สึกเริ่มวิวาทกันเอง ว่าควรทำอย่างไร ความรู้สึกส่วนที่เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังพึงพอใจที่ถูกเล้าโลมอย่างออดอ้อนอยู่อย่างนั้น แต่ความรู้สึกส่วนที่ใช้แยกแยะผิดชอบชั่วดีซึ่งมีพลังมากกว่ากรีดร้องออกมาสุดเสียง
“กรี๊ด!!! ”
สาวเจ้าดิ้นรนสุดแรงเกิด จนผ้าม่านมุงที่พันธนาการแขนไว้กับหัวเตียงฉีกขาดออกบางส่วน เป็นตายอย่างไรก็จะไม่ยอมให้ส่วนหนึ่งของร่างกายผู้ชายเลวๆคนนี้แทรกผ่านเข้ามาในตัวเธอได้อย่างเด็ดขาด
ความเครียด ความหวาดกลัว เริ่มส่งผลต่อร่างกายของหญิงสาวในเวลาต่อมา เธอหายใจหอบแรงขึ้นด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งร่างกายและหัวใจ ท้ายที่สุดเธอก็เป็นลมหมดสติไป
!!!
กำนันเดชตกใจไม่น้อยทีเดียว ฤทธิ์เดชของหลานสาวตัวเล็กที่เขาเคยรู้จักธรรมดาซะที่ไหน เจอแบบนี้เข้าที่ตื่นๆแข็งแรงอยู่ก็หดลงเหมือนกัน
“สะแบง! สะแบง ตายไหมวะเนี่ย”
เขาร้องเรียกพลางเอามือจ่อที่จมูกเรียว เมื่อรู้สึกได้ว่าเธอยังหายใจอยู่ก็โล่งอก จึงรีบปลดผ้าม่านมุงที่พันธนาการแขนเธอออก เห็นรอยแดงตรงข้อมือก็ยังความรู้สึกผิดขึ้นในใจ แววตาอ่อนโยนระคนเวทนาจดจ้องใบหน้างามของแม่แก้มใสแล้วถอนหายใจยาว
แต่ครั้นหลุบตามองส่วนอวบที่ชูชันอยู่ก็ได้นึกเสียดาย^^!
“บ้าสิ! แค่จะสั่งสอนมันเท่านั้นนะโว้ย นี่มึงคิดจะเอาจริงหรือวะไอ้เดช ไอ้ห่าเอ๊ย!” ครั้นคิดได้ว่านี่คือการสั่งสอนเท่านั้นกำนันหนุ่มก็ต่อว่าตัวเองเป็นการใหญ่
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดึงผ้าห่มมาคลุมร่างบางเอาไว้ ก่อนหันหลังเดินออกไปจากห้อง ทันใดก็คิดอะไรได้บางอย่าง จึงหันกลับมาสอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่มดึงกางเกงในลูกไม้สีดำออกมาแล้วโยนมันไปที่หัวเตียง จากนั้นจึงเดินหนีออกจากห้อง