บทที่ 1
แม้วิวไร่องุ่นสองร้อยกว่าไร่เบื้องหน้าจะงดงามเพียงใด แต่กระนั้นมันก็ไม่สามารถทำให้ญาดามินทร์ลบลืมความเจ็บปวดที่ตัวเองวิ่งหนีมาจากอีกซีกโลกหนึ่งได้เลยสักนิด หล่อนยังคงร้าวราน ยังคงชอกช้ำและก็ยังคงคิดถึงผู้ชายใจมัจจุราชอย่างเจอรัลด์ ซาโกร่า กาซิยาส ไม่เสื่อมคลาย ไม่ว่าจะหนี จะพยายามแค่ไหน แต่หล่อนก็ไม่มีทางหนีความรักที่มีให้กับเขาได้พ้น ตราบใดที่หยุดรักไม่ได้ ตราบนั้น หล่อนก็คงไม่สามารถคลายความเจ็บปวดในดวงหทัยได้เช่นกัน
มือบางยกขึ้นป้ายหยาดน้ำตาจากแก้มนวล หัวใจยังคงกลัดหนองเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แม้จะกี่วันกี่คืนที่ลอยข้ามผ่านพ้นไป แต่ความโหยหาก็ยังฝังแน่นอยู่ในหัวใจไม่เสื่อมคลาย รักเขา รักมาก และก็รักมากขึ้นทุกวันคืน ในขณะที่เขาไม่เคยเหลือบแลลงมามองก้อนกรวดเยี่ยงหล่อนเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้หญิงที่เขารัก ผู้หญิงที่ครอบครองหัวใจมัจจุราชของเขามีเพียงมินรญาพี่สาวของหล่อนคนเดียวเท่านั้น ในขณะที่หล่อนเป็นได้แค่เพียงทางผ่านแห่งความเกลียดชังเท่านั้นเอง
ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ทรมาน จนไม่สามารถที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีก ความเสียใจกลั่นออกมาเป็นหยาดน้ำตาซ้ำอีกครั้ง และไหลทะลักอาบแก้มนวลอย่างสุดจะกลั้น หล่อนสะอื้นไห้ด้วยความเจ็บช้ำ ขณะเดินเข้าไปหยุดข้างรั้วไม้สีขาวที่กั้นอาณาเขตของสองไร่องุ่นที่ติดกันเอาไว้โดยไม่รู้ตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงของ หัสบรรณดังขึ้นด้านหลังนั่นแหละ
“ไม่ยักกะรู้ว่าบรรยากาศสวยๆ จะทำให้คนร้องไห้ออกมาได้ด้วย”
มือบางรีบยกขึ้นป้ายน้ำตาทิ้งอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงรูปงาม
“พี่หัสบรรณ”
“คนสวยของพี่ร้องไห้ทำไมหรือครับ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวล แสนสุภาพของผู้ชายผิวสีแทน ตัวสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อลากดินอย่าง หัสบรรณทำให้หัวใจของญาดามินทร์ยิ่งเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น เพราะแท้จริงแล้วหล่อนอยากให้ผู้ชายตรงหน้าคือเจอรัลด์ ชายที่หล่อนรักหมดหัวใจ แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ป่านนี้คนใจมัจจุราชอย่างเจอรัลด์คงจะกำลังมีความสุขในเส้นทางชีวิตที่แสนจะเลิศหรูของตัวเอง ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ ชีวิตที่เต็มไปด้วยอำนาจวาสนา ในขณะที่หล่อนเป็นได้เพียงแค่เศษฝุ่นเศษผงที่เขาไม่เคยคิดจะจดจำเท่านั้น
“ปละ เปล่าหรอกค่ะพี่หัสบรรณ ญาดาก็แค่...”
“ฝุ่นเข้าตา”
หญิงสาวที่กำลังเช็ดน้ำตาจากแก้มอยู่ชะงัก และช้อนนัยน์ตาฉ่ำน้ำขึ้นมองคนพูดอย่างประหลาดใจ
หัสบรรณยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน
“ข้อแก้ตัวของผู้หญิงก็มีแค่นี้แหละครับ”
ญาดามินทร์ก้มหน้าหลบสายตาคมกริบของผู้ชายผิวคร้ามแดดตรงหน้าอย่างอดสู แม้แต่หัสบรรณยังรู้ทันเลยว่าหล่อนทุกข์ใจแค่ไหน
หัสบรรณหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเอ็นดู ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะทุยสวยนั้นแผ่วเบา และพูดให้กำลังใจ
“พี่ไม่รู้และไม่อยากจะรู้หรอกนะว่าญาดากำลังคิดถึงใครอยู่ แต่ขอให้รู้เอาไว้ว่าถ้าญาดาร้องไห้ พี่ หัสบรรณคนนี้จะเช็ดน้ำตาให้ญาดาเอง”
“ขอบคุณค่ะพี่หัสบรรณ”
หญิงสาวช้อนสายตาของมองคู่สนทนา มองเขาอย่างขอบคุณ
หัสบรรณระบายยิ้มกว้าง กำลังจะพูดต่อ แต่เสียงแหลมเล็กที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของเด็กสาวคนหนึ่งก็ขัดขึ้นเสียก่อน และนั่นก็ทำให้ดวงตาทุกคู่ต้องหันไปจับจ้องทันควัน
“พลอดรักกันกลางวันแสกๆ ไม่อายผีสางเทวดาบ้างหรือไง”
“ตันหยง”
เจ้าของชื่อยิ้มเยาะ และกระโดดก้าวข้ามรั้วสีขาวเข้ามาภายในไร่องุ่นของหัสบรรณ เดินมาหยุดตรงหน้าของคนทั้งสองคน
“ฉันเอง ทำไม? อายหรือไงที่มีคนเห็นพฤติกรรมต่ำๆ ของตัวเองน่ะ”
เด็กสาวใส่ไม่ยั้ง ขณะตวัดตามองญาดามินทร์อย่างเป็นอริชัดเจน
“หุบปากเสียๆ ของเธอไปเลยตันหยง และไสหัวกลับไร่ของตัวเองไปได้แล้ว ที่นี่ไม่ต้อนรับเธอ ไปสิ ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!”
หัสบรรณขับไล่ไม่ไว้หน้า และนั่นก็ทำให้ตันหยงยิ่งขุ่นเคือง หล่อนเกลียดผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้หัสบรรณ และก็ยิ่งเกลียดมากเมื่อเห็นหัสบรรณกางปีกปกป้องญาดามินทร์มากมายขนาดนี้ เด็กสาวคิดอย่างเจ็บแค้น กำมือแน่น
“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น”
“แต่เธอต้องออกไปจากไร่ของฉันเดี๋ยวนี้ ไปสิ ยายเด็กน่ารำคาญ”
หัวใจของตันหยงเจ็บปวดราวกับถูกกรีดด้วยมีดโกนคมๆ
“คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก แล้วแม่นี่ไม่เด็กหรือไง”
เด็กสาวชี้นิ้วไปที่ญาดามินทร์ มองอย่างเอาเรื่อง
หัสบรรณกระแทกลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย จากนั้นก็รีบดึงร่างของญาดามินทร์มาไว้ด้านหลังของตนเองอย่างต้องการปกป้อง และภาพนั้นทำให้ตันหยงเต็มไปด้วยความรวดร้าวยิ่งนัก เพราะมันบอกให้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้เลยว่าผู้ชายที่หล่อนแอบรักนั้นห่วงใยยายผู้หญิงหน้าหวานคนนั้นมากมายแค่ไหน
“อย่ามาทำตัวนักเลงในไร่ของฉัน ไปให้พ้น ไปสิ!”
แม้จะหน้าชาดิก แต่หญิงสาวก็ยังกัดฟันยืนอยู่ตรงนั้นต่อไป
“ฉันจะไปจากที่นี่ เมื่อนายตอบคำถามฉันก่อน”
ชายหนุ่มมองดวงหน้ารูปไข่ของตันหยงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่แยแส
“งั้นก็รีบๆ ถามมา เธอจะได้รีบๆ กลับไปเสียที”
ทำไมเขาถึงมองไม่เห็นความภักดีที่หล่อนมีต่อเขาเลยนะ ทำไมถึงมองไม่เห็นเลย ก็เพราะเขาเกลียดหล่อนยังไงล่ะ มีแต่หล่อนนั่นแหละที่ยังบ้า ลุ่มหลงเขาไม่เลิกแบบนี้
“นายกับ... แม่คนนี้เป็นอะไรกัน”
ญาดามินทร์หันไปมองหน้าหัสบรรณ และกำลังจะตอบความจริงออกไป แต่หัสบรรณชิงตอบเสียก่อน และตอบไม่เป็นความจริงเสียด้วย
“ญาดาเป็นคนรักของฉัน และเรากำลังจะแต่งงานกันในเร็วๆ นี้”
“ว่าไงนะ...?”
ตันหยงถามออกไปเสียงเบาหวิว หัวใจเหมือนถูกเชือดให้หล่นลงมากองกับพื้นอย่างอำมหิต หล่อนมองหน้าของหัสบรรณที่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มสะใจสลับกับดวงหน้างดงามของผู้หญิงที่หล่อนเพิ่งรู้ว่าชื่อ ‘ญาดา’ ด้วยความเจ็บปวดที่เก็บไม่มิด
“หูเธอไม่ได้ฝาดไปหรอกน่า ฉันกับญาดาเป็นคู่รักกัน และกำลังจะแต่งงานกัน”
“พี่หัสบรรณ...”
ญาดามินทร์ปรามอย่างไม่เห็นด้วย แต่หล่อนก็ไม่มีโอกาสได้แก้ไขความเข้าใจผิดนั้นออกไปได้เลย เพราะหัสบรรณยังคงพูดต่อไปอีกเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้หญิงจากอีกไร่หนึ่งกำลังยืนนิ่งคล้ายกับกำลังตกใจกับสิ่งที่ได้ยินเป็นที่สุด
“ได้คำตอบแล้วก็รีบกลับไปสิ จะมายืนทำหน้าเหมือนกินยาขมอยู่ทำไมล่ะ”
ตันหยงช้อนนัยน์ตากลมโตที่มีหยาดน้ำตาขึ้นจ้องหน้าหัสบรรณ กลีบปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ความเจ็บปวดเต้นระริกอยู่ในแววตาคู่งามมหาศาล แต่ หัสบรรณไม่มีทางสนใจ ใช่ เขาจะไปใส่ใจกับลูกสาวของศัตรูทำไมกัน แม้ว่าเจ้าหล่อนจะน่ารักน่าเอ็นดูมากก็ตาม
“ฉันไม่กลับ”
“งั้นฉันก็จะโยนเธอออกไปเอง”
ว่าแล้วหัสบรรณก็ก้าวเข้าไปหาตันหยง มือหนาคว้าร่างอรชรจับขึ้นพาดบ่า จากนั้นก็ก้าวไปหยุดที่รั้วกั้นอาณาเขต ไม่นาน ร่างที่ดิ้นอยู่บนบ่ากำยำก็ร่วงลงกับกองกับพื้นดิน เจ้าหล่อนครางด้วยความเจ็บและจุก คนกระทำหาได้ใส่ใจไม่
“ถ้ากล้าข้ามมาวุ่นวายในไร่ของฉันอีกละก็ เธอเจอหนักกว่านี้แน่”
หัสบรรณคำรามใส่ตันหยงอย่างเหี้ยมโหด ก่อนจะกระชากมือของญาดามินทร์ให้เดินไปจากตรงนั้น ทิ้งให้ตันหยงนั่งร้องไห้น้ำตาท่วมดวงหน้าอยู่เพียงลำพังด้วยความทุกข์ทรมานใจ
“คนบ้า!! ทำไมฉันถึงหยุดรักนายไม่ได้สักทีนะ ทำไมกัน”
หญิงสาวถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่พบคำตอบ ทำได้แค่เพียงพยุงร่างอ่อนแรงบอบช้ำกลับไปยังบ้านของตัวเองเท่านั้น
ญาดามินทร์ช้อนตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าของผู้ชายที่เดินอยู่ข้างกายด้วยความไม่เข้าใจ
“พี่หัสบรรณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมหน้าตาบึ้งตึงแบบนี้ล่ะ”
เจ้าของชื่อหยุดเดิน และนั่นก็ทำให้ญาดามินทร์ต้องหยุดเดินตาม
“พี่ก็แค่ยังโมโหยายเด็กนรกนั่นไม่หายน่ะ เด็กอะไรไม่รู้ ชอบสร้างปัญหาให้กับพี่ตลอดเวลาเลย”
หญิงสาวฟังแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้
“พี่หัสบรรณพูดแบบนี้ก็แสดงว่าเด็กที่ชื่อตันหยงข้ามมากวนใจบ่อยใช่ไหมคะ”
ชายหนุ่มกระแทกลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด พลางเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่คนงานทำเอาไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่
“ก็ทุกวันนั่นแหละ วันละหลายๆ รอบด้วย ไม่รู้ว่าจะซนอะไรนักหนา อายุก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ”
“บางทีแรงจูงใจที่ทำให้คุณตันหยงข้ามมาที่ไร่ของพี่หัสบรรณอาจจะเป็นเพราะ...”
ญาดามินทร์หยุดพูด และนั่นก็ทำให้คนฟังต้องหรี่ตามอง พร้อมๆ ทั้งคาดคั้น
“เพราะอะไรหรือญาดา”
เจ้าของชื่อระบายยิ้มหวาน
“เพราะว่าคุณตันหยงแอบหลงรักผู้ชายบางคนในไร่นี้ยังไงล่ะคะ”
“แล้วญาดาคิดว่ายายเด็กนั่นหลงรักใครล่ะ”
คนถามยังคงแสดงท่าทางเฉยชาเช่นเดิม
“นี่พี่หัสบรรณไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นกันแน่คะ”
หัสบรรณพ่นลมหายใจออกมาทางปากแรงๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“เอาเป็นว่าเราเลิกพูดถึงยายเด็กนั่นกันดีกว่า ไป กลับเข้าบ้านเถอะ ใกล้เวลาอาคารค่ำแล้ว”
แล้วหัสบรรณก็ก้าวยาวๆ เดินนำหน้าญาดามินทร์มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านไม้หลังใหญ่ของตนเองโดยไม่หันกลับมามองคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังอีกเลย
“มีพิรุธเพียบเลยนะเนี่ยพี่หัสบรรณ”
ญาดามินทร์อมยิ้มก่อนจะเดินตามร่างสูงใหญ่ของหัสบรรณไปติดๆ
บทที่ 2
พ่อเลี้ยงพิรุณต้องชะโงกหน้าออกมาจากห้องรับแขกเมื่อได้ยินเสียงอาละวาดของบุตรสาวสุดที่รักที่ดังลั่นบ้าน
“เป็นอะไรไป หยงลูกพ่อ”
พิรุณเดินออกมาจากห้องรับแขกก็เห็นตันหยงกำลังขว้างปาข้าวของอยู่จนเกลื่อนพื้นไปหมด
“หยงอารมณ์ไม่ดีค่ะ หยง...”
พูดได้แค่นั้นน้ำตาก็ไหลพราก จนผู้เป็นพ่อใจหายไปเลยทีเดียว
“ใคร? ใครกันทำลูกสาวของพ่อร้องไห้ บอกมาว่าเป็นใคร”
“พี่หัส...”
เด็กสาวกำลังจะบอกไปว่าหัสบรรณ แต่ก็ยั้งปากเอาไว้ได้ทัน
“หัส... หัสไหน ใช่เจ้าหัสบรรณลูกชายของไอ้อดิสรหรือเปล่า”
“คือ... ไม่ใช่ค่ะ คือว่า...”
เพราะรู้ดีว่าพ่อของตัวเองโหดแค่ไหน ตันหยงจึงไม่อยากทำให้ผู้ชายที่ตัวเองรักต้องเดือดร้อน แต่หารู้ไม่ว่ามันไม่ทันแล้ว
“พ่อจะไปฆ่ามัน”
“อย่า... อย่านะคะพ่อ อย่าทำแบบนั้นนะ”
ผู้เป็นลูกสาวรีบกระโจนมาดึงแขนบิดาเอาไว้แน่น พลางพูดทั้งน้ำตา
“หยงไม่อยากให้พี่หัสเกลียดหยงมากไปกว่านี้”
พ่อเลี้ยงพิรุณถอนใจออกมา มองบุตรสาวด้วยความสงสาร ตันหยงหลงรักหัสบรรณจนหัวปักหัวปำแต่ฝ่ายชายไม่ยอมเล่นด้วย แม้เขาจะบากหน้าไปเป็นฝ่ายสู่ขอฝ่ายชายให้กับบุตรสาวถึงสามรอบแล้วแต่ตันหยงก็ต้องผิดหวังเหมือนเดิม เพราะหัสบรรณไม่สนใจ
“โธ่ หยงเลิกรักไอ้หมอนั่นสักทีเถอะ มันไม่ได้รักลูก ก็เห็นๆ กันอยู่”
คำพูดของบิดาทำให้ตันหยงน้ำตาทะลักแล้วทะลักอีก จนคนพูดรู้สึกผิดเต็มหัวใจ
“โอ๋ๆ อย่าร้องไห้เลยนะ อย่าร้องลูกรัก พ่อ... พ่อสัญญาว่าจะต้องช่วยให้หยงได้ครองคู่กับไอ้หัส... เอ่อ พ่อหัสบรรณให้จงได้ พ่อสัญญา...”
หญิงสาวกอดบิดาเอาไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวด และกว่าที่จะสามารถกล่อมให้ตันหยงขึ้นไปสงบจิตสงบใจบนห้องนอนได้ก็กินเวลานานนับชั่วโมงเลยทีเดียว
“ลูกสาวฉันเป็นยังไงบ้าง”
พ่อเลี้ยงพิรุณเอ่ยถามต้นห้องของบุตรสาว
“คุณหยงหลับไปแล้วค่ะ”
พ่อเลี้ยงพิรุณถอนใจออกมาเบาๆ ปวดหัวเป็นที่สุด
“ร้องไห้จนหลับไปสินะ”
ป้าสมศรีก้มหน้ารับคำ
“ใช่ค่ะ ร้องไห้ตัดพ้อคุณหัสบรรณจนหลับไปเลย”
ผู้เป็นพ่อฟังแล้วก็ถึงกับลุกพรวดขึ้น สองมือกำเข้าหากันแน่น
“ฉันจะต้องไปเอาเลือดหัวไอ้หัสบรรณออกให้ได้ และจะต้องทำให้มันมาวิงวอนขอเป็นลูกเขยของฉันให้ได้ด้วย!!”
“เอ่อ พ่อเลี้ยงจะไปไร่นู้นเหรอคะ”
ป้าสมศรีถามด้วยความตื่นตระหนก เพราะไปมาทีไรก็ทะเลาะกันมาทุกที
“ใช่ ฉันจะต้องไปคุยกับไอ้สองพ่อลูกนั่นให้รู้เรื่อง ฉันทนเห็นตันหยงร้องไห้ทุกวันแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
พูดจบพ่อเลี้ยงพิรุณก็เดินออกจากบ้านหลังใหญ่ไปขึ้นรถทันที ไม่นาน รถคันงามก็แล่นมาจอดที่หน้าบ้านของไร่คู่อริ
“เอ่อ มาหาใครคะ” แม่บ้านรีบวิ่งออกมาต้อนรับหน้าตาตื่น
“ก็มาหาเจ้านายของพวกเธอนั่นสิ ไปบอกให้ออกมาพบฉันทั้งพ่อทั้งลูกเลย”
“เอ่อ ค่ะ ได้ค่ะ”
พ่อเลี้ยงพิรุณเดินขึ้นไปนั่งบนห้องรับแขกริมระเบียงราวกับตัวเองคือเจ้าของบ้าน ไม่นาน ทั้งอดิสรและหัสบรรณก็ออกมาพบ
“สวัสดี อดิสรเพื่อนรัก”
พ่อเลี้ยงพิรุณระบายยิ้ม ขณะที่อดิสรและหัสบรรณไม่มีรอยยิ้มแม้แต่นิดเดียว
“นายมาที่นี่ทำไมพิรุณ”
อดิสรเอ่ยถามขึ้นเสียงกระด้าง และนั่นก็ทำให้พ่อเลี้ยงพิรุณหัวเราะ
“อย่าทำเหมือนว่าพวกเราห่างเหินกันแบบนั้นสิ ยังไงซะ เราก็ต้องดองกันอยู่แล้ว จริงไหมหัสบรรณ”
ต้นประโยคพ่อเลี้ยงพิรุณพูดกับอดิสร แต่ท้ายประโยคกลับมาจับจ้องที่หัสบรรณแทน
“นายมีธุระอะไรก็พูดมา ฉันกับลูกชายมีงานต้องรีบไปทำ”
ปากของพ่อเลี้ยงอดิสรหัวเราะร่วน แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ธุระของฉันก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม ฉันต้องการมาสู่ขอหัสบรรณไปเป็นลูกเขย”
แม้นี่คือการสู่ขอครั้งที่สี่ แต่อดิสรกับหัสบรรณก็หาได้รู้สึกดีไม่
“นายเป็นพ่อประสาอะไรกันพิรุณ ประเพณีไทยมีที่ไหนที่ให้ผู้หญิงมาสู่ขอผู้ชายแบบนี้ ฉันว่าเราเลิกคุยเรื่องนี้กันดีกว่า”
อดิสรตัดบทและจะลุกขึ้น แต่พ่อเลี้ยงพิรุณห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ถึงมันจะตลกแค่ไหน แต่ฉันก็ต้องทำตามความต้องการของตันหยง ในเมื่อตันหยงต้องการลูกชายของนายไปเป็นสามี ฉันก็ต้องหาวิธีเพื่อให้ลูกสาวของฉันสมหวัง”
หัสบรรณฟังแล้วก็แค่นยิ้มออกมา และก็อดชิงชังไปถึงเด็กสาวตัวต้นเรื่องไม่ได้
“ผมยังยืนยันคำเดิมคำ ผมไม่มีทางแต่งงานกับตันหยง”
“เจ้าหัสบรรณ!”
พ่อเลี้ยงพิรุณตบโต๊ะตรงหน้าเสียงดังลั่น แต่ก็หาได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับหัสบรรณไม่ เพราะชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่งและย้ำคำเดิมออกมา
“ผมไม่มีวันแต่งงานกับเด็กเอาแต่ใจอย่างลูกสาวของคุณลุง ไม่มีทางครับ”
แล้วหัสบรรณก็ลุกขึ้นและเดินจากไปทันที
“ไอ้คนจองหอง คิดเหรอว่าฉันต้องการแกมาเป็นลูกเขย นี่ถ้าตันหยงไม่สนใจแก ฉันไม่มีทางบากหน้ามาสู่ขอแกซ้ำเป็นครั้งที่สี่แบบนี้หรอกโว้ย!”
พ่อเลี้ยงพิรุณตะโกนไล่หลังหัสบรรณไปอย่างโมโห ก่อนจะตวัดสายตามายังอดิสรแทน
“เลี้ยงลูกยังไงให้ลูกไม่มีสัมมาคารวะแบบนี้น่ะ อดิสร”
“แล้วนายล่ะเลี้ยงลูกสาวยังไงให้มาตามตื๊อผู้ชายแบบนี้”
อดิสรถามใส่หน้าจนคนฟังจุกไปถึงลิ้นปี่ จากนั้นก็เดินจากไปอีกคน ซึ่งนั่นก็ทำให้พ่อเลี้ยงพิรุณโกรธแค้นจนหน้าดำหน้าแดงเลยทีเดียว
“จองหองทั้งพ่อทั้งลูกเลยนะ”
คนพูดลุกขึ้นยืน ทุกอณูเนื้อยังกรุ่นไปด้วยโทสะ
“คอยดูนะ ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อบีบให้พวกนายยอมศิโรราบ คอยดูสิ”
พ่อเลี้ยงพิรุณทิ้งคำอาฆาตเอาไว้ ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถที่ลูกน้องติดเครื่องรออยู่อย่างหัวเสียเป็นที่สุด
บทที่ 3
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะพี่หัสบรรณ ญาดาได้ยินเสียงโวยวายลั่นเลย”
ญาดามินทร์พบหัสบรรณระหว่างทางก็อดถามด้วยความประหลาดใจไม่ได้
ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“ไม่มีอะไรสำคัญหรอก แค่พ่อของยายเด็กตันหยงมาอาละวาดแทนลูกสาวน่ะ”
คิ้วงามของญาดามินทร์เลิกสูง
“มาอาละวาดทำไมกันคะ”
หัสบรรณระบายลมหายใจออกมาอีกครั้ง และกำลังจะตัดบทเพราะไม่อยากจะตอบ แต่อดิสรที่เดินตามมาก็พูดออกมาเสียก่อน
“ก็แม่ตันหยงหลงรักตาหัสน่ะสิ ส่งพ่อมาเจรจาสู่ขอตั้งหลายรอบแล้ว แต่ตาหัสปฏิเสธไปทุกครั้ง”
“คุณพ่ออย่าพูดถึงเรื่องบ้าๆ นั่นเลยครับ”
หัสบรรณกระแทกลมหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะเดินจากไปอย่างหัวเสีย ทิ้งให้อดิสรและญาดามินทร์มองตามไปด้วยสายตาขบขัน
“คุณลุงพูดจริงเหรอคะที่ว่า...”
“เรื่องแบบนี้ใครจะล้อเล่นได้ล่ะ ตันหยงน่ะติดตาหัสแจมาตั้งแต่สมัยที่สองไร่ของเราสนิทสนมกันแล้ว แต่ก็ดันมาเกิดเรื่องซะก่อนทำให้สองไร่เป็นอริกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และนั่นก็ทำให้ตาหัสกับตันหยงต้องแยกออกจากกันด้วย”
“งั้นก็แสดงว่าพี่หัสบรรณกับคุณตันหยงรักกันมาตั้งแต่เด็กแล้วใช่ไหมคะ”
อดิสรส่ายหน้าน้อยๆ
“ตันหยงน่ะรักตาหัสแน่นอนอยู่แล้ว แต่ตาหัสนี่ลุงไม่มั่นใจนะ เพราะตอนนั้นที่ทั้งสองคนสนิทกัน ตันหยงเพิ่งจะได้สิบกว่าขวบเอง ยังเด็กมาก ในขณะที่ตาหัสจะเรียบจบปริญญาตรีแล้ว น่าจะเอ็นดูแบบน้องแบบนุ่งมากกว่าลุงคิดว่าแบบนั้นนะ”
ญาดามินทร์พยักหน้ารับทราบน้อยๆ ก่อนจะถามต่อ
“แล้วพี่หัสเคยคบกับผู้หญิงคนไหนบ้างไหมคะ”
“หลายคนเลยละ แต่คบๆ เลิกๆ ไม่ซ้ำหน้ากันเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่าถึงคบได้แค่ระยะเวลาแสนสั้นแบบนั้น อาจจะเพราะทุกครั้งถูกตันหยงมาอาละวาดใส่ก็เป็นได้”
อดิสรเดินไปทรุดนั่งบนเก้าอี้ไม้ริมระเบียง ในขณะที่ญาดามินทร์เดินไปทรุดนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวตรงกันข้าม
“ญาดาว่าคุณตันหยงเธอคงจะหวงพี่หัสบรรณมากนะคะ”
“หวงยิ่งกว่าจงอางหวงไข่เสียอีก แต่ตาหัสก็ใจแข็งเหลือเกิน ไม่ยอมพบหน้า หรือถ้าพบก็เอาแต่ไล่ส่งอย่างเดียว บางที ลุงยังอดสงสารตันหยงไม่ได้เลย ตาหัสปากร้ายจริงๆ”
“บางทีพี่หัสบรรณอาจจะกำลังพยายามซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ก็ได้นะคะ โดยพยายามกลบเกลื่อนสิ่งที่ซ่อนเอาไว้ด้วยความเย็นชา”
อดิสรหรี่ตามองคู่สนทนาอย่างประหลาดใจ
“หนูญาดาพูดเหมือนเข้าใจความรู้สึกของผู้ชายดี”
“เอ่อ คือว่า...”
เมื่อมันจะเข้าตัวเองก็ทำให้ญาดามินทร์อึกอัก
“ลุงว่าจะถามมานานแล้วแต่ก็ลืมทุกที หนูญาดามีแฟนแล้วใช่ไหม”
คนฟังหน้าซีดเผือด พลางก้มหน้าพยายามซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ให้ลึกที่สุด ก่อนจะตอบออกไปเสียงแผ่วเบา
“ญาดา... ไม่มี... หรอกค่ะ”
“ไม่มีแฟนแล้วทำไมถึงเข้าใจความคิดของผู้ชายดีนักล่ะ”
“เอ่อ คือ... คือหนูก็แค่อ่านมาตามนิตยสารน่ะค่ะ”
อดิสรระบายยิ้มบางๆ แต่ไม่พูดอะไรออกมา ในขณะที่ญาดามินทร์รู้สึกประหม่าจนต้องรีบขอตัวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
หล่อนไม่มีทางมีคนรัก ไม่มีทางมีได้หรอก ในเมื่อคนที่หล่อนแอบรัก เขาไม่เคยมองเห็นหล่อนเลยสักครั้ง หล่อนมันเป็นแค่เพียงเงาของใครบางคนเท่านั้นเอง ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด แต่ก็ทำได้แค่แอบไปร้องไห้คิดถึงเขาเงียบๆ เพียงเท่านั้น
วันต่อมา หัสบรรณชวนญาดามินทร์ออกไปทานอาหารค่ำนอกบ้านที่ภัตตาคารหรู ตอนแรกเขาไม่ได้ตั้งใจจะมากับญาดามินทร์แค่สองคนหรอก เพราะอดิสรผู้เป็นบิดาก็จะมาด้วย แต่ท่านเกิดติดธุระด่วนจึงไม่สามารถมาด้วยได้ เขากับญาดามินทร์จึงต้องมากันตามลำพัง
“พี่หัสบรรณมาที่นี่บ่อยเหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ที่หัสบรรณเลื่อนให้
“เรียกพี่หัสเฉยๆ ดีกว่า อย่าเรียกเต็มยศแบบนี้เลย ฟังดูแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้”
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงกันข้ามกับหญิงสาว “เมื่อกี้ ญาดาถามพี่ว่ายังไงนะ”
ญาดามินทร์ระบายยิ้ม
“ญาดาถามว่าพี่หัสบรรณ เอ่อ... พี่หัสมาทานข้าวที่นี่บ่อยหรือเปล่าคะ”
เจ้าของชื่อส่ายหน้าน้อยๆ
“ไม่บ่อยหรอก นานๆ มาทีหนึ่ง ว่าแต่ญาดาถามทำไมหรือ”
หญิงสาวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ญาดาก็แค่สงสัยเฉยๆ”
หัสบรรณระบายยิ้มกวักมือเรียกบริกรเพื่อจะสั่งอาหาร แต่สายตากลับมองไปเห็นใครบางคนเสียก่อน เขาพยายามจะไม่สนใจ แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้
“ญาดาสั่งอาหารไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา”
ญาดามินทร์รับเมนูอาหารมาจากหัสบรรณอย่างงงๆ และก็งงเข้าไปอีกเมื่อเห็นชายหนุ่มลุกพรวดออกจากเก้าอี้พร้อมกับเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“พี่หัสคะ พี่หัส...”
คนตัวโตไม่ได้หันกลับมามองหล่อนอีก ดังนั้น หล่อนจึงต้องทำหน้าที่แทนหัสบรรณอย่างไม่มีทางเลือก
“เอาอันนี้ อันนี้แล้วก็อันนี้นะคะ แค่นี้ก่อนค่ะ” หล่อนชี้ไปที่รูปภาพในเมนูสองสามรายการ
“ครับผม โปรดรออาหารสักครู่นะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
แล้วบริกรก็เดินจากไป ทิ้งให้ญาดามินทร์นั่งกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวด้วยความเดียวดายเพียงลำพัง แต่ไม่นานก็ต้องลุกพรวดจากเก้าอี้ตามหัสบรรณไปอีกคน เมื่อสายตามองไปเห็นแผ่นหลังของใครบางคนที่แสนจะคุ้นเคย
“เจอรัลด์...”