อ่า ทำไมวันนี้อากาศถึงได้ร้อนแบบนี้กันนะ ฉันบ่นกับตัวเองในใจพร้อมกับเดินไปตามทางเดินท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจัด ซึ่งแดดประเทศไทยขึ้นชื่อว่าแรงมาก จนเหงื่อฉันไหลท่วมตัวอยู่แล้ว ฉันเลยยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามกรอบใบหน้าของตัวเองออกอย่างลวกๆ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งซึ่งภายในร้านถูกตกแต่งสไตล์น่ารักๆ เหมาะสำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ แต่ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อที่จะมาพักผ่อนหรอก ฉันทำงานพิเศษที่นี่น่ะ
“ลม มาแล้วเหรอ”
เสียงของหญิงสาววัยกลางคนที่เป็นเจ้าของร้างเบเกอรี่แห่งนี้เอ่ยทักฉันด้วยความสนิทสนม
“ค่ะ วันนี้ร้อนจังเลยนะคะเจ๊”
ฉันบ่นขึ้นมาพร้อมกับเดินเข้าไปทางหลังร้าน ดีที่ร้านนี้ติดแอร์ไว้จนทำให้บรรยากาศภายในร้านไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนกับข้างนอก แบบว่าฉันเป็นคนขี้ร้อนนะ เจออากาศร้อนๆ แบบนี้ทีไรมันมักจะทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดทุกทีเลย
“แบบนี้แหละ โลกเปลี่ยนอากาศก็เปลี่ยน”
พี่นิด คนที่ฉันเรียกว่าเจ๊ซึ่งเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้เอ่ยขึ้นตามภาษาคนอายุเข้าเลขสี่ และมันก็ทำให้ฉันระบายยิ้มออกมากับคำพูดที่ดูเป็นทางการของแก
“ลม ไปเปลี่ยนเสื้อก่อนนะคะ”
ฉันเอ่ยขึ้นแล้วเดินเข้าไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนเป็นยูนิฟอร์มของร้าน ฉันทำงานที่นี่มาได้สองปีแล้ว เลยทำให้เจ๊เจ้าของร้านเอ็นดูฉันเป็นพิเศษ ที่นี่ไม่ใช้ร้านขายเบเกอรี่ธรรมดาๆ ทั่วไป แต่เป็นร้านที่ขายพวกกาแฟเครื่องดื่มอะไรพวกนี้ด้วย อ่อ และพนักงานที่นี่ก็มีอยู่แค่สี่คนรวมทั้งฉันด้วย ก็จะมีพี่หน่อย พี่ตาล แล้วก็แชมป์ซึ่งเป็นคนทำหน้าที่ชงกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ ส่วนพวกผู้หญิงมีหน้าที่รับออเดอร์และเก็บโต๊ะอะไรแบบนี้
อ่อลืมไป ฉันชื่อว่าสายลม เรียกง่ายๆ ว่าลม ตอนนี้ฉันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สี่แล้วล่ะ เรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์น่ะ ชีวิตฉันก็ไม่ได้มีอะไรมาก ก็แค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ต้องทำงานพิเศษหาเลี้ยงตัวเอง ฉันไม่ได้ทำงานแค่ที่นี่แค่ที่เดียวหรอก ฉันมีงานหลักๆ อยู่อีกอย่างคือเป็นพริตตี้ที่โชว์รูมชื่อดังแห่งหนึ่ง รายได้ดีพอสมควรเลยล่ะ ซึ่งฉันทำงานนี้มาสามปีแล้ว เลยไม่ค่อยเป็นอุปสรรคต่อฉันสักเท่าไหร่ ส่วนงานที่ร้านเบเกอรี่แห่งนี้ฉันทำเป็นบางวันคือวันศุกร์ เสาร์แล้วก็วันอาทิตย์แค่นั้นแหละ
“เจ๊ลม เสร็จยัง”
เสียงของแชมป์พนักงานชายเพียงคนเดียวของร้านเอ่ยเรียกฉันที่กำลังเดินออกมาจากห้องเปลี่ยนชุด อ่อ แชมป์เป็นรุ่นน้องฉันที่มหาลัยนะแต่อยู่คนละคณะ อยู่ปีหนึ่งและมันก็เป็นเด็กผู้ชายที่หน้าตาดีใช้ได้เลยล่ะ แต่นิสัยมันออกจะกวนตีนไปหน่อย ๆ ฉันเลยเรียกมันว่าไอ้แชมป์ไปตามปริยาย
“เสร็จแล้วๆ”
ฉันเอ่ยขึ้นก่อนที่จะเดินไปที่เคาน์เตอร์สำหรับสั่งเครื่องดื่มและพวกเบเกอรี่ต่างๆ วันนี้ลูกค้าไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่พวกฉันเลยไม่ได้วุ่นวายทำงานกัน และพนักงานที่นี่ก็ไม่ได้เข้มงวดเรื่องกฎเกณฑ์อะไร เวลาว่างของพวกฉันเลยสามารถเล่นโทรศัพท์ได้ และฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นโทรศัพท์ในเวลาว่าง ฉันเป็นพวกที่ชอบทำอะไรในไอจีน่ะ ชอบระบายความรู้สึกของตัวเองในนั้น รู้สึกว่ามันช่วยให้ฉันระบายความเครียดที่สะสมมาทั้งวันได้ดีเลยล่ะ
วันนี้ฉันยังไม่ได้อัพรูปลงไอจีเลยนี่นา คิดได้อย่างนั้นฉันก็อัพรูปลงไอจีของตัวเองทันที รูปที่ฉันลงเป็นรูปที่ฉันยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเมื่อกี้นี้แหละ เป็นรูปที่ถ่ายในร้านแต่ถ่ายออกไปนอกร้านเพื่อถ่ายบรรยากาศร้อนอบอ้าวของวันนี้ ส่วนมากรูปที่ฉันลงจะเป็นพวกรูปทิวทัศน์ต่างๆ มากกว่ารูปถ่ายของตัวเองน่ะ
NAVA Tattoo Liked your post . 3 second
ทันทีที่ฉันลงรูปเสร็จก็มีคนมากดถูกใจรูปของฉันทันที ฉันจะไม่แปลกใจอะไรเลยถ้าคนที่ถูกฉันคนแรกจะเป็นคนคนเดียวกันที่ชอบกดไลค์รูปของฉันคนแรกอยู่ตลอด ฉันไม่รู้ว่าคนคนนี้เป็นใครเพราะฉันไม่กล้าที่จะกดติดตามเขา เพราะรู้สึกว่าคนคนนี้น่ากลัวแปลกๆ จนฉันรู้สึกได้ ไม่รู้สิ ทันทีที่ฉันลงรูปไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่เวลาไหนเขาจะเป็นคนแรกที่ครั้งที่เป็นคนกดไลค์แบบนี้มันเรียกว่าแปลกไปไหม
ฉันเลยกดเข้าไปดูโปรไฟล์ของเขาแต่บัญชีของเขาเป็นแบบส่วนตัวเลยทำให้ฉันไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาคนนี้เป็นใครกันแน่ แค่ยอดคนที่ติดตามเขาอยู่ทำเอาฉันตกใจมากพอสมควร มันเยอะมากจนฉันเองยังรู้สึกแปลกใจ นี่เขาเป็นใครกันนะ ด้วยความอยากรู้ฉันเลยตัดสินใจกดคำร้องขอติดตามเขา
กริ๊งๆ
เสียงประตูของร้านถูกเปิดขึ้นมันเป็นสัญญาณของลูกค้านะ ฉันเลยเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ แล้วเก็บโทรศัพท์ของตัวเองไว้ในกระเป๋าทันทีเพื่อที่จะได้หันไปทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย
“ยินดีต้องรับค่ะ รับอะไรดีคะ”
ฉันเอ่ยถามเสียงใส พร้อมกับมองหน้าลูกค้าที่มาใหม่เพื่อรอคำตอบจากเขา เอ๋ ผู้ชายคนนี้อีกแล้ว ฉันคิดกับตัวเองในใจหลังจากที่ฉันเห็นใบหน้าของลูกค้าที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าฉัน เขาเป็นลูกค้าประจำของที่นี่นะ เขาชอบมาทุกเย็นวันศุกร์ซ้ำกันทุกๆ อาทิตย์จนพนักงานทุกคนจำหน้าของได้แล้ว หรือเป็นเพราะว่าเขาหน้าตาดีด้วยแหละเลยทำให้เป็นที่น่าจดจำ
เขาเป็นผู้ชายตัวสูงผิวขาวมาก ใบหน้าคมเข้มแต่ดูน่ากลัวไปหน่อย ก็แบบว่าเขาสักไปทั้งตัวมันเลยทำให้เขาดูเหมือนพวกอันธพาล และฉันเป็นคนที่ไม่ชอบคนที่มีรอยสักด้วยฉันเลยแอนตี้และพยายามอยู่ห่างคนประเภทนี้นิดหน่อย แต่พวกพี่หน่อยกับพี่ตาลนี่กรี๊ดกร๊าดเขาใหญ่เลยละ เขามาที่นี่ทีไรสองคนนั้นจะชอบแย่งกันไปเสิร์ฟทุกที ส่วนฉันนะเหรอ ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ซักเท่าไหร่หรอก ไม่ว่าจะผู้ชายหล่อขนาดไหน คนอย่างสายลมคนนี้ก็ไม่หวั่นไหวหรอก
“ลาเต้ กับบราวนี่”
เขาเอ่ยสั่งเสียงเรียบก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉันครั้งหนึ่ง
“รอสักครู่นะคะ”
“อืม”
เขาตอบเพียงแค่นั้นก่อนที่จะหันไปหลังเดินไปนั่งที่โต๊ะที่เขาชอบนั่งประจำ
“แชมป์ ลาเต้ที่หนึ่ง”
ฉันหันไปสั่งไอ้แชมป์เสียงเรียบก่อนที่จะก้มลงไปหยิบบราวนี่ขึ้นมาใส่จานเตรียมเสิร์ฟ
“เดี๋ยวพี่เอาไปเสิร์ฟเอง”
พี่ตาลเดินมาบอกฉัน ฉันเลยยื่นจานที่บรรจุบราวนี่หน้าตาน่าทานไปให้เธอ
“ตามสบายเลยค่ะ ลมไม่แย่งหน้าที่พี่หรอก”
ฉันเอ่ยแล้วก็ขยิบตาให้พี่ตาลครั้งหนึ่งก่อนที่จะหันไปทำงานของตัวเองต่อ แต่ระหว่างที่ทำงานอยู่นั้นจู่ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องฉันอยู่พอฉันเงยหน้าขึ้นไปมองก็ไม่เห็นว่ามีใครมองฉันอยู่เลย สงสัยฉันคงคิดไปเองแหละ
“ลาเต้เสร็จแล้ว”
ไอ้แชมป์พูดขึ้นฉันเลยหันไปมอง แต่ไม่มีใครเอาเครื่องดื่มไปเสิร์ฟเลย พี่หน่อยกับพี่ตาลก็ไม่ว่าง สงสัยฉันคงต้องเอาไปเสิร์ฟเองแล้วละ ไม่ค่อยอยากจะไปเลยแฮะ แต่นี่มันเป็นหน้าที่ยังไงฉันก็ต้องทำมันอยู่ดี อย่าเลือกลูกค้าสิลม ฉันบอกกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปหยิบแก้วกาแฟวางบนถาดแล้วยกขึ้นมาถือไว้
“เจ๊จะไปเสิร์ฟเหรอ”
ไอ้แชมป์เอ่ยขึ้นพร้อมกับเลิกคิ้วมองฉันด้วยสายตาแปลกใจ
“อืม ไม่มีใครว่างนี่ เลยต้องไปเอง”
ฉันตอบพร้อมกับถือถาดเดินอ้อมไปฝั่งที่ผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่
“ลาเต้ได้แล้วค่ะ”
ฉันเอ่ยขึ้นแล้วก็ค่อยๆ วางแก้วกาแฟที่เขาสั่งลงบนโต๊ะ และตอนนั้นเองฉันก็เผลอไปสบเข้ากับสายตาที่ดูดุดันนั่นเข้าอย่างจัง สายตาของเขาดูดุมากจนฉันรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ฉันเลยรีบหันหน้าหนีเพราะถ้าเผลอจ้องนานกว่านี้ฉันกลัวว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีเข้านี่สิ
หลังจากที่เสิร์ฟเสร็จแล้วฉันก็รีบเดินกลับมายืนที่ตำแหน่งเดิมด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ ฉันรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ฉันไม่ควรที่จะเข้าใกล้เขาเลยจริงๆ ดูอันตรายยังไงก็ไม่รู้สิ
“เป็นไรเจ๊ รีบเดินมาแบบนั้น”
ไอ้แชมป์เอ่ยถามขึ้นมาทันทีที่ฉันเดินมาถึงพร้อมกับเอื้อมมือขึ้นมาจับไหล่ของฉันด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“เปล่า”
ฉันตอบเสียงเรียบแล้วหันไปยิ้มบางๆ ให้ไอ้แชมป์ เพราะไม่อยากให้น้องมันกังวลไปกับฉันด้วยไง และอีกอย่างความรู้สึกนี้มันเป็นกับฉันแค่คนเดียว ฉันไม่อยากทำให้คนอื่นพลอยไม่ชอบเขาไปด้วย ยังไงเขาก็ยังคงเป็นลูกค้าอยู่ ฉันเลยเลิกสนใจแล้วหันมาตั้งใจทำงานต่อจนผู้ชายคนนั้นเขาเดินมาจ่ายเงินแล้วก็เดินออกจากร้านไป ฉันถึงค่อยรู้สึกหายใจสะดวกขึ้นมาหน่อย
เวลาต่อมา
ตอนนี้ร้านปิดแล้วและพวกฉันก็กำลังช่วยกันเก็บร้านกันอยู่ด้วยความขยันขันแข็ง เพราะถ้าขืนชักช้าพวกฉันก็พลอยกลับบ้านช้าไปด้วย รีบทำรีบกลับมันน่าจะดีกว่า
“เจ๊ลม เก็บร้านเสร็จแล้วไปกินหมูกระทะกัน”
ไอ้แชมป์เอ่ยปากขึ้นมาชวน
“วันนี้คงไม่ได้ เจ๊ต้องแวะกลับไปบ้านแม่น่ะ”
ฉันบอกพร้อมกับทำสีหน้าขอโทษไอ้แชมป์ไปด้วย
“ไม่เป็นไรเจ๊ ไว้วันหลังก็ได้”
“โทษนะ เดี๋ยววันหลังเจ๊เลี้ยงเอง”
ฉันบอกพร้อมกับยิ้มออกมาให้ไอ้แชมป์
“สัญญาแล้วนะ ห้ามลืมละ”
“จ้า น้องรัก เจ๊ไปก่อนนะ”
ฉันเอ่ยจบพร้อมกับถือกระเป๋าตัวเองขึ้นมาสะพายไว้บนบ่าพร้อมกับเดินออกมาจากร้านทันที วันนี้ฉันต้องรีบหน่อยเพราะต้องเดินทางแวะไปบ้านแม่ของฉันก่อนแล้วค่อยกลับหอ ส่วนพาหนะที่ฉันใช่เดินทางก็คงเป็นรถเมย์เหมือนเดิมนั่นแหละ ฉันใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงบ้านที่มีขนาดกลางหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านของฉันเองแหละ
“มาแล้วสินะยัยลม นึกว่าแกจะไม่มาซะอีก”
ทันทีที่ฉันเดินเข้ามาในบ้านเสียงของคนคนหนึ่งที่ฉันเรียกว่าแม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความถากถาง ฟังไม่ผิดหรอก แม่ฉันเป็นแบบนี้ตลอดแหละ
“ลมบอกว่าจะมาก็มาสิคะ”
ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ พร้อมกับมองหน้าแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองที่กำลังนั่งอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งที่มีสถานะเป็นพ่อเลี้ยงของฉัน
“นึกว่าจะลืมไปแล้วเสียอีกว่าฉันยังเป็นแม่แกอยู่”
แม่ของฉันเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ฉันเลยถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยๆ เหนื่อยที่ต้องมาเจอกับสถานการณ์แบบนี้ เหนื่อยที่ต้องทนฟังคำพูดที่แสนร้ายกาจจากแม่ของตัวเอง หึ ชีวิตของฉันมันไม่ได้สวยหรูอย่างใครคิดหรอก ครอบครัวฉันมีปัญหานะ ฉันเลยโตมาเป็นคนมีปัญหาแบบนี้ไง
พ่อแท้ๆ กับแม่ของฉันแยกทางกันตอนที่ฉันอายุ 13 ปี ตอนนั้นฉันเริ่มรู้อะไรเป็นอะไรแล้ว ฉันเห็นพ่อกับแม่ฉันทะเลาะกันทุกวัน ส่วนมากแม่ฉันจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เธอหาเรื่องทะเลาะกับพ่อของฉันได้ทุกวัน จนในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจหย่ากันแล้วก็แยกทางอย่างที่เห็นนี่แหละ
อ่อ ฉันมีน้องชายที่อายุห่างจากฉันแค่ปีเดียวอยู่คนหนึ่ง แต่ตอนที่พ่อกับแม่หย่ากันพวกเขาตัดสินใจแยกเราทั้งคู่ออกจากกัน โดยพ่อฉันรับน้องชายฉันไปเลี้ยง และแม่ก็พาฉันออกจากบ้านหลังนั้นมาและเลี้ยงฉันอย่างที่เห็นนี่แหละ และต่อมาไม่นานแม่ของฉันก็มีสามีใหม่ แล้วต่อมาชีวิตของฉันก็เริ่มเหมือนละครหลังข่าวเข้าไปทุกที เมื่อสามีใหม่ของแม่ฉันไม่ได้ดีอย่างที่คิด เขาทำตัวดีต่อหน้าแม่ฉัน แต่ชอบข่มเหงฉันตอนลับหลัง
แต่เรื่องข่มเหงหรือทำไม่ดีใส่ฉันมันไม่เท่าไหร่กับการที่พ่อเลี้ยงของฉันพยายามที่จะลวนลามฉันนี่สิ นับวันยิ่งลวนลามฉันหนักขึ้นเรื่อยๆ จนมีวันหนึ่งที่แม่ฉันไม่อยู่บ้านแล้วจู่ๆ พ่อเลี้ยงฉันก็บุกเข้าห้องฉันมาแล้วเขาก็ทำท่าเหมือนจะข่มขืนฉัน แต่ตอนนั้นฉันไหวตัวทันฉันเลยรอดออกมาได้ แล้วหลังจากนั้นฉันก็ย้ายมาอยู่หอพักทันทีเพราะทนอยู่ที่นั่นต่อไปไม่ได้แล้ว
ฉันออกมาอยู่ที่หอตั้งแต่ปีหนึ่งฉันทำงานหาเลี้ยงตัวเองโดยไม่พึ่งเงินของแม่ฉันสักบาท หนำซ้ำฉันยังต้องคอยส่งเงินมาให้แม่ฉันใช้จ่ายด้วยนี่สิ ฉันเลยต้องทำงานหนักอย่างที่เห็นนั่นแหละ และวันนี้ก็เป็นวันที่ฉันต้องนำเงินที่ฉันหาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองมาให้แม่ฉัน
“นี่ค่ะ”
ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี เลยยื่นซองที่บรรจุไปด้วยเงินจำนวนหนึ่งไปให้แม่ของฉัน ทันทีที่แม่ของฉันเห็นสิ่งที่อยู่ในมือฉันเธอก็รีบคว้าไปทันทีพร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความพอใจ หึ ฉันคงอยู่ในสายตาของเธอก็ตอนที่ฉันมีเงินสินะ นี่เหรอคือสิ่งที่แม่ทั่วไปเขาทำกัน
ฉันรู้สึกน้อยใจนะที่ฉันเกิดมาเป็นอย่างนี้ ไม่ได้มีความสุขเหมือนคนทั่วไป ใช้ชีวิตแบบทุกข์ทรมานมาด้วยตัวเอง มีแม่ แม่ก็ไม่รักเพราะแม่ของฉันรักพ่อเลี้ยงมากกว่าฉันไง ฉันไม่รู้ว่าแม่ฉันไปรักไอ้แมงดานั่นได้ยังไง วันๆ เอาแต่ขี้เกียจ งานการก็ไม่ไปทำ ทุกวันนี้เงินที่ใช้จ่ายอยู่ก็เป็นเงินของแม่ฉันและส่วนหนึ่งก็มาจากฉันด้วย และมันใกล้แล้วที่ฉันจะไม่ทนกับเรื่องนี้
“นี่แกคงไปขายตัวมาสินะ ถึงได้เงินมาเยอะแบบนี้”
“แล้วแต่แม่จะคิดก็แล้วกันค่ะ ลมขอตัวกลับนะคะ”
ฉันเอ่ยออกมาด้วยความเหนื่อยใจที่ถูกแม่ของตัวเองดูถูกมาแบบนั้น ทั้งๆ งานที่ฉันทำอยู่มันไม่ได้เป็นอย่างที่แม่ฉันพูดเลย งานพริตตี้ที่ฉันทำอยู่เป็นงานที่ค่อนข้างได้เงินสูงนะ ฉันเลยได้เงินมาจุนเจือจนถึงทุกวันนี้ยังไงล่ะ
“จะกลับแล้วเหรอ ไม่ค้างที่นี่ซะละ”
ไอ้พ่อเลี้ยงแมงดาเอ่ยขึ้นพร้อมกับแสยะยิ้มให้ฉัน แต่สายตาที่มันมองมาที่ฉันนี่สิมันทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยงสิ้นดี ฉันรู้ว่าในหัวมันกำลังคิดอกุศลอะไรกับฉันอยู่ สันดานมันก็คงเป็นสันดานและ คงแก้ไม่หาย
“ไม่ดีกว่าค่ะ ลมกลัวเชื้อแมงดาแถวนี้จะติด”
ฉันเอ่ยแล้วไอ้พ่อเลี้ยงแมงดาก็ทำสีหน้าโกรธจัดใส่ฉันทันที
“นี่นังลม แกกล้าดียังไงมาว่าผัวฉัน”
“ไม่ด่ามากกว่านี้ก็บุญเท่าไหร่แล้วค่ะ ไปนะคะ”
ฉันเอ่ยแล้วก็ยกมือไหว้แม่ฉันก่อนที่จะเดินออกมาโดยไม่สนใจเสียงด่าทอที่ดังตามหลังฉันมาเลยสักนิด ถามว่าฉันรู้สึกเสียใจไหมที่แม่ตัวเองทำแบบนี้กับฉัน ฉันเสียใจนะแต่มันด้านชาจนฉันไม่รู้สึกอะไรแล้วละ
แปะๆ ๆ
เหมือนฟ้าฝนจะเป็นใจกับฉันเหลือเกิน คงรู้สินะว่าฉันกำลังรู้สึกแบบไหนท้องฟ้าถึงได้ร้องไห้ออกมาแทนฉันแบบนี้ ฉันแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มที่กำลังมีหยาดฝนตกลงมากระทบลงใบหน้าของตัวเองด้วยสายตาเหม่อลอย
ตอนนี้ฉันกำลังเดินกลับหอนะ แต่ฝนดันตกซะก่อน แต่ฉันไม่คิดที่จะวิ่งไปหลบฝนหรอก เพราะฉันรู้สึกว่าตอนนี้สายฝนกำลังรับฟังความรู้สึกของฉันอยู่ ฉันปล่อยให้น้ำฝนชโลมไปทั่วร่างกายของฉันจนเปียกชื้น จนในที่สุดน้ำตาที่ฉันกลั้นตั้งแต่อยู่ในบ้านก็ไหลลงมาไปพร้อมกับสายฝน
“ฮึก”
ฉันสะอื้นออกมาเบาๆ พร้อมกับปล่อยน้ำตาของตัวเองให้ไหลไปอย่างนั้น ฉันหลับตาลงปล่อยให้สายฝนตกกระทบหน้าของตัวเองไปทั้งอย่างนั้น หลายคนอาจจะคิดว่าฉันมายืนบ้าอะไรกลางสายฝนตอนนี้ แต่ฉันแค่ไม่อยากให้ใครเห็นว่าตอนนี้ฉันกำลังร้องไห้อยู่ต่างหาก
พรึบ!
แต่ในระหว่างนั้นเอง จู่ๆ สายฝนที่กำลังตกกระทบหน้าของฉันก็หยุดลง ฉันเลยลืมตาขึ้นมองท้องฟ้า แต่มันกลับถูกบดบังด้วยร่มสีดำคันหนึ่งแทนซะอย่างนั้น
‘ใคร’
ฉันคิดกับตัวเองในใจก่อนที่จะหันไปมองผู้มาใหม่ที่กำลังถือร่มอยู่ แต่ทันทีที่เห็นใบหน้านั่นฉันก็เบิกตาขึ้นมาด้วยความตกใจ ผู้ชายคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
“ให้”
เขาเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับยัดร่มใส่มือฉัน ฉันมองหน้าเขาด้วยสายตาอึ้งๆ ทำอะไรไม่ถูก เพราะรู้สึกตกใจจริงๆ ที่ต้องมาเจอกับเขาในสถานการณ์แบบนี้
“มะ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ”
ฉันเอ่ยกลับไปแล้วยัดร่มใส่มือที่เต็มไปด้วยรอยสักของเขากลับคืนไป
“อย่าปฏิเสธ”
เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุดันแล้วก็ยัดร่มใส่มือฉันอีกครั้ง ฉันเลยรับมาแต่โดยดีเพราะสายตาที่เขากำลังมองฉันตอนนี้มันน่ากลัวเหลือเกิน
“ขอบคุณค่ะ”
“อืม”
เขากล่าวเพียงแค่นั้นก่อนที่จะเดินตากฝนจากไป ทิ้งไว้แค่ฉันที่ยังคงยืนงงอยู่ตรงนี้ที่เดิม ผู้ชายคนนี้เขาทำแบบนี้ไปทำไมกันนะ แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน บังเอิญอย่างนั้นเหรอ
หลายวันต่อมา
ตอนนี้ฉันกำลังเดินไปตามทางเดินของคณะหลังจากที่พึ่งเรียนในช่วงเช้าเสร็จ จะว่าไปชีวิตของนักศึกษาปีสี่ไม่ค่อยจะวุ่นวายซักเท่าไหร่ มีเรียนแค่ไม่กี่ตัว ส่วนมากก็จะวุ่นวายแค่เรื่องขอทำเรื่องจบการศึกษาก็เท่านั้น
“ลม เที่ยงแล้วไปกินข้าวกันไหม”
ตอนนี้ฉันไม่ได้เดินอยู่คนเดียวหรอกแต่มีคนคนหนึ่งเดินตามฉันอยู่ เขาไม่ใช่โรคจิตหรืออะไรทั้งนั้น เพราะฉันรู้จักเขาดี หมอนี่เป็นเพื่อนร่วมคณะฉันเอง แต่ผิดปกติตรงที่หมอนี่กำลังตื้อจีบอยู่นี่นะสิ ให้ตายเหอะ
“เมื่อไหร่นายจะเลิกตามฉันสักที”
ฉันหันไปพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ติดรำคาญนิดๆ แต่หมอนี่กลับยิ้มหน้าระรื่นใส่ฉันแทนนี่สิ ชอบมากหรือไงโผล่หน้ามาให้ฉันด่าแทบทุกวัน
“เธอก็รับรักฉันซะทีสิ ฉันจะได้ไม่ตามแบบนี้ แต่จะเดินข้างๆ เธอแทน”
ฉันกลอกตาขึ้นมองบนทันทีที่ผู้ชายตรงหน้าเอ่ยคำพูดที่ชวนอ้วกออกมา หมอนี่ชื่อนับสิบนะ เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาจัดได้ว่าดีเลยละ และเป็นที่หมายปองของสาวๆ อยู่เหมือนกัน แต่หมอนี่กลับเลือกที่จะวิ่งตามจีบฉันนี่สิ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ มันเป็นแบบนี้ได้ประมาณเกือบปีได้แล้วที่เขาทำแบบนี้กับฉัน ตั้งแต่วันนั้นที่เราบังเอิญเรียนห้องเดียวกันจนถึงวันนี้ ผู้ชายคนนี้ก็เอาแต่ตามตื๊อฉันมาตลอด
“พูดอะไรบ้าๆ นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้ชอบนาย”
ฉันบอกออกไปด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยๆ ที่ถูกตามรังครวญแบบนี้ทั้งๆ ที่ตอนนี้ฉันน่าจะได้ไปกินข้าวเที่ยงแล้วนะ
“แล้วเมื่อไหร่จะชอบละ”
นอกจากเขาจะไม่สนใจคำพูดของฉันซักเท่าไหร่แล้วเขายังตีหน้ามึนถามฉันต่ออีก
“ฝันไปเหอะ”
“ปะ ไปกินข้าวกันฉันรู้ว่าเธอกำลังหิว เดี๋ยวพาไปกินข้าวเอง”
นับสิบไม่สนใจเสียงร้องห้ามของฉันเลยสักนิดแต่เขากลับลากฉันให้เดินตามเขาแทนนี่สิ ฉันขี้เกียจที่จะต้องมาต่อปากต่อคำกับเขาเลยเดินตามเขาไปอย่างง่ายๆ โดยมีสายตามองมาที่พวกเราอยู่ตลอดทาง จะไม่ให้มองได้ยังไงเมื่ออดีตเดือนคณะสถาปัตย์ควงคู่มาอดีตดาวคณะสถาปัตย์อย่างฉันเลยต้องถูกมองเป็นเรื่องธรรมดา
ฉันไม่ได้สนใจสายตาของคนที่มองมาที่ฉันซักเท่าไหร่ เลยเลือกที่จะเดินตามนับสิบไปทั้งอย่างนั้นทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจสักนิด แต่พอมารู้ตัวอีกทีเขาก็พาฉันเดินไกลมาถึงตึกคณะนิเทศศาสตร์นี่สิ มาทำบ้าอะไรที่นี่วะ ทั้งๆ ตึกคณะนี่ห่างจากตึกคณะฉันตั้งมาก แทบคนละซีกโลกเลยก็ว่าได้
“นายพาฉันมาที่นี่ทำไม”
ฉันเอ่ยถามคนตัวสูงที่เดินอยู่ข้างๆ ฉันด้วยความสงสัยที่จู่ๆ เขาก็พาฉันเดินไกลมาถึงขนาดนี้
“มากินข้าวไง”
“แล้วทำไมต้องมากินข้าวที่นี่ด้วย”
เออ นั่นสิ ข้าวที่คณะเราก็มี มหาลัยที่ฉันอยู่จะมีโรงอาหารประจำทุกคณะเพื่อนอำนวยความสะดวกให้นักศึกษา แต่ทำไมหมอนี่พาฉันมากินข้าวที่คณะอื่นแบบนี้ละ
“ที่นี่ข้าวอร่อย ฉันมากินหลายครั้งแล้ว เลยอยากพาเธอมากินด้วย”
นับสิบเอ่ยแล้วก็ลากฉันเข้าไปในคณะนิเทศศาสตร์ทันที
“ที่ว่ามากินบ่อยคงมากับสาวละสิ”
ฉันแขวะเขาไปเบาๆ เพราะรู้ดีว่าหมอนี่นิสัยยังไงเขาเจ้าชู้ตัวพ่อเลยละคบคนนั้นเปลี่ยนคนนี้เป็นว่าเล่น แต่ในทางกลับกันเขากลับมาตามตื๊อฉันด้วยนี่สิ
“หึงหรือไง”
“เอาสมองส่วนไหนคิด”
“ใจร้ายจังวะ ลม”
อืม ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว นี่เขายังไม่ชินอยู่อีกหรือไงรู้จักกันมาก็ตั้งนานแล้ว
“ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้”
“เพราะเธอเป็นแบบนี้ไงฉันถึงได้ชอบเธอ”
เอ่อ ฉันไม่น่าพูดกับหมอนี่เลย พูดกันทีไรวกกลับมาคุยเรื่องนี้ทุกทีเลย ให้ตายสิ ผู้ชายคนนี้
“จะกินไหมข้าว ถ้าไม่กินก็กลับ”
ฉันเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด นับสิบเลยยิ้มออกมาด้วยความพอใจก่อนที่จะลากฉันไปนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง
“เดี๋ยวฉันมา ไปสั่งอาหารแป๊บ รอตรงนี้นะ อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”
“ไม่อะ ไปเหอะ”
อืม ตอนนี้ขออะไรก็ได้ฉันกินได้หมดแหละ ฉันไม่เรื่องมากเรื่องอาหารอยู่แล้ว แต่ขอเร็วๆ หน่อยก็ดี หลังจากนั้นนับสิบก็ขอตัวไปสั่งอาหารฉันเลยนั่งรอเขาที่โต๊ะคนเดียว แต่เหมือนฉันจะรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังมองมาที่ฉันอยู่เลย ฉันเลยหันไปมองดูว่าใครมองฉันอยู่แต่ทันทีที่ฉันเห็นว่าใครกำลังมองมาที่ฉัน ฉันก็เบิกตาขึ้นมาด้วยความแปลกใจ ผู้ชายคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน
นาวา Talk
คุณเคยรู้สึกถูกชะตากับใครตั้งแต่แรกพบหรือเปล่า มันอาจจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับทุกคนแต่มันไม่ใช่สำหรับผม วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกเบื่อมากๆ เหมือนกับทุกวัน และผมก็ไม่ชอบสายฝนที่กำลังตกอยู่ตอนนั้นเลย แต่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตัวต่อหน้าผมด้วยสภาพเปียกปอน แต่มันไม่ทำให้ความสวยของเธอลดลงไปได้สักนิด เรื่องความสวยไม่เท่าไหร่เพราะทั้งชีวิตผมผ่านเรื่องพวกนี้มามาก ผู้หญิงสวยกว่าเธอผมก็เคยผ่านเคยลองมาหมดแล้ว แต่เธอคนนี้กับให้ความรู้สึกต่าง
ความรู้ต่างที่ว่า คือเธอคนนี้ไม่แม้แต่จะมองหน้าผมเลยสักนิด เธอทำตัวเหมือนกับผมไม่มีตัวตนอยู่เลยทั้งๆ ที่ผมก็ยืนอยู่ข้างๆ เธอ แต่การกระทำทุกอย่างของเธอตกอยู่ในสายตาของผมทั้งหมด ไม่ว่าจะตอนที่เธอสะบัดผมตัวเองจากความเปียกชื้นหรือตอนที่ริมฝีปากของเธอกำลังขยับขึ้นลงนั่น มันอยู่ในสายตาของผมหมด
พรืด
ผมสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่เมื่อจู่ๆ ก็มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมากระทบกับจมูกของผม กลิ่นหอมนั่นออกมาจากร่างกายของผู้หญิงคนนั้น กลิ่นหอมนั่นทำให้ผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง กลิ่นหอมนั่นมันทำให้ผมอยากเข้าไปดมใกล้ๆ และกลิ่นหอมนั่นมันกำลังทำให้ผมเกิดความต้องการ ผมต้องเอาเธอมาเป็นของผมให้ได้
ตอนนั้นเธอจากไปโดยไม่มีคำล่ำลาใดๆ เอ่ยกับผมเลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับเธอคือชื่อของเธอ ที่เธอแทนตัวเองว่า ลม
หลังจากวันนั้นผ่านไปผมก็สืบเรื่องของเธอโดยให้ลูกน้องคนสนิทหาข้อมูลมาให้ ผมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอทั้งที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และอีกมากมาย แต่ผมไม่คิดที่จะเข้าหาเธอตรงๆ แต่ผมกลับทำแค่คอยตามเธออยู่ห่างๆ แทน ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำแบบนั้นไปทำไมทั้งๆ ที่มีโอกาสเข้าหาเธอได้อยู่ตลอด แต่ผมกลับไม่เลือกที่จะทำมัน เพราะสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้มันคือความสุขของผม
“คืนนี้ไปผับกันไหม กูอยากดื่มวะ”
ไอ้เทวาเอ่ยขึ้นแต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจเสียงของมันเหมือนกับทุกครั้งนั่นแหละ เพราะตอนนี้ทุกลมหายใจของผมมันสนใจแค่อย่างเดี๋ยวคือผู้หญิงที่ชื่อว่าสายลม และตอนนี้ผมก็ตามติดชีวิตของเธอผ่านไอจีของเธอ ผู้หญิงคนนี้ชอบถ่ายรูปสิ่งรอบตัวของเธอแทนรูปตัวเองเวลาลงไอจี แต่รูปภาพที่เธอลงมันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย จนทำให้ผมคนที่ไม่ค่อยชอบโลกโซเชียวนั่นกลายเป็นคนติดโทรศัพท์งอมแงม และตอนนี้ผมก็มองดูไอจีเธออยู่ ถึงเธอจะไม่อัพรูปหรืออะไรสักอย่าง ตอนนี้ ขอแค่ได้มองผมก็รู้สึกดีแล้ว
“ไอ้นาวา มึงจะไปกับพวกกูไหม”
อ่า นาวา นี่มันชื่อผมนี่นา อ่อลืมแนะนำตัวไปสินะ ผมชื่อนาวา ปีสี่คณะนิเทศ รู้แค่นี้ก็แล้วกันขี้เกียจแนะนำตัวอะไรให้มากความ
“ไปไหน”
ผมเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ผับนะผับ มึงไม่ได้ฟังที่พวกกูพูดเลยหรือไง สนใจแต่โทรศัพท์ แม่งมีอะไรดีวะ”
อืม ดี ดีมากเลยละ
“จะไปไม่ไป”
ไอ้เมืองเหนือเอ่ยถาม ส่วนไอ้เจ้าทัพก็มองมาที่ผมด้วยสีหน้านิ่งๆ เพื่อนของผมมีแค่นี้แหละ อ่อขาดไปหนึ่งคน คือวาโย ผู้หญิงเพียงคนเดียวของกลุ่ม ตอนนี้ยัยนั่นดรอปเรียนไปแล้วเพราะว่าเธอกำลังท้องนะ ตอนนี้ก็ใกล้คลอดแล้วเลยดรอปเรียนไปคลอดลูก และอีกย่างสามีของเธอ ไอ้ปักษานะ หวงเธอมากเลยไม่ยอมให้มาเรียนซะงั้น ไอ้คนเห่อเมีย ทีเมื่อก่อนผลักไสวาโยเป็นว่าเล่น แต่ตอนนี้ตัวติดกันอย่างกับตังเม เห็นแล้วอยากมีกับเขาบ้างคงจะดี
“ไป”
ผมตอบสั่นๆ ก่อนที่จะละสายตาไปมองทางอื่น แต่ผมก็ต้องหยุดนิ่งไปทันทีเมื่อสายตาของผมไปหยุดอยู่ที่ร่างที่คุ้นตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมเฝ้าคิดถึงเธออยู่ตลอดเวลา เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง สายลม
ผมมองไปที่เธอนิ่งๆ แต่ผมก็ต้องรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้งเพราะเธอไม่ได้มาคนเดียวแต่มีตัวผู้เดินตามมาด้วย ไอ้เหี้ยนั่นไปเป็นใครวะ
สายลมเธอเรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชั้นปีเดียวกันกับผม เธอเป็นผู้หญิงที่สวยและดูมั่นใจในตัวเองมาก แต่นั่นเป็นเพียงหน้ากากของเธอ เพราะจริงๆ แล้วผู้หญิงคนนี้บอบบางมาก ผมรู้เพราะผมตามติดชีวิตเธอมาเกือบจะสามเดือนอยู่แล้ว ถึงจะไม่รู้ดีไปซะทุกอย่างแต่พอรับรู้ได้ว่าเธอคนนี้ใช้ชีวิตมาด้วยความลำบาก
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่รู้คือ ไอ้เหี้ยนั่นที่อยู่กับเธอนั่นมันเป็นใครกัน ผมไม่เคยเห็นมันมาก่อน ไม่สิ ผมไม่เคยสนใจใครหน้าไหนอยู่แล้ว เพราะมันไม่จำเป็นไง ทำไมต้องสน ผมจ้องไปที่ที่สายลมนั่งอยู่ไม่วางตาจนไอ้เหี้ยนั่นเดินห่างออกไป แล้วต่อมาร่างกายของผมก็ถูกแช่แข็งไว้อีกครั้งเมื่อเราสองคนบังเอิญสบตากันเข้า
สายลมดูตกใจไม่น้อยที่เห็นผมเข้า เพราะปกติเธอจะเห็นผมที่ร้านเบเกอรี่ที่เธอทำงานอยู่ทุกๆ วันศุกร์ อ่อ ที่ผมไปวันทุกวันศุกร์ก็เพราะว่าวันนั้นเป็นวันที่เธอทำงานนะ แต่ถ้าให้ไปบ่อยๆ ละก็ผมกลัวว่าเธอจะสงสัยผมนี่สิ เลยไปอาทิตย์ละครั้งก็พอ ส่วนวันที่เหลือแค่คอยตามอยู่ห่างๆ ก็พอใจแล้ว
“มองเหี้ยอะไรวะ ไอ้นาวา”
ไอ้เทวาเอ่ยขึ้นแต่ผมไม่สนใจเสียงของมันหรอก เพราะตอนนี้ผมสนใจสายลมเพียงคนเดียวเท่านั้น
“เหี้ย ผู้หญิงคนนั้นสวยจังวะ ทำไมเทวาคนนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
อย่าว่าแต่มันเลยผมก็พึ่งจะมารู้จักเธอแค่ไม่กี่เดือนนี่เอง มันอาจจะเป็นเพราะว่าคณะเราอยู่คนละส่วนกัน แบบว่ามันห่างกันมาก ผมมันพวกไม่สนใจอะไรด้วยสิ เลยไม่สนใจสิ่งอื่นนอกเหนือไปจากสิ่งที่ตัวเองทำอยู่
“แบบนี้ต้องเข้าไปรู้จัก”
พรึบ!
ทันทีที่ไอ้เทวาพูดจบผมก็หันไปมองหน้าในด้วยสายตาดุดันจนไอ้เทวาสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ เพราะพวกมันรู้ดีว่าผมมันเป็นคนที่ไม่ควรมาต่อกรด้วย มันไม่ใช่แค่นิสัยของผมหรอก แต่มันรวมไปทั้งบุคลิกภายนอกของผมด้วย แบบว่าผมมีรอยสักแทบจะเต็มตัวทั้งแขน ขา คอ ใบหน้าบางส่วน และตัวผมแทบทั้งหมด มันเต็มไปด้วยรอยสัก ก็เป็นเพราะว่าผมชอบสักด้วยและ แต่นั่นมันก็ส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วที่ผมสักก็เพราะว่าผมเป็นลูกชายคนเดียวของมาเฟียชื่อดังนี่สิ เลยต้องสักเป็นเรื่องธรรมดา
“มองกูแบบนั้น หมายความว่าไงวะ ไอ้นาวา”
ไอ้เทวาจอมพูดมากเอ่ยถามผมด้วยสีหน้าของมันที่เริ่มที่จะงอแงขึ้นมา ไอ้คนนิสัยปัญญาอ่อน
“อย่าเสือก”
ผมเอ่ยพร้อมกับจ้องหน้ามันเขม่ง
“พูดอะไรของมึง ช่วยพูดอะไรที่เข้าใจง่ายๆ หน่อยได้ไหม”
“กูบอกว่าอย่าเสือก ก็คืออย่าเสือก”
ผมเอ่ยเสียงเย็นก่อนที่จะหันกลับไปมองที่ที่สายลมนั่งอยู่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไอ้เหี้ยนั่นกลับนั่งอยู่ด้วยนี่สิ จู่ๆ ผมก็รู้สึกอยากมีเรื่องขึ้นมาวะ
“มันหมายถึงผู้หญิงที่มึงพูดถึงเมื่อกี้ มันเล็งอยู่ อย่าไปยุ่งกับของของมัน”
เสียงของไอ้เมืองเหนือเอ่ยแก้แทนผม เพราะมีแค่มันคนเดียวมั้งที่รู้สิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ดี
“บอกกูดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องมองแรงแบบนั้นเลย รู้เปล่าว่ากูตกใจ”
ตอแหลละซิไม่ว่า คิดว่าผมรู้ไม่ทันมันเหรอว่าทั้งหมดที่มันทำนั่นเป็นแค่การแสดงละครเล็กฉากหนึ่งก็เท่านั้น
“จะว่าไปผู้หญิงคนนั้นสวยจริงๆ วะ มึงรู้จักเธอเหรอ”
สงสัยไอ้เทวาคงอยากกินตีนผมจริงสินะ ถึงได้สงสัยแบบนี้
“...”
ผมไม่ตอบแต่ส่งสายตาดุๆ ไปมองมันแทน ไอ้เทวาเลยรีบรูดซิปปากตัวเองไปทันที ผมเลยหันไปมองทางที่สายลมนั่งอยู่อีกครั้งตรงที่เธอนั่งอยู่ทำให้เราสองคนเห็นหน้ากันได้อย่างชัดเจนเพราะเธอหันหน้ามาทางผมพอดี ส่วนไอ้เหี้ยนั่นก็หน้าตาดีอยู่นะ แต่ไม่รู้สิ ผมไม่ชอบมันเอาซะเลย ทำไมต้องไปนั่งด้วยกันด้วยวะ
ผมนั่งมองสองคนนั้นทานข้าวด้วยกันจนเสร็จด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดแต่ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้าหรอก เพราะผมเป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง แต่ใครจะรู้ละว่าภายใต้ใบหน้าที่เรียบนิ่งของผมตอนนี้มันกำลังปะทุแค่ไหน
“กูไปละ”
ผมเอ่ยขึ้นแล้วลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อเห็นว่าสองคนนั้นกำลังเดินออกไปจากโรงอาหาร ผมเลยรีบลุกตามไปทันทีโดยไม่สนใจเสียงเรียกของเพื่อนตัวเองเลย
ผมเดินตามสองคนนั้นอยู่ห่าง แต่เนื่องด้วยผมเป็นคนหูดีมาตั้งแต่เด็กเลยทำให้ได้ยินสิ่งที่สองคนนั้นพูดทั้งๆ ที่ยืนอยู่ห่างแค่ไหน
“ลม ไปเดินห้างต่อไหม ไม่มีเรียนแล้วนี่”
ไอ้เหี้ยนั่นพูดพร้อมกับเอื้อมมือของมันไปจับมือของสายลมไว้ แต่เธอกลับรีบดึงมือของตัวเองออกทันที
“นับสิบ ฉันมาทานข้าวกับนายก็ถือว่ามากพอแล้ว พอแค่นี้เหอะ”
สายลมพูดน้ำเสียงติดเหวี่ยง ส่วนไอ้เหี้ยนั่นก็ทำหน้าตาระรื่นทั้งๆ ที่สายลมพึ่งเหวี่ยงใส่
“งั้นก็ได้ แต่พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มใหม่ก็แล้วกัน”
ฝันไปเหอะว่าพรุ่งนี้มึงจะได้เข้าใกล้สายลม ตราบใดที่ผมคนนี้ยังอยู่
“จื๊”
“ไปน่ะ สายลมสุดที่รัก”
ไอ้เหี้ยนั่นเอ่ยก่อนที่จะเดินจากไปด้วยใบหน้าระรื่นวอนถูกตีน เหลือแต่สายลมที่ยืนอยู่คนเดียวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนที่จะหมุนตัวเดินไปตามตึกคณะต่างๆ โดยมีผมคอยเดินตามอยู่ห่างๆ
“ระวัง”
และตอนนั้นเองที่เธอกำลังเดินผ่านช่วงตึกของคณะก็มีกระถางดอกไม้ร่วงลงมาจากทางหน้าตาของห้องเรียน ผมเลยรีบเข้าไปดึงตัวเธอออกมาอย่างอัตโนมัติ
เพล้ง!!
“อ๊าย”
สายลมร้องออกมาด้วยความตกใจพร้อมกับมองไปที่กระถางดอกไม้ที่ตกอยู่ต่อหน้าเธอ
“ขอโทษนะ เป็นไรหรือเปล่า”
เสียงคนที่ทำกระถางตกเมื่อกี้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะ”
สายลมตอบก่อนที่จะเลื่อนสายตาของเธอมามองหน้าผมที่อยู่ห่างจากใบหน้าของเธอเพียงแค่ไม่กี่คืบเพราะว่าตอนนี้ผมกอดเธอไว้อยู่ อ่า กลิ่นหอมนี่มัน ผมชอบกลิ่นเธอจัง