Rrrrrrrrrrrr~
“อื้อออ ค่ะม้าา~”
ฉันงัวเงียตื่นมารับโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมาปลุกกันตั้งแต่เช้ามืดด้วยสภาพที่ไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ เอาจริงม้าน่าจะลืมไปอ่ะว่าฉันควรได้นอนก่อนเพราะมีเรียนตอนเช้า ฮ้าววว… =[]=
[น้องเจ ลืมนัดสำคัญของม้ารึเปล่าลูก?]
เสียงปลายสายพูดขึ้นอย่างเตือนสติ เหมือนแอบกลัวว่าฉันจะไม่ไป เอาจริงๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยนะที่ม้าโทรถามฉันเรื่องนี้อ่ะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่านัดครั้งนี้มันสำคัญอะไรนักหนา
“ลืมได้ด้วยหรอคะ ก็ม้าจองตั๋วเครื่องบินไว้ให้แล้วนี่นา”
ฉันตอบออกไปด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ต้องเก็บกระเป๋าไปสิงคโปร์วีคหนึ่งทั้งที่เป็นเวลาที่ควรเข้าเรียน แถมยังไม่รู้ว่าไปทำไมเนี่ยนะ แค่คิดก็เซ็งละ..
[เอาน่าลูก มาแค่แป๊บเดียวนะ]
ปลายสายยังคงส่งเสียงประนีประนอมมาให้ ก็นะ.. ม้าก็เป็นแบบนี้ทุกที แล้วฉันก็ยอมทำตามใจท่านทุกทีเหมือนกัน
“อื้อออ แต่จะดีกว่านี้นะคะถ้าม้าบอกเจว่าต้องไปทำไมอ่ะ” ฉันพยุงตัวเองขึ้นมานั่งเอียงไปเอียงมา ก่อนจะตอบม้าออกไปพร้อมกับบิดขี้เกียจไปด้วย
[ความลับจ้ะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้น๊า ม้ารักลูกนะ จุ๊บๆ]
“ค่าาา”
ตริ๊ด!
แล้วสายก็ตัดไป ก่อนที่ฉันจะหอบร่างตัวเองลุกขึ้นจากเตียงอย่างง่วงๆ ไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมพร้อมไปเรียนเพราะตาเริ่มสว่างขึ้นมาแล้วน่ะสิ จะข่มตาหลับก็คงหลับไม่ลงแล้วล่ะ นี่ถ้าม้าไม่โทรมาชวนคุย ฉันก็ยังนอนต่อได้อีกตั้งครึ่งชั่วโมงเลยนะเนี่ย เสียดายเวลานอนจริงๆ เลยแฮะ U_UzZ
ในคลาสเรียน…
“มึง คืนนี้ว่างป้ะ?” นิลมันหันมาถามฉันที่กำลังนอนฟุบอยู่ที่โต๊ะเลคเชอร์แบบโคตรง่วง ฉันเลยเงยหน้าไปตอบ
“หึ บอกแล้วไม่ใช่ไงว่าจะบินไปสิงคโปร์วีคหนึ่ง”
พูดจบฉันก็มุดหน้าหนีนอน แต่พอเห็นไอ้นิลมันเงียบๆ ไป ฉันเลยเงยหน้าไปถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“อยู่ได้แน่นะ”
ที่ต้องถามแบบนี้เพราะนี่เพิ่งเปิดเทอมได้สองวันเองไง แต่เมื่อวานที่เปิดเทอมวันแรกไอ้นิลมันก็ไปนอนเดี้ยงอยู่โรงบาลจนฉันตกใจทำไรไม่ถูกมาทีหนึ่งละ
แถมตอนนี้มันยังวุ่นวายอยู่กับการตามล่าหาสร้อยคอ ทวงคืนของสำคัญจาก ‘รุ่นพี่พายุ’ อะไรของมันอีก เหอะๆ ไม่รู้ไปเจอกันยังไงแต่หนึ่งในตัวอันตรายของ Nightshade เชียวนะนั่น! แต่จะให้อยู่เป็นเพื่อนมัน ไม่ไปตามนัดม้าก็ไม่ได้อีก ก็ม้าเล่นโทรตามฉันยิกๆ กลัวไม่ไป ไม่รู้มีเรื่องอะไรสำคัญกว่าการที่ลูกต้องเรียนหนังสืออีก -_-?
“ได้ดิ เดินทางปลอดภัย ของฝากด้วย” นิลมันตอบกลับมา ทั้งที่ดูจากท่าทางแล้วมีเปอร์เซ็นต์ที่มันจะอยู่แบบง้องแง้งสูงมากอ่ะ
“อืม (- -) (_ _)”
ได้ฟังแบบนั้นฉันพยักหน้าตอบไป ก็นะ.. เดี๋ยวมาคอยดูละกันว่ายัยเพื่อนตัวแสบของฉันจะอยู่รอดปลอดภัยมั้ย ดูมีเป้าหมายแน่วแน่ว่าจะไปตามหารุ่นพี่พายุที่ ZTUDIO ซะด้วย แต่มันคงไม่ซวยขนาดนั้นหรอกมั้ง
@ SINGAPORE
“อื้มมม คิดถึงจังเลยลูกแม่”
ใช้เวลาไม่นานฉันก็พาตัวเองมาถึงปลายทางตามที่นัดกับม้าเอาไว้ และพอฉันเหยียบแผ่นดินสิงคโปร์ปุ๊บ ม้าที่รออยู่ก็รีบพุ่งเข้ามากอดฉันแน่นจนหายใจแทบไม่ออก
“คิดถึงแต่ไม่ยอมกลับไทยเลยเนี่ยนะคะ” ฉันแซวออกไปจนเฮียลุคกับคุณป้าลีน่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับขำออกมา
“สวัสดีค่ะคุณป้า”
“จ้ะ”
พอม้าผละออกจากฉัน ฉันก็หันไปสวัสดีคุณป้าลีน่าเพื่อนของม้าทันที แล้วคุณป้าก็ส่งยิ้มหวานมาให้และพยักหน้ารับไหว้
“ไงคะ คิดถึงจัง ^_^”
พรึ่บ!
ทักทายคุณป้าลีน่าเสร็จ ฉันก็กระโดดเข้าไปกอดเฮียลุคทันที เขาเองที่ตั้งรับไว้อยู่แล้วก็จุ๊บหน้าผากฉันเบาๆ ไปที
จุ๊บ!
“โตไวจังเลยนะยัยจอมห้าว หึหึ”
ถึงอายุจะห่างกันตั้งสามปี แต่เฮียลุคก็มักจะเล่นเป็นเด็กๆ แบบนี้กับฉันอยู่เรื่อย ขอออกตัวก่อนเลยนะคะ ‘เฮียลุค’ หรือ ‘ลูคัส’ น่ะ ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของฉันหรอก ที่จริงเขาเป็นลูกชายของคุณป้าลีน่าเพื่อนสนิทม้าที่เล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ น่ะ เพราะงั้นเราเลยค่อนข้างสนิทกัน เมื่อก่อนเฮียก็อยู่ไทยนะ เพิ่งย้ายมาเรียนสิงคโปร์ได้ไม่กี่ปีเพราะที่บ้านทำธุรกิจอยู่ที่นี่น่ะ ส่วนม้าฉันล่าสุดก็แวะมาเยี่ยมคุณป้าลีน่าแม่ของเฮียแล้วอยู่เม้าท์ต่อยาวๆ ไม่ยอมกลับไทยสักทีเหมือนกัน
“ง่วงจัง เจขอกินกาแฟสักแก้วก่อนนะคะ”
พูดจบฉันก็จูงมือเฮียลุคเดินหนีม้าทันที ส่วนม้ากับคุณป้าลีน่าก็ไม่พ้นเดินจับมือกันไปช้อปปิ้งอย่างที่ชอบทำกันเสมอ
“นี่ถ้าเฮียไม่มาเจต้องเหงาแน่ๆ ”
ฉันพูดออกไปจนเฮียลุคหลุดขำ ก็ดูสิ..คิดถึงลูกแต่กอดกันแป๊บเดียวก็หนีไปช้อปปิ้งซะละ เอ้อ.. ปกติฉันมักจะแทนตัวเองว่า ‘เจ’ ยกเว้นแค่ไอ้นิลที่มันอินดี้เรียกฉันว่า ‘ไอ้ด้า’ อยู่คนเดียว
“หึ งั้นเราต้องเหงาจริงๆ แล้วล่ะเพราะเฮียจะไปห้องน้ำ”
พอเราเดินมาถึงหน้าร้านกาแฟ เฮียลุคก็พูดออกมา แล้วเอามือมายีหัวฉันก่อนจะเดินแยกออกไปทิ้งให้ฉันยืนหน้าบูดอยู่คนเดียว และเดินเข้าร้านกาแฟมาอย่างง่วงๆ
“Good Morning, what can I get you?” (สวัสดีค่ะ รับอะไรดีคะ?)
พนักงานร้านกาแฟคนหนึ่งถามฉันจากหน้าเคาน์เตอร์ ฉันเลยยืนมองเมนูสักพักแล้วตอบกลับไป
“Can I have iced caramel macchiato, please?” (ขอคาราเมลมัคคิอาโตเย็นแก้วหนึ่งค่ะ)
แล้วพนักงานคนนั้นก็พยักหน้ารับและจัดการคิดเงินให้เสร็จสรรพ ฉันเองหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาแล้วยื่นเงินให้เธอคนนั้นไป
“Your change. This is your queue card. Please wait 5 minutes at the table. Thank you very much.” (เงินทอนของคุณค่ะ ส่วนนี่บัตรคิวนะคะ กรุณานั่งรอที่โต๊ะ 5 นาทีนะคะ ขอบคุณมากค่ะ)
“Thank you.” (ขอบคุณค่ะ)
ฉันรับเงินทอนกับบัตรคิวแล้วเดินมานั่งรออยู่ที่โต๊ะๆ หนึ่งซึ่งห่างจากเคาน์เตอร์ออกมานิดหน่อย
พอนั่งได้สักพักก็ถึงคิวฉันแล้วล่ะ ฉันเลยลุกขึ้นเดินไปรับกาแฟของตัวเอง แต่ระหว่างที่กำลังเดินถือแก้วกาแฟกลับไปที่โต๊ะก็ดันมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาชนฉันเข้าอย่างจังจนแก้วกาแฟหลุดมือไปคว่ำใส่โน๊ตบุ๊คเครื่องหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ
ซ่าาาาา
O_O!
พอเห็นแบบนั้นฉันก็ยืนอึ้งอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะหันขวับไปหาเด็กคนนั้นทันทีแต่เด็กนั่นก็หายไปแล้ว ฉันเลยหันกลับมาที่โต๊ะเจ้าปัญหาแต่ก็ไม่พบเจ้าของโน๊ตบุ๊คนั่งอยู่เลย เอาไงดีเนี่ย -_-?
“What happened?” (เกิดอะไรขึ้น?)
พรึ่บ! ซ่าาา!
แล้วระหว่างที่ฉันกำลังยืนเลิ่กลั่กอยู่ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาก้มหน้าจับโน๊ตบุ๊คบนโต๊ะอย่างรีบร้อน และหยิบแก้วกาแฟที่คว่ำอยู่บนนั้นออก นี่เขาคงเป็นเจ้าของโน๊ตบุ๊คนี่สินะ ซวยแล้วฉัน =_=!
“I’m so sorry. I spilt coffee on your laptop” (ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันทำกาแฟหกใส่โน๊ตบุ๊คของคุณ)
หมับ!
ฉันพูดออกไปอย่างรีบร้อน แล้วรีบคว้าแก้วกาแฟในมือเขาออกอย่างต้องการจะช่วย ก่อนจะเงยหน้ามองผู้ชายร่างสูงตรงหน้าแล้วอึ้งไปจนเผลอปล่อยแก้วกาแฟในมือหล่นใส่โน๊ตบุ๊คนั่นอีกครั้ง นี่มัน......
พรึ่บ!
“ระ..รุ่นพี่ รันเวย์ O[]O”
ใบหน้าคมคายที่คุ้นตาทำให้ฉันยืนอึ้งเหมือนกำลังต้องมนต์สะกดไปทันตา ปะ..เป็นเขา เป็นเขาจริงๆ นี่มันรุ่นพี่รันเวย์ตัวจริงเสียงจริง กรี๊ดดด! ฉันเจอเขาแล้ว! ใช่เขาแน่นอนอ่ะฉันจำได้ >////< แล้วพอได้ยินฉันเรียกออกไปแบบนั้น รุ่นพี่ก็เงยหน้าขึ้นและมองมานิดหน่อยก่อนจะส่งเสียงดุเป็นภาษาไทยออกมา
“ซุ่มซ่าม”
“มะ..มันเป็นอุบัติเหตุ พอดีมีเด็กวิ่งมาชนฉันน่ะค่ะ”
เสียงดุของรุ่นพี่ที่ตอบกลับมาทำให้ฉันหลุดจากภวังค์แล้วพยายามอธิบายออกไปในขณะที่เขาก็เอื้อมมือหยิบแก้วกาแฟนั้นขึ้นมาอีก ก่อนที่ฉันจะก้มหน้าลงนิดหน่อยอย่างรู้สึก... โอ๊ยยย >_< ตื่นเต้นที่ได้เจอตัวเป็นๆ ก็ตื่นเต้น แต่ให้มาเจอในสถานการณ์แบบนี้มันใช่ป้ะเนี่ย -.- ไม่ได้ดิต้องนิ่งไว้ ต้องนิ่งไว้...
“เดี๋ยวเจ เอ่อ.. เดี๋ยวฉันซื้อเครื่องใหม่คืนให้แล้วกันนะคะ”
แล้วฉันก็พยายามใจเย็น พูดออกไปทั้งที่ในใจมันกล้าๆ กลัวๆ พร้อมกับค่อยๆ เงยหน้ามองเขาที่อยู่ในชุดสูทสีดำช้าๆ
“.....”
พรึ่บ!
แต่รุ่นพี่รันเวย์ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เขาปล่อยมือจากแก้วกาแฟนั่น ทิ้งมันให้คว่ำอยู่บนโน๊ตบุ๊คอย่างนั้น ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนั่งด้วยท่าทางเฉยๆ และหยิบกระดาษทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเช็ดมืออย่างลวกๆ ด้วยท่าทางแอบฉุนเฉียว
“ระ..รุ่นพี่คะ”
พอเห็นเขาเงียบไป ฉันเลยเอ่ยปากเรียกเขาออกไปอีกครั้ง แต่..
“จะยืนค้ำหัวอีกนานมั้ย?”
คราวนี้รุ่นพี่รันเวย์ตอบกลับมาด้วยท่าทางดุๆ จนฉันทำตัวไม่ถูก
“คะ?”
“นั่งลงคนมอง”
พอรุ่นพี่พูดมาแบบนั้น ฉันเลยหันมองซ้ายมองขวา แล้วก็พบว่ามีคนกำลังจ้องมาที่เราอยู่จริงๆ ฉันเลยพยักหน้าช้าๆ แล้วนั่งลงตรงข้ามกับเขาที่กำลังทำหน้านิ่งแบบนิ่งมากกกกกอยู่ทันที โอ๊ย..นี่มันวันอะไรวะเนี่ยยยย?!
“กลับไทยค่อยซื้อมาคืนที่ ม.” “(- -) (_ _)”
รุ่นพี่รันเวย์พูดออกมาเสียงเรียบ ฉันเลยพยักหน้ารับรู้แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป ส่วนความรู้สึกตอนนี้ก็พูดไม่ออกไง มันช็อคอยู่เว้ยยย =[]= นี่รุ่นพี่รันเวย์!!! รุ่นพี่ตัวเป็นๆ เลยที่นั่งอยู่ตรงหน้าฉันเนี่ย รุ่นพี่ที่ฉันมีรูปเขาอยู่เต็มมือถือ มีอัลบั้มรูปแบบ Exclusive วางอยู่เต็มหัวเตียง แล้วคือตอนนี้ต้องยังไง?! ฉันต้องทำยังไงต่อวะเนี่ยยยยย -.-?
“เอ่อ..แล้วรุ่นของโน๊ตบุ๊ค?”
ฉันพยายามข่มใจแล้วค่อยๆ เอ่ยปากถามออกไป แต่เขาก็ตัดบทตอบกลับมาอย่างไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่
“รุ่นไรก็ซื้อมา”
“(- -) (_ _)” พอได้ยินแบบนั้นฉันเลยพยักหน้าออกไปอีกครั้ง
พรึ่บบบ!
“ไงเรา ได้กาแฟยัง?”
แล้วระหว่างที่ฉันกำลังนั่งหน้าซีดทำตัวไม่ถูก อยู่ๆ เฮียลุคที่เพิ่งกลับจากห้องน้ำก็เดินเข้ามากอดคอฉันถามหากาแฟซะงั้น นี่เขาไม่ได้สนใจความเลอะเทอะบนโต๊ะเลยรึไงฮะ -.-
ครืดดด!
พอเฮียลุคมาปุ๊บ รุ่นพี่รันเวย์ก็ดันตัวขึ้นจากเก้าอี้ ลุกขึ้นเดินหนีออกไปทันทีแบบไม่พูดไม่จาทันทีเลยเหมือนกัน แล้วเขาก็ไม่ได้สนใจจะหันกลับมามองทั้งฉันและซากโน๊ตบุ๊คที่วางอยู่บนโต๊ะเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายก็กลายเป็นฉันที่ลุกขึ้นเก็บโน๊ตบุ๊คนั่นซะเองท่ามกลางความงุนงงของเฮียลุคที่มองมา
“-_-?”
“มีเรื่องนิดหน่อยน่ะค่ะ แต่เคลียร์แล้ว”
ฉันบอกเฮียลุคไปและมองตามหลังร่างสูงในชุดสีดำสนิทที่ค่อยๆ เดินออกไปแล้วเผลอยิ้มบางๆ ออกมา หึ…ได้เจอกันสักทีนะคะ รุ่นพี่รันเวย์ :)
“คู่หมั้น!!!”
ฉันตะโกนออกมาดังลั่นจนแขกโต๊ะข้างๆ หันมอง.. ย้อนกลับไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว หลังจากที่ฉันเก็บโน๊ตบุ๊คของรุ่นพี่รันเวย์กลับมาถึงที่พักด้วยความปลื้มปริ่ม ฉัน ม้า ป้าลีน่า และเฮียลุค ก็ชวนกันออกมาทานข้าวในร้านอาหารชื่อดังแถวย่านนี้ แต่พออาหารถูกยกมาเสิร์ฟได้ไม่เท่าไหร่ สิ่งที่ม้าพูดออกมาก็ทำเอาฉันช็อคไปทันที
‘ที่ม้าเรียกน้องเจมาวันนี้เพราะจะบอกว่า.. ม้ากับป้าลีน่าจะให้น้องเจกับลุคหมั้นกันนะลูกนะ’
ใช่ค่ะ.. ฟังไม่ผิดหรอก หมั้นกัน ม้าจะคลุมถุงชน จับคู่ให้ฉันกับเฮียลุคเหมือนละครไทยหลังข่าวซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันยอมรับไม่ได้ และนี่แหละคือเหตุผลที่ฉันตะโกนออกไปเมื่่อกี๊น่ะ
“เฮียรู้เรื่องนี้มาก่อนรึเปล่า?”
พอตั้งสติได้ ฉันก็หันไปถามเฮียลุคที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างจับผิด ก่อนจะได้รับคำตอบเป็นการส่ายหัวเบาๆ ด้วยสีหน้านิ่งๆ ไปเหมือนกัน
“เจกับเฮียเราเป็นพี่น้องกันนะคะ ไม่ได้คิดอะไรเกินไปกว่านั้นเลย”
ดูจากสีหน้าที่ไม่รู้เรื่องอะไรของเฮียลุคแล้ว ฉันเลยอธิบายออกไปหวังให้ม้ากับป้าลีน่าเข้าใจ แต่...
“อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเองแหละจ้ะ นี่ถ้าป๊าน้องเจอยู่ด้วยเขาก็คง…”
“..ไม่บังคับเจแบบนี้หรอกค่ะ”
ฉันพูดขัดออกไปจนม้าชะงักไปในทันที แต่เพราะตอนนี้ป๊าไม่อยู่แล้วไงล่ะ คงได้แค่ออกเสียงคัดค้านอยู่บนฟ้าเท่านั้นนั่นแหละนะ
“ถ้าเป็นป๊า อะไรที่เป็นความสุขของเจ เขาอนุญาตให้เจทำได้ทั้งนั้น แต่ถ้าอะไรที่ไม่ใช่ เขาก็จะไม่มีวันยัดเยียดมันมาให้..แบบที่ม้ากำลังทำ”
ฉันพูดต่อไปด้วยท่าทางนิ่งๆ จนม้าเริ่มหน้าเสีย ป้าลีน่าจากที่ยิ้มๆ อยู่ก็ดูจะนิ่งไปเหมือนกัน ส่วนเฮียลุคเองที่เห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดีก็เลยพูดขึ้นมาหวังจะแก้สถานการณ์ให้
“ไปเดินเล่นกันหน่อยมั้ย”
ครืดดด!
ได้ยินแบบนั้นฉันก็ลุกขึ้นทันที จะว่าไม่มีมารยาทก็ได้นะ แต่ถ้าเป็นใครมาอยู่ในจุดนี้ก็คงทำแบบเดียวกันกับฉันนั่นแหละ แล้วเฮียลุคก็ลุกขึ้นเดินตามมา
ตั้งแต่ป๊าเสีย ม้าฉันที่เป็นสาวสังคมก็ไม่ค่อยจะอยู่ติดบ้านเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะบินไปเที่ยวประเทศนู้น ประเทศนี้อยู่เรื่อยๆ เพราะเป็นแบบนี้..ตั้งแต่ ม.ปลาย ฉันเลยขอแยกออกมาอยู่คอนโดเองคนเดียว ซึ่งมันสบายใจกว่าการอยู่บ้านกับแม่บ้านและคนสวน แต่เรื่องนั้นฉันก็ไม่ได้โกรธอะไรม้าหรอกนะ ก็เข้าใจว่าคงเหงานั่นแหละ แต่กับเรื่องคลุมถุงชนอะไรนี่ที่มันมาล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวกันขนาดนี้ บอกตรงๆ ว่าฉันโคตรจะไม่โอเค
“นี่มันเรื่องไรอ่ะเฮีย วันนี้เจควรอยู่ ม. ไปเรียนหนังสือ ไม่ใช่บินมาให้ตัวเองโดนจับคู่แบบนี้ ถามจริงเฮียไม่รู้สึกไรสักนิดเลยหรอ?!”
แค่เดินพ้นจากร้านนั้นมาฉันก็โวยวายออกไปอย่างหัวเสีย แต่เฮียลุคก็ยังไม่พูดอะไร เขาดูนิ่งไปจนฉันที่ไม่เข้าใจในท่าทางนั้นก็จ้องไปอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ แล้วเฮียก็พูดมาสั้นๆ ด้วยท่าทางปกติ
“ก็งง แต่ถ้าเป็นเราก็เฉยๆ”
“หมายความว่าไงเฉยๆ?”
ฉันถามออกไปอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจในคำตอบนั้น..
“ก็ถ้าเป็นเรา มันก็ยังดีกว่าเป็นคนอื่น”
เฮียลุคพูดออกมาด้วยท่าทางธรรมดาเหมือนเดิม แต่ก็ดูมีความคาดหวังว่าถ้าเป็นฉันคงไม่ซวยมาก แปลว่าลึกๆ เฮียก็แอบเซ็งเหมือนกันงั้นสินะ
“เฮีย คือเจ...”
“เข้าใจ แต่ใจเย็นดิ เฮียว่าค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ ที่เราพูดเมื่อกี๊ก็แรงไป”
ฉันกำลังจะพูดออกไปแต่เฮียลุคก็พูดขัดขึ้นมาซะก่อน แรงไปหรอ? ก็ไม่เห็นว่าจะแรงไปตรงไหนเลยนี่นา
“ตรงๆ เลยนะเฮีย ต่อให้เป็นเฮียเจก็ทำไม่ได้หรอก เจเคารพเฮียเหมือนพี่ชายคนหนึ่งเท่านั้นอ่ะ”
ฉันพูดออกไปตามที่คิด คนเราควรซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ฉันคิดกับเฮียแค่นั้นจริงๆ เพราะอย่างที่รู้ๆ ฉันมีคนที่ฉันชอบอยู่ แม้เขาจะอยู่สูงกว่าฉันไปเยอะมากก็เถอะนะ -_-
“อืม” เฮียลุคพยักหน้ารับรู้แล้วไม่พูดอะไรต่อ ฉันเองพอรู้สึกว่าที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจก็เลยคิดว่าไม่ควรอยู่ต่อ
“เจว่าเจกลับไปเรียนดีกว่า ธุระที่นี่คงไม่มีอะไรสำคัญแล้วแหละ”
หมับ!
“อยู่ก่อนเหอะ ถือว่าเฮียขอ” พอฉันพูดไปแบบนั้นเฮียลุคก็คว้าแขนฉันเอาไว้แล้วพูดออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่
“ถ้าอยู่เพื่อคุยเรื่องนั้น...”
“เราจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นกันอีก เดี๋ยวเฮียไปคุยให้”
เฮียลุคพูดออกมาอย่างรู้ทันว่าฉันจะพูดอะไร พอเห็นท่าทางของเขาที่อยากให้ฉันอยู่ต่อมากขนาดนั้น ฉันเลยตกปากรับคำออกไป
“อืม เอางั้นก็ได้ แต่เฮียต้องพาเจเที่ยวด้วยนะ อยู่คนเดียวเหงาแย่”
“ได้ดิ ก็เป็นงั้นทุกทีอยู่แล้วนี่” แล้วเฮียก็ยื่นมือหนามายีผมฉันเบาๆ ก่อนจะพาฉันเดินกลับเข้าไปในร้านนั้นอีกครั้งอย่างไม่มีใครพูดอะไรอีก
หลังจากนั้นฉันก็ตัวติดกับเฮียลุคตลอดเพราะเข้าหน้าม้ากับป้าลีน่าไม่ติด ส่วนทั้งสองท่านก็ไม่ได้มาจุกจิกอะไรกับฉันคงเพราะเฮียลุคไปคุยให้ล่ะมั้ง ช่วงวีคฟหนึ่งที่ฉันอยู่ที่นี่ เฮียลุคก็พาฉันไปนั่นไปนี่เหมือนทุกที เรียกว่าเที่ยวกันทุกวันตั้งแต่เช้ายันเย็น จนถึงวันสุดท้ายเฮียก็มาส่งฉันที่สนามบินเพราะได้เวลาต้องกลับไทยไปเรียนต่อสักที
“เดินทางปลอดภัย คิดถึงเฮียบ้างไม่ใช่ลืมกันซะล่ะ”
พรึ่บบบ!
เฮียลุคพูดกับฉันแล้วเอามือมาลูบหัวก่อนจะดึงฉันเข้าไปกอดแน่น
“อ้อนหนักขนาดนี้ไม่คิดถึงก็บ้าแล้ว”
จุ๊บ!
ฉันตอบออกไปแล้วเขย่งไปจุ๊บแก้มเขาเบาๆ ทีหนึ่ง
“เฮียไม่โกรธเจใช่มั้ย เรื่องนั้น…” ฉันรวบรวมความกล้าถามออกไป เพราะกลัวว่าเขาจะรู้สึกเสียหน้าที่ฉันออกตัวปฏิเสธแรงมากจนล้อฟรี
“ไม่หรอก เฮียเข้าใจ” แล้วเฮียลุคก็พยักหน้าออกมาเบาๆ ทำเอาฉันโล่งใจไปนิดหนึ่ง เห้อออ…
“ถึงแล้วไลน์บอกด้วยนะ” เฮียกำชับมาอีกครั้งหลังจากที่พูดประโยคนี้มาตลอดทาง ก่อนจะกระชับอ้อมกอดเบาๆ
“อื้ม รู้แล้วน่า”
แล้วฉันก็ผละออกก่อนจะโบกมือให้เฮีย แล้วเราก็เดินแยกกันไปจนลับตา เหอะๆ ถึงเรื่องราวจะไม่ได้ดราม่าอะไรมาก แต่ก็อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่า.. นี่มันทริปสิงคโปร์นรกแตกชัดๆ เลยยยย -_-!
สองสามวันต่อมา..
“เดี๋ยววว! มึงกับรุ่นพี่วาโย Nightshade เนี่ยนะเป็นเพื่อนกันตอน ม.ต้น เอาจริงจังงงง O_O?”
ฉันถามออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ พอไอ้นิลมันเล่าเหตุการณ์วุ่นวายที่เจอมาในช่วงที่ฉันไม่อยู่ให้ฟัง
“อืม เห็นบอกสนิทกัน...หมอนั่นก็ด้วย”
แล้วมันก็ระบายความในใจทุกสิ่งอย่างออกมาจนหมด ว่ามันไปรู้มาว่าทั้งมัน รุ่นพี่วาโย และรุ่นพี่พายุ 2 จาก 5 สมาชิก Nightshade เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน แต่มันดันจำพวกเขาไม่ได้ซะอย่างงั้น แถมตอนนี้มันควรอยู่ปี 2 เพราะเรียนช้าไปปีหนึ่ง บลาๆๆ
เหอะๆ พอได้ฟังเรื่องทั้งหมดฉันก็รู้สึกมีเพื่อนขึ้นมาทันที ท่าทางจะไม่ใช่แค่ฉันแล้วล่ะที่ไปสิงคโปร์แล้วเจอเหตุการณ์นรกแตกอ่ะ เพราะยัยเพื่อนซี้ที่อยู่ทางนี้ก็ดูจะไม่ต่างกันเลย แต่ฉันก็ยังไม่ได้เล่าทั้งเรื่องที่เจอรุ่นพี่รันเวย์ตัวเป็นๆ กับโดนวางตัวเป็นคู่หมั้นกับเฮียลุคให้มันฟังหรอกนะ แล้วก็ให้คำปรึกษากับมันแบบง่ายๆ ไปว่าให้มันไปหาความจริงมาให้ได้ ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ดีกับตัวมันเองอยู่แล้วนี่
เลิกเรียน..
“สรุปวันนี้มึงมีนัดกับรุ่นพี่วาโยใช่ป้ะ?”
ฉันถามออกไปตอนเดินลงจากตึก พอฟังไอ้นิลพูดถึงเขามาทั้งวี่ทั้งวัน ฉันก็เกือบหลุดปากเรียกชื่อวาโยเฉยๆ ตามมันละ ไม่ได้สิ นั่นรุ่นพี่นะ นึกแล้วก็ตบปากตัวเองไปเบาๆ นั่นสมาชิก Nightshade เพื่อนรุ่นพี่รันเวย์ ฉันต้องเคารพพวกเขา
“อืม ก็ทำตามที่มึงบอกไง”
ระหว่างที่ฉันกำลังเถียงกับตัวเอง นิลมันก็ตอบกลับมาด้วยท่าทางเนิบๆ เนือยๆ ดูเชื่องช้ายังไงบอกไม่ถูก สภาพมันตอนนี้เหมือนไม่ไหวเลยอ่ะ ฮ่ะๆ
“ทำดีแล้วมึง งั้นกูกลับละมีไรโทรมานะ ต้องรู้ความจริงให้ได้ท่องไว้ๆ”
ฉันพูดแล้วหันไปทำท่าสู้ๆ ส่งให้มัน ก่อนจะเดินแยกออกมาที่รถตัวเองทันที สังเกตสีของท้องฟ้าตอนนี้..ฟ้าเริ่มมืดเหมือนฝนจะตก แต่ฉันดันมีภารกิจสำคัญที่ต้องไปทำก่อนน่ะสิ ฉันเลยรีบโดดขึ้นรถขับตรงไปห้างที่ใกล้ที่สุดทันที
@ Shopping Mall
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า สนใจโน๊ตบุ๊ครุ่นไหนสอบถามได้นะคะ”
เสียงพนักงานดังขึ้นทันที พอฉันเดินเข้าไปในร้านจำหน่ายอุปกรณ์ IT ชื่อดังเพื่อตามหาบางอย่างหลังจากที่ไปสร้างเรื่องเอาไว้
“คือฉันอยากได้โน๊ตบุ๊ครุ่นนี้น่ะค่ะ”
ฉันพูดพร้อมกับส่งรูปโน๊ตบุ๊คของรุ่นพี่รันเวย์ที่ถ่ายไว้ในมือถือไปให้พนักงานดู ก่อนจะได้คำตอบที่น่าปวดใจว่า..
“โน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ต้องสั่งผลิตใหม่จากต่างประเทศ อาจต้องรอประมาณ 1-2 เดือนนะคะ” …โห ใครจะไปรอไหวกัน นานขนาดนั้น -_-
“แล้วมีรุ่นที่สเปคใกล้เคียงหรือว่า..”
“โน๊ตบุ๊ครุ่นนี้เป็นรุ่นที่ประกอบด้วยวัสดุคุณภาพสูงทุกส่วนของเครื่องค่ะ และมีสเปคเครื่องที่หาตัวเทียบยาก ต่อให้เป็นรุ่นที่ออกมาไล่ๆ กันคุณภาพก็ยังต่างกันเยอะค่ะ”
“เอิ่ม ถ้างั้น..เอารุ่นนี่แหละค่ะ ขอแบบด่วนที่สุดเลยนะคะ”
พอได้ฟังพนักงานบรรยายความเลอค่าของมันเสร็จสรรพฉันก็ไม่ลังเลที่จะเลือกซื้อรุ่นเดิมไปคืนให้เขา เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยหาทางไปบอกเขาแล้วกันว่าคงต้องรอประกอบเครื่องอีกสักพักหนึ่ง หวังว่าเขาคงไม่โกรธหรอกนะ ก็รุ่นพี่ดันเลือกใช้รุ่นที่แพงมากและหายากมากเองนี่นา -.-