ตอน 1

“พี่จิ๊” เสียงเด็กน้อยนามว่าวิชุตา วัยหกขวบวิ่งเข้าหาจิรดาด้วยความคิดถึง สองสาวต่างวัยกอดหอมกันอย่างแนบแน่น รักใคร่ เด็กน้อยโอบกอดรอบคอของจิรดาเอาไว้ ยึดอย่างเหนียวแน่นไม่ยอมปล่อย เหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยไปคนที่กอดเอาไว้จะหายไป

“หนูวิคนเก่งของพี่จิ๊ คิดถึงที่สุดในโลกเลยค่ะ”

“หนูวิก็คิดถึงพี่จิ๊ที่สุดในโลกเหมือนกันค่า” เด็กน้อยรีบตอบรับอย่างกระตือรือร้น ซุกใบหน้าถูไถกับแขนกลมกลึงของจิรดาอย่างออดอ้อน

ซึ่งเป็นภาพที่น่ารักสำหรับผู้ใหญ่ทุกคนที่ได้พบเห็น

“เด็กสองคนนี้น่ารักจริงเชียว” นิดายิ้มเอ็นดูก่อนจะเชื้อเชิญแขกเข้าบ้าน

“หนูวิดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนนะคะ” จิรดาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน วิชุตาปีนขึ้นไปนั่งบนตักของจิรดาเพราะทั้งสองสนิทสนมกันดี ตั้งแต่ที่วิชญ์พาบุตรสาวมาฝากเพื่อนเอาไว้ชั่วคราว จิรดาก็รับหน้าที่เลี้ยงดูให้เป็นอย่างดี กินนอนด้วยกันเป็นเดือนๆ จนบุตรสาวแทบจะกลายเป็นคนบ้าน ‘ปรีชาเลิศวัฒนา’ ไปเสียแล้ว

“ขอบคุณค่ะ” เด็กน้อยยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมและน่ารัก เพราะถูกสอนมาอย่างดีจากพี่เลี้ยงสูงวัย หยาดทิพย์ที่เคยเลี้ยงดูวิชญ์มาตั้งแต่เด็กและเลี้ยงดูลูกของวิชญ์อีกทอดหนึ่ง แม้นางจะมีลูกเต้าแล้วก็ยังคอยรับใช้ดูแลตระกูลวิชญนนท์อยู่ตลอดไม่ไปไหน ซึ่งสามีของนางคือกิต เป็นคนขับรถและคอยดูแลสวนของบ้าน ส่วนลูกๆ ของนางนั้นทำงานอยู่ที่โรงแรมในเครือของวิชญนนท์ เรียกว่าสนิทกันมานมนาน ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมาหลายปี

จิรดาป้อนน้ำให้เด็กน้อยแล้วก้มลงหอมแก้มยุ้ยด้วยความคิดถึง วิชญ์มองภาพนั้นอย่างชอบใจ ไม่เสียแรงที่เขาเคยพาบุตรสาวมาฝากให้คนที่นี่เลี้ยงดู ‘เพื่อหวังผลระยะยาว’

“หนูวิปิดเทอมแล้วเหรอลูก” นิดาพูดคุยซักถามหลังจากสาวใช้นำของว่างและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ

“ปิดเทอมแล้วค่า หนูวิคิดถึงพี่จิ๊ เลยบอกให้คุณพ่อพามาหา”

เด็กน้อยพูดเสียงฉะฉานเพราะสนิทคุ้นเคยกับครอบครัวของนิดาเป็นอย่างดี อีกอย่างวิชุตาถูกเลี้ยงมาแบบฝึกให้กล้าหาญ กล้าแสดงออก เด็กน้อยจึงไม่เหนียมอายหรือเอาแต่หลบไม่กล้าคุยกับผู้ใหญ่เหมือนเด็กบางคน

“รบเร้าขอให้พามาบ้านนี้ใหญ่เลย เพราะคิดถึงคนที่นี่ ฉันเลยต้องพามา ไม่งั้นงอนไม่ยอมพูดด้วย” วิชญ์พูดแล้วหันไปมองลูกสาวตัวน้อยที่กำลังกินขนมอย่างเอร็ดอร่อยอยู่บนตักของจิรดา สายตาของเขาที่มองลูกสาวเพื่อนรักทั้งสอง... อ่อนโยนและวาบหวาน ก่อนจะจางหายไปในเวลาอันรวดเร็ว

วิชญ์นั้นอายุน้อยกว่ากีรติและนิดา แต่เพราะเรียนรุ่นเดียวกันจึงไม่ได้เรียกทั้งสองว่าพี่

จิรดาบุตรสาวคนโตของกีรติและนิดาจึงเรียกวิชญ์ว่าอา แทนที่จะเป็นลุงเพราะอายุอ่อนกว่าบิดามารดา อีกอย่างเรียกลุงก็ดูแก่ไปในความรู้สึกของเด็กสาว

ในสายตาของจิรดา วิชญ์เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงสมาร์ท เขาเป็นคนหล่อเหลา ใบหน้าเรียว คมเข้ม ถ้าเธอไม่เคยรู้จักเขามาก่อนคงคิดว่าเขาอายุน้อยกว่าความเป็นจริง วิชญ์เหมือนคนหนุ่มอายุยี่สิบปลายๆ เสียมากกว่าจะสามสิบหกอย่างที่เป็น

“ยัยจิ๊ก็กำลังพักผ่อนช่วงปิดเทอม แล้วก็เตรียมฝึกงาน” นิดาพูดยิ้มๆ หันไปมองบุตรสาวของตัวเองและของเพื่อนกำลังคุยกันกระหนุงกระหนิง

“ยัยจิ๊ชอบทะเล ชอบอาหารทะเล เราก็มีกิจการเป็นของตัวเอง ได้ฝึกงานที่นั่นฉันก็หายห่วง อีกอย่างก็มีนายคอยเป็นหูเป็นตาอยู่” กีรติจิบกาแฟแล้วพูดบ้าง

จริงๆ สองสามีภรรยาไม่ได้บังคับเรื่องการฝึกงานของบุตรสาวคนโต อยากไปฝึกที่ไหนก็ได้ ถ้าไปฝึกที่โรงแรมที่ไม่ใช่ในเครือของครอบครัวก็ดี จะได้เรียนรู้และนำมาปรับปรุงกับโรงแรมของตัวเอง แต่นั่นน่าจะเป็นงานด้านบริหารมากกว่า

จิรดาจึงตัดสินใจฝึกงานที่โรงแรมของวิชญ์เพราะบิดามารดาเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย เธอคิดว่าจะได้เรียนรู้การทำงาน ข้อด้อย ข้อบกพร่องและข้อเด่นนำมาประยุกต์ใช้

จิรดาเป็นนักชิมตั้งแต่เด็ก หากจะเรียนรู้ด้านอาหารจากที่อื่นแค่ไปชิมก็รู้แล้วว่าใส่อะไรลงไปในอาหารบ้าง เธอไม่ชอบเลียนแบบใคร จึงนำมาประยุกต์เป็นเมนูที่ตัวเองคิดขึ้นมา ภูมิใจกว่าไปลอกความคิดคนอื่น จิรดาจึงมีหัวด้านการทำอาหารมากๆ วัตถุดิบที่ไม่คิดว่าจะนำมาทำเป็นอาหาร เธอก็จัดการได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ครอบครัวของเพื่อนรักทุกคนมีกิจการเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ยกเว้นเพลิงตะวันที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยตนเอง ดังนั้นทั้งหมดจึงร่วมลงทุนทำธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทด้วยกัน แต่แยกกันไปรับผิดชอบ ทุกคนจะมีหุ้นส่วนอยู่ไม่มากในแต่ละที่ ยกเว้นในส่วนที่ตัวเองดูแลเต็มตัว

ทางบ้านของวิชญ์เองก็มีกิจการอื่นๆ ในครอบครัวที่เขาสานต่อหลังจากบิดามารดาสิ้น ทำควบคู่กันไปจนประสบความสำเร็จ

จริงๆ แล้ววิชญ์เป็นคนเสนอไอเดียให้จิรดาไปฝึกงานยังโรงแรมที่ภูเก็ต นิดากับกีรติจึงได้เอ่ยถามบุตรสาวเนื่องจากเห็นว่าตรงกับสิ่งที่จิรดาต้องการอยู่ก่อนแล้ว และโรงแรมที่ภูเก็ตก็รับนักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลับที่บุตรสาวเรียนอยู่

จิรดานั้นตอบตกลงในทันที เพราะชอบทั้งทะเลและอาหารทะเลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บิดามารดาก็สนับสนุนเพราะว่าจะได้ฝากฝังเพื่อนรักเอาไว้

“เกิดมาโชคดีไม่แพ้อาหารทะเล ยัยวิก็ชอบกินอาหารทะเล อยู่ใกล้ๆ ทะเลกินอาหารทะเลทุกวัน แต่ไม่เคยเบื่อเลย” วิชญ์พูดแล้วมองบุตรสาวอย่างอ่อนโยน สายตาเผื่อแผ่ความรู้สึกพิเศษไปให้หญิงสาวที่บุตรสาวนั่งอยู่บนตักด้วย แวบเดียวก็จางหายไป แต่กลับไม่รอดพ้นสายตาอันชาญฉลาดของสองสามีภรรยาไปได้

คุณพ่อลูกหนึ่งบอกตัวเองว่า ..เขารอวันนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ น่าจะนานหลายปี ตั้งแต่จิรดาเริ่มแตกเนื้อสาว ความรู้สึกลึกๆ ที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้และไม่เคยเปิดเผยให้ใครรับรู้มาก่อน

“แล้วนี่นายมาทำธุระที่กรุงเทพฯ เหรอ” กีรติเอ่ยถามเพื่อน เพราะไม่ได้นัดสังสรรค์กัน แต่วิชญ์กลับเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาอย่างกะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แม้จะบอกว่าเพราะบุตรสาวคิดถึงจิรดา แต่คิดว่าเพื่อนน่าจะมีธุระปะปังอย่างอื่นด้วย

“มีธุระนิดหน่อย อีกอย่างหนูวิรบเร้าจะตามมาด้วย เพราะคิดถึงจิ๊ เลยหนีบมาด้วยเสียเลย ไม่งั้นงอนป่อง งอแงจนนมไม่เป็นอันทำอะไร”

‘นม’ ในประโยคของวิชญ์คือสายหยุด หญิงสูงวัยที่ยังแข็งแรงกระฉับกระเฉง ดูแลบ้านเรือนได้อย่างเรียบร้อย ทำอาหารอร่อย เป็นผู้ใหญ่ที่เขาเคารพนับถือ แม้ไม่ใช่ญาติก็ตามที

“คืนนี้หนูวิจะขอนอนกับพี่จิ๊นะคะ” เด็กน้อยพูดขึ้นเมื่อนั่งกินขนม ฟังผู้ใหญ่คุยกันอย่างออกรส

“อย่ากวนพี่จิ๊สิครับหนูวิ” วิชญ์หันไปพูดกับบุตรสาวที่นั่งเล่นอยู่บนตักของจิรดา

“ไม่กวนหรอกค่ะอาวิชญ์ จิ๊ก็คิดถึงหนูวิเหมือนกัน คืนนี้เราจะเม้าธ์กันกระจายเลยดีไหมคะ” จิรดาก้มลงถามคนในอ้อมแขน

“ดีค่ะ หนูวิมีเรื่องจะเล่าให้พี่จิ๊ฟังเยอะแยะเลย” เด็กน้อยตบมือเปาะแปะดีอกดีใจยกใหญ่

“ให้สาวๆ เค้านอนคุยกันเถอะวิชญ์ ไหนๆ ก็มาแล้ว นายเองพักที่นี่สิ หรือมีงานอะไรด่วนต้องรีบกลับหรือเปล่า” นิดาเอ่ยชวนเพื่อนรัก

“ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ฉันเองก็ไม่มีงานอะไรด่วนหรอก เจ้าของบ้านชวนทั้งที ไม่นอนได้ยังไง นานๆ เจอกันที มีเรื่องคุยเยอะแยะ” วิชญ์ตอบเพื่อนรัก ลอบมองสาวน้อยหน้าหวานตาเป็นประกาย

นิดากับกีรติมองตากันยิ้มๆ แต่ไม่พูดว่ากระไร

“เย้! ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” เด็กน้อยดีใจจนออกนอกหน้า

“งั้นจิ๊ขอตัวพาหนูวิไปพักบนห้องก่อนนะคะ เผื่อน้องจะอาบน้ำ” จิรดาได้จังหวะก็เอ่ยขอตัวเพราะผู้ใหญ่คงมีเรื่องต้องพูดคุยกัน

วิชญ์ขอตัวเช่นกัน เขาจัดการหยิบกระเป๋าเป้สีชมพูหวานแหววของบุตรสาวที่ด้านในบรรจุเสื้อผ้าเอาไว้สองสามชุดออกมาจากรถ จิรดารับไปก่อนจะจูงมือเล็กๆ เดินขึ้นห้อง คุยกันกระหนุงกระหนิงอย่างน่ารักน่าเอ็นดูไปตลอดทาง

ตอน 2

วิชญ์มองตามไปด้วยสายตาอ่อนโยน สะโพกหนั่นแน่นที่ส่ายไปมาขณะเดินทำให้เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอ สะบัดศีรษะไปมา

..สงสัยเขาจะฟุ้งซ่านใหญ่แล้ว

“ฮะแฮม” เสียงกระแอมกระไอของกีรติทำให้วิชญ์ได้สติ หันกลับมาสนทนากับเพื่อนต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“หนูวิอยากอาบน้ำก่อนไหมคะ” จิรดาเอ่ยถามเมื่อพาน้องน้อยขึ้นมาถึงห้องพัก

“ดีค่ะพี่จิ๊ หนูวิร้อนมากๆ เลยค่ะ” เด็กน้อยตอบอย่างกระตือรือร้น กอดกระเป๋าเป้และตุ๊กตาหมีตัวโตเอาไว้แน่นอย่างหวงแหน

“แล้วง่วงหรือเปล่า นั่งรถมาไกลขนาดนี้” จิรดาถามอย่างเอ็นดู ลูบศีรษะเด็กน้อยบางเบาอย่างแสนรักใคร่

“หนูวิหลับตลอดทางเลยค่ะ คิกๆ น้าโรจน์สิคะ ท่าจะเหนื่อย” เด็กน้อยพูดแล้วหัวเราะน่ารัก จิรดาพยักหน้าเข้าใจ เพราะคุ้นเคยกับการที่วิชญ์เดินทางเข้ากรุงเทพฯ บ่อยๆ นัยน์ว่าเขามีธุรกิจอยู่หลายจังหวัด หลายครั้งที่ได้ยินบิดามารดาเล่าว่าเขาจะแวะพักโรงแรมของตัวเองไปเรื่อยๆ ก่อนจะมาถึงกรุงเทพฯ แต่เพื่อนรักของบิดามารดาคนอื่นๆ มักจะโดยสารเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นเพลิงตะวัน ภัทรศักดิ์หรือกรวิก ที่เข้ากรุงเทพฯ บ่อยๆ ไม่แพ้วิชญ์เช่นเดียวกัน

“งั้นอาบน้ำแล้ว พี่จิ๊จะทำอาหารอร่อยๆ ให้หนูวิกินดีไหมคะ”

“ดีค่าพี่จิ๊ หนูวิอยากกินอาหารฝีมือพี่จิ๊ที่สุดเลยค่ะ” วิชุตาตาวาวร้องวี้ดว้ายอย่างดีใจ โผเข้ากอดพี่สาวผู้ใจดีอย่างรักใคร่

“ขนมด้วยดีไหม อยากกินขนมอะไรคะ”

“ได้ทุกอย่างเลยใช่ไหมคะ” เด็กหญิงตัวน้อยตาวาวอีกรอบ กอดแขนประจบประแจง

“ทุกอย่างเลยค่ะ”

“หนูวิอยากกินขนมไทยค่ะ พี่จิ๊เคยทำให้กินอร่อยม๊ากมากเลย”

“งั้นถ้าอยากกินขนมก็รีบอาบน้ำเลยค่ะ อาบน้ำหอมๆ แล้วไปกินขนมกัน” เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเมื่อจิรดาอุ้มร่างเล็กขึ้นสู่อ้อมแขนแล้วพาไปยังห้องน้ำกว้าง ทั้งสองลงแช่ในอ่างพร้อมๆ กัน ขัดถูอาบน้ำให้กันเหมือนแม่ลูกที่รักกันแน่นแฟ้น เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเป็นระยะของสองสาวต่างวัยทำให้คนทั้งบ้านยิ้มตาม วิชุตาจะเกาะติดจิรดาไม่ห่าง ไปไหนก็ตามไปด้วยเหมือนเงาตามตัว ถึงแม้ว่าสาวน้อยจิรดาจะไม่เคยมีลูกมาก่อน แต่กลับดูแลเด็กน้อยเหมือนลูกในไส้

จิรดาเอ็นดูเด็กน้อย ทั้งรักทั้งห่วงใย โดยไร้ความรำคาญที่โดนเกาะติดแจ กิจกรรมที่จิรดาจัดโปรแกรมเอาไว้สำหรับวิชุตานั้นมากมาย ทั้งดูหนัง ฟังเพลง ไม่ก็ร้องเพลงแข่งกันอย่างสนุกสนาน ครอบครัวของกีรติและนิดาเป็นครอบครัวที่เน้นความเฮฮาและบันเทิงคลายเครียดอยู่แล้ว เด็กน้อยที่ขาดแม่ตั้งแต่เด็กจึงติดหนึบ แทบไม่อยากกลับบ้านที่ปักษ์ใต้กับบิดาเลยก็ว่าได้

วิชญ์เองไม่ได้ทิ้งงาน แต่ทำงานอยู่ตลอด เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทันสมัย ทำให้เขาสามารถจัดการกับงานได้ง่ายดายเพียงมีคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือแบรนด์ดังที่ทำได้แทบจะทุกอย่าง ตารางงานของเขาในแต่ละวันจึงลงตัวและไร้ปัญหา รวมถึงเลขาคู่ใจอย่างมนภัทรและปฏิรพ

“แกน่าจะหาแม่ให้หนูวิสักคนนะ” กีรติพูดขึ้นเมื่อเห็นวิชุตาติดจิรดาแจ คงอยากมีเพศเดียวกันที่เข้าอกเข้าใจทุกอย่าง แม้หยาดทิพย์จะเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก แต่นางเข้มงวดเพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลายอย่างก็ห้ามปราม เรื่องนี้กีรติรู้ดีเพราะสนิทกับครอบครัวของวิชญ์ตั้งแต่เด็ก

“ก็หาๆ อยู่ แต่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจ คนที่จะมาเป็นแม่ของยัยหนูวิต้องรักแกด้วย ฉันกลัวมีปัญหาตามมาทีหลัง” วิชญ์ตอบเพื่อน สายตามองสาวน้อยจิรดาแวบหนึ่งก่อนจะหันมาสนใจกับเครื่องดื่มตรงหน้า แต่ไม่ได้เล็ดรอดสายตาช่างสังเกตของกีรติไปได้

กีรติรู้ดีว่าเพื่อนรักเก็บอารมณ์เก่ง ดังนั้นจึงไม่เผยพิรุธอันใด แต่คนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากอย่างเขาและนิดา ดูปราดเดียวก็รู้ ยิ่งสนิทกันตั้งแต่เด็ก เห็นไปถึงลำไส้ว่ามีกี่ขดๆ ในสายตาของเขาและภรรยา วิชญ์เป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง แม้รอบกายจะมีผู้หญิงอยู่บ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย หล่อรวย ฐานะดีและเป็นหม้าย

วิชญ์เป็นคนมีความรับผิดชอบ ขยันขันแข็งในการทำงาน อ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจคนอื่น ในขณะเดียวกันก็เฉียบขาดเป็นผู้นำ และมีอีกหลายข้อที่เขานึกชมเพื่อนคนนี้ วิชญ์เป็นคนดีเช่นนี้จึงคบกับเขาและนิดามานาน ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือทะเลาะกันรุนแรงเพราะเพื่อนในก๊วนเขาจะใช้เหตุผลหันหน้าคุยกันมากกว่าใช้อารมณ์หรือกำลัง

เสียงหัวเราะและเสียงเฮฮาของจิรดาและเด็กน้อยดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีนิดาหัวเราะตามเพราะเข้ากันได้ดีทั้งสามคน วิชญ์เองไม่ใช่ไม่รู้ว่าวิชุตามีความสุขแค่ไหนที่ได้มาที่บ้านหลังนี้ บ้านที่แสนอบอุ่นของกีรติและครอบครัว

“แกมีผู้หญิงให้เลือกเยอะแยะเลยนี่หว่า ไม่ลองคบหาดูใจสักคน” กีรติแหย่

“ไม่ไหวว่ะ” วิชญ์ตอบก่อนจะหันไปจัดการหยิบบาร์บีคิวที่สุกได้ที่แล้วใส่จานใบใหญ่

สองหนุ่มนิสัยคล้ายๆ กันคือไม่เกี่ยงงอนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่ผู้ชายที่เอาแต่ใช้แรงงานผู้หญิง รอนั่งกินเหมือนพระราชา เพราะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ หรือกดขี่ข่มเหงถืออำนาจบาตรใหญ่ เขาจะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษทุกครั้งกับสตรีเพศที่อ่อนแอกว่า เป็นผู้ชายอบอุ่นและอ่อนโยนกับคนที่พวกเขารัก

“หรือแกมีใครที่ชอบอยู่แล้ววะ ตั้งแต่นุชตายไม่เห็นแกสนใจใคร จริงๆ แกเองก็ไม่น่าจะฝังใจกับนุชจนถึงขนาดไม่ยอมแต่งงาน” กีรติเอ่ยถามเพื่อนตรงๆ เพราะวิชญ์แต่งงานกับนุชนินเพราะเห็นว่าหญิงสาวเป็นคนดี แต่นุชนินอายุสั้นมาด่วนจากไปเสียก่อน ทั้งๆ ที่ลูกน้อยเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่เท่าไหร่

“ถ้าฉันเจอแล้วจะบอกนาย โอเคไหมวะเพื่อน” วิชญ์ตบบ่าเพื่อน กีรติมองตามหลังเพื่อนไปแล้วส่ายหน้า ปากแข็งตามเคย แล้วไอ้ที่มองลูกสาวเขาเหมือนจะกลืนกินคืออะไร แบบนี้เขากับภรรยาน่าจะแกล้งเสียให้เข็ด แม้วิชญ์จะเป็นคนเก็บอารมณ์และความรู้สึกเก่ง แต่เขาเองก็เป็นคนช่างสังเกต ช่วงนี้วิชญ์มีความสุขผิดปกติ ถ้าไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองเกินไป วิชญ์จะมีความสุขมากเป็นพิเศษเมื่อมาบ้านของเขา และไอ้ความสุขผิดปกติคงหมายถึง ‘การไปฝึกงานของจิรดา’ กีรติพนันกับตัวเองในใจ

..ถ้าถูกเขาจะให้รางวัลตัวเองให้สาสม ถ้าผิดก็ชิลๆ ไม่คิดอะไรมาก

กีรติคิดไปถึงตอนที่เพื่อนแต่งงาน ตอนนั้นทุกคนถึงกับช็อกเพราะกะทันหันมากจนแทบตั้งตัวไม่ทัน แต่เพื่อนพูดสั้นๆ แค่ว่านุชนินเป็นคนดีและคงถึงเวลาสละโสดมีครอบครัวแล้ว จึงไม่มีใครเซ้าซี้หรือซักถามอะไรมากมาย

“หนูวิปากเลอะแล้วนะคะ” เสียงของจิรดาคอยบอกเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนตัก ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดปากให้อย่างอ่อนโยน

วิชุตาเป็นเด็กตัวเล็ก ที่เด็กกว่าอายุจริง หน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวขาวจัด แก้มแดงเรื่อ ผมสลวยหยักศกเป็นสีน้ำตาลอ่อนโดยธรรมชาติ คิ้วนั้นเรียวสวย ทุกคนลงความเห็นว่าโตขึ้นจะต้องเป็นสาวสวยอย่างแน่นอนและวิชญ์คงต้องคอยจับตาดูผู้ชายที่มาพัวพันกับบุตรสาวอย่างใกล้ชิด

“ขอบคุณค่ะพี่จิ๊ นั่นคุณพ่อมาแล้ว บาร์บีคิวหอมๆ ร้อนๆ น่ากินจัง” วิชญ์นำจานบาร์บีคิวมาเพิ่มให้สาวๆ บนโต๊ะมีอาหารอีกหลายอย่างเรียกว่าสังสรรค์เล็กๆ เพราะวันนี้เพื่อนรักคนอื่นๆ ไม่ได้มาด้วย ทุกคนมั่วยุ่งกับงานและครอบครัว ไม่เหมือนตอนยังโสดที่สังสรรค์กันบ่อยมากกว่าปัจจุบัน

“มาค่ะ พี่จิ๊ป้อนให้”

“อ้ำๆๆ ค่ะ อร่อยๆ พี่จิ๊ก็กินด้วยสิคะ” สองสาวต่างวัยเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในเวลาพักผ่อนเช่นนี้ วิชญ์กับกีรติก็ยังชวนกันคุยเรื่องงาน แต่ไม่ใช่งานที่เคร่งเครียด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วๆ ไป เกี่ยวกับการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศโดยมีนิดาเสริมบ้างในบางครั้ง

ตอน 3

อาหารมื้อพิเศษจบลงด้วยความอิ่มเอมใจ จิรดารับหน้าที่ดูแลน้องน้อยด้วยความเอาใจใส่ เพราะเธอเกิดมาเป็นพี่คนโต ต้องดูแลน้องตั้งแต่เด็ก แม้ปู่ย่าและตายายจะช่วยเลี้ยงด้วย แต่ความสัมพันธ์ของเธอกับน้องๆ นั้นแน่นแฟ้นนัก เวลามีปัญหาอะไรเธอจะเป็นผู้รับฟังและช่วยคิดหาวิธีแก้ปัญหา หากหนักหนาสาหัสจึงค่อยปรึกษาบิดามารดา จิรดาจึงมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก เธอมีเหตุมีผลและมีน้ำใจต่อคนอื่นเสมอ

จิรดาจึงเป็นที่รักของคนรอบข้าง ทั้งคนในครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติผู้ใหญ่และครูบาอาจารย์...

ร่างน้อยที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้ในสวนของบ้านหลังใหญ่ ทำให้วิชญ์ชะงักฝีเท้า เขาลอบมองสาวน้อยด้วยสายตาอ่อนโยนและวาวหวาน ทั้งหลงใหลและปรารถนาเร้นลึก

ใจพ่อหม้ายลูกหนึ่งอยากจะเข้าไปกักกอดร่างอรชรบอบบางนั้นแนบอกแล้วบดจูบกลีบปากอิ่มสีชมพูระเรื่ออย่างดูดดื่ม หอมแก้มนุ่มๆ ของเธอให้คลายจากความโหยหา รัดรึงเธอเอาไว้ใต้ร่างแล้วสอดประสานลีลารักเร้าใจ ปลุกกระแสสวาทให้เธอครวญครางตอบสนองเขาอย่างถึงใจ

เขามองอกอิ่มผลิพุ่งที่แอบมองบ่อยครั้งตาปรอย อยากจะขยำแล้วดูดขย้ำให้หนำใจ ไหนจะเอวคอดเล็กนั่นอีก หากเขาได้สัมผัสจะกระชับเอาไว้แล้วดึงเธอให้กระแทกรับเขาใต้ร่าง สะโพกหนั่นแน่นกลมกลึงน่าลูบไล้ ผิวขาวเนียนละเอียดและกลิ่นหอมของเธอทำให้ความเป็นชายของเขาคึกร้อน อยากจะกดจูบปากร้อนไปทั่วเรือนร่างของเธอทุกลมหายใจเข้าออก

“อุ๊ย! อาวิชญ์” จิรดาอุทานเมื่อหันมาเจอวิชญ์ยืนอยู่ด้านหลัง เธอเผลอสะดุดทำท่าจะหกล้ม ร่างสูงจึงโอบรับร่างน้อยของเธอเอาไว้

สาวน้อยสะท้านเมื่อสานสบสายตากับเพื่อนรักของบิดามารดา เธอก้มหน้างุดหลบสายตาร้อนแรงของเขา ซึ่งปกติ เธอกับเขาไม่เคยใกล้ชิดสนิทสนมมากเกินคำว่าอาหลาน

“ดอกอะไรครับจิ๊ หอมจัง” เขาช้อนคางสวยของสาวน้อยขึ้นมาสบตา แม้จะรู้คำตอบดีว่าดอกไม้กลิ่นหอมในอุ้มมือใหญ่คือดอกอะไร แต่ก็ยังอยากหาเรื่องพูดคุยกับสาวน้อย

จิรดาเขินอายโดยไม่ทราบสาเหตุ เธอตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนของเขา สัมผัสได้ว่าเขากอดรัดเธอแน่นขึ้นจนเธออึดอัด

“ดอกจำปีกับจำปาค่ะอาวิชญ์ คุณพ่อกับคุณแม่ชอบ เลยปลูกเอาไว้” เธอตอบเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว นึกอยากจะตบปากตัวเองนักที่หวั่นไหวแปลกๆ ทั้งๆ ที่ไม่ควร

“หอมจังเลยนะครับ” เขาหยิบดอกไม้กลิ่นหอมกรุ่นมาเสียบทัดที่หูของสาวน้อยก่อนจะก้มลงดอมดม

“อุ๊ย! อาวิชญ์” จิรดาเบี่ยงหน้าหนีแต่หนีไม่พ้นจมูกโด่งที่ฝังลงมายังพวงแก้มหอม เธอมองเขาตาโตเพราะเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ปล้นความบริสุทธิ์ของแก้มสาวไป

วิชญ์อดใจไม่ไหวอีกต่อไป ทั้งๆ ที่คิดว่าจะไม่ทำให้กระต่ายน้อยตื่น แต่เขาก็อยากจะขย้ำเธอให้จมเขี้ยว กักกอดกระแทกกระทั้นใต้ร่างให้สาสมใจที่ปรารถนา มือหนาเสียบดอกไม้กลิ่นหอมชื่อคล้องจองกัน เอาไว้ที่หูอีกด้านของสาวน้อย ก่อนจะก้มลงหอมดอกไม้ระเรื่อยลงมายังแก้มสาว จิรดาเบี่ยงหลบด้วยหัวใจสั่นไหว ตัวสั่นระริกเพราะไม่เคยต้องมือชาย

“อย่าค่ะอาวิชญ์ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” เธอใช้มือดันใบหน้าของเขาออก ใบหน้าสาวน้อยแดงระเรื่อร้อนผ่าว ไม่คิดว่าเพื่อนบิดาจะทำแบบนี้กับเธอได้

“อาขอโทษนะครับ อาทำให้จิ๊กลัวหรือเปล่า”

“อาวิชญ์ทำแบบนี้ทำไมคะ” จิรดาถามเสียงสั่นแต่จริงจังอยากล่วงรู้ถึงสิ่งที่เขาทำว่าทำเพราะอะไรกันแน่

“ทำเพราะ...” วิชญ์จับมือน้อยไปวางที่หัวใจด้านซ้ายของเขา

จิรดาหัวใจเต้นโครมครามเผลอสบสายตากับเขาอีกครั้งอย่างคาดไม่ถึง

ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมาแนบชิด เขาฉกริมฝีปากร้อนสัมผัสปากอิ่มของสาวน้อยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินถอยหลัง มองเธอด้วยสายตาวาบหวาม แล้วก้าวเดินเข้าบ้าน จิรดายกมือขึ้นวางบนอกด้านซ้าย หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะโลดออกมาภายนอก ..นี่เธอฝันไปหรือเปล่านี่

สาวน้อยหยิกตัวเอง ก่อนจะร้องด้วยความเจ็บ แล้วหน้ายิ่งแดงกว่าเดิมเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่คือเรื่องจริง

อาวิชญ์หอมเราแล้ว กรี๊ด... มันไม่จริงใช่ไหม!!!

จิรดากระสับกระส่ายนอนไม่หลับ เธอยกมือขึ้นลูบแก้มทั้งสองข้างแล้วหน้าแดง ทำไมใบหน้าของวิชญ์ต้องมาหลอกหลอนเธอด้วยนะ

“ไม่ๆๆ อาวิชญ์อย่ามาให้จิ๊เห็นบ่อยๆ สิ” สาวน้อยหน้าร้อนเพราะไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตา เธอก็กลับเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขากำลังยิ้มให้เธออยู่แบบนั้น

“ตายแล้วยัยจิ๊ แกใจแตกเหรอนี่ ไม่ๆๆ นั่นเพื่อนพ่อกับแม่นะ ฮือๆๆ” สาวน้อยส่ายหน้าไปมาจนผมเผ้ายุ่งเหยิงอยู่บนเตียง

จิรดาเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุจริงเพราะการเลี้ยงดู แต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เธออ่อนเดียงสาเหมือนเด็กเพิ่งหัดเดิน

จิรดาตะแคงหน้ามองเด็กน้อยที่หลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ เธอคิดมโนไปไกลว่าถ้าเด็กน้อยเปลี่ยนสถานจากน้องเป็นลูกเลี้ยงจะเป็นยังไงนะ วิชุตาเบียดกายเข้ามากอดแนบอกทำให้เธออมยิ้มด้วยความเอ็นดู

“พี่จิ๊นอนไม่หลับเหรอคะ” เด็กน้อยที่หลับไปแล้ว เงยหน้าจากการซุกอกเอ่ยถามเมื่อเธอเผลอขยับตัวแรงเกินไป

“พี่จิ๊ขอโทษนะจ๊ะ ที่ทำให้หนูวิตื่น” จิรดาเอ่ยขอโทษอย่างสำนึกผิดจริงๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่จิ๊นอนเถอะนะคะ คุณพ่อบอกว่านอนดึกเดี๋ยวจะโซมแล้วไม่สวย” เด็กน้อยพูดตามคำของบิดาที่เคยบอกเธอ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก... ยังไม่ทันที่จิรดาจะได้ตอบอะไร เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน เธอนึกสงสัยว่าใครมาเคาะประตูตอนนี้ เหลือบมองนาฬิกาบนหัวเตียงเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่า ..หรือจะเป็นบิดามารดา

“อุ๊ย!” สาวน้อยอุทานเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง ร่างสูงในชุดนอนแบบผู้ชายพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนทรงเสน่ห์ทำให้เธอตาพร่าไปชั่วขณะ

..บ้าอีกแล้วยัยจิ๊ นี่หล่อนเป็นอะไรไป เมื่อก่อนไม่เป็นแบบนี้เลย แต่เอ๊ะ! เมื่อก่อนอาวิชญ์ก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้นี่นา

“จะไม่เชิญอาเข้าห้องเหรอ”

“เอ่อ...” จิรดาอึกอัก

..คนบ้าอะไรจะมาให้เธอชวนเข้าห้อง นี่มันดึกแล้วนะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้ามันจะไม่งาม แต่ทำไมอาวิชญ์ดูแปลกๆ ไป แน่ะ! ยังมายิ้มให้อีก ยิ้มหล่อชะมัด ใจจะละลาย แข็งขาอ่อนไปหมดแล้ว คนร้ายกาจ!!!

“คุณพ่อเข้ามาก่อนสิคะ” แล้วคำพูดของเด็กน้อยในห้องก็ทำให้เธอหลุดจากภวังค์ความคิดอันแสนยุ่งเหยิงและทะลึ่งอย่างไม่น่าให้อภัย เธอกับเขาไม่ได้อยู่กันสองคนซะหน่อย ยังมีวิชุตาบุตรสาวของเขาอีกคน เขาคงมาดูลูกสาวของเขาต่างหากเล่า ว่านอนหลับสบายหรือเปล่า แต่แหม... มาเสียดึกดื่น ทำยังกะย่องมาหาสาว

..เฮ้ย! ยัยจิ๊ บ้าๆๆ คิดอะไรทะลึ่ง อาวิชญ์ออกจะไว้ตัวไม่ลากเราไปทำอะไรหรอก แต่เมื่อชั่วโมงก่อนอาวิชญ์แอบหอมแก้มเรานี่นา เห้อ... ตามมาหลอกมาหลอนทั้งในมโนและตัวจริง บ้าไปแล้ว!

“ทำไมต้องหน้าแดงด้วย” วิชญ์ก้มลงมากระซิบถามเสียงทุ้ม

“อุ๊ย!” จิรดาสะดุ้งเบี่ยงหน้าหลบ รีบพูดจากลบเกลื่อนทันที กลัวเขารู้ว่าเธอแอบคิดทะลึ่งกับเขา “เข้ามาสิคะอาวิชญ์” สาวน้อยรีบเชื้อเชิญ ปิดประตูตามหลังเมื่อเขาเข้าห้องมาแล้ว

“ถ้าคิดถึงก็บอกมาตรงๆ” วิชญ์พูดขึ้นลอยๆ

“อาวิชญ์ว่าอะไรคะ” แม้จะได้ยินชัดเจน แต่ก็ยังเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ

“ไม่มีอะไรนี่ครับ แค่จะบอกหนูวิว่าคิดถึงพ่อละสิ บอกมาตรงๆ เลย” วิชญ์ขึ้นไปนั่งบนเตียงใกล้ๆ บุตรสาว

วิชุตากอดรัดบิดาแนบอก ร่างเล็กปีนขึ้นไปนั่งบนตักของบิดา หัวเราะคิกคักเมื่อโดนหยอกล้อจี้เอวเล่น กลิ้งกันไปมาบนเตียง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED