“จะกลับแล้วเหรอคะ”
ร่างอรชรของ กานพิชชา ผุดลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มสีขาวเลื่อนลงไปกองที่บริเวณช่วงเอว ทำให้เห็นหน้าอกอวบใหญ่เปลือยเปล่าสะท้อนกับแสงไฟสีเหลืองนวลกลางห้องกว้าง
ดวงตากลมโตจับจ้องมองเรือนร่างสูงใหญ่สมบูรณ์แบบของ พิริยะ กิติกรไพศาล หรือ คุณหมอพีท คุณหมอเซแลปผู้โด่งดังในแวดวงไฮโซ
พิริยะ ทั้งหล่อทั้งรวย เขาคือลูกชายคนโตของตระกูลมหาเศรษฐีอย่างกิติกรไพศาล มีดีกรีเป็นถึงคุณหมอนักเรียนนอก และตอนนี้ก็กำลังเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่สุดในเมืองไทย
ส่วนหล่อนนะหรือ...
หล่อนเป็นเพียงแค่ผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลของพิริยะเท่านั้นเอง
ผู้หญิงต่ำต้อย ไร้ค่า แถมยังใจง่าย...
หากค่ำคืนนั้นเมื่อหกเดือนก่อน หล่อนไม่ได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ สายตาของเขาก็คงไม่มีวันมองมาที่หล่อนแน่นอน
เขาตอบแทนบุญคุณของหล่อนด้วยการทำให้ร่างกายของหล่อนรุ่มร้อน แผดเผาสำนึกผิดชอบชั่วดีของหล่อนด้วยเพลิงปรารถนาอันแสนมหัศจรรย์
จนกระทั่งตอนนี้...
วินาทีนี้...
หล่อนอยู่ในฐานะ นางบำเรอ ลับๆ ของเขามาเกือบหกเดือนแล้ว
อยู่ในที่ของตัวเอง ไม่แพร่งพรายเรื่องลับๆ นี้ให้ใครรู้
นี่คือความต้องการของพิริยะ
ซึ่งหล่อนก็ยอมทำตามแต่โดยดี ยอมอยู่ในที่ลับ อยู่เป็นคนในความลับของเขาตลอดมา ไม่มีปากไม่มีเสียง เขาต้องการอะไร หล่อนก็พร้อมจะมอบให้ทุกอย่าง
เพราะอะไรน่ะหรือ...
เพราะหล่อนรักเขายังไงล่ะ
หล่อนรักเขา...
รักทั้งๆ ที่รู้ว่าความสัมพันธ์ลับๆ นี้ไม่มีทางยั่งยืน
ไม่มีคำว่า ‘ตลอดไป’ กับการเป็นนางบำเรอของพิริยะ
“ใช่ครับ”
คนที่เพิ่งติดกระดุมเสื้อเสร็จตอบเสียงเรียบ ดวงตาสำรวจมาที่ร่างเปลือยของหล่อน
สองแก้มของกานต์พิชาร้อนผ่าวขึ้นมา ด้วยความเขินอาย จึงดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าอกอวบเต่งตึงของตัวเองเอาไว้โดยอัตโนมัติ
“แต่... วันนี้เป็นวันศุกร์ ปกติคุณหมอจะอยู่ค้างคืนจนถึงเช้าไม่ใช่เหรอคะ...”
หล่อนแย้งเสียงเบา เพราะไม่อยากทำให้เขาอึดอัดใจจึงไม่ได้แสดงความไม่พอใจอะไรออกไป
“พรุ่งนี้ผมมีนัดกับ น้องลียา แต่เช้าน่ะ ถ้าผมค้างคืนที่นี่ ผมอาจจะตื่นเช้าไม่ไหว”
แววตาของเขายังคงมองหล่อนไม่วางตา
“คุณก็รู้ใช่ไหมว่าถ้าผมอยู่กับคุณ ผมไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่”
หล่อนอดก้มหน้าหลบสายตาคมแวววาวของพิริยะไม่ได้ เพราะเข้าใจความหมายจากคำพูดของเขาเป็นอย่างดี
“เอาเป็นว่า คืนพรุ่งนี้ผมจะมาหาคุณก็แล้วกันนะ ผมไปล่ะ”
แล้วบุรุษรูปงามดั่งเทพเจ้าปั้นแต่งก็โน้มหน้ามาจูบแก้มนวลที่มีสีเลือดฝาดของหล่อนเบาๆ แต่ถึงแม้จะถูกสัมผัสเพียงแผ่วเบา แต่ไออุ่นจากปลายจมูกของเขาก็ทำให้หล่อนสะท้านไปทั้งหัวใจ
ยิ่งอยู่ใกล้เขา หล่อนก็ยิ่งตกหลุมรักเขามากขึ้นทุกวันๆ
“นอนพักนะ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะโทรหา”
“ขับรถดีๆ นะคะ และถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป ถึงบ้านแล้วไลน์มาบอกพิชาบ้างนะคะ พิชาจะได้รู้ว่าคุณถึงบ้านโดยปลอดภัยน่ะค่ะ”
เขาระบายยิ้ม ซึ่งมันเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์เหลือเกิน
ไม่มีผู้หญิงคนไหนห้ามใจไม่ให้ลุ่มหลงคุณหมอหนุ่มรูปงามอย่างพิริยะได้หรอก โดยเฉพาะหล่อน ที่หลงใหลเขาจนหัวปักหัวปำเลยทีเดียว
“ถ้าผมไม่ลืมนะ”
หล่อนหน้าเจื่อนลง ก่อนจะฝืนยิ้มตอบรับเขาออกไป
“ถ้าลืมก็ไม่เป็นไรค่ะ”
คำตอบของเขาตรงไปตรงมา ไม่เคยรักษาน้ำใจของหล่อนเลย แต่ก็อย่างที่เขาเคยบอกเอาไว้นั่นแหละ เขาจะทำทุกอย่างตามความรู้สึก ดังนั้นถ้าหล่อนรับไม่ได้ก็เดินออกไปได้เลย เขาอนุญาต...
แต่หล่อนก็ยังไม่ยอมไปไหนเสียที...
ยังคงอยู่เป็นนางบำเรอของเขา รอเสี้ยวเศษความใคร่จากเขาอย่างไร้ยางอาย
“งั้นผมไปล่ะ”
แล้วเขาก็เดินไปที่ประตูห้องนอน จากนั้นก็กดสวิตซ์ไฟให้ดับลง ก่อนจะปิดประตูเบาๆ และหายไปในความมืด
กานต์พิชาล้มตัวลงนอน ดวงตาตอนนี้มีหยาดน้ำตาเอ่อล้น
หล่อนตื่นเต้นยินดีทุกครั้งที่ถึงวันศุกร์และวันเสาร์ เพราะมันคือวันที่พิริยะจะมาหา มาอยู่ด้วยทั้งกลางวันกลางคืน แต่หลังจากที่เขากลับไป หล่อนก็จะจมดิ่งลงสู่เหวแห่งความเจ็บปวดทุกครั้งเช่นกัน
ความรักที่มีให้เขา มันไร้ราคา และพิริยะไม่เคยเห็นค่ามันเลย
แผ่นหลังเปลือยขาวนวลเนียนสะท้อนขึ้นลงเพราะเจ้าของร่างกำลังสะอื้นไห้
หล่อนเจ็บปวด ทุกข์ทรมานแต่ก็ยังไม่สามารถตัดใจเดินออกไปจากวังวนนางบำเรอนี้สักที
เปลือกตาปิดลงช้าๆ หยาดน้ำตาอุ่นร้อนยังคงไหลออกมาตลอดเวลา
อดทนเอาไว้กานต์พิชา ในเมื่อเธอรักพิริยะ เธอก็ต้องอดทนให้ได้
หญิงสาวสั่งตัวเองราวกับคนโง่เขลาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
กานต์พิชาตื่นขึ้นมาในเช้าของวันใหม่ ดวงตาของหล่อนบวมช้ำเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนอนร้องไห้มานั่นเอง
หล่อนเลื่อนสายตามองไปยังบานหน้าต่างของคอนโดหรู คอนโดที่พิริยะใช้เป็นสถานที่ซ่อนเร้นนางบำเรอไร้ค่าอย่างหล่อน
แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาจนแสบตา ทำให้รู้ว่าตอนนี้สายมากแล้ว
หล่อนรีบคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางเอาไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมามอง ก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงสิบห้านาทีแล้ว
ร่างอรชรที่ทั้งเนื้อทั้งตัวยังคงเปลือยเปล่าดีดลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มเลื่อนลงไปกองที่บริเวณเอวคอด หล่อนขยับตัวก้าวลงจากเตียงอย่างรีบร้อน พาเนื้อตัวไร้อาภรณ์เดินเข้าไปภายในห้องน้ำ
หล่อนใช้เวลาในการอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเพียงไม่ถึงสิบนาที ก็ก้าวออกมา ร่างกายมีเพียงผ้าขนหนูห่อหุ้มเอาไว้เท่านั้น
หญิงสาวรีบแต่งตัวและแต่งหน้าอ่อนๆ จากนั้นก็หย่อนโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าสะพาย ก่อนจะออกไปจากห้องพักหรูด้วยความรีบร้อน
รถญี่ปุ่นคันเล็กที่มีหล่อนเป็นคนขับ มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของเพื่อนสนิท ที่ได้นัดหมายกันเอาไว้ในวันนี้
ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการขับรถฝ่าดงรถติด จนกระทั่งถึงบ้านของเพื่อนรัก
กานต์พิชาลงไปกดกริ่งที่หน้ารั้วสีขาวหน้าบ้านไม้หลังกะทัดรัดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ร่างอรชรของ ญานิดา ผู้เป็นเพื่อนสนิทก็วิ่งมาเปิดประตูรั้วให้
“ฉันมาช้าไปเกือบยี่สิบนาที ขอโทษนะนิด”
“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องทำหน้าสำนึกผิดขนาดนั้นเลย มาๆ เข้าบ้านเถอะ แม่ฉันรออยู่”
กานต์พิชายิ้มโล่งอกอย่างขอบคุณเพื่อนรัก
“ขอบใจมากนะนิดที่ไม่โกรธฉันน่ะ”
“แค่เรื่องมาสาย ฉันโกรธแกไม่ลงหรอก มาๆ รีบตามมาเลย”
ญานิดายกมือขึ้นโอบบ่าของเพื่อนสนิทซึ่งทำงานที่โรงพยาบาลเดียวกันเอาไว้ และก็พาเข้าไปในบ้านไม้หลังเล็กของตัวเอง
“นี่แม่ฉันเตรียมวัตถุดิบเอาไว้หมดแล้วนะ แกแค่ตั้งหน้าตั้งตาเรียน และทำให้อร่อยพอ”
“ฉันเกรงใจแม่แกจังเลยนิด ต้องมาสอนแล้วยังต้องซื้อวัตถุดิบให้ด้วย งั้นฉันขอจ่ายเงินนะ ไม่งั้นฉันไม่สบายใจน่ะ”
“พิชา... ไม่เอา ไม่เอาเงิน บอกแล้วไงว่าแม่ฉันชอบสอนคนทำอาหารน่ะ”
“แต่ว่าฉันเกรงใจจริงๆ นะนิด”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก นู่นห้องครัว เข้าไปเลย แม่ฉันรออยู่”
ญานิดารั้งร่างอรชรของกานต์พิชาให้เดินเข้ามาภายในห้องครัวเล็กๆ ของตัวเอง
“อ้าว มาแล้วเหรอหนูพิชา”
มารดาของญานิดาทักทายหล่อนด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่เป็นมิตร
“สวัสดีค่ะคุณแม่”
กานต์พิชายกมือไหว้อย่างนอบน้อม ขณะกวาดตามองไปรอบๆ ห้องครัวที่ค่อนข้างเล็ก แต่อุปกรณ์เครื่องครัวถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้านจนน่าทึ่ง
“หนูขอโทษนะคะที่มาช้ากว่าเวลานัดน่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกหนูพิชา แม่ก็เพิ่งทำอะไรๆ ในบ้านเสร็จเหมือนกัน”
“งั้นนิดฝากเพื่อนเอาไว้ด้วยนะแม่ เอาไว้ตอนเย็นๆ นิดกลับมาแล้วจะมาชิมแกงพะแนงเนื้อสุดแสนอร่อยฝีมือของเพื่อนเลิฟ”
ญานิดาพูดด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง
“ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะทำอร่อยไหม แต่จะพยายามให้สุดความสามารถเลยล่ะ”
“แกทำได้อยู่แล้ว และต้องทำอร่อยมากๆ ด้วย เพราะมีแม่ฉันเป็นคนสอน จริงไหมคะแม่”
“จริงจ้ะ แม่รับรองว่าต่อจากนี้ไป คนที่ได้กินแกงพะแนงเนื้อที่หนูพิชาทำจะต้องติดอกติดใจ ไปกินพะแนงเนื้อที่ไหนไม่ได้อีกเลย”
สามสาวหัวเราะอย่างมีความสุข โดยเฉพาะกานต์พิชารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
หล่อนอดนึกไปไกลถึงตอนที่ตัวเองทำแกงพะแนงซึ่งเป็นอาหารจานโปรดของพิริยะให้เขาทานไม่ได้
‘อร่อยมากเลยครับพิชา... ผมจะมากินแกงพะแนงฝีมือคุณทุกวันเลยนะครับ’
ภาพที่ผุดขึ้นมาในสมอง ทำให้กานต์พิชาเผลอระบายยิ้มออกมา จนญานิดาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องแซวเลยทีเดียว
“กำลังนึกถึงรอยยิ้มของคุณหมอพีทอยู่ใช่ไหมเนี่ย”
“ปะ เปล่าสักหน่อย”
กานต์พิชาก้มหน้าหลบตาเพื่อนอย่างเอียงอาย แต่ญานิดารู้ทัน เพราะหล่อนรู้เรื่องความสัมพันธ์ของสองคนนี้เป็นอย่างดี
หล่อนไม่เคยสนับสนุน แต่ก็ไม่สามารถห้ามปรามเพื่อนรักได้
กานต์พิชารักพิริยะมาก รักมากจนยอมเป็นแค่นางบำเรอของเขาเลยทีเดียว
“โอเค ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ งั้นฉันขอตัวออกไปทำงานก่อนนะ เอาไว้ฉันว่างจากการดูแลคุณภัทรแล้วจะส่งข้อความหา”
ญานิดามีงานพิเศษทุกเสาร์อาทิตย์ซึ่งเป็นงานดูแลคนป่วยติดเตียง
“ขอบใจมากนะนิด”
“ไม่เป็นไร แม่.. นิดฝากเพื่อนด้วยนะคะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอก แม่จะสอนทุกเคล็ดลับให้หนูพิชาไม่มีกั๊กเลยล่ะ”
“งั้นนิดไปนะคะ ฉันไปทำงานก่อนนะพิชา”
“เดินทางปลอดภัยนะนิด”
“ขอบใจจ้า”
หลังจากญานิดากล่าวขอบคุณเสร็จแล้ว ร่างอรชรในชุดนางพยาบาลสีขาวก็เดินออกไปจากห้องครัว
“งั้นเรามาเริ่มเรียนกันเลยนะจ๊ะหนูพิชา” มารดาของญานิดาเอ่ยขึ้น
“ได้ค่ะคุณแม่”
หลังจากคำตอบของหล่อนดังขึ้น มารดาของเพื่อนรักก็เริ่มต้นอธิบายเกี่ยวกับวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการทำพะแนงเนื้อทีละอย่าง
“สิ่งแรกที่เราขาดไม่ได้เลย สำหรับการทำพะแนงเนื้อก็คือเนื้อวัวนะหนูพิชา”
หล่อนมองเนื้อวัวสีแดงเข้มในถ้วยที่คุณแม่ของเพื่อนรักเตรียมเอาไว้ และฟังทุกคำพูดของท่านอย่างตั้งใจ
“และอันนี้คือพริกแกงพะแนงนะหนูพิชา ส่วนอันนี้คือกะทินะจ๊ะ จะมีหัวกะทิกับหางกะทิ แล้วถ้วยนี้คือมะเขือพวง...”
หญิงวัยกลางคนยังคงอธิบายวัตถุดิบตรงหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนครบ จากนั้นก็เริ่มต้นอธิบายวิธีการปรุงอาหารอย่างละเอียด
กานต์พิชาจดจำวิธีการปรุงอาหาร รวมถึงเคล็ดลับที่มารดาของเพื่อนรักได้พรั่งพรูออกมาเอาไว้ทั้งหมด
หล่อนหวังว่าพิริยะจะชอบแกงพะแนงเนื้อของหล่อน จนต้องแวะมารับประทานมื้อค่ำด้วยกันทุกวัน
หลังจากอยู่เรียนรู้วิธีการทำแกงพะแนงเนื้อกับคุณแม่ของเพื่อนรักอยู่นานจนถึงช่วงบ่าย หญิงสาวก็ขอตัวกลับคอนโด เพราะคิดว่าตอนนี้พิริยะอาจจะอยู่ที่คอนโดเพื่อรอเซอร์ไพร์สแล้วก็เป็นได้
หญิงสาวอมยิ้มอย่างมีความสุข นึกถึงเนื้อวัว และวัตถุดิบหลายอย่างที่ใช้ทำแกงพะแนงเนื้อที่อยู่ท้ายรถ
หล่อนจะใช้เวลาช่วงบ่ายอยู่กับพิริยะอย่างมีความสุข
หลังจากที่เขาตักตวงความสาวจากร่างกายของหล่อนจนอิ่มหนำแล้ว หล่อนก็จะปล่อยให้เขานอนหลับ และก็จะลุกขึ้นมาทำแกงพะแนงเนื้อไว้เป็นมื้อเย็นสำหรับเขา
เขาจะต้องมีความสุข และขอบคุณหล่อนด้วยจูบอ่อนหวานอย่างแน่นอน
แค่คิดถึงตรงนี้ สองแก้มนวลก็มีสีเลือดขึ้นจางๆ ด้วยความเขินอาย
หล่อนมีความสุขเพียงแค่ได้อยู่กับเขา แม้จะในฐานะนางบำเรอก็ตาม
รถญี่ปุ่นคันเล็กสีขาวเลี้ยวเข้ามาจอดภายใต้คอนโด หล่อนมองหารถยนต์สีดำราคาแพงของพิริยะในที่ที่เขาเคยจอดประจำ แต่ก็ไม่เห็น
“คุณหมอยังไม่มาอีกเหรอ”
ความสดชื่นบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป เมื่อพบว่าพิริยะยังไม่ได้มาที่คอนโด
จริงสิ วันนี้เขามีนัดกับ... คู่หมั้น ของเขานี่นา หล่อนลืมไปสนิทเลย
คุณหนูลียา หญิงสาวนักเรียนนอกหน้าตาสะสวย ชาติตระกูลดีทัดเทียมกับพิริยะ ที่ผู้ใหญ่หมั้นหมายทั้งคู่เอาไว้ด้วยกันตั้งแต่เด็ก
‘ถ้าผู้ใหญ่ต้องการให้ผมแต่งงานกับลียาเมื่อไหร่ ผมก็ต้องแต่ง คุณห้ามมีปัญหาหรือว่าก่อเรื่องเด็ดขาด เข้าใจใช่ไหมพิชา’
‘ค่ะ พิชาเข้าใจดีทุกอย่างค่ะ’
‘น่ารักมาก ผู้หญิงว่านอนสอนง่ายแบบนี้แหละที่ผมชอบ’
ตอนนั้นหล่อนยิ้มรับคำชื่นชมของเขา แต่ภายในอกนั้นเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
ตอนนี้เขาคงยังไม่เสร็จธุระกับคู่หมั้นของตัวเองสินะ
หญิงสาวฝืนยิ้มออกมาอย่างยอมรับชะตากรรมที่ตัวเองเป็นคนเลือกเอง จากนั้นก็ลงไปจากรถ หยิบวัตถุดิบสำหรับแกงพะแนงเนื้อที่ซื้อเตรียมเอาไว้จากท้ายรถ และกลับขึ้นห้องพัก
เมื่อเข้ามาถึงห้องพัก ก็อดไม่ได้ที่จะคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดอ่านข้อความไลน์ แต่ไม่มีข้อความใดเป็นของพิริยะเลย
“คุณหมอไม่ว่างแม้แต่จะส่งข้อความมาหาพิชาเลยเหรอคะ”
หล่อนทำได้แค่ตัดพ้อเบาๆ กับตัวเองเท่านั้น เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา หล่อนไม่กล้าแม้แต่จะแสดงความรู้สึกงี่เง่าอะไรออกไปเลย เพราะเกรงว่าเขาจะทอดทิ้ง
หลังจากเก็บวัตถุดิบของแกงพะแนงทั้งหมดใส่ตู้เย็นเรียบร้อยแล้ว หล่อนก็เดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์
ลมหายใจถูกผ่อนออกมาจากโพรงจมูกและริมฝีปากอย่างอ่อนล้า
หล่อนพยายามบอกตัวเองว่าให้รอเงียบๆ ไม่สร้างปัญหาใดให้กับพิริยะ แต่ตอนนี้ภายในอกของหล่อนมันร้อนรุ่มเหมือนไฟกำลังแผดเผา
อยากรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่...
แล้วทำไมไม่ติดต่อหล่อนกลับมาบ้าง...
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ลังเลอยู่หลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจส่งข้อความไลน์ไปหาเขา
‘ทำอะไรอยู่เหรอคะคุณหมอ’
‘เย็นนี้พิชาจะทำแกงพะแนงเนื้อของโปรดให้กับคุณหมอทานนะคะ’
‘พิชา... คิดถึงคุณหมอจังเลยค่ะ’
และนี่คือข้อความสุดท้ายที่หล่อนส่งไปหาพิริยะ แต่ก็ไร้วี่แววการตอบกลับมาของเขา
กานต์พิชาเฝ้ารอ...
สายตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอของโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา
เฝ้ารอข้อความจากชายคนรัก...
ผู้ชายที่หล่อนทั้งรักทั้งบูชา...
ติ้งงงง
หญิงสาวฉีกยิ้มอย่างดีใจ เมื่อมีเสียงเตือนข้อความไลน์ดังขึ้น หล่อนลนลานเปิดเข้าไปในแอปพลิเคชั่นไลน์ทันที และก็พบว่าเป็นข้อความตอบกลับของพิริยะจริงๆ
หล่อนดีใจเหลือเกิน หัวใจเต็มไปด้วยความหวัง รีบเปิดอ่าน
‘ผมยุ่งอยู่’
‘คุณลืมกฎของเราไปแล้วหรือไง ห้ามแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของผม ห้ามก้าวก่ายว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมไม่ชอบ และไม่ต้องบอกว่าคิดถึงผมด้วย ผมไม่ใช่เด็กที่จะชอบคำพูดน่าสะอิดสะเอียนแบบนี้’
หลังจากต่อว่าหล่อนยาวเหยียด เขาก็ส่งสติ๊กเกอร์หน้าโกรธตามหลังมาปิดท้าย
กานต์พิชาถึงกับนิ่งงันไป หัวใจจุกไปหมดเพราะคำพูดไม่รักษาน้ำใจของพิริยะ
น้ำตาของหล่อนค่อยๆ ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว มันคือน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ น้ำตาแห่งความเจ็บปวด
หล่อนเอนตัวพิงกับพนักด้านหลังของโซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรง
โลกทั้งใบของหล่อนคือเขา...
แต่โลกทั้งใบของเขาไม่เคยมีหล่อนอยู่เลย...
‘แกควรจะออกมาจากความสัมพันธ์นี้ให้เร็วที่สุดนะพิชา’
‘ฉันจะออกไปก็ต่อเมื่อคุณหมอไม่ต้องการฉันแล้วเท่านั้นแหละนิด’
‘เดี๋ยวคุณหมอพีทก็ต้องแต่งงานกับคนที่พ่อแม่ของคุณหมอเลือกให้ ส่วนแกก็ต้องช้ำใจนะพิชา ฉันว่าออกมาเถอะ’
‘แต่ฉันรักเขานี่นิด... ฉันรักคุณหมอ...’
‘งั้นฉันก็ช่วยอะไรแกไม่ได้หรอกนะ สิ่งเดียวที่ฉันจะทำได้ก็คือ คอยปลอบใจแกตอนที่แกเสียใจเท่านั้นแหละ’
‘แค่นั้น... ฉันก็ขอบคุณมากแล้วนิด...’
คำแนะนำของญานิดายังคงดังก้องอยู่ในหูของหล่อนไม่เคยจาง แต่มันก็ไม่เคยทำให้หล่อนใจแข็งพอที่จะเดินออกมาจากวังวนนางบำเรอของพิริยะได้เลย