คนถูกถามปรายตามองออกไปนอกหน้าต่างกรุกระจกใส ใต้ต้นไม้ร่มรื่นนั่นมีคู่รักกำลังมอบของขวัญและดอกกุหลาบให้แก่กันเนื่องในวันแห่งความรักอย่างหวานชื่น
เหมือนเช่นครั้งหนึ่งในอดีต เขาเคยได้รับจากใครคนหนึ่งในวันแห่งความรัก แต่ทว่าเขากลับทำทุกอย่างพังลงด้วยความอวดดีอย่างโง่งม จนทำให้ใครคนนั้นหายหน้าไปจากชีวิตจนถึงวันนี้
ป่านนี้ยัยนั่นจะเป็นอย่างไรบ้างนะ เวลาผ่านไปนับสิบปีแล้ว เธอคงโตเป็นสาวอายุพอๆ กับผู้หญิงที่เพิ่งตะโกนบอกเลิกใส่หน้าเขาไปเมื่อครู่ล่ะมั้ง แต่เธอคงลืมเขาไปแล้ว หรือไม่ก็คงมีคนรักที่ไม่งี่เง่าเหมือนเขา คนที่รักเธอมากและไม่ใช่คนใจร้ายอย่างพี่ชายข้างบ้านคนนี้
“เป็นอะไรไปวะ นิ่งไปเลย คิดถึงใครอยู่ หรือว่าคิดถึงสาวคนไหน หืม...นี่อย่าบอกนะว่าแกแอบมีเมียซุกไว้”
“ไอ้เวรนัฐ แกไม่มีการมีงานทำหรือไงถึงมานั่งเซ้าซี้ฉันอยู่ได้”
“ไม่มีโว้ย แต่วันนี้ฉันมีนัดกับสาว”
“สาวที่ไหนอีกล่ะ” ถามไปแกนๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไร
“สาวคนนี้แกก็รู้จักนะ รู้จักมานานแล้วด้วย” นัฐ หรือนัฐพล แกล้งยั่วให้อีกฝ่ายใคร่รู้ “แถมยังเคยสารภาพรักเขาในวันวาเลนไทน์ จำได้ไหม”
“อืม งั้นแกก็รีบไปเหอะ ฉันจะได้ทำงานต่อซักที หนวกหู”
“เฮ้ย ไม่อยากรู้หน่อยเหรอว่าใคร” คนอยากบอกเอะอะขัดใจ
“ไม่อยาก”
“ไอ้...ไอ้เพื่อนบ้า คอยดูนะฉันจะฟ้องยัยน้ำให้หมดว่าแกใจร้ายแค่ไหน”
“ยัยน้ำ?”
“ก็น้องสาวฉันไงวะ แกจำไม่ได้เหรอ คนที่แกเอาคุกกี้วาเลนไทน์ไปให้เขาเมื่อตอนมอห้าไงวะ”
ภาพสาวน้อยนางรำคนงามแห่งชมรมนาฏศิลป์ของโรงเรียนมัธยมที่เขาเคยเรียนผุดขึ้นในความทรงจำ
“อ๋อ...”
“ไอ้เวรเอ๊ย ริอ่านจะมาเป็นน้องเขยฉันแต่ดันลืมน้องสาวฉันเนี่ยนะ ทีฉันยังไม่เคยลืมน้องสาวแกเลย”
จิรายุสะดุดลมหายใจตัวเอง ดวงตาคมกริบวูบไหว
“พูดแล้วก็คิดถึงตอนเด็กๆ เนอะ ที่เราสี่คน ฉันแกยัยน้ำแล้วก็น้องดรีมอยู่ด้วยกัน ผ่านไปตั้งสิบปีแล้ว แกว่าน้องเขาจะมีแฟนหรือยังวะ”
เพล้ง!
คนพูดชะงักทันพลัน พลางหันไปมองแก้วกาแฟที่ตกสู่พื้นแตกกระจายด้วยฝีมือเพื่อนรัก แวบหนึ่งเขาเหมือนจะเห็นรอยบางอย่างในดวงตาคมจัดคู่นั้น มันทั้งดุกร้าวและปวดร้าวลึก
“เป็นอะไรไปวะ”
“เปล่า ไม่มีอะไร ฉันเพิ่งนึกได้ว่าต้องรีบกลับบ้านแล้ว อ้อ แก้วนั่นฉันฝากนายตามแม่บ้านมาจัดการทีละกัน ขอตัวก่อนนะ”
“เฮ้ย! เดี๋ยวสิวะไอ้จิม อะไรของมันวะ พิลึกคนจริง พูดไม่ทันจบเลย”
คนถูกบ่นเดินดุ่มๆ ไม่สนใจ หากในสมองเขากำลังครุ่นคิดถึงใครบางคนที่เขาควรลืมไปนานแล้วพร้อมกับความสัมพันธ์ที่แตกกระจายเหมือนแก้วกาแฟที่เขาเพิ่งทำมันแตกไปเมื่อครู่
แต่ทว่ายังลืมไม่ได้สักที หรือไม่ก็คงเป็นเขาที่ไม่ยอมลืม...เธอ!
“แง้...”
เสียงร้องไห้จ้าของทารกน้อยทำให้เด็กชายวัยสามย่างสี่ขวบแอบชะเง้อหน้ามองเจ้าวัตถุที่กำลังผลิตเสียงแสบแก้วหูนั่นอย่างสนใจ ความเป็นลูกคนเดียวทำให้ไม่เคยเห็นหรือคลุกคลีกับเด็กทารกแรกเกิดที่ไหน สิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้าจึงทั้งน่าพิศวงและชวนให้อยากรู้อยากเห็น
“เข้ามาดูน้องใกล้ๆ สิจ๊ะตาจิม”
เด็กชายจิรายุ ปรีดากุล หรือจิม หันไปมองเจ้าของเสียงอบอุ่นที่เอ่ยพลางกวักมือเรียกตนเข้าไปหาเจ้าลำโพงตัวน้อยอย่างรักใคร่เอ็นดู
“ไปสิลูก กลัวอะไร น้องออกจะน่ารัก” เด็กชายหันไปมองหน้ามารดาที่เดินตามเขาเข้ามาแถมยังรุนหลัง ทำให้เขาจำต้องเดินไปที่เปลเด็กอ่อน
“นี่ไงจ๊ะ น้องดรีม น้องสาวคนใหม่ของลูก น่ารักไหม”
ทารกแรกเกิดตัวแดงแจ๋ผิวยับย่นยังไม่เข้าที่ทำให้เด็กชายมองนิ่งและประเมินในใจว่าเด็กตรงหน้าห่างไกลจากคำว่าน่ารักไปไกลมาก เขาไม่ชอบเสียงดัง แต่เด็กน้อยนี่กลับแหกปากเสียจนน่ากลัวว่าเส้นเสียงจะพังก่อนโตเหลือเกิน แต่พวงแก้มยุ้ยๆ กับดวงตาที่กลมใสแจ๋วนั่นก็ชวนให้น่าจับต้องไม่น้อยแฮะ
ราวกับได้ยินความในใจ จู่ๆ ทารกน้อยก็หยุดร้องไห้ พลางจ้องมองมาที่พี่ชายคนใหม่ตาแป๋ว ปากสีแดงอมชมพูน่ารัก โค้งขึ้นนิดๆ ราวกับทักทาย
“ต๊าย! ดูสิ พอตาจิมเข้ามา เจ้าตัวเล็กของเราก็หยุดร้องเลย แถมส่งยิ้มหวานให้เสียด้วย” มารดาของเด็กชายเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ไงจ๊ะ หนูดรีม ชอบพี่จิมของเราใช่ไหม หืม...”
คุณต้องตาผู้เป็นมารดาของเด็กทารกน้อยถึงกับส่ายหน้าในความมโนเป็นตุเป็นตะของเพื่อนรัก แต่ก็ไม่ได้ขัดคออะไร
“ดูสิต้องตา ดูลูกสาวเธอ ยิ้มรับเสียด้วย ถ้าชอบพี่เขา งั้นพอโตขึ้นป้าจะให้หนูเป็นเจ้าสาวของพี่จิมดีไหมลูก”
มือที่กำลังเอื้อมไปที่แก้มใสๆ มีอันหดชะงัก เงยหน้ามองมารดาที่เอาแต่ยิ้มแป้นอย่างงุนงง
“เจ้าสาว! เจ้าสาวคืออะไรครับ” ดวงตาที่ฉายรอยเฉลียวฉลาดจ้องหน้าบุพการีเขม็ง
“เจ้าสาวก็คือผู้หญิงที่ลูกจะแต่งงาน แล้วก็อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตน่ะสิลูก เหมือนพ่อกับแม่ แล้วก็น้าต้องตากับน้าภานุไงล่ะจ๊ะ”
คนฟังทำหน้าเบ้ พลางหันไปมองคนตาแป๋ว ที่ส่งยิ้มเล็กๆ ให้อย่างผูกมิตร
“เจ้าสาว” เด็กชายชี้ไปที่เปล “น้องคนนี้เหรอครับแม่”
“ใช่จ้ะ แม่จองน้องไว้ให้เป็นเจ้าสาวของลูกไง ดีไหม”
“ทับทิม!” แม่ของเด็กน้อยที่ถูกตีตราจองตั้งแต่อายุได้ไม่ถึงห้าวันร้องเรียก พลางส่ายหน้าไปมาด้วยรอยยิ้มอย่างขำขันมากกว่าโกรธจริงจัง “เจ้าสาวอะไรกันจ๊ะ ลูกๆ ของพวกเรายังเด็กอยู่เลย เธอนี่ก็พูดไปเรื่อย ดูสิ ตาจิมงงหมดแล้วนั่นน่ะ”
“ไม่รู้ล่ะ ลูกสาวเธอคนนี้ฉันจองแล้ว ไหนๆ ก็มีลูกสาวไม่ได้ ก็ขอมาเป็นลูกสะใภ้นี่แหละ เนอะลูกเนอะน้องดรีมคนสวยของป้า” คุณทับทิมพยักพเยิดกับทารกน้อยที่ตอนนี้หยุดร้องไปแล้ว ตาแป๋วแหววจ้องมองราวกับรู้ความ แถมส่งยิ้มรับอ้อแอ้
“จริงสิ ฉันเตรียมของมารับขวัญหลานด้วยนี่ไง ตาจิมเอาไปให้น้องสิลูก”
เด็กชายหันไปรับถุงสีแดงๆ เล็กๆ จากมือแม่มาเปิดดูอย่างอยากรู้ ก่อนที่จะหยิบกำไลทองคำวงเล็กๆ น่ารักน่าเอ็นดูออกมาจากถุง
“รอเดี๋ยวลูก อ่ะนี่เอานี่ให้น้องด้วย” คนพูดถอดแหวนจากนิ้วนางข้างซ้ายของตนออก
“เดี๋ยวทับทิม นั่นเธอจะทำอะไรน่ะ” คุณต้องตาเอะอะ เมื่อเห็นเพื่อนรักถอดแหวนวงที่รักออกจากนิ้วยัดใส่มือลูกชายตัวเอง
“ก็หมั้นลูกสาวเธอให้ตาจิมไงล่ะ รีบสวมให้น้องสิลูก ที่มือน่ะ”
เด็กชายมองหน้าคนนู้นคนนี้อย่างงุนงง ไม่เข้าใจ หากระหว่างที่กำลังลังเลว่าควรทำอย่างไรนั้นเอง
หมับ! ยังไม่ทันได้ทำตามคำสั่งของแม่ จู่ๆ นิ้วเล็กๆ ก็คว้าจับของในมือของเด็กชายหมับจนฝ่ายนั้นสะดุ้ง เกือบกระตุกมือหนีอย่างตกใจ แต่พอเห็นปากจิ้มลิ้มส่งรอยยิ้มน่ารักมาให้แทนการเบะร้องไห้จ้า ก็เลยปล่อยให้จับอยู่อย่างนั้น
ภาพนั้นทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนหันมายิ้มให้แก่กัน
“ต๊าย ดูสิเธอ ยัยหนูของเราตอบรับหมั้นพี่จิมแล้วแถมยิ้มหวานให้เสียด้วย ดูสิคะพ่อ” นอกจากจะไซโคเพื่อนรักแล้ว คุณทับทิมยังหันไปขอเสียงสนับสนุนจากสามีที่เดินตามหลังเข้ามาพร้อมกับบิดาของแม่หนูน้อยในเปล
“ว่าที่ลูกสะใภ้เรา น่าเอ็นดูเหลือเกิน”
“ไงเจ้านุ ลูกสะใภ้คนนี้ของฉัน นายจะเรียกสินสอดเท่าไหร่ดีว่ามาเลย พ่อทุ่มไม่อั้น” แทนที่จะปราม แต่ทว่าคุณจอมพล ปรีดากุล กลับเห็นดีเห็นงามกับเมียรัก
ในเมื่อสองครอบครัวต่างก็รู้จักสนิทสนมกันฉันท์เพื่อนรักเพื่อนสนิทกันมานาน เพราะคุณภานุ ปัญจรักษ์ เป็นเพื่อนกับคุณจอมพล ปรีดากุล มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ประถมด้วยกัน และทั้งคู่ยังมาพบรักกับรุ่นน้องสมัยมัธยมอย่างคุณต้องตาและคุณทับทิมซึ่งทั้งสองก็เป็นเพื่อนซี้กันอีก ทำให้สองครอบครัวยิ่งมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น
เมื่อแต่งงานกันสองครอบครัวก็ยังมาซื้อบ้านติดกันเป็นเรือนหอเพื่อไปมาหาสู่กันอีก จนกระทั่งทั้งสองบ้านมีลูก โดยบ้านปรีดากุลมีลูกชายชื่อ จิรายุ หรือ จิม ส่วนบ้านปัญจรักษ์ก็เพิ่งมีลูกสาวแรกคลอดคือ เด็กหญิงพาฝัน หรือ น้องดรีม สองบ้านวาดฝันที่จะเชื่อมความสัมพันธ์อีกขั้นจึงตกลงว่าหากเด็กทั้งสองโตขึ้นก็จะจับคู่ให้เหมือนในนิยายพาฝันที่พวกแม่ๆ ทั้งสองชื่นชอบ แต่ทว่า...
“ผมไม่เอา!”
ผู้ใหญ่ทั้งสี่ถึงกับชะงัก หันไปมองคนพูดเป็นตาเดียว
“ตาจิม เมื่อกี้ลูกว่าอะไรนะจ๊ะ” ผู้เป็นแม่ถาม
“ผมไม่เอาครับ ไม่เอาเจ้าสาว คนนี้! ไม่เอา!”
“แล้วกันเจ้าลูกคนนี้ ไม่เอาเจ้าสาวแล้วลูกจะเอาเจ้าบ่าวหรือไง หืม”
“เอ๊...คุณจอมนี่ไปพูดกับลูกแบบนั้นได้ยังไงคะ” คนเป็นภรรยาปราม ก่อนหันไปถามบุตรชายที่เพิ่งดึงนิ้วมือออกจากมือน้อยๆ สำเร็จ ส่วนสร้อยรับขวัญนั่นก็หล่นอยู่ข้างๆ เจ้าตัวเล็กในเปล
“ทำไมล่ะลูก ทำไมลูกถึงพูดแบบนั้น น้องดรีมน่ารักออก ดูสิ น้องท่าทางชอบลูกด้วยนะ จับมือลูกแน่นเชียว”
“ผมไม่ชอบ น้องไม่เห็นน่ารัก ตัวก็ย่นเหมือนหนอน แถมยังขี้แยด้วย น่ารำคาญจะตาย”
“ตายแล้วลูกชายฉัน ทำไมพูดจาน่าเกลียดแบบนี้ล่ะ” คุณทับทิมร้องลั่น พลางหันไปหามารดาของทารกน้อยที่เธอหมายตา
แต่คุณต้องตาดูเหมือนจะไม่ได้ถือสาหาความ ยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย ทำให้เธอโล่งอกที่เพื่อนรักไม่ถือโกรธปากคอลูกชายตัวดี
“ขอโทษแทนพ่อตัวดีของฉันด้วยนะต้องตา แต่เรื่องที่พูดมาน่ะฉันเอาจริงนะ”
“โธ่เอ๊ย มาขอโทษทำไมล่ะจ๊ะทับทิม ฉันไม่ถือสาตาจิมหรอก เธอนั่นแหละ อย่าไปบังคับลูกเลย ถ้าเขาเป็นเนื้อคู่กันหรือรักกันจริง ก็คงหนีกันไม่พ้น แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อย่าไปฝืนโชคชะตาหรือฝืนใจลูกเลยนะ” คนพูดหันไปที่เด็กชายที่เธอเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก และเอ็นดูเสมือนลูกชายอีกคน “จริงไหมตาจิม”
เด็กชายมองหน้าคุณน้าต้องตาด้วยแววตาเฉลียวฉลาด ก่อนพยักหน้าหงึกหงัก เขาชอบคุณน้าทั้งสอง แต่การจะให้อยู่กับเจ้าลูกหนอนขี้แยนี่ไปตลอดชีวิต มันคงไม่สนุกนัก
“นั่นสิคุณ เราอย่าเพิ่งใจร้อนเลยน่า เอาไว้ให้ลูกโตก่อนค่อยให้เขาตัดสินใจเองดีกว่านะ”
เด็กชายทำหน้าบูดบึ้ง มองเจ้าหนอนย่นในเปลที่เริ่มจะเบะปากเตรียมแผดเสียงออเคสตร้าอีกครั้งอย่างหมายมาด ตาแป๋วแหววมองพี่ชายด้วยความไร้เดียงสา
จ้างให้เขาก็ไม่มีวันเอาเด็กขี้แยนี่มาเป็นเจ้าสาวแน่นอน คอยดู!