กัญชพรเข้านอนแล้วแต่ยังไม่หลับ เมื่อได้ยินเสียงดังโครมครามที่ห้องโถงชั้นล่าง หล่อนตัดสินใจลงมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ภาพที่เห็นคือร่างสูงใหญ่ของเจ้าของบ้านนั่งอยู่แปะบนพื้น ข้างๆ หมู่เก้าอี้รับรองแขกกลางห้องโถง
เสียงที่หล่อนได้ยินน่าจะเป็นเสียงเก้าอี้ที่เคยตั้งเอาไว้ แต่บัดนี้นอนตะแคงเค้เก้
“พี่วรรษ” หล่อนอุทาน “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
ไม่มีเสียงตอบจากคนนั่งคอพับลำตัวเอนไปเอนมา
กัญชพรเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าชายหนุ่มไม่ได้เป็นอะไร นอกจากเมา
นับแต่ประสบเคราะห์ร้ายเรื่อยมา เริ่มจากสูญเสียภรรยาและบุตรที่ไม่โอกาสได้ลืมตาดูโลกนวินวรรษไม่เคยหันเข้าหาเหล้า จึงนับว่าแปลกที่วันนี้กลับมาในสภาพเมามายจนน่าสงสัยว่าขับรถกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยได้อย่างไร
“ฉลองอะไรมาคะ”
เหมือนว่าเสียงของหญิงสาวจะแทรกเข้าถึงประสาทการรับรู้ที่ถูกกดทับด้วยฤทธิ์น้ำเมา ดวงตาปิดสนิทพยายามลืมกว้างเท่าที่จะทำได้
“กัญเหรอ”
เสียงถามอย่างคนลิ้นไก่สั้น
“ค่ะ กัญเอง”
“พี่เมา...”
ดวงตาที่เคยคมกล้าฉ่ำแดงมีน้ำเยิ้มทำให้ดูสะลึมสะลือ
“เห็นอยู่เหมือนกัน”
หล่อนส่ายหน้ากับสภาพเสื้อผ้ายับยุ่ง เสื้อนอกพาดไว้หมิ่นเหม่บนเก้าอี้ข้างตัว
“แย่!”
“พี่เมา...”
คนเมาบอกซ้ำ
“รู้แล้วค่ะ มาเถอะ กัญจะพาไปส่งที่ห้อง”
ร่างบางอรชรนั่งลงข้างๆ คนเมา จับแขนยาวล่ำสันข้างหนึ่งขึ้นพาดไหล่
“ห้องไหน”
“ห้องนอนพี่วรรษน่ะสิคะ”
กัญชพรย่นจมูกเมื่อได้กลิ่นเหล้าหึ่ง
“ลุกค่ะพี่วรรษ ทำตัวถ่วงแบบนี้กัญฉุดขึ้นไม่ไหวนะ”
“ลุก...เหรอ ทำยังไง”
ศีรษะที่เจ้าตัวพยายามจะยกตั้งชันขึ้นหักพับลงมาข้างหน้าทำท่าจะหลับในท่านั่งอยู่อย่างนั้น
“ฮื้อ!” กัญชพรทำเสียงขัดใจ แต่ไม่ละความพยายามที่จะนำคนเมาไปส่งที่ห้อง “ตั้งสติหน่อย เอาล่ะ เกาะไหล่กัญไว้ นั่นแหละ ทีนี้ก็ใช้เท้ายันพื้นค่ะ กัญจะนับหนึ่งถึงสามแล้วพี่วรรษก็ยันตัวขึ้น หนึ่ง...สอง..ซ้าม!”
การพาคนเมาแทบครองสติไม่อยู่ขึ้นบันได เป็นไปอย่างทุลักทุเล แต่จะปล่อยให้นอนบนโซฟาข้างล่างคงไม่เหมาะที่จะให้บริวารในบ้านมาพบนายในสภาพที่ไม่น่าดู
ในที่สุดความพยายามของกัญชพรก็ประสบความสำเร็จ
หลังจากจัดร่างสูงให้นอนบนเตียงถอดถุงเท้ารองเท้าให้เรียบร้อย หล่อนก็ผละออกมายืนมองร่างไร้สติพร้อมกับส่ายหน้า
บนตัวคนเมายังมีเสื้อผ้าครบชุด ขาดก็แต่เสื้อนอก ที่คอมีเนคไทห้อยร่องแร่ง จึงดึงออกวางพาดไว้บนโต๊ะเล็กข้างเตียง จากนั้นหยิบรีโมทเปิดเครื่องปรับอากาศ
พอหันกลับไปมองมนเตียงหลังจากปรับอุณหภูมิภายในห้องเรียบร้อยก็พบว่าคนที่ไร้สติสมประดีเมื่อสักครู่ดึงทึ้งเสื้อตัวเองทั้งหลับตา ทำเสียงฮื้อฮ้าขัดใจที่ถอดเสื้อออกไม่ได้ กัญชพรเข้าไปช่วยก่อนกระดุมเสื้อจะขาดทั้งแถบ แต่คนร้อนจนเหงื่อชุ่มเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ดูเหมือจะไม่ทันใจ ปัดมือหล่อนออก แล้วกระชากเสื้อออกจากตัวเสียเอง
กัญชพรถอยออกมายืนมองตาโต เมื่อร่างสูงลุกยืนโงนเงนข้างเตียงลงมือปลดเข็มขัดกางเกง รูดซิป ก่อนรูดกางเกงลงไปกองที่ข้อเท้าทั้งชั้นนอกชั้นในคราเดียว
กัญชพรอุทานออกคำหนึ่งด้วยความตกใจ แต่ยังมีสติรีบหันหลังให้ก่อนจะทันเห็นชายเปลือยเต็มตา
มีเสียงหายใจหอบๆ ตามด้วยเสียงล้มตัวลงบนเตียง กัญชพรยังรออยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยหันไปมอง ยกมือข้างหนึ่งปิดตาไว้ครึ่งๆ สายตามองต่ำพบเท้าแข็งแรงวางยันพื้น กางเกงชั้นนอกชั้นในยังคล้องที่ปลายขา
กัญชพรไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าไปช่วยปลดออก
หล่อนยกเท้าทีละข้างดึงกางเกงที่เจ้าตัวถอดคาไว้ออก นำไปใส่ลงตะกร้าผ้าซักแล้วกลับมายกขายาวระพื้นขึ้นวางบนเตียง ตลอดเวลานี้กัญชพรจำกัดสายตาไม่ให้มองสูงเกินหน้าแข้ง กระทั่งหยิบผ้านวมโยนโปะลงบนร่างไร้สติทั้งหลับตาปี๋ แน่ใจว่าผืนผ้าช่วยปกปิดจุดสำคัญของชายหนุ่มแล้วนั่นแหละ จึงกล้ามองร่างนอนเหยียดยาวเต็มตาพร้อมกับผ่อนลมหายใจที่กลั้นเอาไว้ออกมา
หญิงสาวกำลังจะเดินออกเพื่อกลับห้องตัวเอง หลังจากยืนมองใบหน้าคมสันแดงก่ำตาทั้งคู่ปิดสนิทมองเห็นแผงขนตายาวงอนเป็นแผงทาบทับบริเวณโหนกแก้มด้วยสายตาอ่อนซึ้งอยู่หลายนาที เมื่อได้ยินเสียงร้องอู้อี้มาจากบนเตียง
หล่อนหันกลับ พบว่าร่างที่นอนนิ่งเมื่อสักครู่มีอาการทุทนทุรายของคนตกอยู่ในฝันร้าย
แขนล่ำสันที่หล่อนจับวางไว้บนผ้านวมชูขึ้นขวักไขว่ ปากพร่ำเพ้อฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจับใจความได้ในลักษณะปนมากับเสียงร่ำไห้
“แพม...แพมจ๋า อย่าไป! อย่าทิ้งผม อยู่กับผัวก่อน…แพม...แพม อย่าทิ้งผม กลับมา...”
เสียงคร่ำครวญปนสะอึกสะอื้นทำให้กัญชพรละล้าละลัง ไม่รู้ว่าจะทำประการใดดี ขณะเดียวกันหัวใจของหล่อนเหมือนถูกขยี้ด้วยมือที่มองไม่เห็น ต่อการแสดงออกถึงความอาลัยรักภรรยาที่ตายจากแม้ขณะไร้สติสัมปชัญญะ บ่งบอกความรักความอาลัยที่มีต่อภรรยายอดรัก ที่คงจะไม่มีวันจืดจางไปจากใจชายหนุ่ม
หล่อนสงสารเขา แต่ก็เศร้าใจตัวเองไปพร้อมกันที่ปล่อยใจรักคนที่จะไม่มีวันรักตอบ
“แพม...แพม! กลับมาก่อนโธ่...อย่าทิ้งผมไป แพม...แพมจ๋า ยอดรัก!”
มือไขว่คว้าหาหญิงผู้เป็นยอดดวงใจ น้ำตาที่ไม่เคยไหลรินให้ใครเห็นหยาดเป็นทางเมื่อรับรู้ถึงความสิ้นหวัง เสียงสะอื้นรุนแรงเหมือนจะดังออกมาจากอก ทั้งน่ากลัวและชวนสะเทือนใจ
กัญชพรรู้ว่าหล่อนควรรีบผละไป แต่ความรักความสงสารที่ได้เก็บงำไว้ในใจมาเนิ่นนานที่ตนรู้อยู่คนเดียว ทำให้หล่อนกลับคุกเข่าลงข้างๆ ร่างที่กำลังหอบโยนจากการสะอื้นไห้
หล่อนดึงแขนล่ำสันที่เจ้าตัวเพิ่งปล่อยตกลงปิดใบหน้าออก พูดปลอบเหมือนปลอบเด็ก
“พี่วรรษขา อย่าร้อง ถึงพี่แพมจะไม่อยู่ พี่วรรษก็ยังมีกัญนะคะ”
ไม่รู้ว่าได้ยินคำพูดปลอบโยนของหล่อนหรืออย่างไร แขนตกปิดหน้าจึงค่อยๆ เลื่อนออก เสียงสะอื้นแรงลึกซาลง เว้นระยะห่างออกไปเรื่อยๆ
“หลับเสียคนดีของกัญ”
มือบางยื่นไปปัดปอยผมบนหน้าผากกว้างให้พ้นดวงตาล้อมรอบขนตาดกดำยาวงอนจับกันเป็นกระจุกเพราะเปียกน้ำตา ที่เจ้าตัวหลั่งออกมาอย่างไม่รู้ตัวที่ลืมขึ้นในลักษณะครึ่งหลับครึ่งตื่น
กัญชพรขัดเขินเมื่อสบนัยน์ตาคมสีเข้มในระยะประชิด
“เอ่อ…พี่วรรษละเมอค่ะ”
ดวงตาที่ลืมกว้างดูลอยคว้างอยู่นิดๆ กัญชพรเอียงคอสบตาเขา
“พี่วรรษ…”
หล่อนลองเรียกดู และอิทธิพลเสียงของหล่อนก็ก่อปฏิกิริยาอย่างหนึ่งแก่ชายหนุ่ม
เขากระพริบตา จุดโฟกัสของนัยน์ตาที่ดูเลื่อนลอยเริ่มจับนิ่งที่ใบหน้าชะโงกอยู่เหนือใบหน้าของเขา
กัญชพรคิดว่าเขาคงเริ่มจะได้สติกลับคืนมาเป็นตัวของตัวเอง แต่แล้วก็รู้ว่าตนเข้าใจผิด เมื่อแขนแข็งแรงทั้งคู่ตวัดออกมาดึงเอาตัวหล่อนเข้าไปกอด กระซิบเสียงรัวแหบห้าว
“แพม! คุณกลับมาหาผม!”
นวินวรรษเมา แต่เขาไม่ได้เจ็บไข้ เรี่ยวแรงบวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ อีกทั้งอารมณ์รักใคร่ที่มีต่อภรรยาสาวที่จากไปแล้ว ก็เลยยิ่งกว่าแรงช้างศาล
กัญชรสล้มทับไปบนตัวเขาเพียงอึดใจก่อนถูกพลิกตัวลงร่างมีร่างใหญ่โตค่อมทับไว้แน่นหนาในพริบตาเดียว
“พี่วรรษ!”
กัญชพรเสียงหอบด้วยความตกใจ
“ปล่อยค่ะ! นี่กัญนะคะ กัญชพรค่ะ ไม่ใช่พี่แพม”
รู้สึกว่าเขาจะชะงักไปนิดหนึ่งคล้ายว่าชื่อของหล่อนกระทบโสตประสาทบางส่วนของเขา
“กัญหรือ?” เขาทวน หน้านิ่ว
“ค่ะ กัญ!”
หล่อนลงเสียงหนัก มองสบตาเข้มๆ ที่มองลงมาจากกรอบใบหน้าเหนือหน้าของหล่อน
กัญชพรคิดว่าสติสัมปชัญญะของนวินวรรษจะกลับมา และปล่อยหล่อน แต่กลับไม่ใช่
เขายังดูเหมือนคนละเมอ ครางออกมาด้วยถ้อยคำฟังไม่ถนัด กัญชพรอ้าปากเพื่อย้ำว่าหล่อนไม่ใช่ภรรยาที่ตายของเขาแต่ไม่มีโอกาส
ทันทีที่สิ้นเสียงฟังเป็นคราง ชายหนุ่มก็แนบใบหน้าลงมาปิดปากเผยอขึ้นของหล่อนด้วยริมฝีปากผะผ่าวของเขาในลักษณะจุมพิตหนักหน่วง
กัญชพรดิ้นอึกอักอยู่เพียงครู่เดียวก็ปล่อยตัวอ่อนระทวย ด้วยเหตุผลสองประการ
หนึ่ง...หล่อนรักเขา อะไรที่เป็นความต้องการของเขาแล้ว หล่อนไม่อยากขัด ต่อให้หมดลมหายใจในเดี๋ยวนั้น
สอง...เกิดมาหล่อนก็ยังไม่เคยถูกจูบถูกกอดและถูกสัมผัส ด้วยทั้งปากและมือพร้อมกันไปเช่นนี้จากเพศตรงข้าม นี่เป็นครั้งแรก
ที่สำคัญ ผู้ชายที่กำลังกอดจูบหล่อนอยู่นี้ ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นบุรุษเดียวที่หล่อนมอบใจให้นานมาแล้ว โดยไม่เคยแพร่งพรายให้ใครล่วงรู้แม้แต่เจ้าตัว ซึ่งไม่เคยมีทีท่าเป็นอื่นนอกเหนือจากเห็นหล่อนเป็นน้องที่เขาให้ความเอ็นดู คอยดูแลด้วยความอาทรฉันพี่ชายกับน้องสาว
กัญชพรอาจลืมตัว สมองคิดอะไรไม่ออก ได้แต่ปล่อยตัวไปกับจุมพิตวาบหวามและสัมผัสเล้าโลมช่ำชองแผดเผา แต่ก็ยังพอมีสติหลงเหลือที่จะสำเหนียกได้ว่านวินวรรษกำลังตกอยู่ในอารมณ์ปรารถนาพุ่งโพลง เพราะหล่อนสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่สัมผัสแนบชิด จนบริเวณที่ถูกสัมผัสนั้นร้อนลวกราวถูกไฟนาบ
หล่อนมีความรู้เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ในทางทฤษฎีที่เคยเรียนในชั่วโมงสุขศึกษาสอดแทรกเรื่องเพศขั้นต้นไว้น้อยนิด กับที่อ่านจากหนังสืออ่านเล่นบ้าง ก็เท่านั้น แต่หล่อนก็รู้จักที่จะมีอารมณ์ตอบสนองเยี่ยงปุถุชน ยามถูกแนบชิด ถูกกอด ถูกจูบ ถูกสัมผัส โดยผู้ชายที่หล่อนหลงรักเต็มหัวใจมาแต่เริ่มรุ่น
หล่อนไม่กลัว และไม่เกลียดในสิ่งที่กำลังถูกปฏิบัติ มีก็แต่ความรู้สึกว่าร่างกายกำลังเกิดปฏิกิริยาอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์สมหวังของสาวน้อยที่ไม่เดียงสา เกิดขึ้นแรงจนลืมนึกถึงสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร
หล่อนไม่ได้พยายามขัดขวางเลยด้วยซ้ำเมื่อถูกทึ้งเสื้อคลุม ตามด้วยชุดนอนถูกกระตุกออกพ้นร่าง
นอกจากจะไม่ขัดขวางยังให้ความร่วมมืออย่างดี เมื่อร่างแกร่งไปด้วยมัดกล้ามชวนวาบหวามขยับเสียดสี
แต่ในนาทีที่ชายหนุ่มแทรกตัวเข้ามาระหว่างขา และแนบตัวลงมาชิดในลักษณะเดินหน้าเต็มที่อย่างไม่คิดจะรีรอ หรือประวิงเวลาแห่งความสุขออกไปอีก ความรู้สึกวาบหวาม หฤหรรษ์พลันวับหายกลายเป็นตกใจจากเจ็บแปลบ
หล่อนนอนตัวแข็ง กัดฟันแน่น เพื่อที่จะไม่ร้องออกมา
จากหนังสือที่เคยอ่าน ทำให้พอจะรู้ว่าครั้งแรกของผู้หญิงนั้นต้องมีเจ็บบ้าง นึกไม่ถึงเท่านั้นว่าจะรู้สึกเหมือนว่าส่วนลี้ลับในกายสาวแยกเป็นเสี่ยงๆ
ทั้งนี้ก็เพราะวินวรรษไม่ได้พยายามเลย ที่จะให้ค่อยเป็นค่อยไป
กัญชพรคงจะยังไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่คิดจะทะนุถนอม เห็นใจบ้างเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่หล่อนถูกผู้ชายล่วงล้ำ กระทั่งนวินวรรษเดินหน้าจนสุดทุกเสี้ยวส่วนสำคัญ แล้วขยับเขยื้อนอย่างไม่คิดจะรอให้หล่อนได้มีเวลาปรับตัวปรับใจรับในสิ่งที่เขาเบียดอัดยัดเยียดลงมาอย่างกระแทกกระทั้น พร้อมกับส่งเสียงครวญครางไปพร้อมกัน ด้วยแรงอารมณ์ที่จวนจะถึงจุดหมายปลายทางสำหรับเขา
“แพม…ยอดรัก! ยอดรัก!”
ความเจ็บแปลบจากการถูกรุกรานรุนแรงเข้าขีดป่าเถื่อน ยังเจ็บปวดน้อยกว่าเมื่อเสียงกระเส่าเร่าร้อนคร่ำครวญหาผู้หญิงที่ไม่ใช่ตน จึงได้แต่นอนแข็งทื่อ น้ำตาไหลพราก เมื่อถูกกระแทกกระทั้นแรงเร็วขึ้นๆ เป็นลำดับ ซึ่งยิ่งทำให้รู้สึกว่าเนื้อตัวกำลังจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ยังไม่ยอมส่งเสียงร้อง
ปลายลิ้นรับรู้รสโลหิตซึมจากริมฝีปากที่ถูกไรฟันบนขบลงมาอย่างแรงในนาทีที่ชายหนุ่มกระแทกลงมาสุดกำลังในท่วงทำนองสุดท้าย
เขาหลับไปอีกทั้งที่ยังหอบหายใจแรง และยังทาบทับร่างใหญ่โตบนร่างบาง
กัญชพรพยายามพลิกร่างหนาหนักทำเอาแทบจะหายใจไม่ออก ให้พ้นตัว
หล่อนจับเขาลงนอนเหยียดยาวได้สำเร็จ แล้วจึงค่อยดึงตัวเองขึ้นนั่ง
ของเหลวอย่างหนึ่งไหลซึมออกมาเปรอะระหว่างขา เมื่อก้มลงมอง เห็นเมือกขาวขุ่นปนๆ อยู่กับโลหิตสีแดงเข้ม
ความรู้สึกอับอายอดสู เจ็บร้าว ถาโถมลงมาที่กลางใจเหมือนมีใครตอกเหล็กแหลมลงมาไม่ออมแรง
รีบมองหาชุดนอนของตัวเอง นำมาใช้เช็ดเนื้อตัวส่วนนั้น และที่เปรอะอยู่บนที่นอนเพราะแม้จะบอบช้ำไปทั้งร่างกายและจิตใจ ก็ยังพอมีสติคิดที่จะไม่ให้คนในบ้านที่มีหน้าที่ปัดกวาดซักรีดมาพบผ้าปูที่นอนเป็นคราบชวนให้สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นบนเตียงเจ้านายที่นอนตามลำพัง ก่อนออกจากห้องโดยอาศัยเสื้อคลุมที่สวมทับชุดนอนมา
ขณะเดินกลับห้องตัวเองที่อยู่คนละปีกตึกในสภาพกะปลกกะเปลี้ย รู้สึกเจ็บแปลบบริเวณที่ถูกความแข็งแกร่งของบุรุษเพศล่วงล้ำในทุกจังหวะการก้าวเดิน
กลับเข้าห้อง ก็ตรงเข้าห้องน้ำอาบน้ำชำระร่างกาย ซักชุดนอนเปื้อนคราบคาวใคร่เป็นที่เรียบร้อย จึงล้มตัวนอนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คิดไกลถึงอนาคตของตัวเองในภายภาคหน้าอยู่จนนาน จึงม่อยหลับด้วยความอ่อนเพลียทั้งกายใจ
กัญชพรสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตู มองนาฬิกาบนหัวเตียงพบว่าเป็นเวลาสิบโมงเศษๆ หล่อนยังไม่อยากจะลุกจากที่นอนเพราะยังรู้สึกอ่อนเปลี้ยและปวดเมื่อยไปทั้งตัว
“เข้ามาเถอะ ประตูไม่ได้ล็อค”
บอกไปเช่นนั้นเพราะคิดว่าเป็นคนในบ้าน ที่คงจะเป็นห่วงเพราะหล่อนไม่เคยตื่นสายเลยขึ้นมาดู แต่ทันทีที่ประตูเปิดออกให้เห็นคนมาเคาะปลุกก็แทบผวาขึ้นทั้งตัว
“พี่ขอเข้าไปได้มั้ย”
เสียงถามฟังกระดากแกมกริ่งเกรง
หล่อนพยักหน้า เพราะลำคอเริ่มตีบจนพูดไม่ออก
ร่างสูงเดินเข้ามาในห้อง นั่งลงบนขอบเตียง
“กัญ”
เขาเรียกแล้วก็เงียบ หล่อนสบตาเข้มคมแวบเดียวเท่านั้น แต่รู้สึกได้ในท่าทีอึดอัดบอกความไม่มั่นใจของชายหนุ่ม ที่หล่อนคุ้นเคยแต่น้อยคุ้มใหญ่
“พี่ไม่รู้จะพูดหรือแก้ตัวยังไง แต่ก็อยากจะ…เอ่อ…พี่คงพูดอย่างอื่นไม่ได้นอกจากขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น”
เขายิ้มเหมือนหยัน เมื่อเห็นสีหน้าและสบตาเบิกกว้างขึ้นของหล่อน
“พี่เสียใจ ละอายแก่ใจจนบอกไม่ถูก”
“เอ่อ...” หล่อนมองเขาอย่างไม่แน่ใจนัก
“พี่รู้” เขาพูด กังวานเสียงขมขื่นและเศร้าสร้อย “กัญไม่คิดว่าพี่จะจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
หล่อนเห็นเขายกมือเสยผมที่หวีไว้เรียบร้อย เหมือนจะเริ่มหงุดหงิด
“พี่ตื่นขึ้นมาก็ปวดหัวแทบแตก ตอนแรกก็...คิดว่าตัวเองฝันไป แม้จะฝันแปลกๆ อยู่บ้าง ต้องเสียเวลาอยู่พักใหญ่ถึงได้มั่นใจว่าสิ่งที่พี่คิดว่าฝันนั้นเกิดขึ้นจริงๆ”
เขากล่าวต่อเสียงทุ้มต่ำ
“ผู้หญิงที่อยู่กับพี่เมื่อคืนมีตัวตนไม่ใช่แค่ภาพมายา และเมื่อ...ไม่ใช่แพม ผู้หญิงคนนั้นก็ต้องเป็นกัญเพราะบนตึกนี้มีแค่กัญกับพี่”
กัญชพรหลบสายตาเข้มคม หล่อนไม่สามารถทนเห็นแววเจ็บปวด เสียใจ ละอายใจของเขาได้
“พี่เสียใจ...เสียใจจริงๆ ที่เกิดเหตุการณ์บ้าๆ นี้ขึ้นระหว่างเรา”
เสียงบอกความสำนึกผิดของเขา ทำให้กัญชพรแทบจะทนไม่ได้ มือใต้แพรเพลาะกำแน่นเข้าหากัน
“พี่รู้ว่ากัญคงเจ็บปวดแทบขาดใจ ถึงพี่จะจำอะไรไม่ได้แต่ก็จำได้ว่าไม่ได้เอ่อ...บันยะบันยังเลย”
หล่อนหน้าแดง อยากบอกให้เขาหยุดพูด แต่เปิดปากไม่ขึ้น จะเถียงว่าหล่อนไม่ได้เจ็บปวดมากมายก็ไม่ได้ เพราะถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกระบมตรงจุดที่ถูกเขารุกราน
“พี่คงรุนแรง กักขฬะ...”
“พอเถอะค่ะ พี่วรรษ” หล่อนหาเสียงตัวเองเจอ บอกเขาเสียงเบาด้วยความอับอายขายหน้า “อย่าพูดต่ออีกเลย ถ้าจะ...กรุณาขอให้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปเถอะ”
“ไม่นะกัญ”
ทั้งน้ำเสียงสีหน้าเขา บอกว่าไม่เห็นด้วย
“เราต้องพูดกันให้รู้เรื่อง แต่ก่อนอื่นเลยพี่จะบอกให้กัญสบายใจ...พี่จะรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น”
แทนที่จะพอใจกับคำรับรองราวจะให้สัญญาของเขา ในใจหล่อนกลับมีแต่ความขมขื่น
“พี่ต้องรับผิดชอบ”
เขาย้ำ ด้วยกังวานเสียงหนักแน่น
“ไม่ค่ะ ไม่ต้อง พี่วรรษไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น”
หล่อนบอกเสียงเรียบ มือกำแล้วคลายอยู่ใต้แพรเพลาะ
“จะไม่ต้องได้ยังไง กัญไม่ใช่ผู้หญิงข้างถนน พี่จะได้...ปล่อยผ่านเลยไปง่ายๆ พี่ไม่ได้มีสันดานชอบปลุกปล้ำสาวบริสุทธิ์เป็นงานอดิเรกหรอกนะจะได้ไม่รู้สึกอะไรเลย!”
“พี่วรรษไม่รู้ตัวนี่คะว่า เอ่อ…ทำอะไรลงไป หรือถึงจะพอรู้ พี่วรรษก็คิดว่ากัญเป็น...พี่แพม”
หล่อนเล็งเห็นเงาหม่นผ่านวูบไปบนใบหน้าสะอาดคมสัน เมื่อได้ยินชื่อภรรยา
“ก็จริง”
เขายอมรับในที่สุด
“พี่คิดว่ากัญเป็นแพม ถ้าพอมีสติรู้ว่าเป็นกัญ เป็นเด็กในปกครองของพี่ เป็นหลานสาวคนที่พี่รักเคารพ พี่ก็คงไม่…”
ถ้าเพียงแต่จะมีสติรับรู้เขาจะไม่มีวันยุ่งเกี่ยวกับหล่อน ซึ่งในสายตาของเขาเห็นเป็นแค่เด็กสาวไม่ประสา...นั่นคือสิ่งที่สิ่งที่เขาเกือบจะพูดออกมา ทำไมหล่อนจะไม่รู้
“ยังไงก็ตามเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วพี่ก็ต้องรับผิดชอบ แต่พี่ขอเวลาเคลียร์เรื่องหมั้นอยู่กับบุสสดีให้เรียบร้อยก่อน การบอกเลิกทั้งที่ผู้หญิงไม่มีความผิดพี่ก็ออกจะละอายใจอยู่ เห็นจะต้องค่อยๆ พูด ค่อยๆ จา อาจเสียเวลาสักพัก”
หน้าคมสันเต็มไปด้วยความหมกมุ่นกังวล ที่หล่อนสัมผัสได้
ทิฐิและอีกหลายๆ อารมณ์เกือบจะทำให้โพล่งออกไปว่า ไม่ต้องมารับผิดชอบ หล่อนไม่ต้องการความรับผิดชอบที่ปราศจากความรู้สึกจากหัวใจเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่พูดไม่ออก ได้แต่มองตาเข้มๆ ไม่กระพริบ
“พี่จะไม่ขออะไร”
นวินวรรษเมินหน้าหนีจากลมโตมองเขาไม่กระพริบ เมื่อพูดต่อโดยไม่มองหน้าบอบบาง เสียงของเขาออกจะห้าว
“เพราะไม่เคยต้องการอะไรจากกัญ นอกจาก…ให้กัญอภัยในสิ่งที่พี่ทำลงไป”
เขาหันกลับมา
“ได้มั้ย?”
กัญชพรเบี่ยงศีรษะหนีมือที่ยื่นมา
นัยน์ตาคมวาบแสง แต่ก็หดมือกลับทันที เสียงพูดกระด้างขึ้น
“ไม่ว่ากัญจะรังเกียจหรือขยะแขยงพี่แค่ไหนแต่จำเอาไว้ด้วยว่ายังไงเราก็ต้องแต่งงานกัน พี่จะไม่ยอมเป็นไอ้ผู้ชายสารเลวปล้นพรหมจรรย์สาวบริสุทธิ์ หลานผู้ใหญ่ที่พี่ให้ความเคารพนับถือเป็นเด็ดขาด!”
นวินวรรษจบคำพูดฟังเหมือนขู่ ด้วยการลุกเดินตัวตรงออกจากห้อง แต่ยังอุตส่าห์หันกลับมากระชากประตูปิดตามหลังดังปัง