“เฉียววาน พ่อแม่พาฉันกลับมาแล้ว แกคิดว่าบ้านหลังนี้ยังจะมีพื้นที่สำหรับแกอีกงั้นเหรอ จะบอกแกให้นะว่าไม่มีที่ว่างสำหรับกับแกอีกต่อไปแล้ว!”
บริเวณริมสระน้ำ เฉียวเฉี่ยนยกมุมปากยิ้มอย่างชั่วร้าย พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ หลังจากที่พูดจบ เธอก็ล้มหงายหลังไปทันที
“ตู้ม!”
น้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว เฉียวเฉี่ยนร่วงตกลงไปในสระน้ำ ตะเกียกตะกายอย่างทุลักทุเลทันที
“ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย!” เธอร้องไห้เสียงดัง ราวกับจะจมน้ำตายได้ตลอดเวลา
ริมสระน้ำ เฉียววานยืนอยู่อย่างเงียบสงบ มองเธอผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในน้ำอย่างเย็นชา แววตาไร้ซึ่งความรู้สึก
วันนนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาที่ตระกูลเฉียวจัดให้กับเฉียวเฉี่ยนผู้เป็นลูกสาวแท้ ๆ
เมื่อสิบแปดปีก่อน เฉียวเฉี่ยนถูกคนลักพาตัวไป สามีภรรยาตระกูลเฉียวตามหาเธอมาตลอดหลายปีแต่ไม่เจอเบาะแสร่องรอยอะไรทั้งนั้น สุดท้ายก็รับเลี้ยงเฉียววานมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
แต่ใครจะไปคิดว่าเฉียวเฉี่ยนกลับถูกพาตัวกลับมาหลังจากที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ส่วนเฉียววานก็กลายเป็นส่วนเกินภายในชั่วข้ามคืน
“เฉี่ยนเฉี่ยน!”
เสียงกรีดร้องของแม่เฉียวดังออกมาจากในวิลล่า วินาทีต่อมา เธอกับพ่อเฉียวก็พุ่งออกมาด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
แม่เฉียวเห็นเฉียวเฉี่ยนที่อยู่ในสระน้ำ ก่อนจะหันไปหาเฉียววานที่ยืนอยู่ริมฝั่ง ความโกรธเกลียดเคียดแค้นผุดขึ้นมาในแววตา “เฉียววาน! นังเนรคุณ! ทำไมถึงต้องผลักน้องสาวของแกลงน้ำด้วย !”
พ่อเฉียวไม่พูดพร่ำทำเพลงกระโดดลงไปช่วยเธอในสระน้ำทันที ส่วนแม่เฉียวก็ชี้หน้าด่าเฉียววานด้วยความโมโหเกรี้ยวกราด “ไสหัวออกไปซะ! บ้านหลังนี้ไม่ต้อนรับแก!”
“หนูไม่ได้ผลักเธอนะคะ” สีหน้าของเฉียววานเย็นชา น้ำเสียงสงบนิ่งจนแทบจะเฉยชา “เธอกระโดดลงไปเองต่างหากล่ะ”
“พูดจาไร้สาระ!” แม่เฉียวโกรธจนสั่นไปทั้งตัว “เฉี่ยนเฉี่ยนจะทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน พวกเรารับเลี้ยงแกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่แกกลับตอบแทนพวกเราแบบนี้เนี่ยน่ะเหรอ !”
ในเวลานี้ เฉียวเฉี่ยนก็ถูกพ่อเฉียวช่วยขึ้นมาแล้ว
เธอเปียกโชกไปทั่วทั้งตัว ซบพิงอยู่ในอ้อมกอดของพ่อเฉียวด้วยตัวสั่นเทา เบ้าตาแดง น้ำเสียงอ่อนแอ “พ่อ แม่ อย่าไปโทษพี่เลย... มันเป็นความผิดของหนูเอง หนูนั้นไม่ควรกลับมา...”
ท่าทางแบบนั้นมันราวกับดอกไม้ที่สั่นไหวอยู่ท่ามกลางสายลมหนาว
“เฉี่ยนเฉี่ยน ลูกจิตใจดีเกินไปแล้ว!” แม่เฉียวกอดเธอด้วยความรู้สึกเอ็นดู ก่อนจะหันกลับไปพูดกับเฉียววานด้วยเสียงเกรี้ยวกราด “เก็บข้าวของของแก แล้วไสหัวออกไปจากตระกูลเฉียวซะ!”
พ่อเฉียวรู้สึกลังเลอยู่นิดหน่อย ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่กดต่ำ “แต่ว่าตอนที่พวกเรารับเฉียววานมาเลี้ยง ได้สัญญากับผู้อำนวยการเอาไว้ว่าจะดูแลเลี้ยงดูเธอเป็นอย่างดีนะ เรื่องนี้มันอาจจะเป็นความเข้าใจผิดอะไรก็ได้...”
“เข้าใจผิดอะไรกัน !” แม่เฉียวขัดจังหวะด้วยเสียงโกรธเกรี้ยว “ตอนนี้คนที่ร่วงตกลงไปในสระน้ำคือลูกสาวแท้ ๆ ของคุณนะ! ถ้าไม่ใช่เพราะเฉียววานผลักเธอ เธอจะกระโดดลงไปเองหรือไงกัน? !”
พ่อเฉียวอ้าปากค้าง สุดท้ายก็ก้มหัวลงอย่างเงียบสงบ “... ก็ได้ ส่งเธอกลับไปก็แล้วกัน”
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วโทรออกไปหาหมายเลขของผู้อำนวยการเหวิน
ตอนที่รับเลี้ยงเฉียววานในตอนแรก ก็เป็นเพราะว่ารัฐบาลช่วยเงินอุดหนุนจำนวนหนึ่งล้านห้าแสน มันสามารถนำมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของตระกูลเฉียวได้พอดี
ตอนนี้ลูกสาวแท้ ๆ กลับมาแล้ว เฉียววานก็กลายเป็นส่วนเกินไปทันที
ดังนั้นการที่เฉียววานจากไปมันก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้
เฉียววานยืนอยู่ด้านข้าง จ้องมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยสายตาเฉยชา
เธอรูปร่าสูงเพรียว ผิวขาวผ่องราวกับหิมะ ใบหน้าที่เล็กเท่าฝ่ามืองดงามจนแทบจะเรียกได้ว่าสวยสง่าแบบเย็นยะเยือก
แต่ในดวงตาสีดำขลับคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความโกรธแค้น ไร้ซึ่งความน้อยใจ มีเพียงแค่ความเงียบสงัดเท่านั้น
หลังจากที่พ่อเฉียววางสายลง ก็ถูมือด้วยความรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย “เฉียววาน อีกเดี๋ยวผู้อำนวยการเหวินก็จะมารับลูกแล้ว... สิ่งของที่ซื้อให้กับลูกก่อนหน้านี้ ลูกเอามันไปได้เลย นอกจากนี้ ลูกก็รับเงินห้าพันนี้เอาไว้เถอะนะ...”
“หนูไม่ต้องการ” เฉียววานขัดจังหวะอย่างเรียบเฉย
เฉียวเฉี่ยนหลบซ่อนอยู่ในอ้อมกอดของแม่เฉียว แววตาสะใจ แต่ใบหน้ากลับน่าสงสาร “พี่ พี่ยังโกรธที่ฉันกลับมาอยู่ใช่ไหม? ฉันเพียงแค่อยากจะกลับมาแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่เท่านั้น...”
“เด็กโง่ คนที่ต้องพูดขอโทษ คือเฉียววานต่างหากล่ะ เธอเป็นฝ่ายมาแย่งชิงที่อยู่อาศัยของคนอื่นเอง” แม่เฉียวพูดขึ้นด้วยความเอ็นดู
“อย่ามาเรียกฉันว่าพี่ ฉันไม่ใช่พี่ของเธอ” เฉียววานกวาดสายตามองพวกเธออย่างเย็นชา “พวกคุณต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าฉันไม่ได้ผลักเธอ”
สามีภรรยาของตระกูลเฉียวถูกพูดแทงใจดำ ใบหน้าแข็งชะงัก แต่ว่าเฉียวเฉี่ยนเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง พวกเขารู้ดีว่าเลือดมันย่อมข้นกว่าน้ำ
“เฉียววาน ตอนนี้เรื่องมันจบสิ้นลงแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะสืบสาวราวเรื่องอะไรอีกต่อไป” พ่อเฉียวพูดพลางหน้านิ่วคิ้วขมวด
แม่เฉียวเองก็โกรธแล้วเหมือนกัน กำลังจะระเบิดโมโหออกมา จู่ ๆ ข้างนอกบ้านก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเสียก่อน
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเข้ามา ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นอย่างสุภาพนอบน้อม “คุณเฉียว ฉันมารับตัวเฉียววานกลับไป”
เฉียวยวนหมินอึ้งตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็พยักหน้า “เฉียววาน ไปด้วยกันกับผู้อำนวยการเหวินเถอะ”
ผู้อำนวยการเหวินรีบเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมองไปหาเฉียววานด้วยสายตาอ่อนโยน “เด็กดี ฉันมารับเธอแล้วนะ ไม่เป็นไรนะ นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ ฉันจะช่วยหาครอบครัวที่ดีกว่าให้กับเธอเอง”
เธอจับมือของเฉียววานเบา ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน “ตอนที่เธอกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าครั้งล่าสุด ในตอนนั้นเธอเคยเจอกับป้าหลู่ว่านชิง ยังจำได้ไหม หลู่ว่านชิงชอบเธอมาก หลังจากที่รู้สถานการณ์ของเธอแล้ว ก็เต็มใจที่จะรับเลี้ยงเธอทันที”
แววตาของเฉียววานสั่นเล็กน้อย
หลู่ว่านชิง... ผู้หญิงที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนคนนั้นน่ะเหรอ
ผู้อำนวยการเหวินยิ้มเล็กน้อย “พวกเขาอยู่ระหว่างทางแล้ว ถ้าเธอเต็มใจ นับจากนี้ไปที่นั่นก็คือบ้านของเธอ”
หลังจากที่หยุดลงเล็กน้อย ก็พูดขึ้นต่อ “ฉันรู้สึกว่าครอบครัวนี้เหมาะสมกับเธอมากกว่า”
เบื้องบนให้โอกาสกับเธอแค่สี่ครั้งเท่านั้น นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ถ้ายังไม่สามารถจัดการกับเด็กคนนี้ให้เรียบร้อยอีกล่ะก็ ...
เฉียววานเงียบไปสักพัก ก่อนจะพยักหน้า “ได้ค่ะ”
ผู้อำนวยการเหวินได้ยินแบบนี้ ก็ยิ้มด้วยความโล่งใจ
ข้างนอกลานบ้าน พ่อแม่ลูกของตระกูลเฉียวก็เดินตามออกมาเช่นกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงที่แสนจอมปลอม แต่ในแววตากลับมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
พวกเขาอยากจะดูว่า ครอบครัวที่รับเลี้ยงเฉียววานจะเป็นครอบครัวแบบไหน
น่าจะเป็นครอบครัวที่ลำบากยากเข็ญ รับเฉียววานไปเลี้ยงเพื่อช่วยงานของครอบครัวเหมือนกันสินะ!
แต่ว่า ตอนที่พวกเขาหันสายตามองออกไปข้างนอกประตู กลับอึ้งตะลึงไปทันที
รถเช่าสีขาวที่สภาพเก่าคร่ำครึคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน มีผู้ชายที่รูปร่างสูงชะลูดคนหนึ่งยืนอยู่ด้านข้าง
ผู้ชายผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อเชิ้ตผ้าไหมราคาแพงเปื้อนคราบฝุ่นเล็กน้อย แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นแบบนี้ ออร่าน่าเกรงขามที่อยู่รอบตัวของเขายังคงไม่อาจมองข้ามได้
แววตาของเฉียววานขยับเขยื้อนเล็กน้อย
เสื้อผ้าพวกนี้เป็นงานโอตกูตูร์แฮนด์เมดจากอิตาลี แค่ตัวเดียวก็เทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายระยะเวลาครึ่งปีของตระกูลเฉียวแล้ว
เธอหันสายตากลับมาอย่างเงียบ ๆ แต่ภายในใจกลับประเมินเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ผู้ชายคนนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
ในเวลานี้เอง สายตาของฮั่วเฉินก็กวาดไปมองเฉียววานอย่างเรียบเฉย ความแปลกประหลาดแวบผ่านเข้ามาในแววตา
เดิมทีเขาคิดว่าจะได้เจอกับผู้หญิงที่ขี้ขลาดขี้กลัว แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กผู้หญิงตรงหน้าจะหลังยืดตรง สีหน้าเย็นชา ถึงแม้ว่าจะยืนอยู่ท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ ก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด
......ช่างน่าสนใจ
ฮั่วเฉิน ผู้นำของฮั่วซื่อที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงธุรกิจ มีอำนาจอิทธิพลคับฟ้า แม้แต่ตระกูลเฉียวก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะแหงนมองเขาเลยด้วยซ้ำ
เขากับหลู่ว่านชิงผู้เป็นภรรยารักใคร่กลมเกลียวกัน มีลูกสองคน แต่หลู่ว่านชิงต้องการลูกสาวมาโดยตลอด
เมื่อครึ่งปีก่อน เธอรู้สึกถูกชะตากับเฉียววานที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่ว่าในตอนนั้นเฉียววานมีพ่อแม่บุญธรรมแล้ว เธอยังคงอาลัยอาวรณ์มาจนถึงตอนนี้
วันนี้ได้รับสายจากผู้อำนวยการเหวิน หลู่ว่านชิงก็ตื่นเต้นดีใจจนแทบน้ำตาไหล รีบบอกให้ฮั่วเฉินมารับเธอด้วยตัวเองทันที
ดังนั้น เจ้าพ่อแห่งโลกธุรกิจที่มีมูลค่าทรัพย์สินแสนล้านผู้นี้ จึงทิ้งโครงการมูลค่าหมื่นล้าน รีบมุ่งหน้าตรงมาที่นี่ทันที แต่ระหว่างทางกลับประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เล็กน้อย รถพัง โชคดีที่คนไม่เป็นอะไร
กลัวว่าจะเสียเวลา ก็เลยเรียกรถเช่า มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าประตูของตระกูลเฉียวด้วยความรวดเร็ว
ตอนนี้ถึงได้เกิดฉากที่แสนดราม่าขึ้นที่นี่
คนตระกูลเฉียวมองการแต่งกายที่ “ยากจนขัดสน” ของฮั่วเฉินและรถเช่าคันนั้นของเขา ความดูถูกดูแคลนแทบจะเอ่อล้นออกมาจากในแววตา
เป็นตามที่คาดเอาไว้ ครอบครัวที่มารับเลี้ยงเฉียววานต้องยากแค้นแสนเข็ญแน่นอน!
พวกเขาต่างก็คาดเดาได้แล้วว่าครอบครัวที่มารับเลี้ยงเฉียววานไม่ได้ดีเลิศเลออะไรแน่นอน แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะย่ำแย่ถึงขนาดนี้
ใส่เสื้อผ้าซ่อมซ่อ แถมตอนมารับคนก็ยังใช้รถเช่าอีก
เห้อ! ชีวิตต่อจากนี้ของเฉียววานจะต้องลำบากยากเข็ญอย่างแน่นอน
เฉียวเฉี่ยนเห็นภาพตรงหน้านี้ มุมปากก็ยกขึ้นมาเล็กน้อย
ตัวเองเป็นลูกสาวของตระกูลเฉียว มีพ่อมีแม่ที่คอยรักและเอ็นดู
ส่วนเฉียววาน เธอสมควรที่จะกลับคืนสู่โคลนตม สมควรที่จะลงไปต่อสู้ดิ้นรนในสังคมระดับรากหญ้ากับครอบครัวที่รับเลี้ยงเธอ
ผู้อำนวยการเหวินเองก็อึ้งตะลึงอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่หรอกมั้ง จากความเข้าใจของเธอ ครอบครัวสามีของหลู่ว่านชิงมีอำนาจอิทธิพลอย่างมาก ทุกครั้งที่เจอกับหลู่ว่านชิงจะใช้เงินมือเติบอยู่เสมอ
จะต้องมีความเข้าใจผิดอะไรอย่างแน่นอน
ผู้อำนวยการเหวินพาเฉียววานเดินตรงเข้ามา ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นอย่างเคารพนอบน้อม “คุณฮั่ว ใช่ไหมคะ คนคนนั้นก็คือเฉียววานค่ะ”
ฮั่วเฉินเห็นเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าดูใสซื่อบริสุทธิ์ ว่านอนสอนง่าย ทำให้คนเกิดความรู้สึกอยากจะเข้าใกล้
ในที่สุดฮั่วเฉินก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมหลังจากที่ภรรยาของตัวเองเจอกับเด็กผู้หญิงคนนี้แล้วถึงได้อาลัยอาวรณ์ตลอดเวลาขนาดนั้น ที่แท้ความดึงดูดระหว่างคนกับคนสองคนนั้นก็มีความสำคัญเหมือนกัน
เห็นได้ชัดว่าแรงดูดดึงระหว่างพวกเขากับเด็กผู้หญิงคนนี้มันเหมาะสมกันมาก
ฮั่วเฉินพยักหน้า “อืม ผมรู้แล้ว ภรรยาของผมบอกกับผมแล้ว”
ผู้อำนวยการเหวินถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก จากนั้นก็ตบไหล่ของเฉียววานเบา ๆ “วานวาน ท่านนี้คือคุณผู้ชายฮั่วเฉิน เป็นสามีของคุณป้าลู่”
เฉียววานพยักหน้า เห็นฮั่วเฉินใบหน้าหล่อเหลา กิริยาท่าทางสง่างาม ถึงแม้ว่าจะดูเข้มงวดจริงจังนิดหน่อย แต่ก็ให้ความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมที่ยากจะอธิบาย
เธอรู้สึกว่ามันดีมาก
แต่มีบางคนที่ไม่รู้สึกแบบนี้
มุมปากของเฉียวเฉี่ยนยกขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไร้เดียงสา “พี่ คุณอาคนนี้ขับรถเช่ามาเหรอ จะยืมรถพ่อของฉันสักคันไปส่งพวกคุณไหม?”
เธอกระพริบตา น้ำเสียงหวานหยด แต่ความเยาะเย้ยในแววตาไม่อาจเก็บซ่อนเอาไว้ได้
เฉียววานขี้เกียจแม้กระทั่งจะชายตามองเธอ “ไม่ต้อง รถเช่านั้นก็ดีมากเหมือนกัน”
เฉียวหยวนหมินแสร้งทำเป็นทอดถอนใจ “เฉียววาน ไปอยู่บ้านใหม่แล้วต้องปฏิบัติตัวดี ๆ นะ ถึงแม้ว่าลูกจะเรียนไม่เก่ง แต่อย่างน้อยก็ต้องประพฤติตัวดี ๆ อย่าสร้างปัญหาอะไรอีกล่ะ”
คำพูดนี้กำลังดูถูกดูแคลนเฉียววานทั้งโจ่งแจ้งและแอบแฝง ถือโอกาส ‘ย้ำเตือน’ฮั่วเฉินไปพร้อมกัน
ฮั่วเฉินกวาดสายตามองเฉียวหยวนหมินอย่างเรียบเฉย น้ำเสียงทุ้มต่ำและคุกคาม
“เรียนไม่เก่งไม่เป็นไร ตระกูลฮั่วมีเงินตั้งเยอะแยะมากมาย ขอแค่ลูกสาวของผมมีความสุขก็พอแล้ว”
คนตระกูลเฉียวยกมุมปาก
คุยโวโอ้อวดซะจริง ๆ !
ถึงแม้ว่าตระกูลของพวกเขาจะไม่ได้มีทรัพย์สินมากมายอะไร แต่ก็ไม่กล้าวางตัวอวดดีขนาดนี้มาก่อน
คนแซ่ฮั่วคนนี้คงจะไม่ได้เป็นพวกคนหลอกลวงที่ชอบทำตัวอวดร่ำอวดรวยหรอกนะ
เขาแต่งกายอย่างกับขอทาน แถมยังขับรถเช่าอีก จะมาแสร้งทำตัวอวดร่ำอวดรวยอะไรกัน
เฉียวเฉี่ยนแอบรู้สึกสะใจ รอดูตอนที่เฉียววานถูกทอดทิ้งอีกครั้ง
แต่ว่าวินาทีต่อมา
“บูม”
จู่ ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นดังมาจากที่ไกล ๆ รถโรลส์รอยซ์แฟนทอมสีดำสองคันขับแล่นเข้ามา จอดสนิทอยู่ข้างหลังของฮั่วเฉิน
ประตูเปิดออกพร้อมกัน บอดี้การ์ดในสูทเรียบตรงจำนวนหลายคนพากันก้มลงโค้งคำนับ เสียงดังกระหึ่ม
“ประธานฮั่ว คุณนายส่งพวกเรามารับท่านกับคุณหนูกลับบ้านครับ!”
คนของตระกูลเฉียวแข็งชะงักอยู่กับที่ สีหน้าซีดขาว
รถโรลส์รอยซ์เหรอ บอดี้การ์ดเหรอ ประธานฮั่วเหรอ!
เฉียวเฉี่ยนเบิกตากว้าง มองไปหาฮั่วเฉินด้วยความเหลือเชื่อ
‘ขอทาน’คนนี้ คือ... ผู้ถือครองอำนาจของฮั่วซื่อ กรุ๊ปงั้นเหรอ!
ฮั่วเฉินขี้เกียจจะสนใจพวกเขา แล้วหันหลังไปมองเฉียววาน สีหน้าที่เยือกเย็นอ่อนโยนลงอย่างที่หาได้ยาก
“ไปกันเถอะ แม่ของลูกกำลังรอลูกอยู่ที่บ้าน”
เฉียววานได้ยินคำพูดของฮั่วเฉิน ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยก็ผุดขึ้นมาภายในใจ
เธอไม่รู้ว่าควรจะอธิบายความรู้สึกแบบนี้ยังไงดี มันราวกับว่าปลายนิ้วที่เย็นยะเยือกสัมผัสไปโดนแสงแดดที่แสนอบอุ่นอย่างกะทันหัน มันไม่คุ้นชิน แต่ไม่สามารถหลบหลี่ยงได้
ผู้อำนวยการเหวินจับมือของเธอเบา ๆ พูดถามขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน “วานวาน คุณฮั่วมารับเธอกลับบ้าน เธอเต็มใจจะไปด้วยกันกับเขาไหม?”
เฉียววานเฉียววานเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นจ้องมองฮั่วเฉินตลอดเวลา น้ำเสียงเบามาก แต่กลับจริงจังอย่างที่ไม่อาจเมินเฉยได้ “ในอนาคตคุณ...... จะไล่หนูไปกะทันหันไหมคะ?”
หัวใจของฮั่วเฉินบีบแน่นขึ้นมาทันที
เดิมทีเขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายกับการรับเลี้ยงลูกสาวบุญธรรมอยู่แล้ว เพียงแค่ตอบสนองความปรารถนาของภรรยาเท่านั้น ตระกูลฮั่วร่ำรวยระดับที่เทียบเคียงกับประเทศชาติ การรับเลี้ยงเด็กสักคน มันก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ต้องจ่ายค่าครองชีพเพิ่มขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น
แต่เวลานี้ พอมองไปยังดวงตากลมโตของเด็กผู้หญิงคนนี้ที่เหมือนกับภรรยาคู่นั้น ความตื่นตระหนกและดื้อดึงที่แอบซ่อนอยู่ในนั้น จู่ ๆ มันก็ทำให้เขารู้สึก...
เด็กผู้หญิงคนนี้ เขายอมรับเธอแล้ว
เขาโน้มตัวลงไปเล็กน้อย สายตาทั้งหนักแน่นทั้งอ่อนโยน “ไม่มีทาง นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลูกก็คือลูกของตระกูลฮั่ว และจะเป็นแบบนั้นตลอดไป”
ในที่สุดผู้อำนวยการเหวินก็ถอนหายใจออกมา
เธอรู้ว่าฮั่วเฉินเป็นคนรักษาสัญญา
เฉียววานพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินตรงไปยังรถหรูอันเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูงคันนั้นท่ามกลางสายตาตกใจของตระกูลเฉียว
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจะไม่ใช่เด็กกำพร้าที่ใครหน้าไหนก็กลั่นแกล้งรังแกได้อีกต่อไป
แต่เป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลฮั่ว!
สีหน้าของคนตระกูลเฉียวที่อยู่ข้างหลังซับซ้อนอยู่ไม่น้อย
แต่ว่าในที่สุดก็สามารถกำจัดคนที่ขัดหูขัดตาไปได้สักที!
นี่มันถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก!
อีกอย่าง ตระกูลร่ำรวยลึกลับซับซ้อนมาก คนนิสัยแบบเฉียววาน ไม่ช้าก็เร็วยังไงก็ต้องถูกส่งตัวกลับไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอยู่วันยังค่ำ ไม่ต่างอะไรจากครอบครัวที่รับเลี้ยงเธอก่อนหน้านี้
...
รถหรูขับแล่นไปยังเขตตัวเมืองอย่างราบรื่น
เฉียววานนั่งอย่างเงียบสงบ มีกระเป๋าเป้วางบนหน้าตักหนึ่งใบ ข้างในมีเพียงแค่เสื้อผ้าสองสามตัว โน้ตบุ๊คขนาดเล็กหนึ่งเครื่อง แล้วก็โทรศัพท์ที่มีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์อีกหนึ่งเครื่องเท่านั้น
“ครืด ๆ .....”
จู่ ๆ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา
เฉียววานสไลด์หน้าจอ ข้อความที่ต้องกรอกรหัสปรากฏขึ้นมา
“ได้ยินมาว่าผู้อำนวยการเปลี่ยนบ้านใหม่ให้กับคุณแล้วเหรอ”
อีกฝ่ายหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง
ปลายนิ้วของเฉียววานแตะไปเบา ๆ ก่อนจะตอบกลับไปอย่างสั้นกระชับ “อืม”
อีกฝ่ายดูเหมือนจะชินกับความเงียบขรึมของเธอแล้ว ไม่นานก็ส่งข้อความตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
“แต่ภูมิหลังของตระกูลฮั่วซับซ้อน เป็นครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ในแผนการของพวกเรา จะวางแผนเตรียมการใหม่ไหม?”
เฉียววานมองต่ำลง ไม่ได้ตอบกลับไป
ผ่านไปสักพัก อีกฝ่ายก็ยอมประนีประนอมอย่างไม่มีทางเลือก
“ก็ได้ ฉันเข้าใจแล้ว ถ้าไม่สามารถปรับตัวได้ก็ติดต่อมาได้ตลอดเวลา ต้องการให้ฉันช่วยเหลืออะไรไหม?”
“อืม ไปสูบทรัพยากรพวกนั้นของตระกูลเฉียวมาให้หมด ในเมื่อพวกเขาต่างก็คิดว่าตัวเองสุดยอดมาก ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยอีกแล้ว”
ตอนที่เฉียววานเข้าไปในตระกูลเฉียวในตอนแรก เธอใช้ทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่ในการช่วยเหลือตระกูลเฉียว จนปัจจุบันนี้ตระกูลเฉียวเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา
ในขณะเดียวกัน โทรศัพท์ของฮั่วเฉินก็ดังขึ้นมา
ปลายสาย น้ำเสียงที่อ่อนโยนของหลู่ว่านชิงไม่อาจปิดซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ได้ “ทีรัก รับลูกสาวมาแล้วยังคะ เธอชอบกินอะไร? ฉันจะให้พ่อครัวไปเตรียมเอาไว้ให้!”
ฮั่วเฉินมองเด็กผู้หญิงที่เงียบสงบผ่านกระจกส่องหลัง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“อืม รับมาแล้ว”
“ลูกสาวของพวกเรา... พิเศษมาก”
รถขับแล่นบนถนน ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงกว่าจะมาถึง
ตระกูลฮั่ว
ตั้งอยู่ในทำเลทองใจกลางเมืองจิง ย่านที่อยู่อาศัยระดับสูงแห่งนี้เรียกว่า ‘วิมานเมฆ’ เป็นแหล่งร่วมตัวกันของเหล่าบรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่แท้จริง
สิ่งที่น่าตกใจคือ ในอาณาเขตที่มูลค่ามหาศาลนี้ คฤหาสน์ตระกูลฮั่วรักษาพื้นที่สีเขียวเอาไว้ได้ถึง80% ไม่เพียงแต่จะมีทะเลสาบเทียมที่เป็นประกายระยิบระยับแล้ว ยังใช้เงินกว่าหลายร้อยล้านในการสร้างศาลาและระเบียงริมน้ำเหมือนกับเมืองหางโจวอีกด้วย
ในตอนแรกเฉียวยวนหมินไม่รู้จักเจียมตัวเอง คิดวาดฝันจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ของที่นี่ แต่เขาไม่มีปัญญาได้สัมผัสแม้กระทั่งธรณีประตูเลยด้วยซ้ำ
รถหรูขับเข้ามาในคฤหาสน์อย่างช้า ๆ เฉียววานมองสำรวจวิลล่าที่ราวกับพระราชวังแห่งนี้ผ่านทางกระจกหน้าต่าง
ฮั่วเฉินช่วยประเปิดประตูให้กับเธอด้วยตัวเอง ก่อนจะเดินนำเธอผ่านสวนดอกไม้สไตล์ซูโจวที่ได้รับการดูแลตัดแต่งอย่างพิถีพิถัน
ภายในห้องรับแขก เหล่าบรรดาคนของตระกูลฮั่วรอมานานมากแล้ว
บนที่นั่งหลักที่ล้อมรอบไปด้วยผู้คน มีหญิงชราที่ดูน่าเกรงขามนั่งอยู่หนึ่งคน
เธอรวบผมเป็นมวยอย่างประณีต ต่างหูหยกเปล่งประกายแสงสว่างที่แสนอบอุ่น เธอคนนี้ก็คือเซิ่นหลาน คุณนายผู้เฒ่าฮั่วนั่นเอง
คนที่นั่งอยู่ทางซ้ายคือครอบครัวหลักของฮั่วจิง ฮั่วหลานผู้เป็นคุณหนูสามแต่งงานกับตระกูลเย่ ปัจจบันนี้อาศัยอยู่ที่ต่างประเทศทั้งครอบครัว ข้างกายของหญิงชรายังมีเด็กผู้หญิงที่สวมชุดเดรสสีขาวยืนอยู่อีกหนึ่งคน เธอก็คือเซิ่นม่านม่านที่ครอบครัวของหญิงชราอุปถัมภ์เลี้ยงดูอยู่ในตระกูลฮั่ว
“แม่ นี่คือลูกสาวของผม วานวานครับ” ฮั่วเฉินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่ได้ยินบ่อย ๆ
ภายในห้องนั้นเงียบสงัด
ฝีเท้าของเฉียววานหยุดชะงักเล็กน้อย กวาดสายตามองทุกคนอย่างสงบนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งวี่แววของความอึดอัด
วันนี้เธอใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เรียบง่าย ยิ่งขับให้ผิวดูขาวเนียนนุ่มมากขึ้น มันดูสะดุดตาเป็นพิเศษเมื่ออยู่ภายในห้องที่เต็มไปด้วยอัญมณี
ทุกคนอึ้งตะลึงไปทันที รับเลี้ยงมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ใช่หรือไง ทำไมออร่าตามตัวถึงดูเหมือนลูกคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์กันนะ
หลู่ว่านชิงที่อยู่ด้านข้างใส่ชุดกี่เพ้าสไตล์การปักแบบซูโจวสีขาวนวล ได้พุ่งกระโจนเข้าไปอย่างอดใจรอไม่ไหวแล้ว เธอรีบดึงเฉียววานเข้ามาในอ้อมกอดด้วยอารมณ์ตื่นตัว น้ำเสียงสะอึกสะอื้น “วานวาน ลูกสาวสุดที่รักของแม่ ตอนแรกแม่คิดว่าพวกเราจะไม่มีวาสนาได้เป็นแม่ลูกกันแล้วเสียอีก ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะเข้าข้างพวกเรา หลังจากนี้ไปพวกเราก็จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว ”
หลู่ว่านชิงไม่ได้พูดออกไป อันที่จริงเธออธิษฐานภาวนาทุกวัน คาดหวังว่าเฉียววานจะกลายเป็นเด็กกำพร้าอีกครั้ง ให้ตัวเองได้รับมาเลี้ยงดู
เฉียววานสามารถรู้สึกได้ถึงหน้าอกที่หายใจรุนแรงของผู้หญิงคนนี้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้จันทน์ตามตัวผสมกับกลิ่นน้ำหอมของดอกไอริสลอยตลบอบอวลบริเวณปลายจมูก เป็นกลิ่นอบอุ่นที่ไม่เคยได้กลิ่นจากที่ไหนมาก่อน