ตอน 1

โนอา บุคคลลึกลับมีหลากหลายบุคลิก แต่เลือกแสดงเพียงสองด้านให้ผู้คนทั่วไปได้รู้จักเท่านั้น ด้านแรกคือการใช้ชีวิตกลางคืนเป็นบาร์เทนเดอร์หนุ่มหล่อติสแตกแห่งเซเว่นไนต์คลับ แฟนคลับสาวสวยลุคคุณหนูตามกรี๊ดเพียบ เป็นหนึ่งในสามตัวเต็งของไนต์คลับที่ช่วยดึงลูกค้าผู้หญิงได้มากที่สุด และด้านที่สอง ด้านของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วไป แต่เมื่อไม่นานมานี้มีเรื่องน่ารำคาญใจเข้ามาใหม่! ทำให้ชีวิตด้านนี้ไม่เป็นที่พอใจสำหรับโนอาเท่าไหร่ เพราะอยู่ดีไม่ว่าดี!! ดันได้รับเลือกให้เป็นประธานสโมสรนักศึกษาคนใหม่ของคณะศิปกรรมศาสตร์ ซึ่งต้องพูดคุยกับเหล่านักศึกษาและอาจารย์ทั้งคณะ รวมถึงต้องคิดแผนงานเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ อีกต่างหาก!! ทั้งที่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่โนอาเกลียดเข้าไส้ที่สุด!! ทำไมต้องได้มาทำอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย!! น่ารำคาญชะมัด!!! แต่ว่า ไอ้เรื่องน่ารำคาญนี้กลับกลายเป็นโอกาสทองของโนอาไปซะงั้น เพราะมันดันมีประโยชน์มากมายซ่อนอยู่เพียบยังไงล่ะ แล้วส่วนไอ้ประโยชน์ที่ว่านั่น คืออะไรน่ะหรอ? ก็…นั่นสินะ…อืมมม คงเป็นเพราะว่า….ได้อยู่ใกล้ชิดกับ ‘มาเฟีย’ มากขึ้นล่ะมั้ง ก็แหม~ เห็นเย็นชา หน้าตาย ติสแตก ไม่สนโลกแบบนี้ โนอาก็มีหัวใจเหมือนกันแหละน๊า ไหน ๆ ก็เปิดเผยอีกด้านที่สามแล้ว แกล้ง ๆ บอกชอบตอนแนะนำตัวเลยดีไหมนะ? 

[โนอา : พอได้แล้วน่ะทะเลน้ำหมึก] [ขมวดคิ้วเครียด+หน้าแดง] 

[ทะเลน้ำหมึก : …] [ปิดปากเงียบ] 

มาเฟีย นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ตัวท๊อปตัวเก่งอีกคนของสายชั้น สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม มีความน่ารักเป็นอาวุธใช้ทำลายหัวใจหนุ่มๆ แต่ดันติสแตกชอบแหกหน้าผู้ชายทุกคนด้วยวาจาร้ายกาจ แบบนี้ไงถึงไม่มีแฟนกับเค้าสักที แต่มาเฟียคนนี้ก็ไม่เคยหวั่นใจกับเรื่องไร้สาระอย่างการหาแฟนอยู่แล้วล่ะ เพราะปัญหาชีวิตเพียบ!! แถมเข้ามาพร้อมกันแบบไม่ขาดสายอีก!! ถึงขั้นต้องยอมเปลืองตัวทำงานกลางคืน เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองเชียวล่ะ แล้วยังไม่หมดเท่านี้นะ! ยังมีอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่มาเฟียรำคาญใจที่สุด!! ปัญหาโลกแตกนั่นก็คือ ‘โนอา’ !! ผู้ชายที่สาว ๆ ในคณะเฝ้ากรี๊ดและใฝ่ฝันอยากได้มาครอบครอง และที่สำคัญไม่ใช่ผู้หญิงชื่อมาเฟีย!! ไม่ใช่มาเฟียคนนี้แน่นอน!!! แต่ว่า อิตาโนอาอะไรนั่นก็ดันเข้ามาทำความรู้จักเองเลยเนี่ยสิ แถมพูดคุยเป็นกันเองสุด ๆ ซะจนคนอื่นพานคิดไปไกลว่ากำลังคบหากันอยู่!! ถึงขั้นตามไปเฝ้าที่ทำงาน ตามไปส่งที่หอเกือบทุกวัน ไม่ว่ามาเฟียจะใช้วาจาร้ายกาจทิ่มแทงใส่แค่ไหน โนอาก็ยังตื้อและทำตามใจตัวเองอยู่ได้!! แถมยิ่งนานวันเข้าอิตานั่นก็ยิ่งเนียนเข้าใกล้ ถึงเนื้อถึงตัวขึ้นทุกวัน!! รู้ตัวอีกทีก็หาทางหนีทีไล่ไม่เจอแล้วด้วย!! ให้ตายเถอะ!! รำคาญจะแย่อยู่แล้ว!!!

ตอน 2

เสียงของบรรยากาศวุ่นวายภายในงานนิทรรศการ ดังแทรกเข้ามาในหูฟังที่เปิดเสียงดังจนสุด ทำให้ผมเริ่มถอดใจจากการตั้งใจฟังเพลงโปรดของตัวเอง และถอดหูฟังเก็บ ก่อนจะกดหยุดเพลงซะให้จบเรื่อง 

“เป็นไง? หน้าแดงก่ำขนาดนี้ยังดูดน้ำโค้กได้อีกหรอ?” ผมเอ่ยถามเพื่อนสนิทคนเดียวที่โชคชะตาส่งมาให้ โดยไม่ถามไถ่ผมสักคำ 

“หึ กูเห็นมึงนั่งขำจนตัวงอเป็นกุ้งเลยนะ! ไปซื้อขนมให้กูเลย! เป็นการไถ่โทษที่มึงเอาแต่นั่งหัวเราะกูไง!” ไอ้มอสหันควักทันที พร้อมกับทวงหาความยุติธรรม จากคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างผม 

แต่ก็จริงนั่นแหละ เอาเป็นว่า มันไม่ได้ใส่ร้ายผมหรอก “ก็ขำนี่หว่า อยู่ดีๆ ก็โดนตบหน้าหันแบบนั้น เป็นบุญตากูมากเลยว่ะ” และทิ้งท้ายคำพูดกวนประสาทให้มันเพิ่มอีก เพื่อเป็นการซ้ำเติม

“มึงห้ามบอกใครนะเว้ย ไม่งั้นกูเล่นงานมึงแน่ไอ้โนอา” แต่ไอ้มอสกลับทำท่าข่มขู่ผมกลับ ด้วยการชี้หน้าจ้องตาผมแบบเอาจริงเอาจัง ทำเอาเกือบสำลักขำออกมาอีกรอบเลยทีเดียว เพราะเรื่องที่มันเป็นกังวลและกำลังห้ามปามผมอยู่ในตอนนี้ ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเหตุการณ์แล้วยังไงล่ะ ซึ่งแน่นอนว่ามันยังไม่รู้

“เออ กูจะบอกไปทำไม ในเมื่อทุกคนรู้แล้ว ฮา ๆ ๆ ๆ” และก็เพราะไอ้สีหน้าจริงจังเกินเบอร์ของมันนั่นแหละ ทำให้ผมหลุดขำออกมาอีกจนได้ อุตส่าห์จะรักษาน้ำใจซะหน่อย 

ไอ้มอสเบิกตากว้างมองผม ในขณะที่หลอดดูดน้ำยังอุดอยู่ในปาก “มึงหมายความว่าไง?” ก่อนจะขยับปากถามด้วยสีหน้าอึ้งแกมระลึกรู้ถึงสิ่งที่ผมพูด 

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตั้งสติและหยุดอาการขบขำของตัวเองลง “เปิดดูไลน์กลุ่มซะสิ” ผมพูดราวกับไม่ใส่ใจ แต่ความจริงกลัวหลุดขำอีกต่างหากล่ะ ก่อนจะก้มหน้าเลื่อนจอโทรศัพท์ตัวเอง และกดอิโมจิรูปหัวใจตรงวีดีโอที่พี่ฮานพึ่งแชร์ลงเมื่อ 1 ชั่วโมงก่อน 

และทันทีที่ผมกดอิโมจิ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของไอ้มอสก็ดังขึ้น จากนั้นไม่กี่วินาทีต่อมา ก็มีเสียงแจ้งเตือนดังรัว ๆ อีกหลายครั้ง เพราะพวกพี่น้องคนอื่นดันบ้าจี้เล่นตามผม ด้วยการกดอิโมจิหัวใจเช่นกัน “เชี่ย!! ไอ้พี่ฮาน!!!” และตบท้ายด้วยเสียงสบถโวยวายของบุคคลในคลิปที่โดนแอบถ่ายจากพี่ชายตัวเอง

ผ่านมาเป็นชั่วโมงได้แล้วมั้ง ที่อยู่ดี ๆ ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาเรียกตัวมันออกไป ก่อนจะง่างมือตบหน้ามันฉากใหญ่หลังจากยืนคุยกันแค่ไม่กี่คำ จากนั้นก็แค่ขอโทษเพราะดันเข้าใจผิดแล้วเดินหายไปเลย 

สถานการณ์แบบนี้สำหรับไอ้มอสคือการหยาบเกียรติที่สุดของที่สุดเลยก็ว่าได้ มันไม่เคยเสียเปรียบใครง่ายดายขนาดนี้ แถมมีบ่นตามหลังอีกด้วยว่า ‘ถ้าได้ก่อนแล้วโดนตบ จะไม่ว่าเลยสักคำ’ 

แค่มันเสียท่าไปแบบนั้นผมก็ขำจะแย่อยู่แล้ว แต่ยังต้องได้เห็นสีหน้ามันตอนเดินกลับมาหาผมอีกเนี่ยสิ ทำเอาหัวเราะไม่หยุดไปเลย ขำตัวงอเป็นกุ้งอย่างที่มันพูดนั่นแหละ บอกตรง ๆ ว่ารู้สึกภูมิใจมากที่ได้เห็นภาพนี้กับตาตัวเอง ก่อนหน้านี้ได้ฟังแค่จากพี่ฮานเล่า ถึงบอกไงว่าเป็นบุญตาจริง ๆ 

“เอาน๊า เดี๋ยวข้อความอื่นก็ดันขึ้นไปเองแหละ” ผมพูดปลอบใจมันเป็นพิธีไปงั้น แต่สีหน้าท่าทางยังคงขำขันกับเรื่องราวอันน่าอัปยศนี้ของมันอยู่เลย

แต่ถึงยังไงตอนนี้ไอ้มอสก็ไม่สนใจคำพูดปลอบใจจอมปลอมของผมอยู่แล้วล่ะนะ เพราะเอาแต่เลื่อนดูข้อความจากพวกพี่น้องในไลน์กลุ่มไม่หยุด แล้วก็เอาแต่จิ๊ปากไม่เลิกไปพราง 

“มึงก็พูดได้สิ ไม่ใช่คลิปแอบถ่ายของมึงนี่หว่า” ก่อนที่มันจะบ่นอุบเสียงเบา พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่คล้ายกับกำลังปลงกับตัวเอง และสุดท้ายก็ยอมเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า จากนั้นก็ก้มหน้าดูดน้ำโค้กถังใหญ่ตรงหน้าต่อ 

“ไม่มีทางที่จะเป็นกูไง” ผมตอบกลับเพื่อปิดท้ายบทสนทนา และไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของตัวเองเท่าไหร่ เพราะตาผมเริ่มไปโฟกัสที่อื่นมากกว่าความหงอยเหงาของมัน

แม้แต่เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งของคน ๆ เดิมที่นั่งตรงข้ามผม ก็ไม่อาจละสายตาของผมให้หันกลับไปสนใจได้อีก เพราะภาพเหตุการณ์อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แอบอยู่ในมุมเงียบ ๆ ไม่ได้อึกทึกครึกโครมเหมือนของไอ้มอส แต่มันกลับปั่นป่วนภายในของผมให้ฉุนกึกขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ 

และแน่นอนว่าผมไม่ชอบอยู่นิ่งเหมือนปกติ ถ้าหากมีอะไรตำตาตำใจตัวเองอยู่แบบนั้น…

“อ้าว! จะทิ้งกูไปอีกคนหรอ?” ไอ้มอสท้วงขึ้นทันที เมื่อผมลุกจากม้าหินอ่อนโดยไม่บอกไม่กล่าวอะไรมัน แถมสีหน้ายังเหมือนเด็กแปดขวบที่กำลังมองดูเพื่อน ๆ ทยอยกลับบ้านก่อนทีละคน

“กูก็ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่กับมึงตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่ ไปล่ะ” และสิ่งที่ผมชอบมากกว่าหน้าของเด็กแปดขวบ คือหน้าของคนที่กำลังอยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยตัวเองของมัน 

“ขอให้มึงเจอผู้หญิงตบหน้าเหมือนกู!” ส่วนนี่คือคำพูดของผู้ใหญ่ที่เร่งการเติบโตมากจนเกินไป

เสียงบ่นปนด่าตามหลังจากเพื่อนสนิทแปดขวบของผมจบลงเพียงแค่ประโยคเดียว เพราะต่อให้มันพูดอะไรมากกว่านี้ผมก็ไม่หยุดเดินหนีจากมันมาอยู่ดี

เพราะตอนนี้ เป้าหมายที่ผมกำลังมุ่งหน้าไปหากำลังจะทำอะไรบางอย่าง ที่ผมไม่ชอบใจที่สุด… 

“เราแค่อยากรู้จักเธอมากขึ้นไงครับ ไม่ต้องให้ไลน์ก็ได้ ขอแค่ติดตามในไอจีก็ได้ครับ” น้ำเสียงอ้อนวอนของผู้ชายคนหนึ่งดังเข้ามากระแทกหูผม ที่เมื่อได้ฟังก็แทบอยากวิ่งไปกระชากคอเสื้อมัน แล้วให้พูดซ้ำอีกครั้ง ขอระดับความหวานแบบที่เพิ่มเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเลย

“อย่าเสียเวลาดีกว่านะคะ ฉันไม่ชอบถูกตามตื้อแบบนี้น่ะค่ะ เธอเองก็มีเจ้าของอยู่แล้วด้วยไม่ใช่หรอ? จะมายุ่งกับฉันทำไมคะ?” เสียงตอบกลับจากอีกคนที่ถูกอ้อนเสียงหวานพูดขึ้น และผมเริ่มได้ยินบทสนทนาชัดยิ่งกว่าเดิมมาก เพราะอีกไม่กี่ก้าวก็ใกล้จะได้เข้าร่วมวงสนทนาแล้วยังไงล่ะ

“ไม่จริงนะ! ใครบอกเธอว่าฉันมีเจ้าของ ฮา ๆ ๆ ก็แค่เพื่อนผู้หญิงในคณะเท่านั้นเอง ฉันชอบเธอมากเลยนะ ชอบตั้งแต่ตอนรับน้องแล้ว แต่ไม่กล้าเข้ามาจีบ มา…” 

หมับ!

“คิดจะทำอะไรของนายวะ?” ดีนะที่ทันเวลา

ทั้งสองคนมองมาที่ผมเป็นตาเดียวทันที เมื่อผมจับข้อมือของผู้ชายตรงหน้าไว้แน่น ก่อนที่มือสกปรกของมันจะทันได้แตะต้องอีกคนที่ยืนข้าง ๆ ผมในตอนนี้ 

“วิศวะไม่มีอะไรทำกันรึไง? ถึงได้เที่ยวมายุ่งกับคณะอื่น” ผมพูดเสียงเรียบนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่นัยตาของคนตรงหน้า 

“หึ ไม่ได้ยุ่งสักหน่อย ฉันก็แค่มาทักทายคนรู้จักเท่านั้นเอง” สีหน้าของไอ้วิศวะเปลี่ยนไปอย่างไว ก่อนจะสบัดแขนตัวเองให้หลุดจากเงื้อมมือผม ทั้งที่ผมก็ไม่ได้อยากจะจับ

“เธอรู้จักผู้ชายหน้าด้านแบบนี้ด้วยหรอ?” ผมโผล่ถามขึ้นลอย ๆ เพื่อกวนประสาทไอ้วิศวะ และหันไปมองหน้าอีกคนที่ยืนข้างกาย 

“ปากดีสมกับเป็นนักเลงคุมคลับดีนะ ฮา ๆ ๆ เป็นอย่างที่ใคร ๆ เค้าพูดกันจริง ๆ ด้วยแฮะ” แต่ไม่ทันที่จะได้เริ่มบทสนทนากับอีกคน อีกคนกลับพูดแทรกขึ้นแบบไม่รู้จักมารยาทพื้นฐาน 

“เค้าพูดกันว่าไงอ่ะ? พอดีไม่เคยได้ฟังจนจบ” ดังนั้น ผมจึงไม่รอช้าก้าวเท้าเข้าไปหาไอ้วิศวะ แบบไม่ทันให้มันได้ตั้งตัว ในขณะเดียวกัน มันก็ยังทำหน้าตากวนประสาทไม่เลิก

“ไอ้บีม! ไปเหอะ ต้องไปช่วยบูธขายของแล้วนะเว้ย!” และเป็นอีกครั้งไล่เลี่ยกัน ที่โดนขัดจังหวะจากเหล่าผู้ที่ไม่รู้จักมารยาท

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” แต่นั่นแหละ ถึงผมจะขัดใจเหมือนกัน ผมก็ยังฉีกยิ้มพอเป็นพิธีให้มันหนึ่งวิ เพื่อน้อมรับคำฝากด้วยความยินดี ก่อนที่ไอ้วิศวะหน้าด้านจะเดินกลับไปหาเพื่อนที่ยืนรออยู่ไม่ไกล แล้วทั้งสองคนมันก็เดินกลับไปที่บูธของตัวเอง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบูธศิลปกรรมของพวกผมเท่าไหร่นัก

ส่วนผมก็ละสายตาจากพวกมันทันที แล้วหันกลับไปหาอีกคนที่….

….เดินหนีไปซะแล้ว

“เฮ้อ~ หยิ่งจริง จริ๊ง” และทำได้แค่บ่นกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายให้กับผู้หญิงจอมหยิ่งผยอง 

ย้อนกลับไปงานพิธีรับน้องใหม่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ 

“ขอบคุณน้องใหม่ทุกท่านเลยนะครับ! ที่ช่วยทำให้บรรยากาศรับน้องผ่านไปได้ด้วยดี และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามวันติด! พวกพี่ไม่มีอะไรจะบอกนอกจากขอบคุณครับ!! ที่ให้ความร่วมมือ!!!” 

แป๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!

“เฮ้ ๆ ๆ ๆ!!!” 

“วันนี้เรามาฉลองจบงานพิธีรับน้องใหม่กันให้สุดเหวี่ยงไปเลย!!! ยินดีต้อนรับอย่างเป็นทางการนะคร้าบ!!!” 

แป๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!

“เริ่มงานเลี้ยงได้!!!” 

แป๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!

“เฮ้!!!” 

เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงร้องเชียร์ที่ดังในระดับเท่ากัน เหล่านักศึกษาทุกคนทั้งใหม่และเก่าต่างร่วมกันสร้างเสียงแห่งความยินดีนี้ขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

ยกเว้น ผม..

“น้องโนอามาอยู่นี่เอง พี่ตามหาตัวตั้งนาน ไปนั่งโต๊ะเดียวกับพวกพี่ไหม? เราสองคนจะได้ทำความรู้จักกันไง ได้เป็นสายรหัสกันแล้วก็ต้องสนิทกันไว้ มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันไงคะ” รุ่นพี่ผู้หญิงคนเดิม ที่เอาแต่คอยตามหาผมตลอดทั้งพิธีการรับน้องแทบทุกวัน แล้วตอนนี้ยังถือวิสาสะเข้ามาเกาะแขนผมอีก ทำให้ทุกคนที่มองมาต่างคิดไปไกล และเป็นอะไรที่ผมรำคาญใจที่สุดเลยด้วย 

“ไม่ดีกว่าครับ ขอตัวนะครับ” ผมรีบปฏิเสธทันที ก่อนจะแกะแขนเล็กที่เหนียวหนึบกว่าที่คิดออกอย่างยากลำบาก แต่สุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ และเดินหนีออกจากตรงนั้นมาอย่างไว 

“อ้าว! น้องโนอาจะไปไหนคะ?” ผมไม่ใส่ใจคำถามส่งท้ายจากคนเป็นรุ่นพี่ เพราะสิ่งเดียวที่อยากทำตอนนี้คือรีบก้าวขาเดินหนีให้ไวที่สุด 

และโชคดีที่ขาผมยาวบวกกับมีสกิลการหลบหนี ที่ฝึกฝนหนักมาตลอดสามวัน 

ฟุบ!

“โอ้ย!” 

แต่แล้วความรีบก็เป็นเหตุทำให้ผมเดินชนใครบางคนเข้าอย่างจัง เพราะมัวแต่หันกลับไปเช็ครุ่นพี่คนนั้น ว่าเดินตามมารึเปล่า 

และเมื่อเช็คจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามหลังมา ผมจึงแอบถอนหายใจกับตัวเอง จากนั้นก็หันกลับมารับผิดชอบความผิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่ ด้วยการยื่นมือให้คนที่นั่งพับเพียบอยู่บนพื้นจับ ตั้งใจจะช่วยพยุงให้ลุกขึ้นยืนได้ดังเดิม

แป๊ะ! 

แต่! 

ผมต้องเบิกตากว้างอึ้งเมื่ออีกฝ่ายไม่รับน้ำใจ แถมยังปัดมือผมทิ้งอย่างไม่ใยดีอีกต่างหาก

“ไม่ต้อง” ผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังใช้มือค้ำยันพื้น เพื่อลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองพูดขึ้นเสียงแข็ง ก่อนจะปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าและฝ่ามือของตัวเองด้วยความเฉยชา สีหน้าท่าทางก็เยือกเย็นจนผมประหลาดใจ 

“เธออยู่สาขาเดียวกับฉันนี่เอง ทำไมไม่เคยเห็นหน้า?” ประหลาดใจที่ไม่เคยเห็นใครเย็นชาได้ขนาดนี้ ถ้าให้นับก็คงมากกว่าผมเลยล่ะมั้ง

รวมถึงคำถามของผมก็ดูเหมือนจะไม่สะกิดใจผู้หญิงตรงหน้าแม้แต่น้อย เธอเอาแต่สนใจปัดฝุ่นให้ตัวเอง เหมือนบริเวณนี้ไม่มีผมยืนอยู่ด้วยอย่างงั้นแหละ 

แถมยัง! จะเดินหนีไปเลยเนี่ยนะ?!!

ฟุบ!

“ฉันถามเธออยู่นะ” แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผมอยากเอาชนะผู้หญิงคนนี้ให้ได้ ทั้งที่ไม่จำเป็น และคนอย่างผมไม่เคยคิดอยากจะทำอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ

ฟุบ

“ที่ไม่ตอบ แสดงว่าไม่อยากตอบไง” เธอสะบัดมือผมออก และปัดปอย ๆ ตรงบริเวณที่ผมจับซ้ำอีก ทั้งคำพูดและการกระทำของเธอคนนี้ทำให้ผมเข้าใจได้อย่างชัดเจน

ว่าเธอไม่ต้องการให้ผมเข้าใกล้…

“ที่ถามแสดงว่าอยากรู้ไง” แต่ผมกลับเลือกที่จะต่อปากต่อคำ เพื่อให้ได้พูดคุยและได้รู้จักกับเธอคนนี้

และการต่อปากต่อคำของผมก็ได้ผลดีอย่างที่คิด เพราะคนตรงหน้ายอมเสียสละเวลาเงยหน้ามองผมจนได้ ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา พร้อมกับทำสีหน้าเบื่อหน่ายแบบที่ผมเห็นได้บ่อย ๆ ที่หน้ากระจก 

“เธอชื่ออะไรหรอ? แค่บอกชื่อก็ได้ถ้าไม่สะดวกจะบอกเรื่องอื่น” ทั้งที่ผมรู้แล้วว่าเธอคนนี้ชื่ออะไร จากการเหลือบมองป้ายชื่อที่คล้องคอเธอนั่นแหละ แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงทำตัวผิดวิสัยขนาดนี้ และภายในส่วนลึกก็คล้ายกับว่ากำลังตื่นเต้นอยู่

“มาเฟีย” ผู้หญิงตรงหน้าตอบกลับด้วยสีหน้าเอือมระอาอย่างเห็นได้ชัด “รู้ชื่อแล้วก็พอใจได้แล้วมั้ง” ก่อนจะพูดประชดประชันผม และเตรียมจะเดินหนีอีกครั้ง 

ผมพยักหน้าเล็กน้อยเป็นอันเข้าใจ “ฉันชื่อโนอา” แต่ร่างกายดูเหมือนจะยังไม่พอใจเท่าไหร่ เพราะผมรีบก้าวเท้าดักหน้าเธอคนนี้ไว้อย่างไว เพื่อไม่ให้เดินหนีได้สำเร็จ 

“เรามาเป็นเพื่อนกันไหม? ไหน ๆ ก็อยู่สาขาเดียวกันแล้ว ต้องเจอกันเรียนด้วยกัน ฉันยังไม่มีเพื่อนเลยตั้งแต่รับน้องมา” ถ้าเป็นปกติผมไม่พูดหรอกนะ ไอ้ประโยคชวนขนลุกแบบนี้ สาบานได้เลย

และอย่างที่คิดอีกนั่นแหละ ผู้หญิงที่ชื่อแปลกประหลาดคนนี้แทบจะใช้สายตาหั่นคอผมได้เลย “ไหนบอกว่าแค่ชื่อไง” ก่อนจะเปลี่ยนท่าทางเป็นยืนกอดอกจ้องหน้าผม “ดูนายก็น่าจะหาเพื่อนได้ไม่ยากนะ ฉันแนะนำให้ไปหาคนที่เค้าอยากเป็นเพื่อนกับนายจะดีกว่า” 

ผมอมยิ้มกับคำพูดร้ายกาจของมาเฟีย ผู้หญิงแปลกประหลาดที่ผมไม่คิดว่าจะมีอยู่บนโลกใบนี้ “ก็เธอไง ฉันเลือกเธอ” และทำหน้ามึนหน้าด้านต่อไป เพื่อยื้อเวลา 

คราวนี้มาเฟียถอนหายใจเฮือกใหญ่กว่าเดิม และก้าวเท้าเข้ามาใกล้ผมแบบไม่ทันให้เตรียมตั้งรับ “ชอบฉันหรอ?” 

ผมเบิกตากว้างกับคำถามที่ช่วยเร่งจังหวะของหัวใจ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้คลายความผิดปกติลง และก้าวเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายคืนจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างเราสองคน “ถ้าบอกว่าชอบจะยอมเป็นเพื่อนใช่ไหม?” 

มาเฟียไม่มีทีท่าตอบสนองใดจากคำพูดของผมด้วยซ้ำ เป็นผมซะเองที่ประหม่ามากจนเกินไป “ฉันหมายถึง ชอบคนแบบเธอ ไม่ได้ชอบแบบชู้สาว อย่าตึงนักสิ ทำแบบนี้จะไม่มีเพื่อนเอานะ” และสุดท้ายก็ต้องแก้ต่างคำพูดของตัวเอง เพื่อรักษาบรรยากาศ 

“แต่ฉันไม่ชอบคนแบบนาย และไม่อยากมีเพื่อนด้วย” มาเฟียสวนกลับโดยไม่คิด และทันทีที่เจ้าตัวพูดจบก็หันหลังเดินหนีผมไปเลย ส่วนผมก็ยืนมองด้วยความสงสัยใคร่รู้ แต่ทำอะไรไม่ได้แล้วในตอนนี้ เพราะกำลังกู้คืนหัวใจตัวเองที่เกือบวายไปเมื่อครู่

ตอน 3

เสียงของบรรยากาศวุ่นวายภายในงานนิทรรศการ เริ่มเบาบางลงมาก เหลือเพียงกลุ่มนักศึกษาฝ่ายกิจกรรมจัดบูธที่กำลังช่วยกันเก็บกวาดพื้นที่ ตามแต่ละคณะ 

ซึ่งผมเองก็เป็นฝ่ายกิจกรรมจัดบูธด้วยเช่นกัน และหน้าที่รับผิดชอบหลัก ๆ คือ การจัดเก็บ จัดการ จัดหา จัดสรร สร้างสรรค์ เอาเป็นว่าทำทุกอย่าง นี่แหละหน้าที่ของผม ถ้าจะให้นิยามตามหลักวิชาการ หรือตามคำเรียกแบบสังคมนิยมก็เรียกตำแหน่งหน้าที่ของผมว่า ประธานสโมสร 

(เฮ้อ~) 

ครับ นั่นแหละ

“พี่โนอาคะ ให้เก็บของที่ขายไม่หมดไว้ไหนดีคะ?” ผมหันมองกล่องใบใหญ่ที่บรรจุของที่ยังขายไม่หมดอย่างชั่งใจ

“เดี๋ยวพี่จัดการเองครับ” และตอบกลับรุ่นน้องไป โดยที่ยังไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับกล่องใบนั้นยังไง 

“ค่า ถ้าพี่โนอามีอะไรให้กิ๊ฟช่วยก็บอกมาได้เลยนะคะ เต็มใจช่วยเต็มที่ค่ะ” อีกอย่าง ผมก็ไม่ชอบสายตาหวานเยิ้มของรุ่นน้องปีสองคนนี้ด้วยนั่นแหละ จึงรีบบอกปัดไปก่อน 

“ครับ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ น้องไปพักเถอะ” ผมพูดพรางเก็บสายไฟที่ระโยงรยางค์ใส่กล่อง และพยายามทำตัวให้วุ่นวายที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคุยต่อบทสนทนา 

“เอ๊ะ? ยังเหลือของให้เก็บอีกเยอะเลยนี่คะ ให้กิ๊ฟช่วยได้นะ ไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ” แต่ยังไม่วายจะโดนตื้อ 

ผมลอบถอนหายใจอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้โดนจับได้ว่าเริ่มรำคาญ ก่อนจะหันไปมองรุ่นน้องผู้หญิงที่ชื่อกิ๊ฟ และยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ได้มากที่สุด “ถ้างั้น น้องช่วยเก็บพวกผ้าปูโต๊ะกับอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ใส่กล่องนั้นให้หน่อยนะครับ แล้วก็ฝากเอาไปเก็บที่ตึกคณะให้ด้วยครับ” 

“โอเคได้เลยค่ะ! พี่โนอาขอร้องทั้งทีนี่คะ เดี๋ยวกิ๊ฟจัดการให้ค่ะ” รุ่นน้องคนเดิมมีท่าทีตื่นเต้นดีใจ เมื่อผมสั่งงานให้เจ้าตัวเสร็จ แถมเสียงพูดก็ดังจนคนรอบข้างหันมองเป็นตาเดียว ส่วนผมก็ทำได้แค่พยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้ 

จากนั้น รุ่นน้องที่เต็มใจน้อมรับคำสั่งงานจากผมก็กระตือรือร้นเก็บของใส่กล่อง พร้อมกับหันมาส่งยิ้มให้ผมไปพราง เป็นอะไรที่น่ารำคาญใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ด้วยหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของการเป็นประธานสโมสร ที่พึ่งได้รับตำแหน่งสด ๆ ใหม่ ๆ ด้วยความไม่เต็มใจ จึงต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกด้านลบเหล่านั้นไว้ เพื่อให้การทำงานออกมาดีและมีปัญหาให้น้อยที่สุด 

ไม่น่าเชื่อ ก็คงต้องยอมเชื่อนั่นแหละ คนอย่างผมที่ทำตัวปีกวิเวกไร้ตัวตนอยู่มาจนถึงปีสาม ดันได้รับหน้าที่ประธานสโมสรที่ใคร ๆ ก็ต่างอยากได้ ใคร ๆ ที่ว่าคือคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการอำนาจในการสั่งการ ซึ่งผมไม่ต้องการ แต่เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่กลับให้ค่าผม ที่ไม่มีความใฝ่ฝันในตำแหน่งนี้เลยเนี่ยสิ ย้อนแย้งจนน่ารำคาญ 

“เก็บของพวกนี้ไว้ไหนดีล่ะ?” ผมชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเสียงของใครบางคนที่ผมคอยตั้งใจดักฟังอยู่ตลอดเวลาพูดขึ้น เพราะเธอคนนี้ไม่ค่อยพูดอะไรมากนักเท่าไหร่ และเจอตัวได้ยากอยู่พอสมควร ทำให้ผมต้องคอยเฝ้าดูเฝ้าสังเกตการณ์เอาเอง 

“ต้องถามโนอาว่าจะให้เก็บไว้ไหน แล้วเดี๋ยวฉันมานะมาเฟีย ต้องไปช่วยไอซ์ล้างอุปกรณ์ก่อน เจอกันที่ตึกคณะเลยนะ ไปล่ะ” 

“อ้าว! เดี๋ยวสิ แล้วฉันล่ะ” 

“เธอก็ช่วยตรงนี้ไปก่อนไง แล้วจะทักหาตอนล้างอุปกรณ์เสร็จนะ” 

“แต่ว่า…” 

แต่ความย้อนแย้งน่ารำคาญของการได้รับผิดชอบตำแหน่งนี้ ก็มีประโยชน์ต่อผมอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะตั้งแต่ขึ้นปีสามและได้รับหน้าที่เป็นประธานสโมสรมา ผมก็ได้พูดคุยใกล้ชิดกับมาเฟียมากขึ้น มากกว่าตอนปีหนึ่งปีสองที่ไม่เคยได้เฉียดใกล้เลยด้วยซ้ำ

“นี่นาย ให้ฉันเก็บของพวกนี้ไว้ไหน มันไม่มีกล่องให้เก็บแล้วอ่ะ” ผมพยายามเก็บอาการตื่นเต้นของตัวเอง ก่อนจะหันมองมาเฟียที่ยืนอยู่ข้างหลังผมในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก 

“งั้นเธอก็ถือไว้แบบนั้นแหละ แล้วเอาไปเก็บที่ตึกคณะพร้อมกันกับฉัน ฉันจะยกกล่องนั้นไปพอดี” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเป็นจริงเป็นจัง ถึงแม้ภายในจะกระสับกระส่ายไม่ไหวแล้วก็ตาม

“เอาทิ้งเลยไม่ได้หรอ? ยังไงก็ไม่ได้ใช้อีก” อันที่จริงก็ทิ้งได้เลยตามที่มาเฟียพูด 

“ยังไม่ต้องทิ้งหรอก เก็บไปด้วยดีกว่า เผื่อมีใครอยากใช้ประโยชน์มันไง” แต่ผมกลับแสดงบทบาทเป็นนักรักษ์โลก พร้อมกับเดินไปยกกล่องใบใหญ่ “ตามมาสิ” ก่อนจะหันไปเรียกมาเฟีย ที่กำลังยืนมองใบโบชัวร์ในมือของตัวเองนิ่ง 

และนี่แหละ ประโยชน์ของการเป็นประธานสโมสรคณะ เพราะไม่ว่าคำพูดไหนที่ออกจากปากผมก็ดูน่าเชื่อถือ และต้องเชื่อฟังทำตามด้วย แม้แต่คนดื้อเงียบหัวรั้นอย่างมาเฟียก็ต้านตำแหน่งหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ได้

พูดให้ดูยิ่งใหญ่ไปงั้น แต่อันที่จริงก็แค่นั้นแหละนะ ปกติผมไม่ชอบใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบหรอก แต่พอลองใช้กับผู้หญิงจอมหยิ่งผยองคนนี้แล้วได้ผล ก็เลยถือดีใช้มาเรื่อยๆ

เพราะสุดท้ายมาเฟียก็ยอมเดินตามผมมาโดยดี…

“ทำไมเมื่อวานเธอไม่เข้าคลาสเรียนภาคบ่ายล่ะ?” ผมเอ่ยถามคนข้าง ๆ ระหว่างที่เราสองคนเดินไปตึกคณะพร้อมกัน

แต่อีกฝ่ายทำเอาซะผมลุ้นไปกับคำตอบ เพราะเจ้าตัวช่างเงียบซะเหลือเกิน “เรื่องของฉันน่ะ” 

และนี่คือคำตอบที่ได้ แต่ถึงจะออกไปแนวปิดกั้นก็ตามทีเถอะ “เพราะเรื่องของเธอไง ฉันถึงอยากรู้” ยังไงคนอย่างผมก็ไม่ยอมโดนปิดกั้นอย่างไม่ยุติธรรมแบบนี้หรอกนะ

“นายจะอยากรู้เรื่องของฉันไปทำไมนักหนา? สนใจแค่เรื่องของตัวเองไปเถอะน่ะ” ถ้าคนอื่นฟังคงมีสะอึกบ้างแหละ ไอ้ประโยคห้วน ๆ ชวนหาเรื่องสไตล์มาเฟียเนี่ย “อีกอย่าง ทำไมต้องเจาะจงแค่ฉันด้วย? ฉันไม่ชอบที่คนอื่นเข้าใจผิด” 

ผมขมวดคิ้วสงสัยกับคำพูดประโยคท้ายของมาเฟีย และแปลกใจที่เห็นสีหน้าเคร่งเครียดที่อยู่ดี ๆ ก็มาแทนที่หน้าเรียบเฉยซะงั้น “เข้าใจผิดเรื่องอะไร?” ผมแกล้งถามไปงั้น เพื่อเช็คดูความถูกต้องตรงกันของเรื่องเข้าใจผิดที่ว่า 

มาเฟียหันมองผมก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดูเหนื่อยหน่ายและปลงในเวลาเดียวกัน “นายไม่สังเกตคนรอบข้างตัวเองเลยสินะ เวลานายเข้ามาพูดคุยกับฉันเหมือนเราสนิทกัน มันทำให้คนอื่นมองเราแปลก ๆ และเข้าใจผิดไปกันใหญ่ว่าเรากำลังคบหากันอยู่ เข้าใจแล้วใช่ไหม? ว่าไม่ควรทำแบบนั้นอีก” เป็นประโยคตักเตือนแบบรวบรัดตัดความ ที่ชัดเจนตรงไปตรงมาที่สุด แต่ผมกลับรู้สึกดีแฮะ เป็นงั้นไป 

ผมยิ้มกริ่มกับตัวเอง ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจมองด้วยซ้ำ “ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตอะไรเลยนะ ทำไมต้องห้ามฉันไม่ให้ทำแบบนั้นด้วยล่ะ? เธอซะอีกที่แปลกประหลาด” ผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติ คล้ายกับว่าหัวใจไม่ได้เต้นแรง แต่เปล่าเลย มันกำลังทำงานหนักกว่าอวัยวะส่วนอื่นในร่างกายของผมซะอีก 

แต่เสียงที่ดังกว่าหัวใจของผมเห็นจะเป็นเสียงพ้นลมหายใจของมาเฟีย “สำหรับฉันคือเรื่องใหญ่ไง ฉันไม่ชอบ เพราะฉะนั้นห้ามทำอีก” และเมื่อเจ้าตัวพูดจบ ก็รีบเดินนำผมไปทางเข้าตึกคณะอย่างไว ทิ้งให้ผมยืนงงกับคำห้ามปามที่ไม่มีเหตุผล และฟังยังไงก็ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย 

ย้อนกลับไปตอนปี 1 

“มาเฟีย ฉันตามหาตัวเธอตั้งนานแหน่ะ หายไปไหนมาเนี่ย?” เพื่อนร่วมสาขาคนหนึ่งทักท้วงขึ้น ในระหว่างพักเบรกของคลาสเรียน 

แต่กลับทำให้ผมสนใจหันไปมองตาม และได้เห็นใครบางคนที่ผมมองหามาตั้งแต่เริ่มคลาสเรียน กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรเลย แม้ว่าตัวเองจะเข้าคลาสเรียนสายไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็ตาม 

“ฉันหลงทางน่ะ หาห้องเรียนไม่เจอ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงปกติ และเดินผ่านผมไปนั่งกับเพื่อนของตัวเอง 

“จริงหรอเนี่ย? ฮา ๆ ๆ หลงไปที่ไหนมาล่ะ?” ถึงแม้เสียงพูดคุยของทุกคนในห้องจะดังแข่งกันจนฟังอะไรไม่รู้เรื่อง แต่ดูเหมือนว่าผมจะติดตั้งระบบดักฟังไว้แค่บทสนทนาของสองคนข้างหลัง ที่นั่งถัดจากผมไปสองโต๊ะ

“หลงไปที่ห้องจิตรกรรมของรุ่นพี่ปีสามมาอ่ะ ก็เลยถามรุ่นพี่นั่นแหละว่าห้องปีหนึ่งอยู่ไหน” ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องสนใจรายละเอียดของชีวิตใครขนาดนี้ แต่ผมกลับให้ความสนใจกับมาเฟีย คนที่พึ่งเจอกันครั้งแรกในคืนวันสุดท้ายของการรับน้อง

เพราะอะไร? ทำไมถึงสนใจ? ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…

“โนอา พักเที่ยงไปกินข้าวที่ตึกพยาบาลกันไหม? เห็นว่าที่นั่นอร่อยดีนะ” ผมสะดุ้งตกใจเล็กน้อย เมื่อเพื่อนที่นั่งข้างกันพูดขึ้น 

“ไปกินทำไมตั้งไกล อาหารใต้ตึกเราก็อร่อยเหมือนกันแหละน่ะ ไม่ไปอ่ะ ขี้เกียจเดิน” ผมตอบกลับไปอย่างธรรมชาติ เพราะผมกับเพื่อนคนนี้สนิทกันแล้วตั้งแต่ตอนรับน้อง

“ไม่ใช่อาหารสิวะ หมายถึงสาว ๆ ต่างหากเล่า ทำไมทีเรื่องแบบนี้ถึงซื่อบื้อจังเลยมึงเนี่ย” ไอ้บอนไซพูดขึ้นด้วยสีหน้าเอือมระอา ก่อนจะส่ายหัวยิ้มขำให้ผมซ้ำอีก 

“เสียเวลาน่ะ มึงอยากไปก็ไปกับไอ้อาร์ตสองคนแล้วกัน” แน่นอนว่าผมไม่ใส่ใจ ยิ่งเป็นเรื่องสาว ๆ ที่พวกมันตื่นเต้น ผมยิ่งไม่สนใจไปกันใหญ่ เพราะผมเจอมาจนเบื่อแล้วยังไงล่ะ

“อะไรวะ ถ้ามึงไม่ไปด้วย สาว ๆ ก็ไม่มองพวกกูอ่ะดิ น๊า~ ไปด้วยกันเถอะ ไปเป็นพล็อพประกอบฉากให้พวกกูหน่อยนะ” ไอ้บอนไซถึงกับทำท่าทางอ้อนวอนใส่ผมแบบเป็นจริงเป็นจัง

“ถือซะว่าเปลี่ยนร้านอาหารใหม่น่ะ ไปด้วยกันเถอะ จะได้จบ ๆ” และตามด้วยไอ้อาร์ตพูดเสริมให้ ในขณะที่ก้มหน้าวาดรูป ท่าทางของเพื่อนคนนี้ก็ดูไม่มีความสนอกสนใจอะไรเหมือนกันกับผมนั่นแหละ แต่ติดตามใจเพื่อนไปหน่อยแค่นั้นเอง

“นะ ๆ ๆ ไปด้วยกัน มึงแค่นั่งกินข้าวเฉย ๆ เลย ไม่ต้องส่งสายตายิ้มหวานอะไรหรอก เดี๋ยวกูทำให้เอง” ไอ้บอนไซยิ่งตื้อมากขึ้นไปอีก เมื่อได้รับการสนับสนุนจากไอ้อาร์ต 

ส่วนผมได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย แต่ก็ยอมพยักหน้าตอบรับคำชวนของเพื่อนทั้งสอง “เออ ไปก็ไป” ก่อนจะทำทีเป็นเล่นโทรศัพท์ เพื่อหนีความรำคาญใจจากการพูดคุยเรื่องราวทั่วไปกับพวกมันต่อ 

“ดีมากเว้ย! ต้องแบบนี้สิวะ” ไอ้บอนไซพูดส่งท้ายด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะหันไปสนใจโทรศัพท์ของตัวเองเช่นเดียวกัน 

3 ชั่วโมงต่อมา 

ผมไม่น่าตอบตกลงพวกมันเลย ไม่งั้นคงได้นั่งกินข้าวสบายใจใต้ตึกคณะเสร็จไปแล้ว คงไม่ต้องมายืนต่อแถวยาวรอซื้อข้าวนานขนาดนี้

“กูเปลี่ยนใจล่ะ พวกมึงอยากรอก็รอไปเถอะนะ กูจะกลับไปที่ตึกคณะ” เมื่อคิดได้ว่าไม่ควรเสียเวลา ผมก็รีบเดินออกจากแถวทันที 

หมับ!

“เฮ้ย! เดี๋ยวดิวะ ใกล้ถึงแล้วเนี่ย ใจเย็น ๆ สิเพื่อน” แต่ก็โดนไอ้บอนไซคว้าแขนเสื้อไว้ได้ซะก่อน ทำให้ผมหลบหนีไม่สำเร็จอย่างที่ใจคิด

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะปัดมือเพื่อนจอมตื้อออกอย่างไม่ใยดี “ไม่รอแล้วว่ะ เสียเวลาพักผ่อนหมด” และหันหลังเตรียมเดินหนีจากพวกมันทั้งสองคนอีกครั้ง

ฟุบ!

“โอ้ย!” 

แต่ด้วยความรีบอีกนั่นแหละ เป็นเหตุให้ชนใครบางคนเข้าเต็มแรง แต่คราวนี้ผมมือไวคว้าร่างบางไว้ได้ทัน ทำให้ตอนนี้เราสองคนคล้ายกับว่ากำลังกอดกันอย่างแนบชิด อยู่ท่ามกลางโรงอาหารที่มีนักศึกษานับร้อย

“นายอีกแล้วหรอเนี่ย?” นั่นสิ ทำไมเป็นเธออีกแล้วล่ะเนี่ย 

เดจาวู เค้าเรียกกันแบบนี้ใช่ไหม? เหตุการณ์ที่เหมือนเกิดขึ้นไปแล้ว และกลับมาเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือในกรณีของผมอาจจะเรียกว่า ‘บังเอิญ’ รึเปล่านะ?

มาเฟียรีบผละผมออกทันทีเมื่อเจ้าตัวได้สติ ส่วนผมก็เหมือนจะได้สติแต่ก็อาจจะไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก “เธอนั่นเอง มากินข้าวที่นี่หรอ?” แต่ช่างมันเถอะ ทั้งเรื่องสติของผม ทั้งเรื่องทฤษฎีจิตวิทยาอะไรนั่นด้วย มันไม่มีผลกับผมนักหรอก เพราะถ้าผมอยากสร้างเรื่องให้บังเอิญก็ทำเองได้ไม่ยาก

มาเฟียขมวดคิ้วมุ่ยมองหน้าผมด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ “อืม” 

….??

แค่เนี้ย?

ตอบแค่นี้จริงดิ?

“พวกเธอสองคนรู้จักกันหรอ? ไม่เห็นเธอเล่าให้ฉันฟังเลยมาเฟีย” เพื่อนที่มาพร้อมกันกับมาเฟียพูดขึ้น พรางหันมองหน้าผมกับมาเฟียสลับไปมาด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ รวมถึงเพื่อนทั้งสองคนของผมก็มีอาการมึนงงไม่ต่างกัน

“เปล่า ไม่รู้จักหรอก รีบไปต่อแถวเถอะ” แต่แล้วคำตอบของอีกคน ก็เล่นทำเอาผมหน้าเหวอไปเลย แถมยังเดินหนีไปคนเดียว ปล่อยให้ทุกคนยืนงงเป็นไก่ตาแตกและใช้จิตนาการกันเอาเอง ถึงเหตุการณ์ด่วนที่พึ่งเกิดขึ้นไปเมื่อสักครู่ 

ไม่คิดเลยว่ามาเฟียจะตอบหักหามน้ำใจผมขนาดนี้ ทั้งที่รู้ชื่อกันไปแล้ว แต่กลับบอกว่าไม่รู้จักเนี่ยนะ ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย 

(ผู้หญิงอะไรหยิ่งผยองชะมัด)

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED