พรหมลวง
บทนำ
อาคารสองชั้นดูเก่าทรุดโทรมด้วยคราบน้ำฝนเหลืองปนเขียวคล้ำของตะไคร่เกาะผนังภายนอก ต้นไม้ใหญ่ริมหน้าต่างยืนต้นตายทิ้งใบเหี่ยวแห้งกองเต็มพื้นเหลือไว้แต่กิ่งแห้งผุคาต้น เถาวัลย์เหี่ยวเฉาโรยเถาย้อยลงเรี่ยเกลี่ยดิน โคนต้นสุมด้วยใบไม้เหี่ยวแห้งทับถมจนเน่าเปื่อยน่าขยะแขยงหากจะเดินย่ำไป
มองไม่เห็นความเจริญหูเจริญตาจนหญิงสาวเผลอคิดในใจ
‘บ้านคนแน่หรือ’
ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบดังขึ้นทันที
“ถ้าหล่อนเป็นคน ที่นี่ก็บ้านคนย่ะ”
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวกับเสียงคุ้นหูแต่น้ำเสียงกระโชกโฮกฮากเหมือนโกรธกันมาสักสิบชาติ แต่ที่แน่ๆ หล่อนมาที่นี่คนเดียว แล้วใครกันที่มาตะคอกใส่
หญิงสาวหันกลับไปช้าๆ ใจสั่นมือเย็นเหงื่อชื้น แล้วเบิกตาโพรงกับเจ้าของคำพูดที่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นั่งห้อยขาอยู่บนยอดไม้สูงจนไม่คิดว่าจะมีใครปีนขึ้นไปเล่น เด็กคนนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและเติบโตเป็นหญิงสาวที่หน้าตาเหมือนหล่อนราวกับส่องกระจก
“กรี๊ด!”
หญิงสาวลืมตาโพรง ตกใจตื่นกับเสียงกรีดร้องในความฝันที่ยังจำติดตา
นางสาวศรัย ชัชวาลโชติมองหน้ามารดาแทนคำถามว่าแน่ใจหรือ พูดอีกครั้งได้ไหมและพูดจริงๆ หรือนี่ เพราะมัทนาแม่วัยกลางคนของหล่อนบอกในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการกระทำในอดีตที่เคยหลีกหนีมาจากอาณาจักรชัชวาลโชติของผู้เป็นปู่ตั้งแต่หล่อนยังอยู่ในท้องเสียด้วยซ้ำ แม่ไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมหอบท้องมาอยู่กับตายายที่ออสเตรเลียทั้งที่พ่อกับแม่ก็ยังรักกันดี พ่อบินมาหาเยี่ยมเยียนพวกเราบ่อยๆ บางครั้งก็พาแม่กับหล่อนกลับไปเยี่ยมปู่กับย่า แต่แม่ไม่เคยพำนักในคฤหาสน์หลังใหญ่ของปู่เลย เราเข้าพักที่โรงแรมแล้วไปหาปู่กับย่าอยู่ปรนนิบัติท่านทั้งสองทั้งวันจนค่ำมืดจึงกลับมานอนที่โรงแรมโดยมีพ่อตามมานอนด้วย
อันที่จริงหล่อนก็เห็นว่าแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัวของพ่อซึ่งประกอบไปด้วย ปู่แสวง ย่าคิ้ม อาศิตาน้องสาวแสนสวยของพ่อกับอามานิตย์สามี ที่อยู่รวมกันในบ้านหลังใหญ่พร้อมด้วยอสิตาลูกสาวที่อายุน้อยกว่าหล่อนหนึ่งปี แบบนี้เรียกว่าลูกอิจฉาก็คงไม่ผิด เพราะอาศิตาอยู่กินกับอามานิตย์ก่อนพ่อกับแม่จะแต่งงานกันเสียด้วยซ้ำแต่ไม่มีลูกเสียที พอแม่มีหล่อนอาศิตาก็มีอสิตา แต่หล่อนกับลูกผู้น้องคนนี้ก็รักใคร่สนิทสนมกันดี
แม้กระทั่งย่าน้อยประยงค์ภรรยารองของปู่หรือที่อาศิตาเรียกว่านังเมียน้อย กับอาศิลาลูกชายคนเล็กที่เกิดจากย่าน้อยซึ่งอายุมากกว่าหล่อนประมาณห้าหกปี ทั้งสองคนพักในตึกเล็กหลังคฤหาสน์ใหญ่ ก็สนิทสนมกันดีกับแม่
ทุกคนต่างเป็นมิตรที่ดียามกลับไปเยี่ยมเยียน หากพ่อบินมาหาพวกเราคนที่ชัชวาลโชติต่างก็ฝากของมาให้สม่ำเสมอ และอาศิลาเองเมื่อครั้งที่มาเรียนต่อก็แวะมาหาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ เรียกได้ว่าสนิทสนมกันมากทีเดียว ขนาดหล่อนโตเป็นสาวแล้วอาศิลายังฝากขนมมาให้เรื่อยๆ จนเมื่อพ่อบินมาหาครั้งล่าสุดก่อนพ่อจะจากไปก็ยังฝากขนมที่หล่อนชอบมามากมาย
เมื่อพ่อเสียชีวิตจากเหตุคาดไม่ถึงทุกอย่างเหมือนจะเปลี่ยนไป พวกเรากลับไปร่วมงานศพพ่อท่ามกลางความห่างเหินของคนในครอบครัว พวกเขามองเหมือนเราทำให้พ่อตายเหมือนแม่เป็นฆาตกรทั้งที่ตอนพ่อทำอัตวินิบาตกรรมนั้นหล่อนกับแม่อยู่ต่างประเทศ ส่วนพ่อก็ยิงตัวตายในห้องทำงานที่โรงงานแปรรูปอาหารทะเลซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวซึ่งปู่แสวงเป็นผู้บุกเบิกและริเริ่ม การกระทำของพ่อไม่มีเค้ารางใดๆ ให้คิดว่าพ่อมีเรื่องอัดอั้นตันใจหรือหาทางออกไม่ได้จนต้องตัดช่องน้อยลาโลกไปตามลำพัง
เมื่อตอนได้รับข่าวร้ายหล่อนแทบช็อกร้องไห้ฟูมฟายกอดอาศิลาที่มาส่งข่าวด้วยตนเองเพราะมาติดต่อการค้าให้ปู่ที่ออสเตรเลียพอดี แต่แม่กลับนิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนบอกให้เตรียมตัวเดินทางกลับ แล้วแม่ก็รีบไปบอกตากับยาย ส่วนอาศิลารีบจองตั๋วเครื่องบินให้พวกเรา
งานศพพ่อผ่านไปอย่างอาดูรแต่บรรยากาศในครอบครัวดูห่างเหินแตกแยก และแม่พาพวกเราบินกลับออสเตรเลียทันทีที่เก็บเถ้ากระดูกพ่อไปลอยอังคารเสร็จ จากวันนั้นมาร่วมสองปีแล้วที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมปู่ย่าเลย แต่มาบัดนี้แม่ทำให้หล่อนแปลกใจด้วยการเดินเข้ามาบอกว่าจะย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย กลับไปดูแลปู่ย่าและพักในคฤหาสน์ชัชวาลโชติ
“อยากถามแม่ใช่ไหมว่าทำไม” แม่ถามอย่างรู้ใจ ศรัยจึงพยักหน้าพร้อมยิ้มขวยเขินที่ไม่เคยเก็บสีหน้าหรือแววตาได้
“แม่กลับไปดูแลปู่กับย่า ศรัยก็ต้องไปช่วยทำงานที่บริษัท ปู่จะให้ลูกทำงานแทนพ่อ ไหวหรือเปล่า” แม่มีคำถามต่อท้าย
“ทำงานนะไหวอยู่แล้วค่ะ แต่งานที่พ่อเคยทำมีคนอื่นทำแล้วไม่ใช่หรือคะ”
“แต่ปู่บอกให้ลูกกลับไปทำ เพราะศรัยคือทายาทคนเดียวที่จะรับสืบทอดกิจการของชัชวาลโชติ”
“เอ๊ะ! ทำไมปู่พูดแบบนี้ละคะ อาศิตากับอาศิลาก็ยังอยู่”
“ไม่รู้สิ อาจหมายถึงทายาทรุ่นหลานกระมัง”
“รุ่นหลานยังมีอสิอีกคนนะคะแม่”
“แม่ไม่รู้ใจปู่หรอกหนูอย่าถามให้มากเรื่องเลย เตรียมตัวเดินทาง แล้วไปลาคุณตาคุณยายกัน”
“ต้องรีบขนาดนั้นเลยหรือคะ”
“ปู่จองตั๋วเครื่องบินให้แล้ว” แม่บอกแล้วเดินกลับเข้าห้องนอน คงจะเตรียมของเพื่อเดินทางกลับเมืองไทย ซึ่งย่อมไม่เหมือนการกลับไปในช่วงสั้นๆ อย่างที่ผ่านมา
รถที่แสวงส่งไปรับลูกสะใภ้และหลานสาวกำลังเคลื่อนผ่านประตูที่เปิดกว้างเหมือนเป็นการต้อนรับสองแม่ลูกเข้าสู่อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของตระกูลชัชวาลโชติอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
คฤหาสน์หลังใหญ่หันหน้าออกสู่ทะเลกว้าง ด้านหลังไกลออกไปเป็นอาคารพาณิชย์และตลาดอาหารทะเลอันทันสมัยติดกับแพปลาล้วนแล้วแต่เป็นกิจการของครอบครัวที่เจริญเติบโตมาจากการเป็นเจ้าของเรือหาปลาเล็กๆ เพียงลำเดียวในรุ่นปู่ย่า
ศรัยมองไปรอบๆ อย่างแปลกใจในความรู้สึก สถานที่เดิมๆ แต่รู้สึกไม่คุ้นเคยเช่นเก่า เหมือนเป็นที่ใหม่ท่ามกลางผู้คนแปลกหน้า ทั้งที่คนยืนรอรับหน้าสลอนนั้นล้วนแล้วแต่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี
แต่ที่แปลกไปคือนอกจากย่าที่เห็นนั่งรถเข็นมานานแล้วปู่ของหล่อนก็นั่งรถเข็นเช่นกัน ทั้งที่ตอนมางานศพพ่อเมื่อสองปีก่อนปู่ยังเดินเหินสะดวก เวลาโทรศัพท์พูดคุยกับคนทางนี้ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย
ศรัยหันไปสบตาแม่มีคำถามมากมายแต่แม่กลับพูดอีกอย่าง
“ปู่ย่าออกมารอรับเองเลย รีบลงมาลูก” ก่อนจะลงจากรถเมื่อคนงานมาเปิดประตูให้
ศรัยรีบลงจากรถเดินตามแม่ไปทักทายด้วยการไหว้และโอบกอดทุกคนที่มารอรับอย่างเคยชินและเป็นเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านหลังนี้เพราะเห็นพ่อทำทุกครั้งที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศหรือแม้แต่กลับจากต่างจังหวัด แต่พอหล่อนยกมือไหว้แล้วกำลังจะโผกอดอาศิลา ปู่กับอาศิตาก็กระแอมขึ้นแทบจะพร้อมกัน
แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะหล่อนกอดอาศิลาเต็มวงแขนแล้วกระซิบว่า
“มีทอฟฟี่ให้หนูมั้ยคะอา”
“ยายขี้งกเอ๊ย!” ลูบศีรษะเหมือนหล่อนเป็นแมวน้อย “มีสิคะไว้อาเอามาให้ตอนมื้อค่ำนะ” อาศิลาบอกเสียงเบาพร้อมดันตัวออกห่าง
ศรัยเห็นเขาก้มหน้าทันทีเหมือนหลบสายตาใครจึงหันไปมองด้านหลังตัวเอง เห็นแววตำหนิในดวงตาปู่ก็พอจะรู้ความ จึงรีบเดินเข้าไปคุกเข่าลงแล้วกอดแข้งกอดขา
“ศรัยคิดถึงปู่ม๊ากมาก” น้ำเสียงออดอ้อนทอดยาว
“คิดถึงมากแต่ไม่ยอมมา ถ้าปู่ไม่สั่งให้กลับมาก็คงไม่คิดจะมาหาปู่สินะ”
“อ่า!” หล่อนพูดไม่ออก แต่ไม่ใช่เพราะไม่กล้าเถียงหรือเถียงไม่ได้ เพียงแต่หล่อนกำลังประสานสายตากับตนเอง ที่ยืนอยู่ใต้เงาไม้ตรงมุมตึก
ใช่! ผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนศรัย ชัชวาลโชติตอนส่องกระจกกำลังกวักมือไหวๆ แล้วร่างกายก็หดเล็กลงจนกลายเป็นเด็กทารก ก่อนหายวับไปต่อหน้าต่อตา
บทที่๑ สะใภ้ชัชวาลโชติ
ปีพุทธศักราช ๒๕๓๒
เศวตลูกชายคนโตของแสวงเจ้าของแพปลาและเจ้าของตลาดค้าอาหารทะเลแต่งงานสร้างครอบครัวกับมัทนาอาจารย์สาวของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง หลังแต่งงานแสวงให้มัทนาลาออกจากงานมาช่วยคิ้มกับศิตาแม่และน้องสาวของเศวตดูแลบ้าน เพราะแสวงไม่นิยมชมชอบผู้หญิงที่ทำงานนอกบ้าน แล้วให้อยู่ร่วมกันในบ้านหลังใหญ่ของครอบครัวแม้ลูกๆ ต่างก็มีครอบครัวแล้ว
โดยศิตาน้องสาวแต่งงานกับมานิตย์อดีตคนงานที่มีหน้าที่ขับรถส่งของ แม้จะเป็นแค่คนขับรถแต่มานิตย์ก็ซื่อสัตย์แสวงจึงยินยอมให้แต่งงานและให้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน พร้อมเลื่อนตำแหน่งจากคนขับรถเป็นคนเก็บเงินค่าตลาด
“มัทคงไม่อึดอัดนะที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่กินกงสีแบบนี้” เศวตถามภรรยาเมื่อพาเข้าห้องนอนซึ่งถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวอันน้อยนิดในอาณาจักรใหญ่แห่งนี้
มัทนามองสามีแล้วยิ้มก่อนพูด “ไม่ว่าจะอยู่บ้านพี่หรือบ้านมัทก็อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่เหมือนกัน มัทขอลองอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน”
“หวังว่ามัทจะอยู่ได้ตลอดไป พี่เป็นลูกชายคนโตมีหน้าที่ดูแลกิจการ ดูแลพ่อแม่และน้องๆ ถ้าออกไปอยู่ข้างนอกเกรงจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ”
“ค่ะ มัทจะพยายาม แต่ทำไมพี่ถึงพูดว่าเป็นลูกชายคนโตแทนที่จะพูดว่าเป็นลูกชายคนเดียวละคะ”
เศวตจูงมือหล่อนเดินไปที่หน้าต่างแหวกม่านสีฟ้าอมเทาออก เผยให้เห็นตึกชั้นเดียวสีขาวสะอาดสภาพบอกให้รู้ว่าเป็นตึกเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ต้นไม้โดยรอบก็ยังโตไม่เต็มที่ พร้อมชี้แล้วบอกว่า
“ตึกใหม่พ่อสร้างให้เมียน้อยอยู่กับน้องชายของพี่”
“น้องชาย”
“ใช่จ้ะ ประยงค์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับศิตา มีลูกชายให้พ่อหนึ่งคน ตอนนี้น้องชายพี่อายุสองสามขวบแล้วล่ะ”
มัทนามองหน้าสามีอย่างเห็นใจ หล่อนคิดว่าคงไม่มีใครชอบให้พ่อหรือแม่ตนเองมีคนอื่น หล่อนกำลังจะปลอบใจสามีแต่เขากลับพูดขึ้นก่อน
“แต่มัทไม่ต้องกลัวว่าพี่จะมีใครนะ พี่รักมัทคนเดียว”
“ขอบคุณค่ะ แค่แปลกใจว่าทำไมวันแต่งงานของเราไม่เห็นคุณประยงค์ หรือพ่อไม่ให้เปิดตัวคะ”
“ไม่ใช่แค่พ่อหรอก ทั้งแม่ทั้งศิตาก็ไม่ยอม”
“ไม่ยอมรับแต่สร้างบ้านให้อยู่ ดูแลอย่างดีหรือคะ ก็นับว่ามีน้ำใจ”
“บางทีพี่ก็ไม่เข้าใจพ่อเหมือนกัน ดูไม่ออกว่ารักประยงค์กับลูกไหม หรืออาจแค่รับผิดชอบในชีวิตที่ทำให้เกิดมา แต่น้องเล็กเป็นลูกชายต่อไปก็ได้สืบสกุล ตระกูลพี่มีทายาทแต่ละรุ่นน้อยมาก รุ่นพ่อมีพ่อเพียงคนเดียว” เศวตหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยกลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ
“ส่วนรุ่นพี่ถ้าไม่มีศิลาก็คงมีพี่คนเดียว แล้วครอบครัวหัวโบราณแบบนี้ก็หวังพึ่งพาลูกชายให้สืบทอดกิจการ ดูแลพี่น้องและทรัพย์สมบัติทั้งหมด มัทรู้ไหมว่าตัวเองแต่งงานกับว่าที่มหาเศรษฐีเลยทีเดียวนะ” เศวตหัวเราะกอดแน่นขึ้นทำให้หล่อนพลอยหัวเราะแล้วกอดตอบ แต่ไม่ได้ยินดีกับทรัพย์สมบัติในอนาคตเลย
“มัทไม่รู้หรอกค่ะ รู้แต่ได้แต่งงานกับคนที่มัทรักและรักมัท ก็พอใจแล้ว”