“น้องฟ้าครับ น้องฟ้า น้องฟ้าครับ”
เสียงร่ำเรียกแววดังกังวานเข้ามาในโสตประสาท มือนุ่มนิ่มที่กำลังกรองมาลัยให้ชะงัก แม่หญิงนิ่งฟังให้แน่ใจอีกสักครา ด้วยเธอนั้นหนามิใคร่จักแน่ใจ ยิ่งฟังก็ให้ยิ่งนึกสงสัยว่าเสียงคนผู้นั้นกำลังเรียกหาตนฤๅไม่
“น้องฟ้าครับ น้องฟ้า”
ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งมั่นใจ ‘มิผิดเป็นแน่’ ใครกันมาเรียกหาเธอในยามวิกาลเยี่ยงนี้ แถมในน้ำเสียงนั้นราวกับเป็นเสียงที่แม่หญิงคนงามเคยได้ยินได้ฟังมาหลายครั้งหลายครา ยิ่งได้ยิน ยิ่งรู้สึกคุ้นหูนัก แต่ให้ใคร่ครวญเท่าไรก็นึกไม่ออก ใจดวงน้อยรู้สึกหวิวไหวอย่างประหลาด เพราะแค่ได้ยินเสียงนั้น แม่หญิงก็มิอาจจักนั่งกรองมาลัยอยู่บนเรือนได้อีกต่อไป
นิ้วยาวเรียวดั่งลำเทียนค่อย ๆ ผละจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า ร่างสะโอดสะองขยับลงจากแคร่ไม้อย่างมิรอช้า พร้อมสอดส่ายสายตาชะเง้อแลหาไปยังลานกว้างด้านหน้าเรือน มองแล้วมองเล่า แต่ก็หาได้มีผู้มาเยือนไม่
นางผู้มีเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ก้าวเดินไปยังกระไดเรือนอีกครา เพื่อแลหาให้แน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินนั้นหนาเป็นเสียงของผู้ใด
“น้องฟ้าครับ น้องฟ้า”
ณ ตรงบันไดนั้นเสียงแว่วดังชัดเจนขึ้นอีกครา ยิ่งนำพาให้ใจแม่หญิงกระตุกไหว เพลานั้นเท้าน้อย ๆ ค่อย ๆ เยื้องย่างลงกระได เธอก้าวไปราวโดนสะกดด้วยมนตรา หากมิได้ไปตามเสียงเพรียกหา แม่หญิงคงให้ร้อนในอกร้อนในใจ
แสงจันทร์นวลเฉิดฉายส่องหล้า กระทบดวงหน้างามผุดผาดดั่งจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ดวงตากลมโตดำขลับนั้นเล่ามีแววตาสุกใสดังดวงตากวาง สองตาเฝ้าสอดส่ายแลหาที่มาของเสียง เท้าก็ทำหน้าที่เพียงก้าวย่างไปเบื้องหน้าโดยหาได้เกรงกลัวสิ่งใดในยามราตรีไม่ ยิ่งย่างก้าวก็ยิ่งได้ยินเสียงที่ว่านั้น แลมันค่อย ๆ จักแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งมารู้ตัวอีกคราก็เมื่ออยู่ในป่าที่มิเคยคุ้น ป่าไม้ที่สวยราวสรวงสวรรค์แห่งนี้คือที่ใด ไยดูแปลกตานัก
‘นี่มันที่ใดกัน ไยข้าจึงมิคุ้นตาเลย’
ที่แห่งนี้หาได้เหมือนบริเวณรอบเรือนของตนไม่ ในใจแม่หญิงก่อเกิดคำถาม ด้วยไม่เคยรู้มาก่อนว่าแถวนี้จักมีป่าที่งดงามเยี่ยงนี้ ป่าไม้งามยามต้องกับแสงจันทรา ยิ่งงามเกินพรรณนาได้เมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้าไซร้ พระจันทร์เต็มดวงแลดวงดาวพราวระยับจับใจ สองเท้ายังก้าวเดินไปในป่าพงไพร แลเพียงก้าวถัดมาพาดวงใจไหว เพราะเหล่าผีเสื้อที่เกาะอยู่ตามดอกไม้ใบหญ้าต่างพากันค่อย ๆ ถลากระพือปีกออกโบยบิน
แสงระยิบระยับจากปีกน้อย ๆ ของเหล่าผีเสื้อนั้นเล่า สร้างความอัศจรรย์ใจให้แม่หญิงคนงามเหลือเกิน มิเคยเลย เกิดมามิเคยเห็นผีเสื้อตัวใดมีปีกที่เรืองแสงได้เช่นนี้มาก่อน
“น้องฟ้าครับ น้องฟ้า”
เสียงนั่น...
เสียงคนผู้นั้นยังพร่ำเรียก แลยิ่งดังแว่วมาใกล้หูเต็มที แม่หญิงช่อฟ้าเหลียวซ้ายแลขวา แต่ก็หาได้เจอสิ่งใดไม่ กระทั่งมีลำแสงเจิดจ้าเปล่งประกาย ก่อนจะเลือนหายแล้วปรากฎร่างของชายแปลกหน้าแต่เหมือนว่าจักคุ้นตา เขามายืนยิ้มรอท่า ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นมือมาตรงหน้าพาใจดวงน้อยเต้นระส่ำ
“น้องฟ้าครับ พี่อยู่นี่”
แม่หญิงช่อฟ้าให้อึ้งงัน มองใบหน้าชายผู้นั้นราวกับต้องมนต์เสน่หา เพียงพิศมองให้รู้สึกคุ้นเคยแต่นานมา ราวกับเคยเห็นเขาที่ไหนสักครามาก่อนหน้านี้เนิ่นนาน
ใบหน้าเรียวยาวรับกับขนคิ้วเข้มแลดกหนา แต่ดวงตาเขานั้นเล่ากลับเป็นสีสนิม จมูกรึก็โด่งเป็นสันรับกับปากกระจับได้รูปสวยน่าเชยชิม การแต่งกายของเขาก็ช่างดูแปลกตา มิได้เหมือนชายใดในอโยธยาแต่คลับคล้ายคลับคราอย่างกับพวกฟะรังคี
เพลานั้นภายในใจแม่หญิงรู้สึกราวกับว่า การรอคอยอันนานแสนนานนั้นหนาได้สิ้นสุดลง มือน้อยยื่นไปเบื้องหน้าอย่างเผลอไผล ก่อนจักวางลงไปบนมือหนาอย่างไม่รีรอ
“พี่มารับน้องฟ้าแล้วค่ะ”
สิ้นคำนั้นชายรูปร่างสูงโปร่งก็กุมมือน้อยจนแน่นกระชับ ก่อนจะจับจูงเธอก้าวเดินไปเบื้องหน้า แม่หญิงช่อฟ้าได้แต่ทอดสายตาแลเสี้ยวใบหน้า ความคมเข้มบาดตาช่างพาใจสั่นระรัว
‘รูปงามนักพ่อคุณเอ๋ย งามเหลือเกิน งามกว่าชายใดใน
อโยธยา’
หลังจากเดินก้าวตามเขาไปก็ให้นึกใจหาย เพราะเมื่อเหลียวไปเบื้องหลังกลับกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า เงาในดวงตากลมโตกลับรางเลือน มิอาจสะท้อนเงาของเรือนที่จากมาได้อีกแล้ว
ภายในใจแม่หญิงกระตุกวูบ ก่อนจะค่อย ๆ สะบัดมือออกจากมือหนานั้นอย่างแรง เธอหันกลับไปหวังจักวิ่งกลับเรือน แต่เมื่อก้าววิ่งไปข้างหน้ากลับพบเพียงทางเดินสีขาวแปลกตา หาใช่ป่าดงพงไพรไม่
‘นี่มันกระไรกัน’
เพลานี้แม่หญิงรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังอยู่ในอุโมงค์สีขาว แลมีประตูห้องหับตามทางเดินหลายบาน แถมที่นี่ยังมีแสงสว่างจ้าจนแสบตาไปหมด ความรู้สึกหนาวเหน็บเข้ามาเกาะกุมหัวใจมือบางพาลสั่นไหวแลเย็นเฉียบ แม่หญิงพยายามแลไปโดยรอบ ก็เห็นว่าเธออยู่เพียงลำพัง มิเห็นหน้าเขาผู้นั้นเสียแล้ว...
กระทั่งผ่านไปไม่นาน เธอกลับได้ยินเสียงคนพูดคุยกันดังใกล้เข้ามา คาดว่าพวกเขากำลังจักเดินผ่านมาทางนี้ แม่หญิงหันไปมองตามทางเดินยาวนั้นอีกที คล้ายรอให้มีใครสักคนมาช่วยเหลือให้คลายทุกข์ภัย แต่สิ่งที่เห็นนั้นยิ่งทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้าง กลุ่มคนใส่ชุดสีเขียวแปลกตาสามสี่คน พวกเขาสวมทั้งหมวกคลุมผม อีกทั้งยังมีผ้าคลุมปิดจมูกแลปาก
‘ช่างดูประหลาดนัก’
เสื้อตัวหลวมโคร่ง กับกางเกงสีเดียวกันนั่นหนา ยิ่งพิศมองยิ่งแปลกตาหาได้เคยเห็นมาก่อนไม่
‘แม้แต่แม่หญิงก็นุ่งกางเกงรึ คนพวกนี้เป็นใครกันเล่า’
แม่หญิงจับตามองพวกเขาเหล่านั้นสนทนาพาที กระทั่งมีบุรุษรูปร่างสูงโปร่งในชุดแบบเดียวกันเดินมาสมทบ
“คุณหมอคะ คนไข้พร้อมแล้วค่ะ”
“ครับ”
เพราะเขาไม่ได้ใส่หน้ากากดังเช่นคนอื่น ๆ ดังนั้นแม่หญิงช่อฟ้าจึงเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขาเด่นหราชัดกว่าผู้ใด เธอได้แต่อ้าปากค้าง เมื่อเห็นว่าเขาคือ ‘ชายผู้นั้น’
ชายผู้ที่หลอกล่อเธอมาถึงที่นี่ เขาและกลุ่มคนเหล่านั้น เดินผ่านหน้าเธอไปไม่แม้แต่จะชายตามอง ทำราวกับว่าไม่เห็นเธอยืนอยู่ตรงนี้ แม้เธอพยายามจะเรียกขาน แต่เขากลับเดินผ่านโดนมิไยดี
“เดี๋ยว รอสักประเดี๋ยวเจ้าค่ะ รอก่อน ท่านโปรดพาข้ากลับเรือนก่อน ไยพาข้ามาทิ้งขว้างไว้เยี่ยงนี้กันเล่า ได้ยินข้าฤๅไม่ รอข้าก่อน”
แม้พยายามตะโกนเรียกเขาสักเท่าใด แต่พวกเขาก็ไม่มีใครได้ยินเธอแม้สักคน ทำราวไม่เห็นเธอได้อย่างไรกันเล่า เธอไม่ย่อท้อยังก้าวเดินตามไป พร้อมเรียกเขาไม่ได้หยุด
“ไยมิพาข้ากลับเรือน ข้าอยากกลับเรือนแล้วเจ้าค่ะ ใจไม้ไส้ระกำนักมาทิ้งข้าไว้เยี่ยงนี้ได้อย่างไร?”
แม่หญิงรีบสาวเท้าวิ่งตามชายผู้นั้นไป แต่ยิ่งวิ่งเท่าใดเขาก็กลับยิ่งเดินห่างไปไกล ทุกที ทุกที
เวลานี้เธอรู้สึกอ้างวางเดียวดาย ภายในใจมาดหมายเพียงอยากจักกลับเรือน แต่มิรู้ว่าจักกลับไปได้เยี่ยงไร แลมิเข้าใจว่าไยเขาถึงพาเธอมาทิ้งขว้างไว้ในที่แห่งนี้ แม่หญิงช่อฟ้าน้ำตาเอ่อคลอ ก่อนจะทิ้งกายลงนั่งกอดเข่าด้วยความเดียวดาย ใจมิวายรู้สึกหวาดกลัวเหลือเกิน
เธอนั่งซุกหน้าลงกับเข่า กระทั่งรู้สึกถึงไออุ่นที่กำลังกระทบอยู่บนศีรษะ ใช่... มีใครบางคนกำลังลูบศีรษะของเธออยู่ เวลานี้เธอได้รับรู้ว่ามิได้อยู่เพียงลำพัง แม่หญิงจึงแหงนเงยหน้ามองเจ้าของมือที่แสนอบอุ่นนั้น ก่อนจะชะงักงันไปอีกครา...
“พี่อยู่นี่แล้วค่ะน้องฟ้า ไม่ต้องกลัวนะคะ”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มแลอบอุ่น บวกกับแววตาเอื้ออาทรนั้นทำให้แม่หญิงพลันอุ่นวาบไปทั้งใจ
“ท่าน”
“เรียกพี่ว่าพี่หมอก็ได้ค่ะ”
“พี่หมอ พี่หมอรึ”
“ครับ เรียกพี่ว่าพี่หมอ”
“พี่หมอเจ้าขา โปรดพาข้ากลับเรือนด้วยเถิด อยู่ที่นี่ข้ารู้สึกหวาดกลัวนัก”
แม้รู้สึกว่าชื่อเขาประหลาดนัก แต่ก็ยังเอ่ยเรียกอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะช่วยพาเธอกลับเรือน
“อยู่กับพี่น้องฟ้าไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น น้องฟ้าโปรดอยู่ที่นี่กับพี่เถอะนะครับ ได้โปรดมาเป็นขวัญ เป็นกำลังใจให้พี่ รู้ไหม เป็นหมอมันเหนื่อย บางครั้งพี่ก็เหงา ถ้าเรามาอยู่ด้วยกันพี่คงดีใจ คงไม่เหงาและคงหายเหนื่อยหากได้เห็นหน้าน้องฟ้าทุกวัน”
เขาเอ่ยบอกพร้อมยิ้มดวงตาเป็นประกาย ใบหน้านั้น รอยยิ้มนั้น ราวกับจักหลอกล่อให้แม่หญิงหลงใหล ยิ่งเมื่อเขาสวมกอดเธอไว้แนบกาย นั่นยิ่งทำให้เธอแทบลืมหายใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ภายในใจยิ่งกระหน่ำเต้นโครมครามอย่างห้ามไม่ได้
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก...
ร่างอรชรนอนดิ้นกระสับกระส่าย เหงื่อเม็ดใสเริ่มผุดพรายไปทั่วกรอบใบหน้าขาวผ่องใส คิ้วเรียวโก่งโค้งดั่งคันสรขมวดแทบเป็นปม ปากกระจับสีชาดนั้นเล่าค่อย ๆ ขยับเขยื้อนเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนกระวนใจ
“ปล่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าอยากกลับเรือน พาข้ากลับเรือนได้ฤๅไม่เจ้าคะ”
“พี่หมอ พี่หมอเจ้าขา โปรดอย่าหลอกล่อข้า ข้าอยากกลับเรือน”
เสียงของแม่หญิงดังลั่น พลอยทำให้ลำดวนผู้เป็นบ่าวซึ่งนอนอยู่ข้างเตียงรู้สึกตัวตื่น นางบ่าวคนสนิทแลไปยังเตียงกว้าง เห็นแม่หญิงคนงามนอนละเมอพร่ำเพ้อเสียงหลง นางบ่าวจึงเอ่ยเรียกขาน
“แม่หญิง แม่หญิงเจ้าขา เป็นกระไรไปเจ้าคะ”
แม่หญิงช่อฟ้ารู้สึกตัวตื่น สีหน้าเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจ มิเคยเลย มิเคยใกล้ชิดกับชายใดเยี่ยงนี้มาก่อนเลย
“แม่หญิงเป็นกระไรไปเจ้าคะ”
ลำดวนเอ่ยถามอีกครั้ง
“อ่า... พี่ลำดวน พี่ลำดวนดอกรึ”
“เจ้าค่ะ พี่ลำดวนเอง แม่หญิงฝันร้ายรึเจ้าคะ”
สีหน้าและท่าทางตื่นตระหนกของแม่หญิง มิได้รอดพ้นแก่สายตานางบ่าว
“ข้าฝัน ใช่ข้าเพียงฝัน เพียงฝันเท่านั้นแลพี่ลำดวน”
เอ่ยปลอบใจตัวเองแม้รู้สึกว่าฝันนั้นมันมิเหมือนดั่งฝัน
“ฝันกระไรเจ้าคะ ฝันร้ายรึเจ้าคะ ขวัญเอ๋ยขวัญมา ฝันร้ายจักกลายเป็นดีหนาเจ้าคะ”
นางบ่าวคนดีเอ่ยปลอบ
“แต่ในฝันมันน่ากลัวเหลือเกินพี่ลำดวน”
สีหน้าแลแววตาแม่หญิงยังหวาดหวั่น อาการเช่นนั้นยิ่งทำให้นางบ่าวอยากรู้ว่าผู้เป็นนายฝันเยี่ยงไร
“ฝันว่ากระไรเจ้าคะ”
“ข้าฝัน..ฝันว่าจากเรือนแห่งนี้ไปไกลแสนไกล ทำอย่างไรก็มิอาจกลับมาได้”
เจ้าของนัยน์ตาหม่นแสงเอ่ยบอกทั้งสีหน้ากังวล
“หือ เช่นนั้นรึเจ้าคะ พี่ลำดวนว่าแม่หญิงสีฟัน ล้างหน้า แล้วไปหาแม่นายก่อนดีฤๅไม่เจ้าคะ อย่าเพิ่งวิตกกังวลไปเลย บางทีแม่นายอาจจักช่วยแนะนำกระไรดี ๆ ที่ทำให้แม่หญิงรู้สึกสบายใจขึ้นก็เป็นได้”
แม่นายเฟื่องฟ้าผู้เป็นมารดาของแม่หญิงช่อฟ้านั้นทั้งฉลาดและมีไหวพริบ ลำดวนคิดว่าบางครานางผู้เป็นแม่อาจจักช่วยคลายวิตกให้แก่แม่หญิงผู้เป็นลูกได้
ทันทีที่แม่หญิงผู้เป็นลูกย่ำเท้าเข้ามาหา แม่นายเฟื่องฟ้าผู้เป็นมารดาก็เอ่ยถามอย่างมิรอช้า ด้วยลำดวนนั้นได้เล่าให้นางฟังว่าบุตรสาวแสนรักนั้นฝันร้าย แล้วดูสีหน้าลูกของนางสิ เพลานี้ช่างดูทุกข์ตรมเสียจริง
“ได้ยินว่าลูกฝันร้ายรึแม่ช่อฟ้า ฝันว่ากระไรไยต้องทำหน้าตรมอมทุกข์เยี่ยงนั้นเล่า”
แค่เห็นใบหน้าของลูก แม่นายเฟื่องฟ้าก็ยิ่งอยากรู้ว่าความฝันนั้นมันเป็นเช่นไร
“ลูกทุกข์เพราะในฝันมันแสนเศร้าเจ้าค่ะคุณแม่ ลูกทุกข์ใจนัก ใจจักขาดเพียงเพราะต้องจากเรือนแห่งนี้ไปไกลแสนไกลเจ้าค่ะ”
“ไหน ฝันว่าเยี่ยงไร เล่าให้แม่ฟังสิ”
“ลูกฝันว่ามีคนเรียกหาลูกเจ้าค่ะ เสียงมันดังก้องอยู่ในหู จนลูกร้อนใจ ต้องลงจากเรือนไปตามหาที่มาของเสียง แต่ก็มิพบผู้ใด กระทั่งรู้ตัวอีกคราลูกก็อยู่ในป่าเสียแล้ว ป่าแห่งนั้นงดงามราวสรวงสวรรค์ อีกทั้งคืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงท้องฟ้าก็มีดาวระยิบระยับมากมาย แลที่แห่งนั้นเสียงของเขาผู้นั้นก็ชัดเจนขึ้นเจ้าค่ะ”
“เขาผู้นั้นรึ”
สิ่งที่ได้ยินทำให้แม่นายเฟื่องฟ้าเขม้นมองลูกสาวเพียงคนเดียวมิวางตา
“เจ้าค่ะคุณแม่ ชายผู้นั้นเขาหลอกล่อลูก เขาเรียกลูกไปเจ้าค่ะ แม้คำที่เขาใช้เรียกขานนั้นจักแปลกนัก เรียกลูกว่าฟ้าเจ้าค่ะ เรียกว่าน้องฟ้า หาได้เรียกช่อฟ้าไม่ แต่ลูกรู้เจ้าค่ะคุณแม่ รู้ว่าเขาเรียกลูกเป็นแน่แท้”
“แล้วชายผู้นั้นเขาเป็นใครกันรึแม่ช่อฟ้า”
“เขา...ลูกมิทราบเจ้าค่ะ เพียงแต่รู้สึกคุ้นตานัก ทั้งน้ำเสียง แลรูปร่างหน้าตาดูคุ้นตาราวกับเคยเห็นเขาที่ใดมาก่อน อีกทั้งการพูดการเจรจาของเขาผู้นั้นเล่า หาได้เหมือนผู้ใดใน
อโยธยาไม่ การแต่งกายก็เฉกเช่นเดียวกัน เขาแต่งกายราวกับพวกฟะรังคีเจ้าค่ะคุณแม่”
“โอ้ พวกฟะรังคีรึ? แล้วชายผู้นั้นรูปร่างหน้าตาเป็นเยี่ยงไรเล่าแม่ช่อฟ้า รูปงามฤๅไม่”
แม่นายเฟื่องฟ้าเอามือทาบอก ก่อนจักหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์กับลำดวนผู้เป็นบ่าว
“เขาผู้นั้นรูปงามนักเจ้าค่ะ รูปงามมิเหมือนใครในอโยธยา ราวกับเขามีส่วนผสมระหว่างชาวอโยธยากับพวกฟะรังคี ลูกมิเคยเห็นใครรูปงามเหมือนเขามาก่อนเลย”
แม่หญิงพยายามอธิบาย พลันแม่นายผู้เป็นแม่ก็ตบเข่าฉาด ก่อนจะหัวร่อต่อกระซิกกับนางบ่าวเสียงดังลั่น
“นั่นประไรอย่างที่ข้าคิดไว้มิมีผิด ฝันดีเยี่ยงนี้ ข้าว่าลูกข้าคงจักได้เจอเนื้อคู่เป็นแน่แท้ เจ้าเห็นด้วยฤๅไม่ลำดวน ฮ้าฮ้าฮ้า”
“เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะแม่นาย แม่หญิงฝันดี๊ดีเจ้าค่ะ คริคริ”
แม่หญิงมองผู้เป็นแม่แลบ่าวคนสนิทอย่างตัดพ้อ ดูเอาเถิดทั้งสองหัวร่อราวกับชอบอกชอบใจกระไรนัก
“มิใช่ฝันดีเลยสักน้อย ไยคุณแม่กับพี่ลำดวนถึงได้ยิ้มหน้าระรื่นกับฝันร้าย ๆ ของลูกเล่าเจ้าคะ เนื้อคู่กระไรลูกมิอยากมีเจ้าค่ะ”
คนกำลังทุกข์ใจเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงมิใคร่พอใจนัก
“โธ่เอ๋ยแม่ช่อฟ้า เนื้อคู่นั้นเล่าเพลามันจักมามันก็มา ผู้ใดจักปฏิเสธหาได้ไม่ อย่าคิดมากไปเลยหนาลูก ฝันนี้ย่อมดีนักแล ดูอย่างแม่สิก่อนจักได้เจอกับคุณพ่อ ยังเคยฝันคลับคล้ายคลับคลาราวฝันของลูกนี่แล”
ผู้เป็นแม่เอ่ยไปยิ้มไป มันรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจเมื่อคิดว่าจักได้ลูกเขย
“คุณแม่เจ้าขา หาได้เหมือนกันไม่เจ้าค่ะ เพราะชายผู้นั้นเขาจักมาพรากลูกไปจากคุณแม่หนาเจ้าคะ พรากไปไกลนัก จักเป็นเนื้อคู่ได้เยี่ยงไรเจ้าคะ”
อย่างไรแม่หญิงก็ไม่เชื่อ เนื้อคู่ที่ไหนจะมาพรากเธอไปไกลถึงเพียงนั้น
“มิมีผู้ใดพรากเจ้าไปจากแม่ได้ดอกแม่ช่อฟ้า อย่าคิดมากไปเลยเจ้า”
คนเป็นแม่เหมือนจะเอ่ยปลอบแต่ก็แอบขบขันในท่าทีของแม่หญิง
“มีเจ้าค่ะ เขาผู้นั้นอย่างไรเล่า เขาเอาแต่เรียกหาลูก หลอกล่อลูกจนลูกต้องไปกับเขา แต่เมื่อลูกไปแล้ว ลูกจักกลับมาหาคุณแม่มิได้ คุณแม่เจ้าขาเพลานั้นลูกใจจักขาด มิรู้ว่าจักกลับมาหาคุณแม่ได้เยี่ยงไรเจ้าค่ะ”
“กลับมิได้ก็มิต้องกลับ อยู่กับบุรุษผู้รูปงามนั่นแลเจ้า แม่จักไปว่ากระไร คริคริ”
“คุณแม๊”
ดูเอาเถิดแม่ของเธอยังพูดเป็นเล่น คิดแล้วแม่หญิงก็อยากจะร่ำไห้ เป็นชายรูปงามแล้วอย่างไรเล่า มีสิทธิ์อันใดมาพรากเธอไปจากพ่อแลแม่ เรื่องราวในฝันนั้นช่างน่ากลัวนัก แม้เธอจักตื่นจากฝันแล้ว แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ยังคอยรบกวนจิตใจ แค่คิดเธอก็ให้น้ำตารินไหลอาบสองแก้ม
“โถ..แม่ช่อฟ้า อย่าได้หม่นเศร้าไปเลยลูก เจ้าเป็นคนคิดมากตั้งแต่เมื่อใด เฮ้อ.. เอาอย่างนี้เถิดหนา วันนี้เจ้าจักไปค้างที่เรือนคุณย่ามิใช่รึ วันพรุ่งเจ้าก็ให้คุณย่าพาไปรดน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลดีฤๅไม่?”
แม่นายเฟื่องฟ้าเสนอ ในขณะที่มือคนเป็นแม่นั้นเฝ้าเช็ดน้ำตาให้คนขี้แย ลูกสาวนางนี่กระไร ปีนี้อายุย่างสิบแปดปีแล้ว แต่ยังร้องไห้เป็นเด็ก ๆ
“ดีเจ้าค่ะคุณแม่ ลูกจักให้คุณย่าพาไป เช่นนั้นเรารีบไปหาคุณย่ากันเถอะพี่ลำดวน”
“ไปเจ้าค่าแม่หญิง พี่ลำดวนจัดข้าวจัดของให้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็รีบไปเถิด ประเดี๋ยวคุณย่าท่านจักคอย อ้อ ลำดวนเจ้าดูแลแม่หญิงให้ดีด้วยหนา”
ผู้เป็นแม่กำชับนางบ่าว
“เจ้าค่ะแม่นาย”
“จักไปไหนกันรึแม่ช่อฟ้า”
นายช่างแก้ว ช่างทองหลวงผู้มีฝีมือไม่เป็นสองรองใครในอโยธยาออกจากหอนอนมาพอดิบพอดี เพียงได้ยินว่าผู้เป็นบุตรสาวจักเดินทางไปไหนสักที่ คนหวงลูกสาวอย่างท่านจำต้องเอ่ยถามเอาความเสียหน่อย
“คุณพ่อ มาแล้วรึเจ้าคะ ลูกกำลังจักไปเยี่ยมคุณย่าเจ้าค่ะ จักไปค้างที่นั่นสักคืน รับปากท่านไว้แล้วเจ้าค่ะ”
“แม่ช่อฟ้าของพ่อช่างน่ารักแลกตัญญูนัก เช่นนั้นคุณย่าคงจักดีใจที่เจ้าไปหาท่าน ทำดีแล้วลูก”
เพียงได้ยินว่าลูกสาวจะไปหาแม่ของตน นายช่างแก้วก็ยิ้มด้วยความยินดี ท่านนั่งลงข้าง ๆ แม่หญิง ก่อนจะใช้มือลูบศีรษะเธอด้วยความรักแลเอ็นดู ลูกสาวช่างว่านอนสอนง่าย ภายนอกว่างดงามแล้วไซร้ จิตใจบุตรสาวนั้นเล่าก็งามไม่แพ้กัน
“มิต้องร่ำลากันนานดอกค่ะคุณพี่แก้ว ป่านนี้ฝีพายกับแม่ลำดวนรออยู่ที่ท่าน้ำแล้วกระมัง เช่นนั้นเราไปส่งลูกลงเรือกันเถิดเจ้าค่ะ”
“ไปสิแม่เฟื่อง”
ว่าแล้วผู้เป็นพ่อแลแม่ก็เดินลงท่าไปส่งแม่หญิงลงเรือด้วยตัวท่านเอง
เพียงแค่เท้าน้อย ๆ ก้าวลงลำเรือไป แม่หญิงช่อฟ้าก็รู้สึกใจหายวาบ ช่างประหลาดนัก! แม่หญิงหันกลับไปมองสบตาพ่อแลแม่ก็ให้รู้สึกเศร้า แต่ก็ยังฝืนยิ้มให้พวกท่านก่อนจักกล่าวคำลา
“ลูกกราบลาคุณพ่อคุณแม่เจ้าคะ วันพรุ่งลูกจักรีบกลับเรือน”
“ไปดีมาดีหนาลูกพ่อ แม่ลำดวน พ่อฝีพาย พวกเจ้าดูแลลูกข้าให้ดีด้วย”
“เจ้าค่ะ / ขอรับ”
นางบ่าวแลฝีพายรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ
“แม่ช่อฟ้าวันพรุ่งอย่ากลับให้มืดค่ำนักนะลูก แล้วอย่าลืมให้คุณย่าท่านพาไปรดน้ำมนต์ด้วยเล่า เดินทางปลอดภัย โชคดีมีชัยหนาลูกแม่”
“เจ้าค่ะคุณแม่”
สิ้นคำนั้นฝีพายร่างกายกำยำก็ใช้มือที่จับไม้พายจ้วงลงไปในผืนน้ำ กระทั่งน้ำแตกกระจายเป็นคลื่นเล็ก ๆ ส่งให้เรือลำน้อยค่อย ๆ ลอยลำห่างออกไปจนไกลลับตา โดยผู้เป็นพ่อแลแม่นั้นหนามิได้รู้ว่าในวันข้างหน้าจักเป็นเช่นไร?