ไอวี่ วรโชติ POV:
คำพูดนั้นลอยค้างอยู่ในอากาศที่หนาวเหน็บ เป็นทั้งคำสั่งและคำตัดสินประหารชีวิต ลูกน้องของฉันเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียว เป็นหน่วยที่ไร้รอยต่อของความภักดีและความรุนแรงที่ฉันบ่มเพาะมานานหลายปี ร่างกายของภาคินเกร็งขึ้น มือของเขาวางลงบนเอวด้านหลังตามสัญชาตญาณ ที่ที่เขามักจะเหน็บปืนไว้เสมอ
“ไอวี่ อย่า” เขาเตือน เสียงของเขาคำรามต่ำ นักวางแผนผู้เยือกเย็นหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยสัตว์ร้ายที่จนตรอกที่ฉันคุ้นเคยตั้งแต่สมัยยังเด็ก
แต่ฉันไม่คิดจะฟังคำเตือนอีกต่อไปแล้ว ความไว้ใจในตัวเขาเคยเป็นเหมือนภูผาที่แข็งแกร่งและไม่เคยสั่นคลอนมาตลอดสองทศวรรษ แต่ในบ่ายวันเดียว เขากลับทลายมันลงจนเป็นผุยผง
เขาพยายามจะก้าวเข้ามาหาฉัน มือของเขายื่นออกมา “เรามาคุยกันดีๆ เถอะ”
ฉันผงะถอยหลังราวกับว่าสัมผัสของเขาจะแผดเผาฉัน “อย่ากล้ามาแตะต้องตัวฉัน” ฉันตวาด “หลังจากที่มือของคุณไปลูบไล้มันมาแล้ว”
เด็กสาวคนนั้น เกวลิน สะอื้นอยู่ข้างหลังเขา ดวงตาสีน้ำตาลโตของเธอคลอไปด้วยน้ำตา เธอดูหวาดกลัว เหมือนลูกกวางที่ติดอยู่ในเป้าสายตา มันเป็นการแสดงที่แนบเนียนมาก
“เราจบกันแล้ว ภาคิน” ฉันพูด คำพูดนั้นรสชาติเหมือนกรด “เรื่องนี้ เรื่องของเรา อาณาจักรนี้—มันจบแล้ว ฉันต้องการหย่า”
เขากล้าดียังไงทำหน้าตกใจ “หย่าเหรอ ไอวี่ มีเหตุผลหน่อยสิ”
“มีเหตุผลเหรอ” เสียงหัวเราะขมขื่นหลุดออกมาจากริมฝีปากของฉัน “คุณต้องการให้ฉันมีเหตุผลเหรอ” ฉันดึงปืนของตัวเองออกมาจากซองที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อโค้ท โลหะเย็นเยียบเป็นความคุ้นเคยที่ปลอบประโลมในมือของฉัน ฉันไม่ได้เล็งไปที่เขา ฉันเล็งไปที่มัน “เหตุผลก็คือฉันควรจะยิงกระสุนใส่หัวอีตัวของคุณ โทษฐานที่มันลบหลู่ความทรงจำของครอบครัวฉัน”
อากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ลูกน้องของฉันชักอาวุธออกมา เป็นการเผชิญหน้าที่ประตูสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พังทลายของเรา เกวลินร้องสะอื้นออกมาเบาๆ
“หลีกไป ภาคิน” ฉันสั่ง
เขาไม่ขยับ เขากลายเป็นกำแพงกล้ามเนื้อและความโกรธเกรี้ยว บังเธอไว้จนมิด “เธอต้องข้ามศพฉันไปก่อน”
“อย่าท้าทายฉัน”
ฉันเหนี่ยวไก
เสียงปืนดังสนั่นในความเงียบของฤดูหนาว มันไม่ได้โดนเธอ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะยิงเธอ กระสุนพุ่งเข้าวงกบประตูไม้ห่างจากหัวเธอเพียงไม่กี่นิ้ว เศษไม้กระจายว่อน
เกวลินกรีดร้อง เสียงแหลมบาดแก้วหู เธอล้มพิงภาคิน ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
และในวินาทีนั้น เขาก็เคลื่อนไหว เร็วกว่าที่ฉันเคยเห็นเขาเคลื่อนไหวมาหลายปี เขาพุ่งเข้ามาหาฉันในสองก้าวยาวๆ มือของเขาบีบข้อมือฉันแน่น บังคับให้แขนฉันลดลง ความแรงในการบีบของเขามหาศาลและไร้ความปรานี ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาที่แขนของฉัน คมกริบและรุนแรง
“พอได้แล้ว” เขาขบกรามพูด ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากฉันเพียงไม่กี่นิ้ว ดวงตาของเขา ดวงตาสีเข้มคู่เดียวกับที่เคยจ้องมองฉันด้วยความรัก ตอนนี้กลับเย็นชา แข็งกระด้างเหมือนเศษหินออบซิเดียน
แรงกดที่ข้อมือของฉันบดขยี้กระดูกเข้าด้วยกัน ฉันเห็นรอยแผลเป็นบนหลังของเขาในใจ รอยแผลเป็นที่เขาได้มาเพื่อฉัน มือข้างนี้ มือที่กำลังทำให้ฉันเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เป็นมือเดียวกับที่เคยดึงฉันขึ้นมาจากซากปรักหักพังของชีวิตเก่าของเราครั้งแล้วครั้งเล่า
น้ำตาร้อนๆ หยดหนึ่งไหลลงมาตามแก้มที่เย็นเฉียบของฉัน ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะความเจ็บปวดที่แขน แต่เป็นความเจ็บปวดทรมานในอก เมื่อเห็นน้ำตาหยดนั้น บางอย่างในตัวเขาก็สะดุดลง มือของเขาคลายลงชั่วครู่
นั่นคือช่องว่างทั้งหมดที่ฉันต้องการ
ฉันไม่ใช่เด็กสาวที่เขาต้องปกป้องอีกต่อไปแล้ว ฉันคือราชินี ฉันบิดตัว ใช้แรงของเขาเองสวนกลับ และยกเข่ากระแทกเข้าที่ท้องของเขาอย่างแรง เขาร้องอู้อี้ สะดุดถอยหลัง มือของเขาปล่อยจากข้อมือฉัน
แขนของฉันห้อยอย่างหมดแรง ข้อมือของฉันเจ็บปวดอย่างรุนแรง แต่สายตาของฉันยังคงจับจ้องไปที่เขา เขายืดตัวตรง หายใจหอบ แต่เขาไม่ได้ดูโกรธ เขาดู... เป็นห่วง
“ข้อมือเธอ” เขาพูด พลางก้าวเข้ามาหาฉัน “ขอดูหน่อย”
เขาเอื้อมมือมาหาฉันอีกครั้ง เป็นนิสัยเก่าแก่ที่ฝังลึกที่ต้องการจะรักษาบาดแผลของฉัน เหมือนกับที่เขาเคยทำความสะอาดและพันแผลให้ฉันตอนที่เรายังเป็นเด็ก สัมผัสของเขาช่างระมัดระวังและอ่อนโยน
“ออกไปให้พ้น” ฉันคำราม พลางถอยห่าง
เขาหยุดนิ่ง มือของเขาค้างอยู่ในอากาศระหว่างเรา “ไอวี่ เธอเจ็บนะ”
“คุณทำฉันเจ็บ” ฉันสวนกลับ “แค่นี้” ฉันชี้ไปที่ข้อมือที่บวมเป่งด้วยมือข้างที่ดี “มันเล็กน้อยมาก มันรักษาได้ แต่สิ่งที่คุณทำในนั้น” ฉันพยักพเยิดไปทางบ้านพัก “มันไม่มีวันรักษาได้”
ความเด็ดขาดในน้ำเสียงของฉันดูเหมือนจะกระทบใจเขา ความกังวลในดวงตาของเขาถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าและยอมจำนนที่คุ้นเคย เขารู้จักฉันดี เขารู้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันขีดเส้นที่ไม่มีวันลบเลือนได้
ฉันมองข้ามเขาไป มองเด็กสาวที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนระเบียง แล้วฉันก็หันกลับมามองเขา ผู้ชายที่เป็นโลกทั้งใบของฉัน
“มันจบแล้ว ภาคิน” ฉันกระซิบ คำพูดนั้นรู้สึกเหมือนถูกฉีกออกมาจากจิตวิญญาณของฉัน ฉันหันหลังให้เขา ให้บ้านพัก ให้ยี่สิบปีที่เราสร้างร่วมกันมา ฉันเดินไปที่รถของฉัน ทุกย่างก้าวคือการฝืนใจอย่างแท้จริง
ลีโอ มือขวาของฉัน เปิดประตูให้ฉัน ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม
“นายหญิงครับ” เขาถามเสียงต่ำ
“กลับบ้าน” ฉันพูด เสียงของฉันสั่นเครือในคำสุดท้าย
ขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป ฉันมองกระจกหลัง ภาคินยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองฉันจากไป เขาไม่ได้ขยับมาหยุดฉัน เขากำลังปล่อยให้ฉันไป และในอ้อมแขนของเขา เขากำลังประคองเด็กสาวที่กำลังร้องไห้ ปลอบโยนเธอ
เขาได้เลือกแล้ว
ไอวี่ วรโชติ POV:
ฉันนั่งอยู่ในความมืดของเพนต์เฮาส์ของเรา แสงไฟจากเมืองกรุงเทพฯ ส่องประกายระยิบระยับอยู่เบื้องล่างเหมือนเพชรที่กระจัดกระจาย เอกสารหย่าร้างวางอยู่บนโต๊ะไม้มะฮอกกานีขัดเงา โดยที่ยังไม่มีใครเซ็นชื่อ หนึ่งวันผ่านไป แล้วก็สองวัน ทนายของฉันโทรมาสามครั้ง ภาคินไม่ปรากฏตัว เขาไม่โทรมา
ความเงียบเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่น่าอึดอัดซึ่งเติมเต็มทุกมุมของชีวิตที่เราสร้างขึ้นมา ฉันคาดหวังว่าจะมีการต่อสู้ การเจรจา หรือสงคราม ฉันไม่ได้คาดหวังว่าจะถูกเมินเฉยเหมือนคู่นอนคืนเดียว
ในวันที่สาม มีพัสดุมาส่ง เป็นกล่องเล็กๆ สวยหรูที่ส่งโดยบริษัทขนส่ง มันไม่ได้มาจากภาคิน ที่อยู่ผู้ส่งเป็นตู้ไปรษณีย์ทั่วไป มือของฉันนิ่งสนิทขณะที่เปิดมันออก ข้างใน บนเบาะกำมะหยี่สีดำ มีกรอบรูปสีเงินวางอยู่
มันเป็นรูปของภาคินกับเกวลิน พวกเขาอยู่ที่บ้านพัก เขานั่งอยู่บนชิงช้าระเบียง และเธอนอนขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ศีรษะของเธอซบอยู่บนอกของเขา เขากำลังยิ้ม ไม่ใช่รอยยิ้มจอมปลอมที่ใช้ในที่สาธารณะ แต่เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและอ่อนโยนที่ส่งไปถึงดวงตาของเขา เป็นรอยยิ้มแบบที่เขาเคยมีให้ฉันคนเดียวเท่านั้น มือของเขาวางอยู่บนท้องของเธออย่างปกป้อง
ใต้รูปถ่ายมีโน้ตเขียนด้วยลายมือที่อ่อนช้อยและโค้งมน
เขาบอกว่าฉันทำให้เขานึกถึงคุณ แต่คุณแก่แล้ว และคุณให้ในสิ่งที่เขาต้องการไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่ฉันให้ได้ อนาคตเป็นของเรา
ซ่อนอยู่ในโน้ตคือรูปอัลตราซาวนด์ ภาพเล็กๆ ที่เป็นเม็ดๆ ของชีวิตที่เพิ่งเริ่มต้น
ฉันไม่ได้แตกสลาย ฉันไม่ได้กรีดร้อง ฉันแค่จ้องมองภาพนั้น ความโกรธที่เย็นชาและเป็นระบบก่อตัวขึ้นในใจฉัน เขาไม่ได้แค่แทนที่ฉัน เขากำลังแทนที่ลูกชายของเรา
“ลีโอ” ฉันพูดผ่านอินเตอร์คอม “ไปหามันมา ฉันไม่สนว่าจะต้องทำยังไง ไปหาเด็กคนนั้นมา”
ชื่อในประวัติการทำงานของเธอที่ร้านกาแฟในเมืองที่เธอเคยทำงานคือ เกวลิน เอสปิโนซา ความย้อนแย้งมันหนาแน่นจนน่าคลื่นไส้ เขาไปหาเด็กผู้หญิงที่มีชื่อคล้ายกับฉัน ของลอกเลียนแบบราคาถูก
แผนของฉันง่ายมาก ภาคินจะไม่เซ็นเอกสารเหรอ ได้เลย ฉันจะให้เหตุผลเขาเอง ฉันจะพรากอนาคตใหม่ที่ล้ำค่าของเขาไป และฉันจะทำให้เขาต้องดู
เราเจอเธอในอีกสองวันต่อมา ขณะที่เธอกำลังออกจากคลินิกฝากครรภ์ ลูกน้องของฉันเป็นมืออาชีพ เธอถูกจับยัดเข้าไปในรถตู้สีดำก่อนที่เธอจะทันได้กรีดร้องด้วยซ้ำ
จุดนัดพบคืออู่ต่อเรือเก่า สถานที่แห่งสนิมและความเสื่อมโทรมที่ขอบเมือง สถานที่ที่เราเคยปิดดีลมากมายและจบชีวิตคนมานับไม่ถ้วน ท้องฟ้าเป็นสีตะกั่ว เป็นสีเทาที่หนักอึ้งและกดดันซึ่งเข้ากับอารมณ์ในจิตวิญญาณของฉัน ลมกระโชกแรงพัดมาจากทะเลสาบ นำพาคำสัญญาของลูกเห็บมาด้วย
เมื่อฉันไปถึง เกวลินก็อยู่ที่นั่นแล้ว เธอถูกแขวนอยู่บนเครนด้วยสายรัด ห้อยอยู่สูงยี่สิบฟุตเหนือผืนน้ำที่เย็นยะเยือกและปั่นป่วนของคลอง เธอหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดและเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา แต่เมื่อเธอเห็นฉัน ความกลัวของเธอก็เปลี่ยนเป็นความกล้าหาญที่น่าสมเพช
“เขาจะฆ่าแกแน่ที่ทำแบบนี้!” เธอแผดเสียง เสียงของเธอแผ่วเบาเมื่อปะทะกับลม “ภาคินจะตามล่าแกและฆ่าแก!”
ฉันเดินไปที่ขอบท่าเรือ ไม่สนใจเธอ ฉันจุดบุหรี่ เปลวไฟวูบวาบในสายลม
“ภาคินไม่ฆ่าผู้หญิง” ฉันพูดอย่างใจเย็น พลางพ่นควันออกมา “มันเป็นหนึ่งในกฎไม่กี่ข้อของเขา”
“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา!” เธอตะโกน บิดตัวไปมาในสายรัด “ฉันกำลังอุ้มท้องลูกของเขา! ฉันคือครอบครัวของเขาตอนนี้! แกมันก็แค่ังแก่ที่เขากำลังจะทิ้ง!”
ฉันเกือบจะยิ้มออกมา เธอช่างเด็กและไร้เดียงสาเหลือเกิน เธอคิดว่าเด็กคือไพ่ตายในโลกของเรา เธอไม่รู้เลยว่ามันมีความหมายน้อยนิดแค่ไหนเมื่ออาณาจักรกำลังตกอยู่ในอันตราย
แสงไฟหน้ารถสาดส่องผ่านความมืดมิด รถซีดานของภาคินเบรกเอี๊ยดที่ทางเข้าท่าเรือ เขาลงจากรถ ใบหน้าของเขาเหมือนเมฆพายุที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาเห็นเกวลินห้อยอยู่บนเครน และสายตาของเขาก็มองมาที่ฉัน
“ไอวี่ ให้ตายสิ!” เขาคำราม พลางเดินตรงมาที่ฉัน “ปล่อยเธอลงมา!”
ฉันอัดบุหรี่เข้าปอดช้าๆ “เซ็นเอกสารซะ ภาคิน” ฉันพยักพเยิดไปที่เอกสารหย่าที่ลีโอวางไว้บนลังใกล้ๆ โดยมีก้อนหินทับไว้
“นี่มันบ้าไปแล้ว!” เขาตะโกน หยุดอยู่ห่างจากฉันไม่กี่ฟุต
“เหรอ” ฉันถาม เสียงเบา “คุณเป็นคนสอนฉันเองนะ จุดอ่อน หาให้เจอว่าพวกเขารักอะไรมากที่สุดแล้วก็บีบมัน”
ตอนนี้เกวลินกำลังร้องไห้ฟูมฟาย “ภาคิน! ช่วยด้วย! ลูก!”
คำพูดของเธอเหมือนหมัดที่มองไม่เห็น ลูก เด็กที่ควรจะเป็นของเรา อนาคตที่เขาขโมยไปจากฉันและกำลังจะมอบให้เธอ
“มันเรียกฉันว่าังแก่ ภาคิน” ฉันพูด เสียงของฉันลดลงเป็นเสียงกระซิบ “มันบอกว่าคุณกำลังจะทิ้งฉัน นี่คือเรื่องทั้งหมดเหรอ ยี่สิบปี ถูกลบทิ้งไปเพื่อรุ่นใหม่เหรอ”
เขาไม่ตอบ เขาแค่จ้องมองฉัน ขบกรามแน่น มือของเขากำเป็นหมัด ความเงียบของเขาคือการยืนยันทั้งหมดที่ฉันต้องการ
ลูกเห็บเริ่มตก เม็ดน้ำแข็งเล็กๆ แหลมคมที่ทิ่มแทงใบหน้าของฉัน
“เซ็นเอกสาร” ฉันพูดอีกครั้ง เสียงของฉันเรียบและไร้อารมณ์ “ไม่งั้นเธอก็ได้ลงไปว่ายน้ำเล่น คุณเลือกเอา”
เขามองจากฉันไปยังเด็กสาวที่กำลังร้องไห้ซึ่งถูกแขวนอยู่เหนือน้ำ ชีวิตใหม่ของเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย ผู้ชายที่ฉันรักมาตลอดสองทศวรรษมองฉันราวกับว่าฉันเป็นปีศาจ บางทีฉันอาจจะเป็นก็ได้ ก็เขาเป็นคนสร้างฉันขึ้นมาเองนี่นา