ตอน 1

ค่ำคืนที่ฝนกระหน่ำ พายุพัดสายฝนไหลกระทบลงมาตามหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน

ภายในวิลล่าที่ว่างเปล่า มีเพียงห้องนอนเดียวที่เปิดไฟสว่างไสว

เล่อซานอ่านหนังสืออยู่ตรงหัวเตียง อ่านจนรู้สึกเหมือนตาจะหลับ

ทันใดนั้น ประตูห้องถูกคนเปิดเข้ามา

เธอเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ เป็นซูจินเฉินสามีของเธอ

เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ชุดสูงเรียบตรง ใบหน้าที่หล่อเหลาแฝงไปด้วยความไม่พอใจ

เธอยังไม่ทันได้แสดงความเป็นห่วงออกมา ริมฝีปากชุ่มคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ ก็ประกบลงมา

มือที่เย็นเฉียบถกชายกระโปรงของเธอขึ้นมา กดต้นขาที่ดิ้นรนขัดขืนเล็กน้อยของเธอไว้

เสียงที่ทุ้มต่ำแอบแฝงไปด้วยความเมามาย ทว่าราวกับต้องมนตร์สะกด “อย่าขยับ ทำตัวดี ๆ”

เธอเชื่อฟังไม่ดิ้นรนขัดขืน เจ็บสุดขีด แต่ก็ทำได้แค่ส่งเสียงแปลก ๆ ที่ฟังดูไม่เข้ากับสถานการณ์ออกมา

ซูจินเฉินขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นมาอุดปากของเธอเอาไว้

เล่อซานไม่กล้าส่งเสียงอะไรออกมาอีก ทำได้แค่คว้าแขนที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของเขาเอาไว้แน่น ราวกับเรือที่อยู่ท่ามกลางคลื่นพายุที่โหมกระหน่ำ

จนกระทั่งเธอเกือบจะเป็นลมหมดสติไป ซูจินเฉินถึงได้ปล่อยเธอออก ก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำ

ประตูห้องน้ำปิดลงไปได้ไม่นาน หน้าจอโทรศัพท์ที่ซูจินเฉินวางไว้บนหัวเตียงก็สว่างขึ้นมา

เธอมองไปโดยสัญชาตญาณ มีข้อความหนึ่งเด้งขึ้นมา

[จินเฉิน ฉันผิดไปแล้ว เวลาที่เราทะเลาะกัน คุณอย่ากลับไปหายัยใบ้ที่บ้านเก่าเลยได้ไหม ฉันรู้สึกแย่มากจริง ๆ ]

แสงสว่างในตาของเล่อซานหรี่ลงทันที

เธอไม่สามารถแสดงความอ้อนแอ้นฉอเลาะ ไม่สามารถร้องครวญครางอย่างอ่อนหวานเวลาอยู่บนเตียงเหมือนกับคนอื่นได้

เพราะเธอป่วยมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่สามารถพูดได้อีก

ทำได้แค่ส่งเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกมา แม้แต่สามีของเธอเองก็ไม่อยากที่จะฟังมันเลยด้วยซ้ำ

ฝ้าใสเพียงครึ่งที่หน้าต่างห้องน้ำ เห็นเงาสูงโปร่งของซูจินเฉินสะท้อนออกมา เธอจึงรีบละสายตาออก

เขาเช็ดผมที่เปียกหมาด ๆ อย่างไม่ได้ใส่ใจอะไร สายตาของเขากวาดมอง

“เมื่อตะกี้คุณดูโทรศัพท์ของผมเหรอ?”

เล่อซานประหม่าขึ้นมาทันที รีบโบกมือปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ

เธอพยายามจะแสดงท่าทางเพื่ออธิบายว่าตัวเองไม่ทันระวังเผลอไปเห็นหน้าจอเข้า

ซูจินเฉินเริ่มจะหงุดหงิด พูดออกมานิ่ง ๆ “ต่อไปอย่าแตะต้องอีก”

รอยยิ้มที่เจ็บปวดผุดขึ้นมาตรงมุมปาก เธอกัดริมฝีปากพยักหน้า

ซูจินเฉินไม่ได้รักเธอ พวกเขาแต่งงานกัน ก็เพียงเพราะเป็นคำสั่งของปู่เขา

แม้แต่ซูจินเฉินเองก็เคยบอกกับปากตัวเองแล้วว่าเขาแต่งงานกับเธอเพียงเพราะว่าเธอเป็นลูกสาวบุญธรรมของตระกูลซู ไม่อยากจะให้ปู่ต้องโกรธเพราะว่าเรื่องนี้

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยล้ำเส้นมาก่อน แม้จะรู้ว่าซูจินเฉินอยู่ด้วยกันกับคนอื่นก็ตาม

เธอเองก็ไม่เคยโหวกเหวกโวยวายมาก่อน กลัวว่าทำให้เขารำคาญแล้วจะรังเกียจเธอขึ้นมา

เธอยกมือขึ้นมาทำท่าทาง:ฉันต้มซุปแก้เมาค้างให้คุณแล้ว

พูดจบ ก็ไม่กล้ามองใบหน้าที่เย็นชาหลังจากที่ระบายอารมณ์ออกมาของซูจินเฉินอีก รีบออกจากห้องไปทันที

ภายในห้อง ซูจินเฉินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่แม้แต่จะอ่านเนื้อหาโดยละเอียด

ลบข้อความทิ้งไปทันที

เล่อซานตื่นตั้งแต่เช้าตรู่

ซูจินเฉินไม่กินอาหารจีน กินแค่อาหารเย็นตะวันตกเท่านั้น

แล้วก็เป็นคนค่อนข้างเลือกมากด้วย อีกทั้งกระเพาะก็แพ้ง่าย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอจะเป็นคนเตรียมอาหารเช้าให้กับเขาเสมอ

ซูจินเฉินตื่นขึ้นมา หลังจากลงมาชั้นล่าง ภาพที่เห็นก็คือท่าทางที่กำลัววุ่นไปวุ่นมาอยู่ในครัวของเล่อซาน

สายรัดผ้ากันเปื้อนรัดให้เอวของเธอดูเล็กคอด คอที่ขาวนวลยังคงมีรอยจาง ๆ ที่เหลือทิ้งเอาไว้จากเมื่อคืน

อ่อนโยน เงียบ แล้วก็ไม่เคยก่อปัญหาอะไรมาก่อน เธอเป็นภรรยาที่ดีคนหนึ่งเลยจริง ๆ

ใบหน้าที่เย็นชาดูอ่อนโยนขึ้นมาอย่างสังเกตเห็นได้ยาก

เขาเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นก่อน “ไม่ต้องทำแล้ว มากินด้วยกัน”

เล่อซานรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย รีบทำภาษามือแสดงความขอบคุณทันที

เธอถอดผ้ากันเปื้อนออก ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เขาอย่างระมัดระวัง

พวกเขาไม่เคยใกล้ชิดกันขนาดนี้มาก่อน

ซูจินเฉินยื่นแซนวิชมาหนึ่งชิ้น เล่อซานรับมาอย่างระมัดระวัง

เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พรุ่งนี้งานเลี้ยงฉลองครบรอบร้อยวันลูกเฮียใหญ่ คุณไปด้วยกับผม”

เธอมือไม้อ่อนขึ้นมาทันที แซนวิชเกือบจะร่วงหล่น

เขาแทบจะไม่เคยให้เธอไปออกงานด้วยกันเลย

แต่ที่ให้เธอไปเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กลับเป็นงานเลี้ยงฉลองครบรอบร้อยวัน

แววตาของเธอเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและสับสน

นัตน์ตาหดลงเล็กน้อย ซูจินเฉินกลับไม่ได้สังเกตเห็น

เพียงสั่งกำชับออกมาว่า “พรุ่งนี้ผมจะให้ผู้ช่วยส่งชุดมาให้ จะมารับคุณตอนเที่ยง”

เล่อซานหมดหนทาง ทำได้แค่พยักหน้าตกลง

ตระกูลซูมีอำนาจอิทธิพลอย่างมากในเมืองเจียง งานฉลองครบร้อยวันลูกชายคนแรกของซูหมิงจาง ซึ่งเป็นลูกชายคนโต ก็ยิ่งเป็นที่จับตามองมากขึ้น

ซูหมิงจางได้ทำการจองโรงแรมระดับไฮเอนด์เอาไว้ สถานที่บริเวณนั้นการจราจรคับคั่ง บรรยากาศคึกคักวุ่นวายมาก

เล่อซานใส่ชุดเดรสสีเบจ แต่งหน้าอ่อน ๆ

เข้ากันกับใบหน้าที่สดใส และดวงตาที่ใสแป๋ว งดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้

แต่สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองพาดผ่านตัวของเธอ แค่มองสำรวจเท่านั้น

“อิจฉาคนเขาจริง ๆ พูดไม่ได้แต่เกิด ยังได้แต่งงานกับคนดี ๆ ขนาดนี้ ทำไมฉันถึงไม่มีบุญวาสนาแบบนี้บ้างนะ ผิดที่ฉันพูดได้งั้นเหรอ?”

“พูดได้แล้วทำไม? เธอเสแสร้งแสดงท่าทางน่าสงสารได้เหมือนคนเขาไหมล่ะ?”

“ยังไง?”

“ในตอนนั้นเธอก็มีท่าทางน่าสงสารแบบนี้นี่แหละ ปู่ซูจากตระกลูซูเลยรับเธอไปเป็นลูกสาวบุญธรรม อีกทั้งยังให้เธอหมั้นหมายกับคุณชายรองซูจินเฉินอีก จุ๊ ๆ ๆ!”

“มองภายนอกเหมือนโชคดี แต่ความจริงแล้ว แผนการชัด ๆ ลองเรียนแบบสิ!”

เพียงเพราะคุณปู่รู้สึกสงสารเธอเท่านั้น

เล่อซานแก้ตัวอย่างเงียบ ๆ

แต่เธอรู้ว่าไม่มีใครสนใจ

“น้องสะใภ้ ในที่สุดก็มาสักที ฉันรอตั้งนาน”

ตอน 2

เสียงหวานแววนุ่มนวลดังลอยมา

เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอ เจียงม่อโหรว

อุ้มเด็กอายุครบร้อยวันไว้ในอ้อมแขน ยิ้มให้กับเธออย่างเป็นกันเอง

“รีบมาอุ้มหลานรับโชคเร็วเข้า เธอกับจินเฉินแต่งงานกันมาห้าปีแล้ว ไม่มีวี่แววจะตั้งท้องเลย ต้องรีบแล้วนะ”

ทุกคนต่างหันมองมาด้วยสายเฉียบคม

เล่อซานรู้สึกประหม่าจนเหงื่อไหลออกเต็มฝ่ามือ

เจียงม่อโหรวพูดต่อ “อันที่จริงเธอพิการ ก็ไม่มีใครรังเกียจ แต่ในฐานะที่เป็นภรรยา จะอ่อนโยนอย่างเดียวไม่ได้ อย่างน้อย ๆ การมีทายาทสืบเชื้อสายทำไม่ได้ได้ยังไงกัน?”

ถูกจ้องมองจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เล่อซานยื่นมือออกไปอุ้มเด็ก

แต่กลับถูกสองมือคู่หนึ่งมาขวางเอาไว้ ติงพิงแม่สามีแย่งเด็กกลับไป

“เด็กแข็งแรงอยู่ดี ๆ อย่าให้เธออุ้มเป็นอันขาด ถ้าเกิดได้รับความโชคร้ายจากเธอแล้วป่วยขึ้นมาล่ะก็แย่แน่ ๆ”

เล่อซานราวกับถูกทิ่มแทงหัวใจ

เธอทำได้แค่ยกมือขึ้นมาแสดงท่าทาง:ฉันไม่ได้มีลูกไม่ได้ ฉันแค่...

คนที่มุงดูมองไม่เข้าใจ ติงพิงขัดจังหวะไปตรง ๆ

“ต่อให้มีได้ ก็ไม่จำเป็นต้องให้เธอคลอดให้ ถ้าเด็กติดโรคของเธอขึ้นมา แบบนั้นซวยตายเลย”

ผู้คนรีบพูดเสริมขึ้นมาทันที “ใช่ ๆ เรื่องลูก ต้องระมัดระวังให้มาก ๆ!”

เล่อซานรู้สึกเย็นเฉียบสุดขั้วหัวใจ เธอคลอดลูกไม่ได้ แต่ให้ผู้หญิงคนนั้นมาคลอดให้แทนได้ใช่ไหม?

เธอเองก็ไม่ใช่ว่าจะมีลูกไม่ได้เหมือนกับที่พี่สะใภ้บอกสักหน่อย

ในตอนแรกเธอตั้งท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ

แม่สามีกลับสั่งให้เธอไปเอาเด็กออก บอกไม่แน่ว่าลูกของเธออาจจะเป็นใบ้ตามพันธุกรรมของเธอก็ได้

แถมยังบอกอีกว่าซูจินเฉินจะต้องไม่ชอบเด็กคนนี้อย่างแน่นอน

เธอไม่สามารถอธิบายได้ว่าตัวเองเป็นใบ้เพราะว่าป่วย ไม่ใช่เป็นเพราะพันธุกรรม

จึงจำใจต้องทำแท้งลูกเพียงคนเดียวของพวกเขาทั้งน้ำตา

คิดไม่ถึงว่าผ่านมานานขนาดนี้แล้ว มีดเล่มนี้จะยังคงปักอยู่ที่ตัวของเธอ

“แม่ หนูเข้าใจสิ่งที่แม่พูด แต่หนูดันคลอดลูกสาวออกมาเท่านั้น แถมยังตกเลือดหลังคลอดอีก ต่อไปเกรงว่าจะมีลูกอีกไม่ได้หนิคะ”

เธอพูดขึ้นมาเสียงอ่อน “ถ้าซานซานมีลูกไม่ได้อีก ตระกูลของพวกเราก็จะสิ้นตระกูลไปไม่ใช่หรือไงคะ?”

หันสายตามองไปหาซูจินเฉินอีกครั้ง น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “จินเฉิน นายคิดว่ายังไง?”

สายตานับไม่ถ้วนกำลังจ้องมองซูจินเฉิน มีคนมากมายต่างมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ใครจะไปรู้ว่าซูจินเฉินเองก็ไม่ชอบภรรยาที่ถูกจัดแจงให้แต่งงานกับเขาคนนี้เหมือนกัน

ถ้าเขาสามารถทิ้งเล่อซานไปซะตรงนี้ จะต้องเป็นข่าวใหญ่แน่ ๆ

ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งใบหน้าของเขา น้ำเสียงเยาะเย้ย

“พี่พูดมากไปมั้ย?”

จู่ ๆ สีหน้าของเจียงม่อโหรวก็เปลี่ยนไปทันที ตอนนี้เธอตระหนักได้ว่าล้อเล่นจนเลยเถิดไป

ไปทำให้คนที่ไม่ควรจะไปก้าวก่ายต้องขุ่นเคืองใจเข้าแล้ว

ติงพิงจึงออกหน้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ทันที “พี่สะใภ้ก็แค่เป็นห่วงเรื่องของพวกลูก ถึงได้พลั้งปากพูดออกไป ลูกไปพูดกับพี่สะใภ้แบบนี้ได้ยังไง?”

เจียงม่อโหรวมองต่ำลง น้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ “หมิงจางเขาออกไปทำงานต่างถิ่นไม่สามารถกลับบ้านได้ หลังจากที่คลอดลูกออกมา ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ภายในบ้านฉันก็เป็นคนมาจัดการดูแลเองทั้งหมด”

“ในฐานะที่ฉันเป็นพี่สะใภ้คนโตก็เลยแสดงความเป็นห่วงออกมานิดหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าจะไปทำให้พวกนายไม่พอใจเข้า ฉันขอโทษ”

ซูจินเฉินไม่หลงกลเธอเลยสักนิด น้ำเสียงยังคงเย็นชาเหมือนเดิม “ในเมื่อรู้สึกว่าลำบาก ถ้าอย่างนั้นต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่งจุ้นจ้านเรื่องในครอบครัวอีก”

เขายกมือส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยวางของขวัญที่นำมาด้วยลง “แล้วก็ไม่ต้องมาพูดเรื่องส่วนตัวของพวกเราให้มันมากเกินไปด้วย”

พูดจบ เขาก็จูงเล่อซานออกจากสถานที่จัดเลี้ยงไปท่ามกลางสายตาต่าง ๆ ที่ไม่อยากจะเชื่อของบรรดาแขกเหรื่อ

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่เล่อซานที่ขึ้นนั่งบนรถแล้วยังไม่อาจดึงสติกลับมาได้เลย

คิดไม่ถึงว่าซูจินเฉินจะปกป้องตัวเอง

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงหงุดหงิดอย่างสังเกตเห็นได้ยาก “ไม่ต้องไปใส่ใจกับคำพูดของพวกเขาหรอก”

เล่อซานส่ายหน้าบ่งบอกว่าตัวเองไม่ใส่ใจเลยสักนิด

แต่ความหงุดหงิดในแววตาของซูจินเฉินกลับเพิ่มมากขึ้น “เพราะงั้นตลอดห้าปีที่ผ่านมา คุณไม่เคยคิดพิจารณาเรื่องลูกมาก่อนเลยเหรอ?”

เธอว่านอนสอนง่าย ซูจินเฉินไม่เคยสงสัยในความรู้สึกของเธอมาก่อน

แต่ตอนนี้แม้แต่เธอเองก็ยังไม่สนใจเรื่องลูก ซูจินเฉินเริ่มสงสัยแล้วว่าความจริงใจของเธอมันจริงหรือปลอมกันแน่

นับตั้งแต่ที่แต่งงานกัน เล่อซานก็อยากจะมีลูกเป็นของพวกเขาเองมาโดยตลอด

แต่เธอรู้ดีว่าตราบใดที่มีแม่สามีอยู่ เด็กคนนั้นไม่มีทางได้คลอดออกมาแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น เธอเองก็ไม่รู้ว่าซูจินเฉินกำลังหยั่งเชิงว่าเธอละโมบโลภมากคิดที่จะตั้งท้องลูกของเขาหรือไม่

หลังจากที่ลังเลอยู่สักพัก เธอก็ทำภาษามือ:ช่างมันเถอะ แม่สามีพูดมีเหตุมีผล ลูกที่ฉันคลอดออกมา อาจจะไม่แข็งแรงก็ได้

ซูจินเฉินชำเลืองตามองเธอ “ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าคุณไม่อยากตั้งท้อง”

“แต่ถ้าผมจำไม่ผิดล่ะก็ เมื่อคืนพวกเราไม่ได้ป้องกันอะไรทั้งนั้น คุณเองก็ยังไม่ได้กินยาด้วยเหมือนกัน”

ตอน 3

เล่อซานสื่อสารภาษามือ:เมื่อคืนเป็นระยะปลอดภัย

ความเยือกเย็นจาง ๆ แวบผ่านเข้ามาในตาของซูจินเฉิน “คุณรู้ดีอยู่แก่ใจก็ดีแล้ว”

เล่อซานมองออกว่าเขาไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าจะมีลูกหรือไม่

ก่อนจะหันหน้ามองออกไปข้างนอกหน้าต่างตามลำพัง มองตึกรามบ้านช่องที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลยแม้แต่น้อย

“อยากจะไปช้อปปิ้งไหม? หรือว่าอยากจะทำสวย ผมจะให้คนไปเป็นเพื่อนคุณ” เสียงของซูจินเฉินดังขึ้นมาข้างหลังของเธอ

เล่อซานส่ายหน้า ทำสัญญาณมือ:ไม่ต้อง ฉันจะไปทำงานแล้ว

เขาพูดสั่งกำชับออกมา “ก็ไม่ใช่งานสำคัญอะไร คุณไม่จำเป็นต้องทำให้ตนเองต้องเหนื่อยนัก อยู่ที่บ้านอย่างสบายอกสบายใจ ทำหน้าที่คุณนายซูให้ดี ๆ ก็พอ”

ถ้าตัดเรื่องที่ว่าเขาไม่ได้รักตัวเองออกไป ซูจินเฉินก็เป็นสามีที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่งเลย

นอกจากอาหารเช้าที่จำเป็นแล้ว เขาก็ไม่ให้เธอไปเป็นกังวลเรื่องอะไรอีก แถมให้เงินจำนวนมากกับเธอทุกเดือน

ถึงขนาดที่ให้บัตรเครดิตเสริมกับเธอ ให้เธอรูดได้ตามสบายใจอีกด้วย

แต่สิ่งที่เล่อซานต้องการไม่ใช่ของพวกนี้ เธอแค่ต้องการความรักเท่านั้น

ตอนที่เธอเพิ่งถูกพาตัวกลับไปในปีนั้น ซูจินเฉินอายุสิบเจ็ดปี

เขารับปากเธอว่าจะดีกับเธอ และจะรักเธอตลอดไป

ซูจินเฉินทำได้แค่ประโยคแรกเท่านั้น แต่ประโยคหลังเขาผิดสัญญาไปตั้งนานแล้ว

ตอนที่เล่อซานกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดนั้น รถก็จอดลงเรียบร้อยแล้ว มีคนมาเคาะกระจกหน้าต่างรถ

หลังจากที่ลดหน้าต่างรถลง ใบหน้าที่ซีดเซียวอ่อนแอ ตาบวมแดงราวกับวอลนัต ก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้า

ท่าทางน่าสงสาร ชวนให้รู้สึกเห็นใจ

ซึ่งก็คือคนรักของซูจินเฉิน เมิ่งเหยียนอันนั่นเอง

เธอไม่พูดอะไร น้ำตาไหลอาบเต็มหน้า

เกาะอยู่ตรงหน้าต่างรถด้วยท่าทางน่าสงสาร ออดอ้อนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฉันรออยู่ตั้งนาน ทำไมถึงไม่เห็นข้อความของคุณเลยสักข้อความ ไปหาคุณที่บ้าน พวกเขาก็บอกว่าคุณมางานฉลองอายุครบร้อยวันลูกเฮีย

ฉันตาหาคุณมาอย่างยากลำบากตลอดทาง ในที่สุดก็ได้เจอหน้าคุณสักที”

“คุณโกรธฉันจริง ๆ ใช่ไหม ไม่อยากฟังฉันบ่น ถึงได้มาหาความเงียบสงบอยู่กับเธอที่นี่ใช่ไหม?”

เล่อซานฟังออกถึงความถากถางในคำพูดของเธอ

น่าขำสิ้นดี จะด่าว่าตัวเองเป็นใบ้ทั้งที ก็ยังจะอ้อมค้อมขนาดนี้

เมื่อเห็นว่าเธอน้อยใจจริง ๆ ความเรียบเฉยบนใบหน้าของซูจินเฉินก็เริ่มละลายลง “สำนักผิดแล้วเหรอ?”

เมิ่งเหยียนอันเอ่ยออกมาอย่างออดอ้อน “คุณอยากจะให้ฉันสำนึกผิดก็ต้องให้ฉันพูดต่อหน้าของคุณสิถึงจะถูก ตอนนี้ฉันยืนอยู่นอกรถ หนาวจะตายอยู่แล้ว ฉันจะขอโทษคุณดี ๆ ได้ยังไง?”

ขณะที่พูด สายตาของเธอก็จ้องมองไปยังตำแหน่งที่เล่อซานนั่งอยู่

ผ่านไปสักพัก ซูจินเฉินถึงได้พูดขึ้นมา “ถึงที่ทำงานแล้ว ไม่ลงไปก่อนเหรอ?”

อันที่จริงยังต้องไปอีกหน่อย

แม้ว่าจะอยู่ใกล้มาก แต่เมื่อก่อนเขาก็จะไปจอดตรงประตูทางเข้าเสมอ

เล่อซานราวกับเป็นหุ่นเชิดที่ไม่อาจขัดขืนได้ เธอพยักหน้า ก่อนจะลงไปจากรถด้วยจิตใจที่เหม่อลอย

หลังจากที่เมิ่งเหยียนอันมาแล้วก็ไม่ได้รีบร้อนนั่งลง เธอหยิบกระดาษฆ่าเชื้อออกมาจากในกระเป๋าอย่างไม่แยแสสนใจ ก่อนจะเช็ดบนที่นั่งอย่างตั้งใจ

ราวกับว่าที่ที่เล่อซานนั่งมาแล้วมันจะติดเชื้อไวรัสอย่างไรอย่างนั้น

ซูจินเฉินขมวดคิ้ว “คุณทำอะไรอีก?”

เธอทำปากมุ่ย ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยความน้อยอกน้อยใจ “คุณจะดุฉันทำไม คุณลืมไปแล้วใช่ไหมว่าฉันเป็นคนรักความสะอาด?”

“ยิ่งไปกว่านั้นคุณก็บอกเองว่าเวลาที่คุณขับรถ ที่นั่งข้างคนขับเป็นของฉันแค่คนเดียวเท่านั้น ตอนที่คนอื่นขับรถที่นั่งเบาะหลังก็นั่งได้แค่พวกเราสองคนเท่านั้น”

“ตอนนี้ฉันก็แค่ไม่ชินกับที่นั่งที่มีคนอื่นมานั่ง ก็เลยอยากจะเช็ดให้สะอาดเท่านั้น คุณก็ยังจะมาดุฉันอีก!”

เธอแสร้งทำเป็นน้อยอกน้อยใจ แต่หางตาของเธอกลับเหลือบมองไปหาเล่อซาน แววตาเห็นได้ชัดว่ากำลังกระแนะกระแหนโดยไม่ต้องพูดออกมา

เล่อซานไม่ได้คิดที่จะทะเลาะกับเธอ มองดูเธอเช็ดที่นั่งอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะขึ้นไปบนรถ คนทั้งคนเอนพิงบนตัวของซูจินเฉิน

จากนั้นก็หันหลังไปทำงานอย่างเงียบ ๆ

ซูจินเฉินมองร่างที่โดดเดี่ยวของเธอจากไกล ๆ เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นมา

หลังจากที่ผลักเมิ่งเหยียนอันออกไป เขายังไม่ทันได้พูดอะไร เมิ่งเหยียนอันก็เข้ามาพันเกี่ยวราวกับงู กอดเขาเอาไว้ด้วยท่าทางน้อยอกน่อยใจ

“อย่าผลักฉันเลยนะ แล้วก็อย่าเมินเฉยใส่ฉันเลยนะ ต่อไปฉันจะเชื่อฟังคุณ จะไม่บีบบังคับให้คุณหย่าอีกแล้ว ให้อภัยฉันได้ไหม ฉันรู้สึกผิดแล้วจริง ๆ!”

สายตาของเธอมองขึ้นไปหาเขาจากข้างล่าง ดูน่าสงสารอย่างถึงที่สุด

ซูจินเฉินบีบหลังคอของเธอเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู

“ห้ามมีครั้งหน้าอีก ตราบใดที่คุณทำตัวดี ๆ นอกจากตำแหน่งคุณนายซูแล้ว ไม่ว่าอะไรผมก็ให้คุณได้”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED