ตอนที่ 1
“ว๊าย!!! โอ๊ย!!!”
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้นกลางดึก ก่อนร่างผอมบางของสาวน้อย ‘คล้ายเดือน เลิศอุไรวรรณ’ จะกลิ้งตกลงไปจากบันไดขั้นบนสุดของบ้านไม้กลางเก่ากลางใหม่ในรีสอร์ต ‘คล้ายเดือนเหมือนดาว’
ซึ่งปลูกอยู่ห่างทั้งบ้านคนงานและที่พักของแขกไปไม่น้อย เป็นเหตุให้ไม่มีใครได้ยินเสียงเลยแม้แต่คนเดียว ดูเหมือนสาวน้อยที่นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นจะรู้ดีในข้อนี้
จึงพยายามจะพาตัวเองตะเกียกตะกายจากพื้นใกล้บันไดไปหาประตูบ้านที่ถูกปิดสนิทเอาไว้ แถมล๊อกไว้อีกต่างหาก และสาวที่กำลังเจ็บหนักก็ไม่อาจจะคิดถึงจุดนี้ขึ้นได้ เพราะอาการเจ็บตรงท้องเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
“พ่อจ๋า! ช่วยหนูเดือนด้วย! พ่อ!”
เสียงของสาวน้อยเปล่งออกมาไม่ดังมากพอที่จะมีใครได้ยิน ร่างบอบบางที่เคลื่อนย้ายไปตามพื้นในท่านอนคว่ำนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นท่าตะแคงอย่างยากลำบาก ก่อนจะเลื่อนมือลงไปลูบต้นขาขาวใต้ชุดนอนผ้าฝ้ายสีชมพู
“พ่อ! ช่วยหนูเดือนด้วย! พ่ออยู่ไหน! ช่วยด้วย!”
น้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด เพราะความเจ็บกาย และตกใจกับเลือดสดๆ เต็มมือบางหลังยกขึ้นมาดู ท้องก็เจ็บปวดแสนทรมาน แต่สาวน้อยคล้ายเดือนก็พยายามอย่างยิ่งที่จะพาตัวไปให้ถึงประตู “พ่อจ๋า! ช่วยหนูเดือนด้วย! หนูเดือนเจ็บ! พ่อ! พ่อ!”
ปากก็เรียกพ่อไป ตัวก็ค่อยๆ ตะเกียกตะกายไปเพื่อให้ถึงประตู “หนูดาว! ช่วยพี่ด้วย! หนูดาวอยู่ไหน! ช่วยพี่ด้วย!” ในใจก็คิดถึงมือถือที่ป่านนี้คงนอนอยู่บนเตียงหรือวางอยู่ไหนสักแห่งแน่ แม้อยากมีมันเพื่อจะได้เอามาโทรเรียกใครต่อใคร
แต่สาวน้อยคล้ายเดือนก็ทำได้เพียงแค่คิด เพียงแค่อยาก เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้เอาเสียเลย “ลูกแม่! อย่าเป็นอะไรไปนะลูก! แม่รักลูก! อย่าเป็นอะไรไปนะลูก!”
แม้จะอายุเพียงสิบเจ็ด แม้จะเสียใจกับความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่นี้ และแม้จะไม่เคยอยากได้ลูกคนนี้ยังไง แต่สามัญสำนึกของความเป็นแม่ที่มีในตัวสตรีทุกคนบนโลกนี้ ก็สะกิดใจคล้ายเดือนให้คิดถึงลูกในท้อง
ที่เพิ่งจะได้สี่เดือน และไม่มีใครได้ล่วงรู้ความลับนี้เลย รวมทั้งชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของลูกด้วย คล้ายเดือนไม่อาจจะเอ่ยปากบอกออกไปได้ ด้วยรู้ดีว่าเขาจะต้องพาไปทำบาปด้วยการกำจัดชีวิตของลูกออกไปแน่
“พี่ตะวัน! ช่วยหนูเดือนด้วยค่ะ! พี่ตะวันคะช่วยหนูเดือนด้วย! หนูเดือนรักพี่ตะวันค่ะ ได้ยินมั้ยคะว่าหนูเดือนรักพี่ตะวันค่ะ” และเมื่อมีอาการเจ็บปริ่มจะขาดใจ คล้ายเดือนก็ให้คิดถึงชายที่ตัวเองรักสุดหัวใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะรู้ดีว่าเขาไม่มีทางมาได้ยินเสียงเรียกนี้ เพราะบ้านน้อยหลังนี้กับบ้านหลังใหญ่โตของเขาอยู่ห่างไกลกันออกไปมากเหลือเกิน
มิหนำซ้ำ เขากับคุณป๋าก็ไม่ได้อยู่บ้านตั้งแต่เช้ามืดแล้ว โอกาสที่จะแวะมาหาพ่อโดยไม่ได้นัดหมายแล้วมาเจอตัวเองนอนเจ็บอยู่แบนนี้นั้นก็หมดสิ้นไปด้วย “พี่ตะวัน! ช่วยหนูเดือนด้วย! หนูเดือนกำลังจะมีลูกพี่ตะวันรู้มั้ย หนูเดือนกำลังจะได้เป็นแม่คนค่ะ ช่วยหนูเดือนด้วย!”
ไม่มีเสียงใดๆ หรือเสียงของใคร ตอบรับคำบอกกล่าวเล่าเรื่องอยู่คนเดียวบนพื้นกับเลือดในกายที่ไหลออกมาไม่หยุดหย่อนเลยด้วยซ้ำ น้ำตาเองก็ดูเหมือนจะไหลออกมาแข่งกับสายเลือดในกายไปด้วย “พ่อจ๋า!”
พ่ออันเป็นที่รักของสาวน้อยคล้ายเดือนก็ไม่มีวี่แววว่าจะกลับเข้าบ้านเลย ความหวังที่จะพาตัวเองให้รอดนั้นเริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ แล้วในความคิดของคนที่นอนตะแคงอยู่กับพื้น “หนูดาว! ช่วยพี่ด้วย!”
แฝดผู้น้องสาวที่คล้ายเดือนรักไม่ต่างจากตัวเองก็ไม่มีทางจะมาช่วยได้ ในเมื่ออยู่ไกลกันหลายร้อยกิโลเมตร แม้จะรู้ดีว่าถ้ามีมือถือจะติดต่อน้องได้ และน้องจะต้องดิ้นรนหาคนมาช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทว่าก็ไม่มีหนทางที่จะสื่อสารกันได้ แม้จากทางกระแสจิต ที่มักจะรู้สึกร่วมกันได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวเฉกเช่นแฝดคู่อื่นๆ ที่พึงมี
คล้ายเดือนก็ไม่คิดจะหวังอีกแล้ว เมื่อตัวและน้องต่างห่างกันมาหลายปีนับตั้งแต่พ่อกับแม่แยกทางกันแล้ว ร่างผอมบางที่เจ็บหนัก ค่อยๆ หมดเรี่ยวแรงลง ในขณะที่พากายจากบันไดไปหาประตูได้ไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำ ก็รู้ถึงชะตากรรมตัวเองได้เป็นอย่างดี จึงเลือกที่จะนิ่งๆ ฟุบอยู่กับพื้นอย่างคนยอมแพ้แก่ความตายแล้วเท่านั้น
โตโยต้าวีโก้คันเก่งคู่กายของ ‘ณรงค์ เลิศอุไรวรรณ’ หนุ่มใหญ่วัยห้าสิบห้าค่อยๆ ถูกควบมาจอดไว้หน้าบ้าน ในเวลาเลยเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว พร้อมด้วยความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานอันไม่มีวันจบสิ้น เขาลงจากรถพร้อมถุงข้าวต้มเจ้าประจำสำหรับใส่ตู้เย็นไว้ให้น้องชายกับลูกสาวได้ลุกขึ้นมาเวฟกินในตอนเช้าก่อนออกจากบ้านไปทำงาน ส่วนลูกก็ต้องไปเรียนตามปกติ
“หนูเดือน!!! เป็นอะไรไปลูก!!! หนูเดือน!!! หนูเดือน!!!หนูเดือน!!!”
ครั้นพอเปิดประตูบ้านเข้าไปได้ ก็ตกใจจนแทบช๊อก เมื่อเห็นลูกนอนฟุบหน้าลงอยู่บนพื้นท่ามกลางกลิ่นเลือดคละคาวคลุ้งไปทั่ว เขาทิ้งถุกข้าวต้มแล้วรีบอุ้มลูกขึ้นพาตรงออกไปหารถแล้วบึ่งไปยังโรงพยาบาลใกล้สุดทันที
“ญาติรอด้านนอกก่อนนะคะ!”
แม้จะอยากเข้าไปดูลูกด้วยความรักและห่วงยังไง แต่พยาบาลก็ไม่อาจจะให้เข้าไปในห้องฉุกเฉินได้ จึงเดินพากายที่มีเสื้อผ้าเปื้อนเลือดไปนั่งรออยู่หน้าห้องด้วยความมึนงง สงสัยว่าลูกมีสภาพแบบนี้ไปได้ยังไง
“พ่อขอโทษนะหนูเดือน พ่อขอโทษ” พร้อมกับโทษตัวเองที่เอาแต่ห่วงงาน จนลืมว่าทิ้งลูกอันเป็นที่รักยิ่งและเป็นสิ่งมีค่าสิ่งเดียวที่เขาหลงเหลืออยู่ไว้บ้านคนเดียว ณรงค์คิดทบทวนไปยังวันวานที่เขามักจะทุ่มเวลาให้กับงานมากกว่าจะมีเวลามาให้ความสนใจลูกอย่างใกล้ชิด แม้ที่ทำไปทั้งหมดนั้นจะเพื่อลูก เพื่อน้องชายที่มีเพียงคนเดียวก็ตาม แต่เขาก็เพิ่งจะได้คิดว่า ถึงจะมีเงิน มีกิจการเอาไว้แล้วไม่มีลูกหรือไม่มีใครมาคอยรับช่วงต่อ มันจะมีประโยชน์อะไร
“พ่อขอโทษนะหนูเดือน พ่อขอโทษ”
สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็เพียงแค่ เอ่ยประโยคนั้นซ้ำๆ โดยลูกไม่มีโอกาสได้ยิน และเขาก็รู้ดีว่าลูกคงกำลังต่อสู้กับความตายอย่างหนักหน่วงอยู่เป็นแน่ อยากให้ลูกชนะเพื่อจะได้กลับมาให้เขาได้แก้ตัว แล้วทำหน้าที่พ่อที่ดีใหม่อีกครั้ง
“คนไข้กำลังตั้งท้องได้สี่เดือนแล้ว ไม่ทราบญาติรู้หรือเปล่าคะ”
ณรงค์ยังคงยืนเซ่อจับอยู่หน้าห้อง ไอซียู หลังหมอออกมาบอกกล่าวว่าลูกมีหวังจะรอดได้มากน้อยแค่ไหนแล้วยิ่งงงหนักเข้าไปอีกกับข่าวใหม่ที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้มาก่อนแน่ แถมไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองด้วยซ้ำ “หมอไม่แน่ใจ เพราะคนไข้เสียเลือดมากและหลายชั่วโมงกว่าญาติจะนำส่งโรงพยาบาล”
หมอสาวคราวลูกเอ่ยเสียงเรียบอยู่ตรงหน้า คล้ายๆ จะบอกใบ้อะไรบางอย่าง “หมายความว่ายังไงครับคุณหมอ ผมไม่เข้าใจ ผมขอคำอธิบายแบบตรงๆ จะได้หรือเปล่าครับ”
ณรงค์ที่เป็นคนร้อนเลยรีบสวนกลับด้วยใบหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย ตกใจหน่อยๆ กับคำบอกของหมอ “ก็หมายความว่าคนไข้เสียเลือดมากจากการแท้งเด็กในท้อง โอกาสรอดนั้นมีน้อยค่ะ หมอต้องรอดูอาการไปก่อนค่ะ ยังไงหมอก็อยากบอกให้ญาติทำใจไว้กับการสูญเสียด้วยค่ะ”
หมอเดินจากไปตอนไหนนั้นคุณพ่อวัยห้าสิบห้าจำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าตอนนี้ขาแข้งมันเริ่มอ่อนแรงจนต้องทรุดกายลงนั่งตรงเก้าอี้หน้าห้องไอซียูเพื่อตั้งสติเอาไว้ก่อน เพราะยังทำอะไรไม่ถูก “ผมขอเข้าไปดูลูกจะได้หรือเปล่าครับ”
นานนับสิบนาทีกว่าเขาจะเรียกตัวเองสติกลับมาได้ จึงเอ่ยถามพยาบาลเป็นเรื่องแรก “ได้ค่ะ แต่คนไข้หมดสติอยู่นะคะ คงจะคุยหรือไม่รู้ว่าญาติเข้าไปเยี่ยมหรอกค่ะ” พยาบาลมีท่าทีเกรงใจ
“ไม่เป็นไรครับ ผมอยากเห็นหน้าลูก” ณรงค์ยื่นความจำนงแข็งขัน พยาบาลถึงได้ยินยอม และให้เขาเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อน ถึงได้เดินเข้าไปหาลูกที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง เต็มไปด้วยสายสารพัดยัดเข้าไปไว้ในตัวลูก
น้ำตาของชายแกร่ง เข้มแข็งและอารมณ์รุนแรงอย่างณรงค์ไหลออกมาได้ไม่ยากเย็นเลย เมื่อภาพตรงหน้าสร้างความเสียใจ สะเทือนใจยิ่งให้ โดยเฉพาะได้รู้ว่าลูกตั้งท้องหลานคนแรกถึงสี่เดือนเข้าไปแล้ว และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือพ่อเด็ก
ณรงค์ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากแก้ม ขณะยืนจ้องมองใบหน้าอันขาวซีดของลูกอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน จนพยายาบาลส่งสัญญาณว่าหมดเวลาเยี่ยมแล้ว จึงจำใจต้องออกไปนั่งเฝ้าลูกอยู่หน้าห้องตามเดิม “ญาติกลับบ้านก่อนก็ได้นะคะ ถ้าอาการคนไข้มีความคืบหน้ายังไงพยาบาลจะโทรแจ้งเองค่ะ”
สาวชุดขาวเดินมาบอกด้วยความหวังดี “ไม่ครับ! ผมจะรอลูกฟื้นก่อน” แต่ญาติกลับยืนยันเสียงหนักแน่น จนสาวสวยต้องยอมแพ้แล้วเดินเข้าห้องไปตามเดิม ณรงค์ยังคงร้องไห้ด้วยความเสียใจกับเหตุการณ์อันไม่คาดฝันนี้ ผ่านไปเกือบชั่วโมงเขาถึงตั้งสติได้ แล้วโทรหาน้องเป็นคนแรก
“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...”
นั่นคือคำตอบ ไม่ว่าจะพยายามกดไปกี่ครั้งก็จะได้แบบเดิมๆ เขาเลยล้มเลิกความตั้งนั้นที่จะแจ้งข่าวให้น้องได้รับรู้ แต่ค้นเบอร์ที่นานเป็นปีกว่าจะได้โทรหาสักครั้ง หรือไม่ก็ลูกจะเป็นคนยื่นมือถือมาให้คุยเอง
นั่นคือ ‘ดุจเดือน แดงอรุณ’ หรือเมื่อก่อนเป็น ‘ดุจเดือน เลิศอุไรวรรณ’ เมียที่หย่ากันมาได้ห้าปีเต็มๆ แล้ว เพื่อส่งข่าวบอกถึงความเป็นไปของลูกสาวอีกคนให้ได้รับรู้ ต้องรอนานหลายนาที และต้องกดไปหลายครั้งกว่าอีกฝ่ายจะกดรับ
“เดือน! ขอโทษนะที่ต้องปลุก พี่มีข่าวไม่ค่อยดีจะบอก” ด้วยรู้ดีว่าตีสามอย่างนี้เป็นเวลาที่ใครๆ ก็กำลังหลับสบาย รวมทั้งอดีตเมียและลูกสาวของเขาอีกคนด้วย ป่านนี้คงจะกำลังหลับสบายอยู่กับน้องต่างพ่อในอีกห้องในบ้านใหม่ของเมียเป็นแน่
‘มีอะไรพี่รงค์! ทำเสียงไม่ค่อยดีเลย! ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า!’
เพราะคนปลายสายรู้ดีว่าอดีตสามีจะโทรมาหาตรงๆ และกลางดึกแบบนี้ มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือปัญหาเกิดจากลูก แต่เท่าที่เคยเป็นมา ลูกสาวทั้งสองของดุจเดือนไม่เคยสร้างปัญหาให้พ่อแม่ต้องหนักใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ใช่ๆ หนูเดือน เอ่อ!”
‘ลูกเป็นอะไรไปพี่รงค์ บอกมาเร็วๆ สิ เดือนร้อนใจนะ’
“ลูกตกบันไดน่ะเดือน” ณรงค์ส่งเสียงอ่อยไปหา ทว่าอีกฝ่ายถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
‘โธ่เอ้ย! เดือนก็นึกว่าเป็นอะไรหนักๆ ตกใจหมดเลย แล้วขาแข้งหักไปกี่ท่อนล่ะพี่ หมอเข้าเฝือกให้หรือทำอะไรให้ยัง ลูกอยู่ใกล้ๆ พี่หรือเปล่า ขอเดือนคุยด้วยหน่อย’
ถามด้วยความไม่ได้คิดอะไรมากด้วยซ้ำ ทว่าคนตอบนั้นกลับหนักอกและคิดมากแทน ไม่รู้ว่าจะบอกออกไปยังไงให้เมียอดีตเมียได้รู้ถึงปัญหาอีกอย่างที่จะคุยทางโทรศัพท์ไม่ได้แน่ “อาการหนักมากเดือน! ตอนนี้อยู่ในไอซียู ยังไม่ฟื้นเลย พี่กำลังนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้อง”
‘ตกบันไดนี่น่ะเหรอพี่อาการหนักถึงขั้นหมดสติและต้องอยู่ในไอซียูด้วย ลูกตกบันไดที่ไหน สูงแค่ไหน แล้วอะไรกระแทกพื้น หัวหรือเปล่า หรือว่าหลัง บอกเดือนมาเร็วๆ สิพี่ มัวอ้ำอึ้งอยู่นั่นล่ะ’
อีกฝ่ายตกใจขึ้นมาพร้อมกับอารมณ์เสียที่อดีตสามีมัวอมพะนำอยู่ได้ “พี่ว่าเดือนมาพรุ่งนี้เช้าดีกว่านะ เอาหนูดาวมาด้วย แล้วก็ให้รีบๆ มา อย่าช้านะ ตื่นแล้วให้ออกมาเลย จะได้มาคุยกันว่าจะเอายังไงต่อ แค่นี้นะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้”
ณรงค์รีบปิดมือถือทันที ด้วยรู้ดีว่าอดีตเมียจะต้องซักให้มากความกว่านี้แน่ แต่ใจเขาไม่สงบมากพอที่จะตอบคำถามใครทั้งนั้น เพราะห่วงลูกยังคงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ในห้องนั่นเอง
“หนูเดือนขอโทษค่ะพ่อ ยกโทษให้หนูเดือนด้วยนะ” ณรงค์นั่งจ้องมองใบหน้าลูกสาวที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและอาการหายใจรวยรินหลังพยายามบอก เขาให้เสียใจและโกรธในเวลาเดียวกันจนไม่อาจจะหาอะไรมาเปรียบได้ หลังจากนอนเฝ้าหน้าห้องลูกมาสองสามชั่วโมงแล้ว
“หนูเดือนอย่าโทษตัวเองเลยลูก”
แต่ก็ไม่อาจจะแสดงออกให้ลูกสาวเห็นได้ เพราะเขาพอจะเดาออกว่าลูกอาจจะแข็งใจอยู่ดูหน้าพ่อคนนี้ได้อีกไม่นานแน่ จึงอยากให้ลูกเห็นแต่รอยยิ้มของพ่อ แม้จะเป็นยิ้มฝืนข่มใจไม่ให้โกรธก็ตามที “หนูเดือนไม่ดีเองค่ะพ่อ”
ส่วนลูกก็รู้ดีว่าพ่อกำลังโกรธและคงจะไม่ปล่อยให้คนที่ทำลายลูกสาวคนเดียวของพ่อได้ลอยนวลอยู่ได้นานแน่ แม้จะเสียใจที่ตัวเองอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นภาพนั้น แต่สิ่งที่คล้ายเดือนเสียใจยิ่งกว่านั่นก็คือ
“หนูเดือนเป็นลูกไม่ดี ทำให้พ่อผิดหวัง หนูเดือนเสียใจค่ะพ่อ”
“ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องห่วงอะไรมาก หนูเดือนเป็นลูกที่ดีของพ่อเสมอๆ พ่อรักหนูเดือนนะ รักที่สุด” เขาไม่รู้ว่าลูกจะได้ยินคำปลอบขวัญนี้หรือไม่ เมื่อลูกค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงด้วยท่าทีของคนอ่อนแรงเพราะเสียเลือดมากจากการตกบันไดกว่าสิบขั้นจนเกิดแท้งลูกสี่เดือน
โดยที่เขาผู้เป็นพ่อไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย พอๆ กับไม่รู้ว่าลูกตกบันไดเมื่อไหร่ แล้วนอนเสียเลือดอยู่ในบ้านเพียงคนเดียวนานแค่ไหนด้วย เพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องงาน
ครั้นพอรู้ก็ดูเหมือนจะสายเกินไปแล้ว เขาต้องสูญเสียหลานคนแรกไปแล้ว และไม่แน่ใจว่าหมอจะรักษาชีวิตลูกสาวที่เขามีสิทธิ์เพียงคนเดียวไว้ได้หรือไม่ “ต้องรอดูอาการไปเรื่อยๆ ค่ะ หมอตอบอะไรไม่ได้เพราะคนไข้เสียเลือดมาก”
นั่นคือคำตอบที่หมอมีให้เมื่อเขาเอ่ยถาม ทำให้เดาออกได้ไม่ยากนักว่าผลออกมาจะเป็นยังไง เขารีบหุนหันออกจากหน้าห้องไอซียูด้วยความโกรธ ปิ๊กอัพคู่กายถูกเขาควบจากโรงพยาบาลกลับไปยังไร่คล้ายเดือน เหมือนดาวอีกครั้ง
ซึ่งเป็นกิจการและสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เขามี หากไม่นับชีวิตลูกสาวที่นอนรอความตายอยู่ ท้องฟ้าเปิดพอดีเมื่อจอดรถกึกตรงหน้าบ้านพักสองชั้นหลังกระทัดรัดด้านบนเป็นไม้ ด้านล่างเป็นปูน “พี่รงค์! หายไปไหนมาทั้งคืน ผมตามหาไปทั่ว โทรเข้ามือถือก็ไม่เปิด”
‘โสรัตน์ เลิศอุไรวรรณ’ หนุ่มใหญ่วัยห้าสิบเพิ่งจอดรถในเวลาไล่เลี่ยกับพี่รีบกระโดดลงมาถามทันทีที่เห็นพี่กำลังจะเดินไปเปิดประตูบ้าน พร้อมกับส่งสีหน้าห่วงใยอย่างไม่เคยมีมาก่อนก็ว่าได้ในความคิดพี่
“แล้วแกหายไปไหนมาล่ะ ฉันก็โทรหาแกเหมือนกันแต่แกปิดมือถือ” ผู้พี่ถามเสียงห้วน
“ผมก็ไปขับรถตระเวนตามหาพี่น่ะสิ สงสัยตอนพี่โทรหาผมแบตคงหมดนั่นล่ะ เพราะผมโทรหาพี่ไม่รู้กี่สิบรอบ ว่าแต่พี่หายไปไหนมา” ณรงค์กำลังจะอ้าปากตอบน้อง แต่ก็เปลี่ยนใจเมื่อคนงานในไร่ที่บ้านพักอยู่ห่างออกไปพอสมควรต่างตื่นแล้วทยอยเปิดประตูบ้านไปตามๆ กัน เขาถอนหายใจหนักๆ ออกมาแล้วหันไปหาน้อง
“ไปขี่ม้ากันดีกว่า เช้าๆ อากาศกำลังดี” “ตอนนี้นี่นะ!” เพราะน้องเห็นสภาพอันอิดโรยของพี่แล้ว ไม่ค่อยจะแน่ใจเอาเสียเลยว่าจะเป็นเวลาเหมาะสมไหม หากจะให้ไปควบม้าขึ้นเขาลงห้วยเหมือนทุกครั้งที่พี่มักจะนำไป
“เอ่อ!”
เขาไม่รอให้น้องชายตอบตกลงหรือปฏิเสธด้วยซ้ำ แต่รีบตรงไปหารถที่จอดอยู่ไม่ห่างทันที น้องชายเพียงคนเดียวต้องรีบตามไปไม่ห่างเช่นกัน ส่วนพี่ก็รีบควบรถทตรงไปยังคอกม้าที่อยู่ห่างจากบ้านเขาคนละฟากของที่ดินแปลงใหญ่กว่าสามพันห้าร้อยไร่ของฟาร์มแสงตะวัน
ซึ่งเป็นฟาร์มม้าใหญ่ที่สุดในในอำเภอปากช่องและในประเทศไทย โสรัตน์ต้องใช้มือเกาะกระบะรถพี่จนแน่น เพราะขับเร็วกว่าทุกครั้งที่เขาเคยเห็นมาก็ว่าได้ อยากจะถามไม่น้อยว่ามีมีเรื่องกลัดกลุ้มอะไรแต่ก็ไม่กล้าเพราะเห็นหน้าพี่บึ้งมาก
“ซ้อมเสร็จแล้วเหรอนุกูล”
ณรงค์ลงจากรถได้ก็ทักทายหนุ่มผู้เป็นเทรนเนอร์ม้ากับจ๊อกกี้ด้วยใบหน้าเรียบขรึม เพราะทุกเช้ามืดจะต้องออกทำงานตามหน้าที่ “เพิ่งเสร็จนี่ล่ะน้ารงค์ ว่าแต่จะไปไหนกันแต่เช้า หรือจะพาไปเทรลกันสองพี่น้องครับ”
“ใช่ๆ เช้านี้น้าขอเจ้าวินเนอร์ก็แล้วกันนะ”
สิ้นคำณรงค์ก็เดินแบกอานม้าไปยังคอกเจ้านิลพันธุ์แอนดาลูเซียนที่ในฟาร์มแสงตะวันไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นหลังมันได้นอกจากเจ้าของกับเขาเท่านั้น “ดีเลยผมก็ว่าจะไปพอดี”
นุกูลที่เพิ่งเสร็จการซ้อมจ๊อกกี้รีบตรงไปยังคอกเจ้าวายุภัคม้าพันธุ์ผสมเธอร์รัพเบรตสีเทา เพราะเพิ่งหายป่วยเลยอยากจะพาไปลองขี่สำรวจดูกำลังของมัน ไม่กี่นาทีทั้งสามก็ควบม้าออกจากคอกมุ่งไปยังท้ายไร่เบื้องหน้าเป็นภูเขาทันที
“เจอกันที่เชิงเขานะนุกูล เดี๋ยวจะไปดวลกับไอ้รัตน์ก่อนล่ะ”
ว่าแล้วณรงค์ก็ควบเจ้าวินเนอร์แยกออกไปอีกทาง โดยมีโสรัตน์ตามพี่ไปไม่ห่าง นุกูลรู้ดีว่าสองพี่น้องชอบท้าดวลกันประจำ เลยควบม้าไปอีกทางเพียงลำพังเพื่อกินลมชมวิวตามถนัด “ว่าไงน้าๆ! ใครจะเป็นคนเลี้ยงเบียร์ผมเย็นนี้”
นุกูลร้องถาม เมื่ออีกชั่วโมงนิดๆ ไปเจอกันยังที่นัดหมาย เพราะเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมานานนมว่าใครแพ้จะต้องเลี้ยงไม่อั้น “จะใครซะอีกล่ะถ้าไม่ใช่น้าเองที่แพ้พี่รงค์ตลอดกาล!”
โสรัตน์เป็นฝ่ายรับโดยไม่ต้องรอให้พี่ชายสั่งเหมือนทุกครั้งที่แพ้เลย “จริงเหรอครับ แบบนี้ผมก็เตรียมเมาเหมือนทุกครั้งอีกแล้วสิ ร้านเดิมหรือเปล่าครับ”
“เอ่อๆ จะไปร้านไหนได้ถ้าไม่ใช่ที่เดิมของพวกเรา”