ตึก! ตึก! ตึก!
โยชิโอกะ ริว พาส่วนสูง185ซม.เปิดประตูเดินออกมาจากห้องนอนส่วนตัวชั้นสองภายในเพนท์เฮ้าส์ ที่ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นเหมือนกับบ้านเมืองที่เขาจากมา
ริวเป็นนายน้อยของตระกูลโยชิโอกะที่ถูกส่งมาประจำการอยู่ที่เมืองไทย เนื่องจากธุรกิจของตระกูลกำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากการรุกรานของยากูซ่าต่างแก๊งที่เริ่มเข้ามายึดครองในเขตของประเทศแผ่นดินแม่
ที่ครอบครัวเขาขยายธุรกิจมาที่เมืองไทยหลังจากที่พ่อกับแม่ของเขาแต่งงานและมีบุตรชายคนแรกนั่นก็คือพี่ชายของเขา
และริวนายน้อยแห่งตระกูลโยชิโอกะที่มีเลือดครึ่งหนึ่งในตัวเป็นคนไทยเป็นลูกชายคนสุดท้องของตระกูล ที่ตัดสินใจอาสามาดูแลธุรกิจที่ไทยแทนพี่ชายที่ต้องการอยู่กับครอบครัวที่ญี่ปุ่นมากกว่าที่จะเดินทางมาดูธุรกิจที่ไทย
เนื่องจากลูกชายคนแรกหรือหลานชายคนแรกของตระกูลโยชิโอกะกำลังจะลืมตาดูโลกนี้ในอีก1เดือนข้างหน้า
ริวจึงอาสามาแทนพี่ชายท่ามกลางเสียงคัดคานของเหมือนฝันผู้เป็นมารดา ที่ออกจะเป็นห่วงลูกชายคนเล็กอย่างริวแบบออกหน้าออกตา
แต่ยังไงเสียก็ต้องจำใจยอมเพราะมันเป็นความประสงค์ของเจ้าตัวเธอจึงไม่กลัาจะขัดถึงแม้จะแอบไม่ชอบใจนักก็ตาม
ริวเกิดในต้นตระกูลยากูซ่าที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ต้นตระกูลของเขาชื่อเสียงโด่งดังในประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่ง
เขาถูกฝึกมาอย่างดีจากผู้เป็นพ่ออย่างอิชิโร่ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการต่อสู้อย่างดาบหรือปืนซึ่งเขาไม่เป็นสองรองใคร แต่ที่ริวเก่งและดูจะชอบเป็นพิเศษคือการต่อยมวยเขาถึงขั้นมีสนามมวยเอาไว้ฝึกซ้อมกับลูกน้อง เพื่อคลายเครียดในวันที่เขาอยากออกกำลังกายหรือพักผ่อนสมอง
อย่างที่บอกต้นตระกูลของริวเป็นยากูซ่า เขาถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดของตระกูลรองจากพี่ชาย ที่ทำหน้าที่ดูแลต้นตระกูลและสืบทอดกิจการอยู่ที่ญี่ปุ่น
ริวในวัย29ปีเขาได้อิทธิพลการใช้ชีวิตมาจากพ่อและพี่ชายมาพอสมควร ใครๆก็รู้ว่ายากูซ่าน่ากลัวเพียงใดและริวก็เป็นแบบนั้นเพียงแค่เขาตวัดสายตาดุใส่ใคร คนๆนั้นก็ถึงกลับกลัวจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไม่เว้นแม้แต่ลูกน้องของเขาเองที่ต่างพากันกลัวนายน้อยแห่งตระกูลโยชิโอกะด้วยเช่นกัน
และอย่างที่รู้ๆกันริวเป็นนายน้อยของตระกูลโยชิโอกะผู้คนภายนอกมองเขาว่าเป็นคนโหดเหี้ยม เย็นชา บางครั้งดูน่าเกรงขามมากกว่าผู้เป็นพ่อและพี่ชาย และริวเองก็เป็นแบบนั้นตามคำที่เขาว่ากัน นั้นจึงทำให้เขาครองตัวเป็นโสดมาถึงทุกวันนี้ ไม่มีผู้หญิงหน้าไหนกล้าเข้าใกล้เขาแม้แต่น้อย
ถึงแม้เขาจะมีรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลายังกะนายแบบ แต่ความหน้ากล้วของริวก็ถูกปิดทับความอ่อนโยนที่อยู่ภายใน จึงไม่มีผู้หญิงคนไหนได้สัมผัสความอ่อนโยนของเขา จะมีเพียงแค่เหมือนฝันผู้เป็นมารดาเท่านั้นที่ได้สัมผัสความอ่อนโยนที่อยู่ภายในตัวของริว
ตัวเขาเองไม่ใช่ว่าไม่อยากจะมีแฟน เขาเองก็อยากมีคนรักเหมือนกับพ่อและพี่ชาย และก็อยากมีตัวเล็กๆเอาไว้สืบทอดตระกูล แต่เขาเองก็ยังไม่เจอคนที่ถูกใจและทำให้เขาหวั่นไหวใจเต้นแรงได้เลยสักคน
แต่เขาก็ตั้งใจเอาไว้แล้วเมื่อเมื่อไหร่ที่เขาได้เจอคนๆนั้นคนที่ทำให้เขาใจเต้นแรงได้ เขาจะไม่รีรอที่จะคว้าเธอมาแนบกายถึงแม้เขาจะไม่เคยจีบผู้หญิงคนไหนเลยก็ตาม แต่มันก็คงไม่ยากเกินความสามารถของเขา
มีอย่างหนึ่งที่ริวกังวลคือการจะมาเป็นแฟนยากูซ่าอย่างเขามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้หญิงคนนั้นอาจจะต้องเจอบททดสอบอย่างที่แม่ของเขาและไอโกะพี่สะใภ้ต้องเจอ
ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รักเขามากพอหลังจากจบบทสอบแล้วเธอกับเขาก็ต้องจบความสัมพันธ์กัน
ร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในชุดไปรเวทเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำสวมเข้ากับชุดกางเกงยีนส์ขายาวสีดำเดินลงมาจากชั้น2ของเพนท์เฮ้าส์ ดวงตาคมเข้มสีน้ำตาลตวัดสายตามองลูกน้องที่พากันจัดแถวรอรับผู้เป็นนายอย่างเป็นระเบียบ
ฟุโดมือขวาของเจ้านายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดก้มหัวเคารพผู้เป็นนายตามด้วยลูกน้องคนอื่นๆ ตามจริงแล้วยังขาดไดจิผู้ที่เป็นมือซ้ายของริวอีกคน แต่ทันทีที่ย่างกรายมาถึงเมืองไทยเขาก็ได้รับคำสั่งจากริวให้แฝงตัวเข้าไปในบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของตัวเอง เพื่อสืบหาหนอนบ่อนไส้ที่มันขายข้อมูลของบริษัทให้กับแก๊งยากูซ่าคู่อริ
และนี่ก็เป็นสาเหตุให้นายน้อยแห่งตระกูลต้องมาประเทศไทยแบบลับๆก่อนถึงกำหนดการอีก2อาทิตย์
"นายจะรับอาหารเช้าเลยหรือเปล่าครับ?" ฟูโดเอ่ยทักทายผู้เป็นนายด้วยภาษาญี่ปุ่นอย่างลืมตัว ทำให้ริวตวัดสายตาดุไปที่ฟุโดมือขวาของเขาทันที
"กูเคยบอกกับมึงว่ายังไง?" น้ำเสียงเข้มถูกเปล่งออกไปด้วยประโยคตำหนิ
ก่อนมาที่ไทยเขาได้กำชับกับลูกน้องคนสนิทอย่างฟุโดและไดจิรวมถึงลูกน้องคนอื่นที่จะติดตามมาให้ใช้ภาษาไทยเป็นการสื่อสารเพราะเขาเองก็อาจจะต้องดูแลธุรกิจที่ไทยไปอีกนาน
"ผมขอโทษครับนาย" เมื่อรู้ว่าผิดฟุโดรีบก้มหัวขอโทษผู้เป็นนายทันที
"จำไว้ให้ขึ้นใจแล้วอย่าผิดอีก กูไม่ค่อยชอบ"
"ครับ" เป็นอีกครั้งที่ฟุโดก้มหัวขอโทษผู้เป็นนายก่อนจะเอ่ยถามประโยคต่อมา... "นายจะรับอาหารเช้าเลยไหมครับ?"
"ขอแค่กาแฟก็พอ" จบประโยคเขาก็เดินผ่านลูกน้องนับสิบตรงไปยังห้องทำงาน เพื่อที่จะศึกษาเอกสารคร่าวๆเกี่ยวกับบริษัทของตัวเอง
ธุรกิจของตระกูลโยชิโอกะที่ริวต้องมาดูแลเบื้องหน้าเป็นธุรกิจสีขาวอย่างเช่นบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ บริษัทผลิตอาหารแช่แข็งและอย่างอื่นอีกมากมาย แต่ทว่าเบื้องหลังคือธุรกิจผิดกฎหมายล้วนๆที่สร้างรายได้ให้กับตระกูลเขาอย่างมหาศาลอย่างเช่น คาสิโน คลับและอาวุธเถื่อน
ครืด~ครืด~
โทรศัพท์เครื่องหรูกำลังแผดเสียงดังลั่นภายใต้ความเงียบในห้องทำงานที่ตกแต่งไปด้วยโทนสีดำ มีดาบซามูไรวางอยู่ด้านหลังสร้างความน่าเกรงขามให้คนที่อยู่ในห้อง
ริวละสายตาจากเอกสารตรงหน้าใช้ปลายนิ้วยกขึ้นมาดันกรอบแว่นสายตา ก่อนที่จะเอนหลังพิงไปกับเก้าอี้ผ่อนลมหายใจออกช้าๆล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดรับ โดยที่ฟุโดที่นั่งอ่านเอกสารอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องทำเพียงก้มอ่านเอกสารแบบเงียบๆไม่ได้ปรายตาขึ้นมามองเจ้านายหนุ่ม
"คิดถึงแม่จังเลยครับ" น้ำเสียงนุ่มถูกพ่นออกมาก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นไปนวดคลึงขมับของตัวเองเบาๆ
"(อย่ามาอ้อนหน่อยเลยลูกชาย ถ้าคิดถึงแม่จริงริวคงไม่ทิ้งแม่ไปอยู่ที่ไทยหรอก)" น้ำเสียงประชดประชันปนน้อยใจถูกส่งออกมาจากปลายสายแบบไม่จริงจังมากนัก
"ไม่เอาครับคนสวยของริว อย่างอนริวเลยนะ" น้ำเสียงอ้อนๆถูกเปล่งออกมาทำให้ปลายสายอย่างเหมือนฝันถึงกับใจอ่อนยวบกับน้ำเสียงอ้อนๆของลูกชายคนเล็ก
นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆเธอคงจะพุ่งตรงมาฟัดแก้มลูกชายอย่างที่ชอบทำ
"(อย่ามาพูดเลยริว ถึงจะทำเสียงอ้อนๆใส่แม่แบบนี้ แต่แม่ก็ไม่ยอมใจอ่อนให้หรอกนะ จะงอนจนกว่าริวจะกลับมาจากไทยนั่นแหละ)"
"หึหึ..." ปากหนากระตุกยิ้มหัวเราะในลำคอกับประโยคของผู้เป็นแม่
"(แล้วนี่ทำอะไรอยู่ลูกกินอาหารเช้าหรือยัง ที่ไทยกี่โมงแล้วเนี่ยแม่ยังไม่ได้ดูเวลาเลย?)"
"ผมกินกาแฟไปแล้วครับ ตอนนี้ที่ไทยประมาณ9โมงเช้า"
"(แล้วนี่ไดจิกับคุโดไปไหนทำไมลูกถึงได้กินแค่กาแฟแก้วเดียว หรือแม่ต้องตามลูกไปอยู่ที่ไทยกับลูกดีไหม?)"
"ถามพ่อหรือยังครับว่าจะให้แม่มาหรือเปล่า?" นายน้อยของบ้านถามออกมาอย่างอารมณ์ดี เขารู้ดีว่าพ่อของเขาติดแม่ของเขาหนักมาก เรียกได้ว่าเป็นพวกคลั่งรักเมียเลยก็ว่าได้
ไม่ต่างจากพี่ชายของเขาเองก็เหมือนกันภายนอกกลัวจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แต่พอใด้อยู่กับเมียก็ดูเป็นแมวน้อยออกจะคลั่งรักหนักมาก ซึ่งเขาเองก็คิดว่าตัวเองคงจะเป็นแบบนั้น
"(ถ้าแม่จะไปซะอย่างพ่อของลูกก็ขัดขวางอะไรแม่ไม่ได้หรอกนะ เอาล่ะริวหาอะไรกินด้วยนะอย่าทำให้แม่เป็นห่วง)"
"ครับ...เดี๋ยวผมจะให้ฟุโดยกอาหารมาให้ แม่ไม่ต้องห่วง"
"(จ๊ะ...ลูกชาย แค่นี้ก่อนนะลูกแม่ต้องวางแล้ว ต้องไปดูไอโกะซะหน่อยได้ยินว่าเจ้าตัวเล็กดิ้นแรงเลยเมื่อเช้านี้)"
"ครับแม่"
"(ก่อนวางสายแม่จะบอกอะไรให้นะริว สาวไทยสวยๆเยอะนะหาที่ถูกใจสักคนสิ แม่อยากได้ลูกสะใภ้เป็นคนไทยนะ)"
"คงไม่มีหรอกครับแม่ ใครๆก็ต่างกลัวผม"
"(อย่าลืมนะริวที่นั่นเมืองไทยไม่มีใครรู้ว่าลูกเป็นยากูซ่าผู้โหดเหี้ยมหรอก แม่เคยได้ยินว่าไม่ไกลจากเพนท์เฮ้าส์ของลูกมีมหาลัยด้วยนะ ช่วงเย็นออกไปดูสาวๆสิเผื่อจะถูกใจใครสักคน)"
"ไว้ผมจะคิดดูครับแม่"
"(จ๊ะ...แค่นี้ก่อนนะริว)"
"ครับ" สิ้นสุดคำพูดริวก็กดตัดสายก่อนจะวางโทรศัพท์บนโต๊ะทำงาน เลิกคิ้วเป็นเชิงสงสัยเมื่อเห็นฟุโดมองเขาเหมือนจะพูดอะไร
"มึงมีอะไร?"
"เป็นอย่างที่นายหญิงใหญ่พูดครับ สาวไทยสวยจริงๆ" พูดจบเขาก็ยกยิ้มให้กับผู้เป็นนายไม่ได้กลัวใบหน้าที่เย็นชาของริว เพราะทั้งเขาและฟุโดถูกเลี้ยงควบคู่กันมากับนายน้อยของตระกูลโยชิโอกะ ลับตาลูกน้องพวกเขาก็เหมือนเพื่อนมากกว่าเจ้านายกับลูกน้อง
"มึงแอบฟัง" มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ก่อนที่จะพ่นควันขาวออกมาจากปากและจมูก
"มันได้ยินเองครับ"
"ไร้สาระ ออกไปยกอาหารเช้ามาให้กู"
"ครับ"
@มหาลัย
ภายใต้คณะคหกรรมศาสตร์แผนกเบเกอรี่กำลังมีกลิ่นหอมของดาร์กช็อกโกแลต ที่ถูกผสมเข้ากับส่วนผสมอีกสามอย่างส่งกลิ่นหอมออกมาจากเตาอบหลังจากที่ถูกดันเข้าไปในเตาอบเมื่อไม่นานมานี้
มะลิเด็กสาวใบหน้าจิ้มลิ้ม ผมดำขลับของเธอผูกเปียเอาไว้ทั้งสองข้างแบบหลวมๆ ดวงตากลมที่โอบล้อมไปด้วยแพขนตางามงอนกำลังยืนมองบราวนี่ช็อคโกแลตของตัวเองอย่างจดจ่อ รอลุ้นว่ามันจะขึ้นฟิล์มตามที่เธอต้องการหรือไม่ เพราะวันนี้เธอมีสอบภาคปฏิบัติเป็นพายและบราวนี่ ซึ่งเธอก็ทำพายสับปะรดเสร็จแล้วจะเหลือแค่บราวนี่ที่ยังอยู่ในเตาอบ และอีกไม่นานก็คงจะเสร็จออกมาให้เธอได้ชื่นชมและส่งอาจารย์
"อ๊ะ!" มะลิร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่ออยู่ดีๆก็ถูกนิ้วเล็กๆของเพื่อนสนิทอย่างแอลมาจิ้มที่เอว ร่างบางหันไปมองค้อนเพื่อนสนิทก่อนที่จะจิ้มกลับหัวเราะคึกคักที่แกล้งเพื่อนกลับคืนได้ "แกมาแกล้งฉันได้นี่ของแกเสร็จแล้วหรือไง?"
"เสร็จแล้ว...ตอนนี้กำลังเอาพัดลมเป่าให้เย็นส่วนพายก็จัดใส่จานไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าแต่ของแกเถอะอีกนานไหมกว่าจะเสร็จ จะได้เอาไปส่งอาจารย์พร้อมกัน"
"อีกแป๊บนึงก็คงจะเสร็จแล้ว อ๊ะ!...เสร็จพอดี แกรอฉันแป๊บนึงนะ" มะลิหยิบถุงมือกันความร้อนเอามาใส่เปิดเตาอบหยิบถาดบราวนี่ออกมาวางก่อนที่จะเปิดพัดลมตัวเล็กๆเป่า
เด็กสาวยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋มเข้าไปในแก้มอ้วนๆทั้งสองข้าง เมื่อเห็นหน้าบราวนี่ของเธอขึ้นฟิล์มสวยงาม
มันช่างเป็นอะไรที่มีความสุขสำหรับคนที่รักการทำขนมอย่างเธอ
"บราวนี่ของแกหน้าขึ้นฟิล์มดีมากเลยอ่ะ แกไปดูของฉันสิเละไม่เป็นท่าหน้าแตกดูแห้งๆยังไงก็ไม่รู้" แอลมีสีหน้างอแงเมื่อเปรียบเทียบบราวนี่ของตัวเองกับบราวนี่ของเพื่อนสนิท
"แกได้คนส่วนผสมให้เข้ากันดีหรือเปล่า? ไม่ใช่ว่าส่วนผสมยังไม่เข้ากันดีแกก็เอาเข้าเตาอบแล้วนะ"
"ฉันก็ว่าฉันคนเข้าดีแล้วนะแต่ทำไมยังแตกอยู่ก็ไม่รู้ ช่างเถอะใครจะไปมีพรสวรรค์อย่างแกล่ะ ไม่ว่าทำขนมอะไรแกก็ทำออกมาได้ดีเสมอ ความฝันที่จะได้เปิดร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเองอยู่ไม่ไกลแล้วละแกเล่นเก่งซะขนาดนี้ ในห้องฉันไม่เห็นมีใครเทียบแกได้สักคน"
"แกก็พูดซะโอเวอร์เกินไปแอล ฉันยังต้องเรียนรู้อีกเยอะและก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นสักหน่อย ไปเถอะบราวนี่ของฉันน่าจะใช้ได้แล้วเอาไปส่งอาจารย์กันดีกว่า"
"งั้นก็ไปกัน เดี๋ยวฉันไปหยิบของฉันก่อน"
สองสาวพากันเอาพายและบราวนี่ไปส่งอาจารย์แล้วก็เป็นไปตามคาดหมาย มะลิหรือเพื่อนๆชอบเรียกสั้นๆว่าลิได้รับคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งห้องอีกเช่นเคย
หลังจากที่สอบปฏิบัติเสร็จในช่วงบ่ายมะลิก็เปลี่ยนชุดถอดชุดเชฟและผ้ากันเปื้อนออก ทำให้ร่างบางตอนนี้อยู่ในชุดนักศึกษาถูกระเบียบกระโปรงพลีทยาวถึงหัวเข่ากับรองเท้าผ้าใบสีขาว มือเรียวกระชับถุงพลาสติกที่ด้านในมีกล่องใส่บรรจุพายสับปะรดและบราวนี่จำนวนสามกล่อง ซึ่งแต่ละกล่องจะมีทั้งบราวนี่และพายสับปะรดอยู่ในกล่องนั้น
มะลิเดินออกจากมหาลัยพร้อมกับแอลมาตามถนนทันทีหลังจากที่เรียนจบในคลาสสุดท้าย
บ้านของมะลิและแอลอยู่ไม่ไกลจากมหาลัยมากนัก เธอทั้งสองจึงเลือกใช้วิธีเดินไปกับมหาลัยมากกว่าที่จะนั่งรถสองแถว
"แกจะไปรับมิกซ์เลยหรือเปล่าหรือว่าจะเอาของพวกนี้ไปเก็บที่บ้านก่อนแล้วค่อยออกมารับ?" แอลที่เดินคู่กับมะลิเอ่ยถามขึ้น
มิกซ์ที่แอลพูดถึงนั้นก็คือน้องชายคนสุดท้องที่อายุห่างกับมะลิและพี่ชายอยู่มากโข เพราะตอนนี้น้องชายคนเล็กเพิ่งจะอายุเพียง3ขวบซึ่งตัวมะลิเองอายุ19ปี ส่วนพี่ชายคนโตที่ชื่อมอสนั้นอายุ23ปี
ทุนเดิมครอบครัวของมะลิมีความสุขกันมากฐานะการเงินค่อนดีด้วย พ่อแม่เลยอยากทำตามความฝันอยากมีลูกสามคนเลยหันไปพึ่งวิทยาศาสตร์และได้มิกซ์มาเป็นน้องเล็กคนสุดท้อง
แต่แล้วก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลกทุกอย่างที่กำลังจะไปได้ดีก็ต้องจบลง เมื่อพ่อกับแม่เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้เสียชีวิตทั้งคู่ ตอนนั้นมิกซ์ก็ไปด้วยแต่ทว่าน้องชายคนสุดท้องกลับโชคดีรอดชีวิตมาได้
ตอนนั้นสามพี่น้องไม่รู้จะไปพึ่งใครญาติพี่น้องก็เหมือนจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย โชคดีที่พวกเธอยังมีเงินที่พ่อกับแม่ทิ้งเอาไว้ให้อยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะทำให้เธอและมิกซ์นั้นเรียนจนจบ พี่ชายคนโตสุดอย่างมอสจึงได้ยุติการเรียนเลือกที่จะไปหางานทำที่ญี่ปุ่น เพื่อส่งเสียเลี้ยงดูน้องทั้งสองคนอย่างมะลิและมิกซ์
"มะลิ! ไอ้ลิ!" เสียงตวาดของแอลดังขึ้นเมื่อมะลิเหม่อไม่ยอมตอบคำถามของเธอ
"หึ! อะไรของแกแอลฉันตกใจหมดเลยเรียกซะดังเชียว" มะลิสะดุ้งด้วยความตกใจก่อนที่จะหันไปมองค้อนเพื่อนสนิท
"จะไม่ให้ดังได้ยังไงก็แกเล่นเหม่อไม่ยอมตอบคำถามฉัน" แอลว่าเข้าให้ เพราะเธอเรียกมะลิหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังเหม่อ
มะลิถอนหายใจออกมาหนักๆ คงจะเป็นตอนที่เธอเผลอคิดเรื่องราวในอดีตเลยไม่ได้ยินเสียงเพื่อนรักส่งเสียงเรียก
"แกถามว่าอะไรพอดีเมื่อกี้คิดอะไรอยู่น่ะ?"
"ฉันถามว่าแกจะไปรับน้องมิกซ์เลยไหมหรือว่าจะเอาของในมือแกไปไว้ที่บ้านก่อนแล้วค่อยมารับมิกซ์อีกที"
"อ๋อ...เดี๋ยวไปรับเลยขี้เกียจเดินไป-กลับหลายครั้ง " ใบหน้าจิ้มลิ้มพูดพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย ก่อนจะหยิบอมยิ้มเอามาไว้ในมือพร้อมกับฉีกห่อพลาสติกเตรียมจะนำเอาเข้าปาก
"อ๊ะ!" มะลิมีสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันทีเมื่อเพื่อนสาวอย่างแอลที่ชอบแกล้งเธอเป็นประจำ เข้ามาแย่งอมยิ้มแสนอร่อยที่เธอกำลังจะเอาเข้าปากเอาไปไว้ในมือ
"เอาอมยิ้มฉันมานะแอล" น้ำเสียงงอแงถูกส่งออกมา
คนโดนงอแงใส่ยกยิ้มกวนไม่คิดจะคืนอมยิ้มให้
ทำไมเพื่อนสนิทอย่างแอลที่เรียนอยู่ด้วยกันตั้งแต่มัธยมจะไม่รู้ว่ามะลินั้นติดอมยิ้มขนาดไหน ทุกวันเพื่อนสนิทเธอจะต้องกินอย่างต่ำวันละ1อันทุกวัน โดยให้เหตุผมว่ามันอร่อยเสพติดไปแล้วเลิกไม่ได้
และเพราะรู้ว่าเพื่อนชอบเลยอยากแกล้ง
"ฉันเห็นแกกินทุกวันไม่เบื่อหรือไง?"
"ไม่เบื่อ...ฉันชอบ เอาของฉันมานะแอลไม่งั้นฉันจะโกรธแกจริงๆ ด้วย" ไม่พูดเปล่ามะลิยังเข้าไปแย่งจากมือแอล แต่คนขี้แกล้งกลับหลบทันพร้อมทั้งหัวเราะชอบใจทำให้คนอยากกินกระทืบเท้าปึงปัง
"ฮ่าๆ มีกระทืบเท้าด้วย ถ้าไม่ให้จะทำไม?"
"ไม่ให้ก็จะแย่ง เอามานะ เอามาคืนฉันมาซะดีๆ เดี๋ยวก็หล่นเหมือนครั้งที่แล้วอีก" ไม่พูดเปล่าแต่มะลิเข้าไปแย่งอีกครั้งแต่ทว่าแอลก็กลับหมุนตัวหลบได้อีกครั้ง
ปากกับจมูกแทบจะยื่นมาติดกันเมื่อเพื่อนสนิทพาอมยิ้มวิ่งนำหน้าเธอไป "อยากกินก็เข้ามาแย่งให้ได้สิยัยเด็กติดขนม ฮ่าๆ"
เมื่อได้ยินแบบนั้นมีเหรอเด็กที่ติดลูกอมอย่างเธอจะไม่วิ่งตามไป แอลชอบแกล้งเธอแบบนี้เสมอ
มะลิกระชับกระกระเป๋าสะพายเอาไว้แน่นวิ่งไล่เพื่อนสนิทตามออกไป
"อย่าหนีนะยัยแอล เอาของฉันคืนมา ถ้าจับได้แกโดนแน่" เสียงของมะลิดังขึ้นในตอนที่แอลวิ่งห่างออกไป และกำลังจะเลี้ยวขวาไปทางด้านหน้าของ
อีกด้าน
"นายจะไปไหนครับ?" ฟุโดเอ่ยทักผู้เป็นนายขึ้นทันทีเมื่อเห็นริวปิดแฟ้มเอกสารที่อ่านอยู่ ก่อนที่จะถอดแว่นสายตาวางไว้บนโต๊ะทำงานแล้วหยิบแว่นตากันแดดสีดำสนิทมาใส่แทน ร่างสูงยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเตรียมจะเดินออกจากห้องทำงาน
"กูจะเดินออกไปข้างนอก"
"ไปไหนครับ? ผมจะได้ให้ไอ้พวกนั้นเตรียมรถเอาไว้ ขอโทษที่ไม่ได้เตรียมรถไว้ล่วงหน้า ผมไม่คิดว่านายจะออกไปข้างนอก"
"ไม่ต้องเตรียมรถ กูจะออกไปแถวๆ นี้ ไม่ไกลจากเพนท์เฮ้าส์มากนัก"
"อย่าบอกนะครับว่าจะออกไปดูสาวๆ อย่างที่นายหญิงใหญ่ว่า ผมไม่รู้ว่านายสนใจผู้หญิงด้วย"
"ไร้สาระ" นายน้อยของตระกูลพูดเพียงแค่นั้นก่อนที่จะสาวเท้าเดินไปที่หน้าประตูห้อง ทำให้ลูกน้องสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตูก้มหัวให้ผู้เป็นนาย หนึ่งในสองคนนั้นทำหน้าที่เปิดประตูให้กับริว
และนั่นก็ทำให้ฟูโดต้องเก็บเอกสารที่อ่านอยู่ก่อนจะเดินตามผู้เป็นนายออกจากห้องไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ไม่ต้องตามกูมา กูไม่อยากให้ใครรู้ว่ากูมาถึงไทยแล้ว"
"เห็นทีจะไม่ได้ครับนาย เขตนี้ยังอันตรายเกินไปอาจจะมียากูซ่าต่างแก๊งแฝงเข้ามา ถ้านายเป็นอะไรขึ้นมานายใหญ่เอาพวกผมตายแน่ครับ"
"งั้นพวกมึงก็เดินตามห่างๆ อย่าให้ใครรู้ว่าพวกมึงตามกูมา มันจะเป็นจุดสนใจให้พวกมันมากกว่าเดิม"
"ได้ครับ"
"..........." ริวละสายตาจากมือขวาคนสนิทล้วงบุหรี่ในกระเป๋าขึ้นมาจุดสูบปล่อยควันขาวฟุ้งไปในอากาศ
ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบปืนจากเอวลูกน้องที่ยืนประจำจุดมาเหน็บไปที่เอวของตัวเอง ดึงเสื้อเชิ้ตสีดำมาปิดบังอำพลางตรงไปยังประตูทางด้านหลังของเพนท์เฮ้าส์ โดยที่ลูกน้องที่ยืนอยู่ประจำจุดต่างก้มหัวเคารพผู้เป็นนาย
ฟุโดที่เห็นเจ้านายหนุ่มเดินออกไปจากเพนท์เฮ้าส์ไปเมื่อครู่ เขาก็สั่งลูกน้องจำนวนหนึ่งรวมถึงตัวเขาเองเดินตามออกไป พร้อมกับทิ้งระยะห่างจากริวพอสมควร
ฟู่...
ปากหนาพ่นควันบุหรี่ออกจากปากและจมูกก่อนที่จะโยนมวนบุหรี่ลงพื้น แล้วใช้รองเท้าแบรนด์ดังที่ใส่เหยียบมวนบุหรี่ ขณะที่เขามาหยุดยืนอยู่ข้างถนนตรงกับทางม้าลาย
ดวงตาคมกริบจ้องไปยังตึกร้างขนาดใหญ่ฝั่งตรงข้ามผ่านแว่นตากันแดดสีดำ
ที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่จะมาดูสาวๆอย่างที่แม่แนะนำหรือตามที่ฟุโดเข้าใจ
แต่เพราะเมื่อคืนตอนที่เขานั่งรถกำลังจะเข้าเพนท์เฮ้าส์ สายตาของเขามันเหลือบไปเห็นตึกร้างขนาดใหญ่ ที่อยู่ตรงหน้าเขาณ.ตอนนี้
แค่เห็นแว่บเดียวหัวธุรกิจอย่างเขาก็รู้แล้วว่าจะทำกิจการอะไร และธุรกิจนั้นก็คือฟิตเนส นอกจากจะเป็นธุรกิจที่หารายได้ให้ครอบครัวของเขาได้แล้ว ยังเป็นธุรกิจที่เอาไว้บังหน้าธุรกิจสีเทาที่ครอบครัวของเขากำลังทำอยู่
ริวมองตึกร้าง5คูหาตรงหน้าอย่างพิจารณา เขากำลังจินตนาการวาดแบบคร่าวๆไว้ในหัว แต่แล้วจินตนาการของเขาก็ต้องหลุดลอยออกไป เมื่อมีเสียงหัวเราะของใครบางคนแทรกเข้ามาในจินตนาการ
ริวหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนจะปรายตามองหาเจ้าของเสียง
"ฮ่าๆ จับให้ได้ก่อนเถอะค่อยมาพูด" แอลพูดขึ้นขณะที่เธอวิ่งเลยไปเกินครึ่งของหน้าตึกร้าง
ส่วนเด็กสาวอย่างมะลิเพิ่งจะวิ่งเลยจากมุมตึกมาได้เพียงนิด
"แฮ่กๆ จับได้อยู่แล้วย่ะ คอยดูเถอะ" เด็กสาวตะโกนตามหลังเพื่อนไป
แต่ขณะที่วิ่งอยู่นั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ใส่แว่นดำยืนอยู่ตรงทางม้าลาย และนั่นก็มีคำถามผุดขึ้นมาในหัวของเธอทันทีคนตาบอดงั้นเหรอ
ริวชะงักนิ่งเมื่อเห็นเด็กสาวตัวเล็กใบหน้าจิ้มลิ้มวิ่งออกมาจากทางข้างตึก
เขาคิดในใจทำไมเด็กผมเปียคนนี้ไม่ทำให้เขาหงุดหงิดเหมือนกับคนแรก
ดวงตาคมกริบไล่สายตาตามเด็กสาวผมเปียคนนั้น ด้วยความรู้สึกแปลกๆอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน จนกระทั่งเด็กคนนั้นวิ่งไปตามถนนเลี้ยวไปทางซ้ายหายไปตรงมุมตึก
ริวก็ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ท่ามกลางสายตาของฟุโดและลูกน้องที่แอบซุ่มดูแบบห่างๆ
มะลิวิ่งตามแอลที่วิ่งนำหน้าเธอมา ก่อนที่เพื่อนสนิทจะเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง มาตามถนนด้านข้างของตึก
เธอเข้าไปจับแขนแอลทันทีเมื่อเห็นเพื่อนยืนอยู่กับที่ ด้วยอาการเหนื่อยหอบไม่ต่างจากเธอ
"จับได้แล้วยัยเพื่อนบ้า เอาของฉันคืนมานะ"
แอลยื่นอมยิ้มคืนให้กับมะลิซึ่งมะลิก็หยิบมันเข้าปากในทันที ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เพราะเพื่อนคืนอมยิ้มเธอง่ายกว่าทุกครั้ง
"แม่ฉันโทรมาให้ไปซื้อของให้ก่อนกลับบ้าน สงสัยคงต้องแยกกันตรงนี้แล้วล่ะ"
"โอเคงั้นพรุ่งนี้เจอกันนะ กลับบ้านดีๆล่ะ" มะลิบอกกับเพื่อนไป
บ้านของเธอกับแอลอยู่ห่างกันพอสมควร ทั้งสองจะแยกย้ายกันแถวๆตึกร้าง บ้านแอลต้องเดินตรงไปส่วนเธอต้องข้ามถนนไปอีกฝั่ง
"แกก็เหมือนกันรีบไปรับน้องมิกซ์ได้แล้ว บ๊ายบาย...พรุ่งนี้เจอกัน"
แอลแยกตัวไปอีกทางซึ่งมะลิก็กำลังจะข้ามถนนไปอีกฝั่ง แต่ใจหนึ่งก็ยังติดใจอยู่กับผู้ชายคนนั้น
"ป่านนี้จะข้ามถนนได้หรือยังนะ แถวนี้ก็ไม่ค่อยมีคนด้วย แถมแดดก็ยังร้อนอีกด้วย"
ดูเหมือนว่าเด็กสาวจะฝังใจไปแล้วว่าผู้ชายใส่แว่นดำคนนั้นจะเป็นผู้พิการทางสายตา
ถ้าเขามองเห็นจะไปยืนกลางแดดร้อนๆอยู่ทำไม
"จะกลับไปดูดีไหมนะ? แต่เธอต้องกลับไปรับมิกซ์นะมะลิ" เด็กสาวยังคงถกเถียงกับตัวเองอยู่ในใจ เธอเป็นคนขี้สงสาร
ครั้งหนึ่งเธอเคยเห็นผู้พิการทางสายตาข้ามถนนด้วยตัวเอง ทั้งที่เป็นทางม้าลายแต่กลับโดนรถเฉี่ยวจนเจ็บสาหัส ภาพนั้นมันติดตาของเธอมาจนถึงทุกวันนี้
"แต่เขาไม่มีไม้เท้านะมะลิ ช่างเถอะไปดูหน่อยก็แล้วกัน"
เด็กสาวถกเถียงกับตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะหมุนตัวเดินย้อนกลับไปตรงทางที่เธอเพิ่งจะเดินมา แต่เมื่อพ้นมุมตึกก็เห็นว่าเขายังยืนอยู่ที่เดิม
"ยังอยู่ที่เดิมจริงๆด้วย" เธอพูดพร้อมกลับรีบสาวเท้าเดินไปยืนอยู่ตรงทางม้าลาย แสดงว่าเขาคงมองไม่เห็นจริงๆ
ลิ้นเรียวเล็กในโพรงปากตวัดเลียอมยิ้มก้อนกลมๆ จนมันมีขนาดเล็กลงเกือบครึ่ง มองซ้ายขวาเตรียมหาทางข้าม
ริวมองเด็กสาวที่ทำให้เขารู้สึกแปลกๆอย่างสงสัย เมื่อเธอกลับมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา
แต่ไม่นานเขาก็เห็นเธอมองซ้ายมองขวา ดูเหมือนว่าจะข้ามถนนตรงมาทางเขา หลังจากที่รถบนถนนเริ่มน้อยลง
เด็กสาวข้ามมาได้ครึ่งทางตอนนี้เธอยืนอยู่บนเกาะกลางถนนรอที่จะข้ามมาอีกช่วง
ดวงตากลมโตมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณา แล้วบ่นพึมพำในใจ คงมองไม่เห็นจริงสินะ น่าเสียดายหล่อซะด้วย
ริวมองเด็กสาวฝั่งตรงข้ามด้วยความรู้สึกประหม่าไม่ใช่เขาไม่เคยเข้าใกล้ผู้หญิง
แต่เพราะเคยเข้าใกล้อยู่หลายครั้งชนิดที่เนื้อแนบเนื้อก็เคยมีมาแล้ว แต่เขากลับไม่รู้สึกแปลกๆแบบนี้เลยสักครั้ง
เมื่อรถเริ่มน้อยลงจนพอที่จะข้ามมาอีกฝั่งหนึ่งได้ มะลิก้าวเท้าลงจากเกาะกลางถนน เดินตามทางม้าลายอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มอย่างริว คนที่เธอคิดว่าเขามองไม่เห็น
เมื่อได้มายืนประจันหน้ากับเขาแล้ว เธอจึงรู้ว่าคนตรงหน้านั้นตัวสูงกว่าเธอมาก ความสูงของเธออาจจะแค่อกเขาเท่านั้น
และนอกจากเขาจะตัวสูงแล้วเขายังมีกลิ่นกายที่หอมมาก ไม่รู้ว่าใช้น้ำหอมอะไรถึงได้หอมขนาดนี้ เธอแอบสูดเข้าไปเต็มปอดอยู่หลายครั้ง
มะลิขยับเท้าเข้าไปหาคนตรงหน้าอีกนิด ส่วนริวก็อยู่นิ่งไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน ที่เขาไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนก็เพราะว่าเขากำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด หลังจากที่เผลอสำรวจใบหน้าจิ้มลิ้มแบบใกล้ๆ ผ่านแว่นดำตั้งแต่เธอมายืนอยู่ตรงหน้า
คนตัวเล็กอยากพิสูจน์อะไรบางอย่างเธอชูแขนขึ้นจนสุด โบกมือไปมาตรงหน้าของคนตัวสูง ก่อนที่จะตัดสินใจเอามือลง
การกระทำของมะลิทำให้ฟุโดและลูกน้องที่ซุ่มอยู่ถึงกับจะเข้ามาจู่โจม แต่ก็รับรู้ถึงสัญญาณมือที่ริวส่งให้พวกเขาเลยต้องสังเกตการณ์อยู่กับที่
เมื่อคิดแล้วว่าคนตรงหน้านั้นมองไม่เห็นเด็กสาวจึงบ่นพึมพำออกมา
"น่าสงสาร มองไม่เห็นจริงๆด้วย ร้อนแย่เลยทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้"
เมื่อได้ฟังคำของเด็กสาวนายน้อยตระกูลใหญ่ถึงกับแทบจะหลุดขำกับความไร้เดียงสาของเด็กสาว
นี่คนตรงหน้าคิดว่าเขาตาบอดหรอกเหรอ ในเมื่อเธอคิดว่าเขาตาบอดเขาก็จะยอมเป็นคนตาบอดให้เธอแล้วกัน
"คุณคะ...คุณ ทำไมมายืนตรงนี้คนเดียวล่ะคะ แล้วนี่จะไปไหนจะไปฝั่งนู้นหรือเปล่า?" เสียงหวานถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มแต่ริวกับเงียบจนมะลิถึงกับถอนหายใจ
"หรือว่าเสียงรถจะดังจนเขาไม่ได้ยิน" มะลิคิดในใจก่อนที่จะตัดสินใจยื่นมือไปคว้าที่ต้นแขนของริว แต่แล้วอีกฝ่ายกลับสะดุ้ง มะลิจึงรีบปล่อยมือออกเธอคิดว่าเขาตกใจหรืออาจจะกลัว
"ไม่ต้องกลัวนะคะหนูมาดีไม่คิดจะทำร้ายคุณค่ะ" เสียงหวานถูกเปล่งออกมาอีกครั้ง
ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าคมคายแต่อีกฝ่ายกลับมีสีหน้าเรียบเฉย จนเธอคิดว่าเขาอาจจะไม่ได้ยินด้วยหรือเปล่า
"คุณคะ...ได้ยินหนูหรือเปล่า?" มะลิยิงคำถามใส่คนตรงหน้าอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายตอบรับเธอโดยการพยักหน้า แค่นี้ก็ทำให้เธอยิ้มได้ อย่างน้อยเขาก็ได้ยินที่เธอพูด
"..........." ริวมองต่ำไปที่เด็กสาวตรงหน้าเธอกำลังยิ้มอย่างสดใส ฟันเรียงสวยกัดแท่งพลาสติกสีขาวที่ด้านใน เขาคิดว่าน่าจะเป็นอมยิ้ม
เพียงแค่เขาพยักหน้าเธอต้องยิ้มกระชากใจเขาขนาดนี้เลยเหรอ
ก่อนหน้านี้ที่เขาสะดุ้งตอนเธอจับแขนมันเป็นปฏิกิริยาของร่างกาย เขากำลังรู้สึกประหม่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน