บทที่1.วันวุ่นวายที่คฤหาสน์ส่งไพศาล
“คุณย่าครับนี่มันพศ.2020แล้วนะครับ ไม่มีครอบครัวไหนจับลูกหลานคลุมถุงชนหรอกครับ”
เสียงขุ่นขวางดังลั่น หลังนั่งฟังสุภาพสตรีวัยเจ็ดสิบสองปีพูดจนจบ นนทวัฒน์ ส่งไพศาส ทายาทคนเดียวของส่งไพศาสกรุป ที่มีอุตสาหกรรมการเกษตรส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าว หรือผลผลิตทางการเกษตร ชายหนุ่มผู้นี้เป็นรุ่นที่สามที่รับช่วงมาจากบิดา เขาพัฒนาจนกิจการมีผลประกอบการมากกว่าบิดาทำไว้ถึงสามเท่า
“ใครไม่ทำก็ช่างสิ ฉันจะทำ ฉันทนไม่ได้หรอก หากหลานสะใภ้ของฉันจะขยันใช้เงินแต่ไร้สมองน่ะ”
แสงแขพูดเสียงแข็ง มองสบตาหลานชายตรงๆ พร้อมกับบ่นในใจ หากนนทวัฒน์ได้ครึ่งหนึ่งของสามีนางเรื่องการมองผู้หญิง แสงแขสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเลยสักนิด แต่นี่...เพราะหลานชายไร้สายตาในการคัดกรองผู้หญิงของเขา คงเพราะมัวแต่มองอวัยวะกลางอกเสียมากกว่า แสงแขไม่เข้าใจนักหรอก ผู้หญิงสมัยนี้ประหยัดหรือเพราะต้องการอวดของดีประจำตัวกันแน่ เสื้อผ้าที่พวกหล่อนใส่ถึงได้ทั้งแคบและสั้นจนน่าหวาดเสียว
“ย่าครับเมียคือคนที่ทำให้สามีที่ทำงานงกๆ รู้สึกผ่อนคลาย เธอไม่ต้องทำงานหรอก ขอแค่ทำให้ผมรู้สึกสุดขีดบนเตียงได้ก็พอ อยากได้อะไรก็เอาไปเถอะ ผมคิดว่าผมมีสตางค์จ่ายให้เธอ ทดแทนแรงกายที่เธอทุ่มเทให้ผมครับ”
“ตานนท์ นี่ย่านะยะ อย่ามาทะลึ่งใส่ย่า คนเรามันไม่ได้มีแค่เรื่องอย่างว่าในชีวิตเมื่อไหร่ล่ะ บอกได้เลย คนที่แกต้องแต่งงานด้วยคือคนที่ย่าเตรียมไว้ให้เท่านั้น”
นนทวัฒน์เบ้ปาก เดาใจแสงแขออกเหมือนนั่งอยู่กลางใจท่าน ผู้หญิงคนนั้นคงไม่พ้น ‘มินตรา’ เด็กสาวที่เข้านอกออกในบ้านนี้มาเป็นสิบๆ ปีแต่เขาไม่ถูกชะตากับหล่อน ผู้หญิงอะไรไม่รู้ ทั้งคร่ำเคอะและทำให้รู้สึกอับเฉา สวมแต่เสื้อสีเรียบกระโปรงยาวกรอมเท้า ผมรวบตึงไว้หลังทายท้อยและแว่นตาหนาเตอะ หากเจอกันจังๆ แล้วหล่อนหลบไม่ทันล่ะก็ หล่อนจะก้มหน้าต่ำ เห็นแค่ปลายจมูก ไม่รู้ว่ากลัวเขาหรือเป็นสัญชาตญาณผีกระสือกันแน่ ไม่รู้เป็นไรสิ ทุกครั้งที่เจอผู้หญิงคนนั้น เขาจะหงุดหงิดทุกที
“ถ้าต้องแต่งกับมินตราผมขอเป็นโสดจนตายดีกว่าครับ”
“เอะ! หนูมินไม่ดีตรงไหน ฉลาดแล้วก็เอาใจเก่งด้วย”
“แม่นั่นดีสำหรับคุณย่าครับ แต่ไม่ดีพอสำหรับผม เอาเป็นว่า ผมไม่แต่งครับ”
“ตามใจแกนะตานนท์ แกไม่แต่งกับหนูมินก็ได้ สมบัติส่วนของฉันจะได้ยกให้คนยากจนไปเลย” แสงแขพูดเสียงเด็ดขาด
“ได้ไงครับคุณย่า ส่วนนั้นต้องยกให้ผมสิ คุณปู่สั่งไว้แล้วนี่ครับ”
นนทวัฒน์ไม่ได้เสียดายสมบัติในส่วนที่แสงแขครอบครองหรอก เขามีมากพอแล้ว แต่หากท่านทำตามที่พูดไว้จริง ‘ส่งไพศาสกรุป’ จะถูกคนนอกเข้ามาครอบครองร่วม หุ้นส่วนของเขากับบิดามีไม่มากพอที่จะรั้งตำแหน่งประธานบริหารไว้ได้
“ส่วนของปู่แก ฉันจะยกให้แกเหมือนเดิม นี่ฉันพูดถึงส่วนของฉันยะ”
ชายหนุ่มถอนใจแรงๆ ทุกคนในส่งไพศาสรู้ดี สามีผู้ซื่อสัตย์อย่างทนนน์ ถือหุ้นแค่10% นอกนั่นแสงแขเป็นผู้ครอบครอง 41% ที่แสงแขถือ มีผลกับตำแหน่งประธานบริหาร พ่อ แม่และเขาเองรวมกันยังมีหุ้นไม่ถึง30% เลย หากได้ส่วนของคุณปู่มาด้วยก็ไม่สามารถคานอำนาจของคนใหม่ที่จะเข้ามาในตำแหน่งประธานบริหารได้เลย
“คุณย่าไม่ควรบีบผมด้วยวิธีนี้เลยครับ”
“ฉันมีทางเลือกให้แกอยู่นะตานนท์ แกไม่เลือกก็ไม่ต้องมาสนใจฉัน ฉันจะยกสมบัติให้ใครมันก็เรื่องของฉัน”
“มันจะวุ่นวายนะสิครับ”
“ก็อย่าให้มันวุ่นสิโว้ย”
“คุณย่า”
“กลับไปคิดดีๆ ตานนท์ ย่าทำแบบนี้เพราะย่าหวังดีกับแกนะ”
แสงแขพูดเสียงอ่อน เพื่ออนาคตของส่งไพศาส นางปล่อยให้หลายชายร่วมหอลงโรงกับผู้หญิงอย่างรติรัตน์ไม่ได้ ตระกูลชัญญาปัทม์ เหลือแค่เปลือก คนในสังคมรู้ดี พวกเขาพยายามหาครอบครัวร่ำรวยเพื่อเกาะ และเจ็กพ็อตนั่นดันมาตกที่ตระกูลส่งไพศาสของนาง ไม่คิดเหมือนกันว่าผู้ชายที่โชกโชนเรื่องผู้หญิงจะมาตกม้าตายง่ายดายเช่นนี้
“ผมเกลียดผู้หญิงคนนั้นครับ”
“ยัยมินทำอะไรให้แกเกลียดล่ะ แกอย่ามาอคติเพราะยัยมินไม่ชอบแต่งตัวยั่วผู้ชายเหมือนแม่รติอะไรนั่นของแกเลย ย่าปั้นยัยมินมากับมือ คนของย่าเก่งและสามารถมีเหลนนิสัยดีๆ ให้ย่าในอนาคตได้แน่”
“มันเป็นแฟชั่นครับคุณย่า ผู้สมัยนี้แต่งตัวแบบนี้เกือบทุกคน”
“ไม่จริง แกอย่ามาหลอกย่า ไม่มีใครแทบจะแก้ผ้าเหมือนคู่ควงแกหรอก มีเท่าไหร่ก็ขนมาโชว์ไม่รู้จักอาย”
“สวยดีออกครับ”
“ของดีมีไว้กับตัวไม่จำเป็นต้องมาแบ่งให้คนบนโลกเห็นด้วยหรอก แบบนั้นน่ะมันไม่มีราคา เขานิยมมีไว้สำหรับเป็นของแถมยะ”
แสงแขกล่าวเสียงกร้าว นางรู้ดีหากนางไม่จัดการเรื่องนี้ รติรัตน์คงเข้ามาอยู่ในส่งไพศาสในฐานะหลานสะใภ้แน่ๆ หนี้สินที่ตระกูลชัญญาปัทม์แบกไว้จนหลังแอ่น คงไม่แคล้วต้องยื่นมือเข้าไปช่วย ในฐานะที่เกี่ยวดองกันแล้ว แสงแขทำใจไม่ได้ คนพวกนั้นดีแต่สร้างหนี้ และเข้ามาเพื่อกอบโกย นางไม่มีวันยอมให้เงินทองที่ได้มาอย่างยากเย็น ละลายหายไปเพราะถูกผลาญ
“ผมขอเวลา”
“ได้ แต่อย่านาน หากแกต้องการยื้อเวลาไว้ล่ะก็ แกคิดผิด ย่ามือลื่นโอนสมบัติให้คนนอกแกต้องโทษตัวเองนะตานนท์”
นนทวัฒน์ปวดศีรษะข้างซ้ายจี๊ดๆ เขาจะแก้ปัญหาอย่างไรดี มันมีทางเลือกไม่กี่ทางสำหรับเขา แต่จะให้จำใจแต่งงานกับผู้หญิงสุดเห่ยคนนั้น แค่คิดก็แทบทนไม่ไหว เขาไม่มีทางยอมนอนร่วมเตียงกับผู้หญิงที่แค่มองก็เซ็กส์เสื่อมแน่ๆ
บทที่2.มินตราขาลุย
มือเรียวเล็กกดคลึงอยู่ข้างขมับทั้งซ้ายและขวา หลังคนงานเก่าแก่ที่ดูแลตนเองประหนึ่งญาติผู้ใหญ่แจ้งข่าวบางอย่างให้รู้ มินตราถอนใจแรงๆ เงยหน้ามองลุงฤทธิ์พร้อมกับยิ้มกร่อยๆ
“คุณท่านมาเองเลยเหรอคะลุงฤทธิ์”
“ครับคุณมิน”
“มินไม่อยากไปเลยลุงฤทธิ์ คุณท่านมาทวงสัญญากับมินแน่ๆ”
ไม่ต้องเดาก็พอรู้ แสงแขมาทวงสัญญาจากเธอ หลังยื่นมือมาช่วยสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่มารดาทิ้งไว้ให้มินตราดูต่างหน้า กิจการนี้แทบไปไม่รอดตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน มินตราเองก็ยังเด็กและไม่กว้างขวางในการหารายได้เข้า โชคดีที่แสงแขรับสถานเลี้ยงเด็ก ‘ปลื้มบุญ’ ไปอยู่ในโครงการแบ่งปันที่ส่งไพศาสบริจาคทุกเดือน
มินตราเลยได้รับการอนุเคราะห์จากส่งไพศาส จวบจนทุกวันนี้ เด็กๆ ที่มารดาเคยอุปการะไว้ก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย
“คุณมินคิดจะทำยังไงต่อครับ”
“ไม่รู้สิลุง มินคงเลี่ยงคุณท่านได้อีกไม่นาน”
“คุณมินไม่ต้องสนใจเด็กพวกนี้ก็ได้นี่ครับ ถ้าคุณมินลำบากใจ”
“หากเป็นเพราะมิน แล้วพลอยทำให้คนที่ไม่เกี่ยวด้วยเดือดร้อน มินไม่สบายใจหรอกนะคะลุง”
“มันคืออนาคตของคุณมินเลยนะครับ”
“อนาคตของมินคือที่นี่ค่ะลุง มินจะไม่ยอมให้สิ่งที่แม่สร้างมาพังลงไปต่อหน้าต่อตาหรอกค่ะ”
มินตรากล่าวเสียงหนัก มันเป็นงานที่ลำบากและอุปสรรคเยอะ แต่ทุกครั้งที่เห็นบรรดาเด็กๆ ที่มารดาโอบอุ้มมาประสบความสำเร็จ มินตราก็ยินดีด้วย พวกเขาขาดแคลนและไร้โอกาส ถ้าเธอสามารถค้ำจุนหรือไม่ก็ช่วยให้พวกเขาสมหวังได้ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่ใช่เหรอ
“แต่มันจะดีเหรอครับ คุณนนท์เธอ”
ฤทธิ์ห่วงมินตราเพราะมินตราคือตัวแทนของมลฤดี มารดาของมินตราอุทิศชีวิตและทุ่มเทให้กับสถานสงเคราะห์แห่งนี้ คนจิตใจดีแบบนั้นไม่น่าอายุสั้นเลย
“มินคงต้องไปคุยกับเขา”
มินตราไม่ใช่คนหนีปัญหา และเธอมองไม่เห็นหนทางปฏิเสธความหวังดีของแสงแขด้วย ท่านอุปการะเธอ แถมเผื่อแผ่ความเมตตานั่นมาที่สถานสงเคราะห์แห่งนี้ด้วยเด็กหลายคนที่นี่เลยไม่ถูกย้ายไปอยู่ที่อื่น หลังเรียนจบมา มินตราพยายามหาทุนและปรับความเป็นอยู่ให้กับเด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาพำนักให้ดีขึ้น งานทุกอย่างกำลังไปได้สวย สมัยนี้คนใจบุญมีมากขึ้น คนเหล่านั้นเผื่อแผ่ความมั่งมีของเขาเพื่อคนยากจนและไร้โอกาส
เสียงถอนลมหายใจดังแรงๆ ฤทธิ์อยากช่วย แต่เขาก็ยากจนเกินกว่าจะคลี่คลายปัญหาให้กับนายสาวตัวน้อยได้
นนทวัฒน์ชื่อเสียเป็นส่วนมากเรื่องผู้หญิง หนุ่มหล่อที่ใช้ชีวิตโลดแล่นบนเส้นทางสีเทา เขาเห็นเพศตรงข้ามเป็นแค่ขนมหวานใกล้มือ พร้อมที่จะ ‘ซื้อ’ และพร้อมที่จะโยนทิ้ง หากหมดความสนใจ ฤทธิ์เป็นผู้ชายเหมือนนนทวัฒน์ยังรู้สึกไม่ดีด้วยเลย แล้วมินตราที่ดำเนินชีวิตมาแบบคนจริงจังทุกย่างก้าว จะทนผู้ชายอย่างนนทวัฒน์ได้เหรอ ไม่เข้าใจความคิดของญาติผู้ใหญ่ของชายหนุ่มเหมือนกัน สมัยนี้เด็กหัวแข็งและไม่ค่อยยอมฟังคำสั่งสอนของคนที่โตกว่า ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว
แต่...ในสังคมคนรวยคงแตกต่างกันแหละ
พวกเขาบูชาเงิน นับถือเฉพาะคนระดับเดียวกัน
และหากไม่มองอย่างอคตินัก คงรู้จุดจบได้อย่างชัดเจนคนสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้ว ไร้ความพิศวาส ชีวิตครอบครัวที่เริ่มต้นด้วยการถูกบังคับ...จุดจบคงไม่ต้องเดา
อาคารหลังใหญ่ตั้งอยู่ริมถนนย่านนักธุรกิจ นี่คือสำนักงานใหญ่ที่ฝ่ายบริหารระดับสูงของส่งไพศาสกรุปทำงานอยู่ ส่วนฝ่ายผลิต หรือโกดังเก็บสินค้าจะอยู่ที่อีกที่หนึ่ง มินตราต้องการพบบุคคลสำคัญเธอเลยจำใจเดินทางมาที่นี่
กว่าจะฝ่าการจราจรที่ติดหนึบมาได้ก็หัวเสียไม่รู้กี่รอบ เธอไม่เข้าใจคนในเมืองนักหรอก พวกเขาทนอยู่กันได้ยังไง ทั้งมลภาวะที่เป็นพิษ และการแข่งขันที่ทำให้ตัวเองต้องกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา แค่ไม่กี่ชั่วโมงที่เธอบุกฝ่าเข้ามานี่ ก็แทบกรีดร้องนับรอบไม่ไหว
“ถ้าฉันต้องมาอยู่ที่นี่คงประสาทกินตายพอดี”
หลังจอดรถยนต์ในที่ส่งไพศาสมีไว้บริการ มินตราเดินลากขามาที่โถงทางเดินด้านหน้าและบอกจุดประสงค์ของเธอกับพนักงานต้อนรับที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์
สายตาดูแคลนกวาดมองขึ้นๆ ลงๆ หลายรอบ มินตรายกมือกอดอกจ้องมองกลับ เธอรู้ดีว่าพนักงานสาวตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่
การแต่งตัวของเธอขัดกับสถานที่ รอบตัวเธอมีแต่คนแต่งตัวดีผู้ชายใส่สูทผูกไท ผู้หญิงสวมชุดเดรสสีสดใส แต่เธอสวมแค่เสื้อเชิ้ตยีนสีซีดกับกางเกงวอร์มสีเทาและรองเท้าผ้าใบที่จำสีเดิมแทบไม่ได้
“ฉันต้องการพบคุณนนทวัฒน์ค่ะ”
“นัดไว้หรือเปล่าคะ ถ้าไม่ได้นัดไว้ ท่านคงไม่อนุญาตให้คุณพบ”
“ฉันมีจดหมายคุณท่านมาด้วย บอกเขานะคะวาฉันชื่อมินตรา”
มินตราอธิบาย เธอใช้จดหมายแนะนำตัวที่ครั้งหนึ่งแสงแขให้ไว้ เธอพยายามยื้อสุดฤทธิ์ เพื่อขอเวลาให้ตัวเอง แต่เวลาที่เธอยื้อไว้ใกล้หมดแล้ว เธอไม่อยากกลายเป็นคนเนรคุณ ดังนั้นเธอต้องมาตกลงกับนนทวัฒน์เสียก่อน
ซองสีขาวถูกยื่นให้ พนักงานสาวรับมาเปิดดูและติดต่อไปหาคนที่เธอต้องมาหาเขา
มินตราใช้เวลารอเกือบสามสิบนาที
กว่าผู้ชายคนนั้นจะอนุญาตให้เธอขึ้นไปพบเขาได้
เธอถอนใจเดินคอตกเข้าไปโดยสารลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังยอดปราสาท ที่ที่เธอไม่เคยคิดจะขึ้นไปเหยียบสักครั้งเลย
ประตูไม้สีฮอกกานีปิดสนิท เลขานุการหน้าห้องที่ควรนั่งประจำที่ก็ไม่อยู่ หญิงสาวจิปาก ยืนทำให้เกือบสามนาทีถึงได้ยกมือเคาะประตู แต่แล้วมือที่ทำท่าจะเคาะประตูแรงๆ ก็ต้องยกค้างไว้
“อ่าว์ อย่าคะบอส อูยยย อย่าทำแบบนั้น นินเสียว”
เสียงครางกระเส่าดังเล็ดลอดบานประตูตรงหน้าออกมา มินตราเม้มปาก ยืนตัวแข็ง เธอด่าชายหนุ่มที่อยู่หลังประตูบานนี้แบบสาดเสียเทเสีย เขาคือทายาทส่งไพศาสกรุป เป็นหลานชายคนเดียวที่แสงแขภูมิใจนักหนา ทุกครั้งที่แสงแขแวะไปที่สถานสงเคราะห์นางจะพรรณนาความเก่งกาจของหลานชายให้มินตราฟังตลอด เธอไม่เคยค้านเพราะหากเป็นเรื่องงานนนทวัฒน์เก่งกล้าสมราคาคุย แต่หากเป็นเรื่องส่วนตัว ชื่อเสียของเขาเธอได้ยินมาบ้างปละปลาย แต่ก็ไม่คิดว่าผู้ชายคนนั้นจะมักมากจนไม่เลือกสถานที่และเวลาเช่นนี้
เท่าที่ตามข่าวของเขา ชีวิตการเป็นนักรักของเขาประสบความสำเร็จพอๆ กับการเป็นนักธุรกิจ
ก๊อกๆ ..
บทที่3.สนามรบ
สะโพกสอบบดเป็นวงกลม กระแทกอัดแรงๆ จนเลขานุการสาวตัวกระเพื่อม หล่อนกรีดร้องออกมาและผวากอดเขาไว้ นนทวัฒน์เบียดหน้าขาครั้งสุดท้ายก่อนจะถอนความองอาจออกมาจากสัดส่วนนุ่มนิ่ม เขารูดถุงยางอนามัยใช้แล้วทิ้งลงถังขยะ กำลังจะรูดซิป เสียงเคาะประตูรัวๆ จากด้านนอกก็ดังขึ้น
ก๊อกๆ ...
ชายหนุ่มเลิกหัวคิ้วขึ้นสูง นลินตะเกียกตะกายลงจากโต๊ะทำงาน เธอควานมือหากางเกงชั้นในมาสวมช่วงล่างเร็วๆ พลางส่งยิ้มหยาดเยิ้มให้เจ้านายหนุ่ม เนื้ออ่อนๆ ด้านในยังเต้นตุ๊บๆ ไม่เลิก