ตอน 1

“นั่นมันเสื้อตัวโปรดของฉันนี่” เจ้าของร่างสูงเกือบสองฟุตในวัยสิบเก้าปี กำลังย่างสามขุมเข้าหาเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าเขาถึงแปดปีอย่างคุกคาม เสียงห้าวที่ตวาดก้อง พร้อมกับสีหน้าท่าทางเอาเรื่องของโซลดอน ส่งผลให้ร่างเล็กที่สูงเพียงร้อยหกสิบห้าเซ็นติเมตรที่กำลังรีดผ้าอยู่ ต้องรีบผละออกแล้วถอยร่นหนีด้วยความตกใจกลัว

กลิ่นไหม้ลอยเข้าแตะจมูกของทั้งสองคน แล้วเด็กสาวรีบก้าวไปที่โต๊ะรีดผ้าหมายจะจับเตารีดออก แต่เด็กหนุ่มก็คว้าเสื้อของเขาเอาไว้ก่อน เตารีดหล่นตุ้บเสียงดังสนั่น ยิ่งทำให้เอวิตาอกสั่นขวัญแขวนเข้าไปใหญ่ กลัวเหลือเกินว่าเจ้าของเสื้อราคาแพงๆ ตัวนั้นจะโกรธเอา และเขาก็โกรธเธอจริงๆ

ดวงตาสีเทาเข้มคมกล้าคู่นั้นที่ตวัดมามองหน้าสาวน้อย ดั่งมีเปลวเพลิงนรกคุโชนอยู่ในนั้น ก่อนที่เรียวปากบางเฉียบสีสดจะขยับเพียงเล็กน้อย แต่คำที่เอ่ยออกมานั้น ไม่ต่างจากมัจจุราชที่หมายจะเอาชีวิตเธอ

“เธอทำเสื้อของฉันไหม้! เธอต้องชดใช้!”

เอวิตาเบิกตากว้างเมื่อเห็นชายหนุ่มก้มลงหยิบเตารีดแล้วก้าวตรงรี่เข้ามาหาเธอ ในมือถือเตารีดที่ขีดความร้อนยังไม่ได้หมุนมาอยู่ในตำแหน่งปิด กำลังจะโฉบมานาบที่มือข้างขวาของเธออยู่รอมร่อ

“กรี๊ด! อย่าค่ะ! พี่โซลดอนอย่า! โอ๊ย! ร้อนๆ ๆ กรี๊ดดดดด! ...”

“โซลดอน! หยุด!!! แกทำอะไรน้อง!” เด็กหนุ่มถูกผู้เป็นบิดาลากไปทำโทษอีกห้อง ขณะที่มารดาของสาวน้อยรีบวิ่งมาหาลูกสาวที่กำลังกุมมือตัวเองสั่นๆ

“เอวี่ลูกแม่!!”

“ฮือๆ แม่ขามือหนู มือของหนูแสบร้อนเหลือเกิน” สาวน้อยเอามือข้างหนึ่งจับประคองมือข้างที่โดนเตารีดนาบขึ้นมาดูแบบสั่นๆ คนเป็นแม่น้ำตาไหลพรากๆ เมื่อเห็นมือของลูกสาวพุพอง

ความเจ็บปวดและแสบร้อนเมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้ว ยังฝังแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเสมอมา เอวิตายกมือข้างขวาขึ้นมาดู มันยังคงเห็นรอยแผลเป็นจางๆ บนหลังมือ ทว่าความรู้สึกเจ็บในคราวนั้นยังคงแจ่มชัดในความรู้สึกของหญิงสาวอย่างไม่มีวันลบเลือน

เมื่อตวัดสายตามองไปยังผู้หญิงคนหนึ่งที่สะท้อนภาพอยู่ในกระจก เธอก็เหลือบไปเห็นรอยแผลเป็นเส้นเล็กๆ เหนือคิ้วด้านซ้าย แล้วความทรงจำเมื่อแปดปีก่อนก็หวนกลับมาอีก

วันนั้นนอกจากเธอกับแม่บ้านแล้วไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน เธอเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน และเดินเข้าไปในห้อง กำลังเปลี่ยนชุด จู่ๆ ประตูห้องก็เปิดผางออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“พี่โซลดอน!” สาวน้อยตกใจจนหน้าซีด รีบยกมือสองข้างขึ้นมาปกปิดหน้าอกของตนเองที่มีเพียงบราเซียไซส์มินิผืนเดียวที่ปลดตะขอแล้วอย่างสั่นๆ ขณะที่ร่างสูงเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้อย่างไม่เป็นมิตร

สายตาคมวาวจ้องมองที่หน้าอกของเธอราวกับจะเปลื้องผ้า มันเป็นสายตาที่หยาบโลน และโลมเลียจนใบหน้าของสาวน้อยเห่อร้อนขึ้นมาทั้งอายทั้งกลัว

“เอวี่ เธอรู้ไหมว่าฉันเกลียดเธอกับแม่ของเธอมากแค่ไหน โดยเฉพาะแม่ของเธอที่หว่านเสน่ห์มอมเมาแด๊ดของฉันแทบทุกคืน ฉันได้ยินนะเวลาที่พวกเขาร่วมรักกัน เธออาจจะไม่ได้ยินเพราะเธอนอนกับพี่เลี้ยงข้างล่าง แต่ฉันได้ยินเต็มสองหู เพราะฉันนอนติดกับห้องของแด๊ด”

เอวิตายังไม่รู้ว่าที่โซลดอนพล่ามมาทั้งหมด เขาต้องการจะสื่ออะไรนอกจากจะบอกว่าเขาเกลียดเธอกับแม่ของเธอมาก

“และตอนนี้พ่อกำลังแม่ของเธอไปช้อปปิ้ง เพื่อซื้อของขวัญวันเกิดให้กับเธอ”

เด็กสาวเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบสิบเก้าปีเต็มของเธอ

“และฉัน ในฐานะพี่ชายที่แสนดี” คำว่าแสนดีของเขามาพร้อมกับแววตาเหยียดหยันที่แฝงความชั่วร้ายไว้ภายในจนส่องประกายวาววับออกมาอย่างน่ากลัว โดยที่เด็กสาวเองก็ยังรู้สึกครั่นคร้ามไม่กล้าสบตาคมกล้านั่น แต่ก็ยังฟังชายหนุ่มพูดต่อด้วยใจที่หวาดหวั่น

“ฉันก็มีของขวัญจะให้เธอเช่นกัน” บอกเสียงเย็นยะเยือกแล้วเดินเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนเด็กสาวต้องเงยหน้าขึ้นมองแล้วพยายามจะเบี่ยงตัวหลีกหนี แต่ก็ถูกมือใหญ่จับล็อกข้อมือทั้งสองข้างของเธอเอาไว้กับผนังห้องแน่น ก่อนจะโน้มใบหน้าคมสันลงมาเป่าลมหายใจรดพวงแก้มที่แดงเรื่อนั้นอย่างนึกสนุก

“พี่โซลดอนจะทำอะไรเอวี่คะ”

“ก็ทำอย่างที่แด๊ดทำกับแม่ของเธอยังไงล่ะ” จบคำที่ชวนผวานั้น ปากบางเฉียบสีสด ก็โฉบลงมาบดขยี้เรียวปากนุ่มอย่างป่าเถื่อน เอาแต่ใจ

“อื้อ...” คนโดนรังแกพยายามสะบัดหน้าหนีแต่ก็ถูกคนที่มีกำลังเหนือกว่าล็อกท้ายทอยเธอเอาไว้ และใช้ลำตัวของเขาล็อกตัวเธออีกทีจนร่างเล็กไร้ทางหลีกหนี

จูบนั้นไม่มีความอ่อนโยนเลยแม้แต่นิด เธอเจ็บจนรู้สึกได้ถึงความเค็มปะแล่มๆ ก่อนจะถูกคนตัวโตฉุดดึงมาผลักลงบนที่นอนนุ่มอย่างไม่ปรานี แล้วตามขึ้นคร่อมทับอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เด็กสาวจะทันได้ตั้งตัว

“พี่โซลดอน อย่าทำอะไรเอวี่นะ อย่า! ได้โปรด”

“อย่าอ้อนวอนเสียให้ยากเลย ฉันตั้งใจจะมอบของขวัญให้กับเธอ ก็จงรับมันไว้ซะ”

“ไม่เอา! กรี๊ด! ปล่อยเอวี่นะ! ปละ...อุ๊บ!” ปากเล็กที่บวมเจ่อด้วยฝีมือคนใจร้ายก็ถูกครอบครองอีกครั้ง ครั้งนี้เร่าร้อนรุนแรงกว่าเดิมจนสาวน้อยน้ำตาเล็ด

เวลาแห่งความหวาดกลัวเดินไปอย่างช้าๆ ขณะที่ร่างเล็กกำลังดิ้นรนตะเกียกตะกายหาทางหลีกหนี จนถึงเฮือกสุดท้ายที่คนตัวโตกำลังผละตัวออกเพื่อจะถอดเสื้อผ้า ด้วยความกลัวสุดขีดทำให้เอวิตาออกแรงเฮือกสุดท้ายถีบร่างใหญ่สุดแรง

ตุ้บ!

“โอ๊ย!” โซลดอนกลิ้งตกลงไปไม่เป็นท่า พอลุกขึ้นได้ก็ตรงรี่เข้าหาตัวแสบที่กล้าถีบเขาจนตกจากเตียงด้วยความโกรธสุดขีด ขณะที่สาวน้อยลุกขึ้นยืนได้พอดี เตรียมจะวิ่งหนีแต่ก็ถูกมือใหญ่ดึงข้อมือไว้จับข้อมือเล็กไว้แน่นแล้วผลักหญิงสาวจนชิดติดข้างฝา ออกแรงเอาคืนเธออีกด้วยการก้มลงจูบปากเล็กอีกครั้งอย่างรุนแรง

“อื้อ ปละ...” เอวิตาดิ้นขลุกขลักด้วยความกลัวลนลานจนตัวสั่นไปหมด นาทีนี้เธอกลัวความบ้าคลั่งของโซลดอนมากเหลือเกิน ชายหนุ่มเหมือนโดนซาตานเข้าสิง ออกแรงกอดปล้ำเธอราวกับเธอไปทำให้เขาโกรธสักสิบชาติ

เมื่อสอดลิ้นเข้าไปสำเร็จ มือไม้ของชายหนุ่มก็พยายามดึงทึ้งเสื้อผ้าของหญิงสาว บางทีก็กอบกำทรวงอกอิ่มอย่างจวบจ้วงรุนแรงจนเจ้าตัวต้องหวีดร้องออกมา แต่เสียงที่เล็ดลอดออกมาก็เป็นเพียงเสียงร้องอู้อี้เพราะปากของเธอถูกเขาครอบครองแนบสนิทจนแทบไม่มีโอกาสได้พักหายใจ

“อ๊ะ...” สาวน้อยพยายามดิ้นรนสุดชีวิต และเมื่อได้โอกาสต่อสู้เธอก็สู้ยิบตา

“โอ๊ย! ยัยบ้าเอ๊ย!”

ตุ้บ!

โซลดอนถูกกัดลิ้นจนเลือดซิบ เขารีบผลักหล่อนออกอย่างแรงเพื่อให้หล่อนเลิกกัดลิ้นเขา ส่งผลให้ร่างเล็กล้มลงศีรษะกระแทกขอบตู้อย่างแรง แต่ไม่มีเสียงร้องสักแอะเดียว ทุกอย่างดูเงียบงัน เห็นเพียงหญิงสาวยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาจับขมับเหนือคิ้วของตนเองอย่างสั่นๆ มีเลือดติดนิ้วมือออกมา แล้วสายตาตัดพ้อก็ช้อนมองคนใจร้ายด้วยความคาดไม่ถึง ว่าเขาจะโหดร้ายกับเธอถึงเพียงนี้

มีคำถามมากมายอยู่ในดวงตาหวานเศร้าของสาวน้อยที่อายุเพียงสิบเก้าปี ที่แอบหลงรักจอมมารร้ายมาตั้งแต่อายุได้เพียงสิบสี่ เธอไม่เคยเข้าใจสักครั้งว่าทำไมทั้งที่เขารังเกียจเธอถึงเพียงนี้ เขาร้ายกาจกับเธอถึงขนาดนี้ เธอยังไม่สามารถบอกใจตนเองให้เกลียดเขาได้เลย

ชั่ววูบหนึ่งที่ดวงตาคมกล้าของจอมมารร้ายอย่างโซลดอนไหววูบอ่อนแสงลง แต่ก็เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ดวงตาคู่นั้นก็กลับมาเย็นชาดังเดิม แล้วร่างสูงก็เดินจากไป

เสียงปิดประตูดังปัง ทำให้ร่างเล็กถึงกับสะดุ้ง แล้วน้ำตาก็ไหลเป็นทาง นานหลายนาทีกว่าแม่บ้านจะกล้าขึ้นมาดู เพราะคนใช้ในบ้านล้วนกลัวเกรงโซลดอนแทบทั้งสิ้น

แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้โกรธเขา เพราะมารดาบอกกับเธอเสมอว่า ครอบครัวของวิสเลอร์มีบุญคุณกับครอบครับของเธอมาก มากจนชั่วชีวิตนี้คงหาทางตอบแทนไม่หมด

‘แล้วทำไมพี่โซลดอนถึงเกลียดเอวี่นักล่ะ เพราะอะไร?’ คำถามเดิมๆ ที่สาวน้อยเฝ้าถามชายหนุ่มในใจ โดยที่ไม่มีใครอธิบายเหตุผลให้เธอฟังได้ มาจนถึงทุกวันนี้

“เอวี่” เสียงเรียกอ่อนโยนจากมารดาเรียกให้สาวน้อยหลุดออกจากภวังค์ แล้วหันมามองผู้หญิงคนหนึ่งที่แม้วัยจะล่วงเลยเข้าสู่เลขห้าสิบก็ยังดูสวยโสภา ผู้หญิงคนเดียวในโลกที่รักเธอ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอมาโดยตลอด

“มีอะไรคะแม่”

“เอวี่ เดี๋ยวเย็นนี้แม่กับคุณคลินต์จะไปดินเนอร์ครบรอบงานวันแต่งงานของเรา เอวี่อยู่คนเดียวได้ไหมลูก”

“ได้ค่ะแม่” ตั้งแต่โซลดอนมีแฟนสาว สามปีที่ผ่านมาเขาก็ไม่ได้สนใจเธออีกเลย เขาทำเหมือนไม่มีเธออยู่ในบ้านด้วยซ้ำ

อรอินกอดลูกสาวหลวมๆ ตอนนี้เธอสบายใจขึ้นเมื่อลูกชายของสามีเลิกสนใจในตัวลูกสาวของเธอแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกห่วงอยู่ดี เพราะโซลดอนไม่เคยมองพวกเธอสองแม่ลูกด้วยสายตาเป็นมิตรเลยสักครั้งที่เจอหน้ากัน

“แม่รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณคลินต์ก็คงมารับแม่ไปแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องรอ เขาจะได้พอใจแม่” ความสุขของแม่ก็คือความสุขของเธอเช่นกัน เพราะเธอรู้ว่าแม่รักคลินต์ วิสเลอร์ มากแค่ไหน และพ่อเลี้ยงของเธอคนนี้ก็ดูเขาจะรักแม่ของเธอมากเช่นกัน

“ขอบใจนะเอวี่ หนูเป็นเด็กดีเข้าใจอะไรง่ายๆ เสมอ แม่ไปอาบน้ำก่อนนะ”

“แม่คะ”

“หืม อะไรจ๊ะ”

“เอวี่รักแม่นะคะ”

“จ้ะ แม่รู้แล้ว แม่ก็รักเอวี่มากที่สุดในโลกเลย”

สองแม่ลูกกอดกันกลม ก่อนที่สาวน้อยเอวิตาจะเป็นฝ่ายผละตัวออกก่อนแล้วยิ้มให้มารดาด้วยความรักความเข้าใจ ก่อนจะเดินไปปิดประตูห้องนอน เมื่อลับร่างมารดาแล้ว ก็เดินมานั่งหน้าคอมฯ ที่เปิดทิ้งเอาไว้ จากนั้นสาวสวยหน้าหวานออกเศร้าๆ ก็มาอยู่ในโลกส่วนตัวของตนเองอีกครั้ง แล้วนั่งมองรูปหน้าจอนิ่ง มันคือรูปวาดของผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในจิตนาการอันสวยหรูของเธอเสมอ มาตลอดระยะเวลาหลายปี

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง โดยที่ร่างเล็กตรงหน้าคอมฯ ไม่ได้ลุกไปไหน เพราะมัวแต่ดูหนังที่เธอชอบและฟังเพลงที่เธอโปรดปราน จนกระทั่งเห็นแสงไฟตารถสาดมากระทบทางหน้าต่าง จึงได้ละสายตาจากหน้าจอคอมฯ ไปยังหน้าต่างที่ยังไม่ได้ปิดผ้าม่าน

ความอยากรู้ว่าคืนนี้เขาจะเมามาอีกหรือเปล่า ฉุดให้เอวิตาเดินไปยังหน้าต่าง ก้มลงมองไปทางรถยนต์เบนท์ลีคอนติเนตัลฟลายอิ้งสเปอร์สีบรอนซ์เงินโดยไม่กะพริบตา

เมื่อประตูรถด้านคนขับเปิดออก โซลดอนก็ก้าวลงรถไปเปิดประตูให้คนที่เขาพามาด้วยอีกฝั่ง ไม่บอกก็รู้ว่าต้องเป็นผู้หญิงแน่ และถ้าเดาไม่ผิดคงเป็นผู้หญิงที่ชื่อ วาเนสซ่า คนเดิมอีกเช่นเคย

...แต่...หนนี้เธอเดาผิด ผู้หญิงที่เขาพามาไม่ใช่วาเนสซ่า แต่เป็นนางแบบคนหนึ่งที่กำลังเป็นข่าวซุบซิบกับเขาอยู่ในตอนนี้...

ไม่คิดเลยว่าข่าวนี้จะเป็นจริง ที่บอกว่าโซลดอนแอบไปมีกิ๊กใหม่ เป็นนางแบบสาวสวยลูกครึ่งที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ เธอคือแคนดี้สาวสวยผิวสีน้ำผึ้งทรงโต ลูกสาวของเพื่อนสนิทของคลินต์ วิสเลอร์เสียด้วย

แล้วโซลดอนเอาวาเนสซ่าไปไว้ที่ไหน เขาบอกเลิกนักธุรกิจสาวเจ้าของร้านจิวเวลรี่คนนั้นไปแล้วเหรอ

‘แล้วเธออยากจะรู้ไปเรื่องของพวกเขาไปทำไมกัน’

เอวิตาเอ็ดตนเองในใจแล้วก็รอให้โซลดอนพาผู้หญิงคนนั้นขึ้นห้องไป แล้วพอทุกอย่างเงียบลงจึงได้เดินออกจากห้องมาหาของกินในห้องครัว เพราะเพิ่งรู้สึกหิวก็ตอนสี่ทุ่มนี่เอง

ขณะเปิดตู้เย็นก็เหลือบไปเห็นเงาวูบวาบด้านหน้าประตู พอหันไปดูก็ต้องสะดุ้งตกใจยกมือปิดเสียงกรี๊ดของตนเองเกือบไม่ทัน เมื่อเห็นโซลดอนยืนนิ่งมองเธออยู่

“เห็นฉันเป็นผีหรือไง ถึงได้ตกใจขนาดนั้น” ถามเสียงเรียบแต่ทว่าแววตาช่างน่ากลัว ไม่น่าไว้ใจสำหรับเอวิตาเลย

คนขวัญอ่อนไม่ตอบ รีบคว้าเอานมกล่องหนึ่งในตู้เย็นได้ ก็รีบเดินจะออกจากประตูห้องครัวไปเลย โซลดอนมองตามหลังร่างเล็กไปยิ้มๆ แต่เอวิตาคงนอนไม่หลับแน่หากจะหันมามองเห็นรอยยิ้มร้ายของอีกฝ่าย

โซลดอนเดินมาเปิดตู้เย็นหยิบเครื่องดื่มขวดหนึ่งติดมือขึ้นไปด้วย ก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องของตัวเอง ดวงตาคมกริบที่เขย่าหัวใจสาวๆ เกือบทั้งเมืองก็ปรายตาไปมองห้องข้างๆ ที่อยู่ติดกัน มุมปากบางเฉียบสีสดกระตุกยิ้มนิดๆ ตามแบบฉบับคนเจ้าเล่ห์

‘คืนนี้เขาจะแกล้งยัยเอวี่ ไม่ให้ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว หึๆ’

“โซลดอน มาดูหนังเรื่องนี้สิคะ นางเอกเซ็กซี่มากเลย”

โซลดอนยกเบียร์ขึ้นจิบก่อนจะเดินมานั่งลงบนขอบที่นอนด้านหัวเตียงมองไปยังภาพเคลื่อนไหวบนจอโทรทัศน์ แคนดี้กำลังดูหนังวาบหวิวแล้วนอนให้ท่าเขาอย่างเปิดเผย

“ปิดเถอะ แล้วมองผมดีกว่า” จบคำมือใหญ่ก็เอื้อมไปหยิบรีโมทมากดปิดทันที แล้วขึ้นไปทาบทับร่างนุ่มที่แทบไม่ได้สวมใส่อะไรเลยด้วยอารมณ์ปรารถนา

“คืนนี้ดูคุณใจร้อนจังนะคะ” เห็นชายหนุ่มกำลังจะก้มลงจูบ นางแบบสาวก็ชิงพูดเสียก่อน

“เวลาของผมมีค่าทุกนาที แล้วคุณก็เซ็กซี่กว่านางเอกคนนั้นตั้งเยอะ”

พูดเอาใจไปแบบนั้น เพราะดีรู้ว่าพวกผู้หญิงมักชอบผู้ชายปากหวาน แคนดี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น หล่อนยิ้มกว้างรับคำชม ก่อนจะโน้มใบหน้าหล่อเหลาชวนฝันก้มต่ำลงมาแล้วเป็นฝ่ายรุกชายหนุ่มเสียเอง

แคว่ก!

คว้าง!

เสื้อของนางแมวสาวยั่วสวาทถูกดึงออกทางศีรษะแรงๆ ด้วยความใจร้อนของเสือหนุ่มจนได้ยินเสียงฉีกขาด เผยให้เห็นทรวงอกอิ่มผุดผาดดีดเด้งออกมาท้าทายสายตาของเขา ให้เข้าไปบีบเคล้นอย่างเมามัน

“อ๊า”

ต่อมาชายกระโปรงสั้นก็ถูกเลิกขึ้นไปกองไว้ที่เอวกิ่ว ชายหนุ่มใช้นิ้วชี้เกี่ยวตรงตะขอนิดเดียว มันก็หลุดติดมือออกมาแล้ว และถูกเหวี่ยงทิ้งอย่างไม่ใยดี

โซลดอนรีบถอดกางเกงทั้งสองชิ้นของเขาออก อวดเจ้ามังกรร้ายที่ชูหัวผงาดพร้อมฟาดฟันหญิงสาวทุกวินาที เขาไม่รอช้า ไม่มีการเล้าโลมใดๆ

ร่างใหญ่คลานเข่าเข้าแล้วจับอาวุธร้ายอวบใหญ่ของเขาเบียดแทรกลงตรงกลางสามเหลี่ยมอวบอูมทันที แล้วผลักดันท่อนเอ็นแข็งเข้าไปในความร้อนระอุของหญิงสาวที่กำลังเบ่งบานรับเขาเข้าไปภายใน เขาระบายอารมณ์อย่างร้อนแรง

“โอ๊ย โอยๆ ...”

แคนดี้ก็หวีดร้องลั่น เจ็บแต่ก็ทน ทนเพื่อความสุขสุดยอดรุนแรงที่เธอมั่นใจว่าจะไปถึงทันชายหนุ่ม

นาทีต่อมา เสียงโอดโอยก็กลายเป็นเสียงร้องครวญครางดังลั่นห้อง และเสียงดังมากขึ้นตามจังหวะการถาโถมของร่างแกร่ง โซลดอนมีแต่ความร้อนแรงเสมอ เขาไม่เคยอ่อนโยนกับผู้หญิงคนไหนเลย

เสียงร้องจากปากสีแดงสดจึงดังขึ้นเป็นระยะๆ แบบไม่ขาดช่วง และเสียงร้องแห่งความหฤหรรษ์นี้ก็ดังลอดเข้ามาถึงห้องข้างๆ ที่เจ้าของห้องยังนอนไม่หลับ

“โอ้วๆ โอ๊ะๆ ๆ ๆ ... อ๊าซ์ ซี๊ดดดดด...”

ตึกๆ ๆ ๆ ...

เอวิตาเอาหมอนมาอุดหูทั้งสองข้าง นึกโมโหเจ้าของห้องข้างๆ นี้จริงๆ ที่ไม่รู้จักปิดหน้าต่างเวลาที่เขาเอาผู้หญิงมานอนด้วย และคืนนี้เสียงของผู้หญิงคนใหม่ที่เขาพามาดังกว่าทุกครั้งที่เคยได้ยินเสียอีก ดังยาวนานมากกกกกก... และดังมากจนเธอนอนไม่หลับ

...เมื่อไหร่กิจกามของเขาจะเสร็จสิ้นลงเสียที เธอนอนไม่หลับจนร้อนรุ่มไปหมดแล้ว...

เอวิตาไม่เข้าใจร่างกายของเธอเลย ทั้งที่ไม่ชอบเสียงนั่น แต่ทำไมบางอย่างในร่างกายของเธอถึงได้มีปฏิกิริยา โดยเฉพาะคืนนี้ที่เธอได้ยินเสียงของแคนดี้ร้องตั้งแต่วินาทีแรก จนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงก็ยังร้องครางลั่นไม่เกรงใจใคร

“โอยเสียวมาก เสียวสุดๆ เลยค่ะ อ๊าซ์ ซี๊ด อูวว์ อ่าซ์ แรงอีกค่ะโซลดอน เร็วอีก โอ๊ะวๆ ๆ ๆ ... อร้างงง อี๊ๆ ๆ ซี๊ดดด... โอย”

“อ่าส์ อูววว์...”

“แรงๆ เลยที่รักขา จะถึงแล้ว โอยๆ ๆ ๆ ...”

ตึกๆ ๆ ๆ ๆ !

“อ๊าซ์ๆ ๆ ๆ ... จะถึงแล้ว เร็วค่ะ โอย โอ๊ย โอ้วๆ ๆ ๆ ๆ ... กรี๊ดดดดดด...อ๊าซซซซ...”

ตึกๆ ๆ !

“อ๊ากกกส์”

“........................................”

ทั้งที่อยากให้เสียงนั้นเงียบลง แต่เธอกลับเผลอนอนฟังจนเสียงหวีดร้องครั้งแล้วครั้งเล่านั้นในยกที่สองที่สามจนถึงเที่ยงคืน นอนฟังจนตาใสหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง แล้วก็ต้องรู้สึกค้างคาแปลกๆ จนนอนไม่หลับไปอีกสองสามชั่วโมงจึงได้ผล็อยหลับไป

เอวิตาตื่นขึ้นมาอีกทีตอนแปดโมงเช้าด้วยอาการงัวเงีย หวังว่าโซลดอนคงจะออกไปส่งนางแบบสาวคนนั้นแล้ว เพราะปกติเวลาที่ชายหนุ่มพาแฟนสาวของเขามานอนค้างที่นี่ เขาจะตื่นเช้ามากเพื่อรีบไปส่งฝ่ายหญิงกลับบ้าน แล้วจึงกลับมาอาบน้ำกินข้าวที่คฤหาสน์ของตนเอง

เจ้าของร่างเล็กลุกขึ้นอาบน้ำแปรงฟัน แล้วมาสวมชุดกระโปรงยาวแค่เข่าสำหรับใส่อยู่บ้าน หมุนตัวที่หน้ากระจกหนึ่งรอบก่อนเดินออกมาจากห้องนอน

สาวน้อยเดินลงบันไดมาจนถึงชั้นล่าง ตั้งใจจะออกไปเดินเล่นรอบบ้านสักหน่อย

“นั่นใครเหรอคะโซล”

โซลดอนหันมองมาทางเอวิตาแล้วก็เหยียดยิ้ม ก่อนจะหันมากอดคู่นอนคนใหม่มาหอมฟอดใหญ่ต่อหน้าต่อตาคนที่ยืนอึ้งอยู่กับที่

“ลูกของคนใช้ในบ้านน่ะ”

“ลูกคนใช้? ... แล้วทำไมถึงลงมาจากชั้นบนล่ะคะ แล้วดูการแต่งตัวก็เหมือนไม่ได้ขึ้นไปทำงาน น่าจะเพิ่งออกมาจากห้องนอนของตนเองด้วยซ้ำ”

นางแบบสาวตั้งข้อสังเกต เซ้นส์ของผู้หญิงแรงเสมอในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แคนดี้จึงอดไม่ได้ที่จะมองสาวน้อยที่เพิ่งเดินลงมาจากบันไดด้วยสายตาพินิจพิจารณา อย่างจับผิด

“คุณอย่าไปสนใจเลย แกเป็นใบ้”

เอวิตาอึ้งเป็นคำรบสองเมื่อได้ยินโซลดอนบอกกับแฟนสาวของเขาว่าเธอเป็นลูกคนใช้หนึ่งละ และสองเธอเป็นใบ้ เขาช่างเอ็นดูเธอจริงๆ แต่ก็ดีแล้วในเมื่อเธอไม่มีอะไรจะต้องพูดกับสองคนนั้นอยู่แล้ว

“เป็นใบ้? ... จริงหรือเปล่าคะโซล”

“สามปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้แกไม่คุยกับผมเลย คุณคิดว่าแกเป็นใบ้หรือเปล่าล่ะ”

แคนดี้ชักงงกับคำอธิบายของแฟนหนุ่มจนคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม ตกลงว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ได้เป็นใบ้จริงๆ หรอกใช่ไหม ก็แค่ไม่อยากพูดเลยไม่พูดแค่นั้นกระมัง หรือว่ามีอะไรมากกว่านั้น

ขณะที่แคนดี้กำลังสงสัยในตัวเอวิตาอยู่นั้น โซลดอนก็จงใจรวบร่างนางแบบสาวเข้ามากอดแล้วจูบหล่อนต่อหน้าน้องสาวนอกไส้อีกครั้ง จนเอวิตาต้องรีบเดินหนีจากภาพนั้นไปแทบไม่ทัน

พอเห็นว่าเอวิตาเดินลับหายไปแล้ว โซลดอนก็กระตุกยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วผละอ้อมกอดจากนางแบบสาวทันที การที่ได้แกล้งให้เอวิตาให้หล่อนหน้าแดงได้ มันทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทุกครั้ง

เดือนหน้าบิดาของเขาบอกว่า จะส่งเอวิตาไปช่วยงานเขาที่บริษัท แต่เขาไม่รู้ว่าเด็กใบ้นั่นจะตกลงไหม แต่ถ้าเอวิตายอมไปทำงานละก็ เขาก็มีแผนจะทำให้เด็กนั่น ขอลาออกจากงานตั้งแต่อาทิตย์แรกที่เข้าทำงานเลยทีเดียว

‘ใครอยากจะทนทำงานอยู่กับเด็กใบ้ที่แสนจะจืดชืด วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้อง น่าเบื่อจะตาย’

ตอน 2

เมื่อมันเป็นความต้องการของผู้มีพระคุณ เธอก็จำเป็นต้องทำตามที่ท่านสั่ง ท่านสั่งให้เธอไปเรียนรู้งานกับโซลดอน เพื่อว่าต่อไปในอนาคตข้างหน้า เธอจะได้ไปบริหารงานในสาขาของบริษัทที่เมืองไทย ที่คาดว่าอีกไม่เกินสองปี เคซีอี ไดนามิค กรุ๊ป จะขยายสาขาไปยังเมืองไทยแน่นอน

ก๊อกๆ!

กว่าจะฝ่าด่านมาถึงหน้าห้องท่านรองประธานของเคซีอี ไดนามิค กรุ๊ป เธอต้องรวบรวมความกล้าที่จะยกมือขึ้นเคาะประตูห้องเพื่อไปเผชิญหน้ากับเจ้านายคนแรกในชีวิตด้วยใจที่เต้นรัว เกรงกลัว และแทบจะถอยหลังเดินกลับ แล้วไปบอกกับพ่อเลี้ยงของเธอว่า

‘หนูคงทำไม่ได้’

แต่เพราะเธอคือลูกของ อรอิน ผู้หญิงที่เป็นฮีโรของเธอมาโดยตลอด ทำให้เอวิตาต้องกัดฟันเดินหน้าท้ามฤตยูต่อไป

ผาง!

จู่ๆประตูก็เปิดออก ขณะที่มือเล็กกำลังจะเคาะบานประตู หญิงสาวตกใจจนผงะ เซถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความขวัญอ่อนของตนเอง

“เธอมาสายไปห้านาที” เสียงนั้นเข้มดุ ดวงตาคมกล้าจ้องมองหน้าเธอนิ่ง ยกแขนข้างหนึ่งยันขอบประตูเอาไว้

เอวิตาชะงักกึกแล้วรีบหลบตาคมวับคู่นั้น ก่อนจะเดินตัวลีบลอดแขนใหญ่เข้าไปในห้อง แล้วไปยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของท่านรองประธานฯ ก้มหน้ารอฟังคำสั่งอย่างหวั่นหวาด แค่วันแรกของการทำงานก็ทำเอาเธอแทบจะก้าวขาไม่ออกแล้ว เพราะโดนตำหนิเรื่องมาทำงานสาย

โซลดอนเดินอ้อมไปนั่งที่เก้าอี้หรูของเขา ขณะที่เอวิตาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ตนเอง

“นั่งลงสิ”

สาวน้อยนั่งลง ยังคงก้มหน้านิ่ง

“เวลาฉันพูด ให้เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วย ฉันจะได้รู้ว่าเธอกำลังตั้งใจฟังฉันพูดอยู่” สั่งเสียงเข้ม ออกจะติดรำคาญด้วยซ้ำ

เอวิตาค่อยๆเงยหน้าขึ้น แล้วมองสบตาผู้มีอำนาจเหนือกว่าด้วยความรู้สึกเหมือนตนเองจะเป็นไข้ เธอกำลังรู้สึกร้อนๆหนาวๆกับสายตาคมวาวที่เขามองมาอย่างสำรวจ

“วันนี้สิ่งที่เธอจะต้องทำ คือ...”

แล้วแฟ้มเอกสารข้อมูลของบริษัทก็ถูกมือใหญ่ยกมาวางไว้ตรงหน้าหญิงสาวพร้อมกับสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“อ่านให้จบทุกแฟ้มภายในวันนี้ แล้วย่อใส่สมุด ว่าแต่ละแฟ้มพูดถึงอะไรบ้าง แล้วมายืนรายงานฉันพรุ่งนี้”

“ค่ะ”

“และหน้าที่ของเธออีกอย่างในช่วงเวลาฝึกงานกับฉันคือ ทำตัวเป็นไม้กันสุนัขสาวๆให้ฉันด้วย เพราะช่วงนี้งานฉันยุ่งมาก ไม่ต้องการให้ใครมารบกวน”

“ค่ะ”

“นั่นโต๊ะทำงานของเธอ”

พนักงานใหม่ป้ายแดงหันไปมองที่โต๊ะทำงานของตนเองแวบหนึ่งแล้วต้องแอบลอบถอนหายใจหนักๆ

‘ทำไมต้องหันหน้าโต๊ะทำงานไปทางเขาด้วย’

“ไปทำงานได้แล้ว”

“ค่ะ”

ร่างบางในชุดพนักงานสีฟ้าสดใส เดินหอบแฟ้มเอกสารเต็มอ้อมแขนไปที่โต๊ะทำงานของตนเอง แฟ้มเอกสารกองโตถูกวางลงบนโต๊ะเบาๆพร้อมจัดเรียงให้เป็นระเบียบ ก่อนจะเดินอ้อมไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งของตนเอง แล้วเตรียมสมุดบันทึกในกระเป๋าสะพายที่เตรียมมาวางไว้บนโต๊ะ และเตรียมอ่านงานที่ถูกมอบหมายให้อ่านให้จบภายในวันนี้

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงที่เอวิตาก้มหน้าก้มตาอ่านแฟ้มข้อมูลของบริษัทอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยไม่ยอมออกไปรับประทานอาหารเที่ยง เธอแค่ลุกไปชงกาแฟมาดื่มเท่านั้น พร้อมหยิบขนมปังสองสามชิ้นมานั่งกินที่โต๊ะทำงานตนเอง

จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาเลิกงาน หญิงสาวก็หอบแฟ้มเอกสารไปวางที่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านายหนุ่มหน้าดุ ที่เงยหน้ามองเธอด้วยประกายตาสงสัย

เพราะตลอดเวลาในช่วงที่ชายหนุ่มทำงาน เขาเข้าๆออกๆจากห้องเป็นว่าเล่น เพื่อออกไปประชุม ไปกินข้าว ไปคุยกับลูกค้า พอกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานอีกทีก็ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว แต่โซลดอนก็มักทำงานล่วงเวลาเสมอ

แววตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามมองพนักงานใหม่ จนหัวคิ้วแทบจะชนกันเป็นปม

“เธออ่านจบทั้งแปดแฟ้มนี้แล้วรึ”

“ค่ะ”

ซีอีโอหนุ่มมองหน้าน้องสาวนอกไส้อย่างคาดไม่ถึง ถ้าหล่อนอ่านจบครบทุกแฟ้มก่อนเวลาเลิกงานนี่ มันอัจฉริยะแล้ว แต่ชายหนุ่มก็ไม่รู้หรอกว่าเอวิตาชอบการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเธออ่านหนังสือทุกอย่างได้ไวมาก และมีวิธีจดช็อตโน๊ตที่เร็วจำง่ายไม่มีใครเลียนแบบได้อีกด้วย

“งั้นลองรายงานแต่ละแฟ้มแบบย่อๆให้ฉันฟังหน่อยสิ”

“ค่ะ”

แล้วพนักงานฝึกหัดที่มีความสามารถในการอ่านเร็ว ก็รายงานความสำคัญของแต่ละแฟ้มงานแบบย่อๆเข้าใจง่ายให้กับบอสใหญ่ฟังแบบกระชับได้ใจความ ทำเอาโซลดอนนึกทึ่งอยู่ในใจไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดจะชมหญิงสาว

ก๊อกๆ!

กำลังจะหาเรื่องจับผิดพนักงานฝึกหัดป้ายแดง แต่ระฆังสวรรค์ก็มาช่วยสาวน้อยเอาไว้ได้เสียก่อน แต่มันคงเป็นระฆังนรกสำหรับผู้บริหารหนุ่มไม่น้อย เมื่อผู้หญิงที่ก้าวเข้ามาใหม่ คือ...!

...โซลดอนทำหน้าเซ็ง เขาเบื่อหล่อนแล้ว...

“มีธุระอะไรหรือแคนดี้”

“แหม ทักทายกันห่างเหินจังเลยนะคะโซล”

“พูดธุระของคุณมาเถอะ ผมมีงานต้องทำต่อ”

แคนดี้ไม่ตอบในทันที เมื่อหันไปจ้องมองหน้าพนักงานสาวที่หล่อนจำได้ว่า สาวน้อยคนนี้คือคนที่โซลดอนแนะนำกับเธอว่า เด็กสาวคนนี้เป็นเพียงลูกสาวคนรับใช้ แต่ทำไมวันนี้สาวน้อยคนนี้ถึงได้มาเสนอหน้าในห้องทำงานของซีอีโอหนุ่มได้

“นี่มันลูกสาวของคนใช้บ้านของคุณไม่ใช่เหรอคะโซล”

“คุณยังไม่ได้พูดธุระของคุณมาเลยนะแคนดี้ กรุณาอย่านอกเรื่อง” โซลดอนเตือนย้ำด้วยเสียงเข้มต่ำ ทำเอานางแบบสาวหน้าเสีย ภายในใจเดือดปุดๆ แต่ก็พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติให้ได้มากที่สุด

“คุณพ่ออยากให้ฉันมาฝึกงานกับคุณที่นี่ค่ะโซล ท่านอยากให้ฉันลาออกจากวงการบันเทิง แล้วมาทำงานช่วยที่บริษัท”

“แล้วทำไมถึงไม่ไปฝึกงานที่บริษัทของพ่อคุณ”

“ก็ฉันอยากมาอยู่ใกล้ๆคุณนี่คะ เพราะอีกหน่อยถ้าเราแต่งงานกัน ฉันก็ต้องมาทำงานช่วยคุณที่นี่อยู่แล้ว”

“เรื่องของเรามันจบไปแล้วนะ” เขาบอกเสียงเย็น

“อะไรนะคะโซล! เรื่องของเราจบแล้ว ตอนไหนคะ เราบอกเลิกกันตั้งแต่เมื่อไหร่”

แคนดี้อึ้งจนหู้อื้อตาลายไปหมด

“ตามเงื่อนไขที่เราคบกันก่อนหน้า หากคุณมีคนอื่นหลังจากที่เราคบกัน เป็นอันจบความสัมพันธ์ทันที”

‘ไม่จริง โซลดอนรู้ได้ยังไง ว่าเธอแอบไปมีอะไรกับไซมอน ทั้งที่เรื่องนี้เธอยังไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยสักคน และแน่ใจว่ายังไม่มีใครดมกลิ่นได้’

“คุณเอาอะไรมาพูดคะโซล ฉันไม่มีใครเลยนะคะ นอกจากคุณคนเดียว”

“เมื่อไหร่ที่เกิดการโกหก เมื่อนั้นเราจะไม่เหลือแม้แต่ความเป็นเพื่อน”

โซลดอนพูดเสียงเย็นเช่นเดิม ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้รู้ว่าหล่อนได้ทำพลาดไปแล้ว แต่... หล่อนจะยังไม่ยอมออกไปจากห้องนี้ง่ายๆ ถ้ายังมีเรื่องให้คาใจอยู่แบบนี้

“ไหนคุณบอกว่าสาวน้อยคนนี้เป็นแค่ลูกสาวคนใช้ แล้วทำไมแม่นี่ถึงได้มาเสนอหน้าอยู่ในห้องของคุณล่ะคะ”

โซลดอนจ้องหน้าอดีตคู่ขาด้วยประกายตาวาววับไม่ชอบใจ หล่อนจะมาจุ้นจ้านเรื่องของเขามากไปแล้ว ก่อนจะหันไปมองคนที่โดนพาดพิงถึง เอวิตามีสีหน้าเรียบสงบ ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย หญิงสาวเหมือนหุ่นไร้ชีวิตจิตใจ ไม่รู้ว่าภายในใจของหล่อนกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเดาไม่ออกเลยจริงๆ

ครั้นจะบอกว่าเป็นคำสั่งของบิดาเขา นางแบบสาวต้องไปฟ้องบิดาของหล่อนแน่ หรือไม่ก็อาจจะไปโวยวายกับบิดาของเขาก็ได้ เพราะสองครอบครัวสนิทสนมกันมานาน ทางเดียวที่แคนดี้จะเลิกยุ่งกับเขา คือจะต้องบอกว่าเขามีคนใหม่แล้ว และต้องมีหลักฐานด้วยหล่อนอาจจะยอมเชื่อ

จู่ๆ เจ้าของร่างสูงสมส่วนดูสง่าน่าเกรงขาม ในชุดสูทสีเทาควันบุหรี่ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินเข้าไปยืนเคียงข้างพนักงานสาวฝึกหัด และเอ่ยแนะนำเอวิตาอย่างเป็นทางการว่า

“นี่คือเอวิตา เลขาส่วนตัวของผม และเธอคือแฟนใหม่ของผมด้วย”

“ไม่จริง! ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด!” ยังไงเธอก็ไม่มีวันเชื่อ นางแบบสาวจ้องมองเอวิตาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหยามเหยียดเกลียดชัง แต่อีกฝ่ายกลับมีสีหน้าเรียบเฉย

เอวิตาแค่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่โซลดอนแนะนำเธอไปแบบนั้น แต่เมื่อรู้หน้าที่ของตนเอง ว่าเธอจะต้องทำหน้าที่เป็นไม้กันสุนัขให้เขาด้วย เธอจึงยืนสงบไม่ขอออกความเห็นใดๆ แม้ว่าภายในหัวใจจะเต้นแรงผิดจังหวะอยู่บ้าง เพราะไม่คุ้นชินกับตำแหน่งใหม่ของตนเอง

‘แฟนใหม่ของโซลดอน มันไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก นอกเสียจากการถูกอ้างให้เป็นไม้กันสุนัขก็เท่านั้น’

“แล้วทำยังไงถึงจะเชื่อ”

“คุณก็แค่เอาหล่อนมาอ้าง”

“แล้วถ้าทำแบบนี้ ยังจะไม่เชื่ออีกไหม”

จบคำซีอีโอหนุ่มมาดเข้มก็รวมร่างพนักงานสาวฝึกหัดเข้ามากอดแล้วจูบเธออย่างดูดดื่ม โดยไม่ให้เอวิตาได้ทันตั้งตัว สาวน้อยรู้สึกช็อกจนชาดิกไปหมดทั้งร่าง ยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของคนเจ้าเล่ห์ร้ายกาจเหมือนถูกสาปให้เป็นหุ่นชั่วคราว ยอมให้เขาจูบเอา จูบเอา ตามอำเภอใจเนิ่นนาน

นาทีต่อมาเอวิตาจึงได้รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้า ก่อนที่หัวใจจะเต้นรัวแรงราวกับดอกไม้บานถูกสายฝนกลางฤดูกระหน่ำลงมากลางช่อจนกลีบดอกสั่นสะท้าน ก้านโอนเอนไปมา จนเขาต้องโอบกอดเธอเอาแนบแน่นป้องกันร่างเล็กจะล้มลงไปกองพื้น

นางแบบสาวกำมือเข้าหากันแน่นด้วยความหึงหวง เมื่อมองโซลดอนกอดจูบผู้หญิงคนใหม่อย่างดูดดื่ม ต่อหน้าต่อตาเธอนานสองนานด้วยความเจ็บแค้นใจสุดๆ! ก่อนจะกระแทกส้นเท้าแรงๆเดินออกไปจากห้องโดยที่ผู้บริหารหนุ่มไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากไล่สักคำ

พอลับร่างนางแบบสาวเท่านั้น โซลดอนก็ปล่อยร่างเล็กในอ้อมแขนออกแทบจะทันทีเหมือนชิงชังรังเกียจ ส่งผลให้หญิงสาวเซจนเกือบล้ม แต่เขาก็ยังมีน้ำใจไปรับร่างของเธอเอาไว้ได้ทันพอดี แล้วมองสาวน้อยอย่างล้อเลียน

“อะไรกัน โดนจูบแค่นี้ถึงกับหมดแรงเชียวรึ” หยอกเย้าด้วยรอยยิ้มมุมปาก รอดูว่าหล่อนจะตอบโต้เขายังไง

คนที่เพิ่งเป็นไม้กันสุนัขให้กับเขาหมาดๆ แค่เงยหน้าขึ้นสบตาคนใจร้ายปากร้ายเสี้ยววินาทีหนึ่งเท่านั้น ก็เดินเลี่ยงกลับไปที่โต๊ะทำงานของตนเอง นั่งลงด้วยอาการสงบนิ่ง เพราะวันนี้หน้าที่ของเธอคงหมดแล้ว

โซลดอนยืนมองหญิงสาวเก็บโต๊ะทำงานจนเรียบร้อยด้วยสีหน้าผิดหวังเล็กๆ และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงรู้สึกผิดหวัง แล้วมองดูหญิงสาวเตรียมกระเป๋าสะพายมาคล้องไหล่เตรียมจะลุก จึงเดินเข้าไปหา ทำให้ร่างเล็กที่กำลังจะลุกจากเก้าอี้ต้องนั่งลงต่อแล้วมองหน้าเจ้านายหนุ่มด้วยเครื่องหมายคำถาม เขาจะใช้เธอทำงานต่อหรือ

“จูบเมื่อกี้ ฉันไม่ได้คิดอะไรนะ เธอก็ไม่ควรคิดอะไรเช่นกัน”

เอวิตาก้มหน้าเข้าใจ ก่อนจะขยับเก้าอี้แล้วลุกขึ้นยืน พูดกับเขาประโยคแรกของวัน ที่ยาวกกว่าคำว่า ‘ค่ะ’ ว่า...

“เอวี่เลิกงานได้แล้วใช่ไหมคะ”

“ได้เวลาแล้วนี่ แต่หวังว่าพรุ่งนี้ เธอจะยังคงมาทำงานต่อนะ คงไม่ใจเสาะออกจากงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานล่ะ” ร่างสูงไหวไหล่ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานตามเดิม

เอวิตาไม่โต้เถียงอะไรอีก เธอเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบกริบ ปิดประตูห้องทำงานให้อย่างแผ่วเบาแทบจะไม่ได้ยินเสียง ทิ้งให้คนที่อยู่ข้างหลังมองตามไปจนลับตาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่ชัดเจนว่ารู้สึกอย่างไร

แต่ทว่าภาพที่เอวิตากำลังถูกเขากอดจูบเมื่อครู่ที่ผ่านมานั้น มันช่างชัดเจน แถมรสชาติแสนหวานในโพรงปากเล็กนั่น ก็ยังหวานติดลิ้นเขาอยู่เลย และกลิ่นกายของหล่อนก็ยังหอมกรุ่นติดปลายจมูกของเขาอีกต่างหาก

เจ้าของร่างสูงมาดเข้มถอนหายใจเฮือกใหญ่ พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนจะเคาะนิ้วกับโต๊ะทำงานหลายอีกนาทีอย่างใช้ความคิด ก่อนจะรีบเคลียร์เอกสารบนโต๊ะให้เรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องไป

แต่ยังไม่ทันจะออกจากออฟฟิศ ก็เจอเข้ากับซีเรีย คู่ควงคนใหม่ล่าสุดของเขา แค่ชวนหล่อนไปดินเนอร์แค่ครั้งเดียว หญิงสาวก็ตามเขามาถึงที่ทำงานของเขาเชียวหรือ

ทั้งที่โทรบอกหล่อนก่อนหน้านี้แล้วว่า เลิกงานแล้วเขาจะไปรับหล่อนเอง แล้วหล่อนมาหาเขาโดยไม่โทรบอกล่วงหน้าแบบนี้ แอบมาจับผิดเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้

‘เริ่มจะรำคาญแล้วสิ’

โซลดอนถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง ก่อนจะฉีกยิ้มให้ดาราสาวผมทองตามมารยาท

“คุณทำผมเซอร์ไพรส์มากนะซีเรีย”

“พอดีวันนี้เลิกกองเร็วค่ะ ไม่รู้จะไปที่ไหน จำได้ว่าเรามีนัดกันเย็นนี้ ฉันก็เลยอาสามารับคุณเองค่ะ”

“งั้นออกไปกันเลยนะ”

“ดีค่ะ”

ซีเรียเดินมาควงแขนชายหนุ่มเดินไปที่รถของตนเองที่จอดอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น การได้คู่ควงทั้งหล่อทั้งรวยแบบนี้ คงมีผู้หญิงครึ่งค่อนประเทศที่อิจฉาเธอ

เอวิตากลับมาถึงบ้านราวๆหนึ่งทุ่ม เพราะมัวแต่ไปเลือกซื้อหนังสือนิยายมาอ่าน พอมาถึงห้องก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดเป็นชุดนอนแล้วนอนอ่านนิยายที่ซื้อมาทันที เพื่อสลัดภาพใบหน้าของคนใจร้ายทิ้งไป จึงตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือนิยายเล่มหนาจนเกือบจบเล่มจึงได้ผล็อยหลับไปด้วยความง่วงงุน

แล้วพอตื่นขึ้นมาอีกที ก็รู้สึกเหมือนถูกอะไรสักอย่างหนักๆทับร่างจนแทบกระดุกกระดิกไม่ได้ พยายามดิ้นรนแต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อบางอย่างที่ทาบทับอยู่กำลังระดมจูบเธอทั่วใบหน้าอย่างคุกคาม แถมมีกลิ่นแอลกอฮอล์ติดมาด้วยอีกต่างหาก

‘กลิ่นแอลกอฮอล์!’

พอรู้แล้วว่าสิ่งที่ทับตัวเธออยู่คืออะไร เปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดขึ้นทันทีแล้วก็เป็นอย่างที่คาดคิดเอาไว้ไม่มีผิด โซลดอนกำลังกอดปล้ำเธอเพราะเมา

‘พี่โซลดอนเข้ามาได้ยังไง หรือว่าเราลืมล็อกประตู?’

สาวน้อยคิดขณะที่ปากบางเฉียบกำลังใกล้จะจูบปากเธออยู่รอมร่อ จึงรีบสะบัดหน้าหนี แล้วขอร้องให้เขาหยุด

“พี่โซลดอน พี่เมามาใช่ไหม ปล่อยเอวี่นะ”

‘โซลดอนคงเมามากแล้วเข้าห้องผิดแน่ๆ’

“อย่าดิ้นสิ”

“พี่โซลดอน ปล่อยเอวี่นะ!”

“ไม่ปล่อย เธอเป็นสมบัติของฉัน ฉันจะทำอะไรกับเธอก็ได้”

“ไม่ใช่ เอวี่ไม่ใช่สิ่งของนะ และเอวี่ก็ไม่ใช่สมบัติของใคร ปล่อยเอวี่เดี๋ยวนี้นะ! โอ๊ย!”

“เธอไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉันนะเด็กน้อย รวมทั้งแม่ของเธอด้วย ฉันเกลียดยัยแม่มดนั่น ฉันเกลียดแม่ของเธอ และฉันจะทำลายเธอให้ย่อยยับ!” คนเมาแม้จะเสียงอ้อแอ้ แต่ก็มีความจริงจังหนักแน่นอยู่ในน้ำเสียง เพราะสิ่งที่เขาพูดออกมา มันมาจากความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจมานานแสนนาน

พอได้ฟังที่ชายหนุ่มพูด แม้จะรู้ว่าเขาเมา แต่เธอก็อดที่จะรู้สึกเจ็บปวดร้าวในหัวใจไม่ได้ น้ำคำของเขา เหมือนน้ำกรดที่รินรดลงกลางใจ มันกัดกร่อนจนรู้สึกเจ็บแสบแปลบไปทั้งหัวใจ ยิ่งเมื่อสู้แรงเขาไม่ได้ ขณะที่ปากบางเฉียบก้มลงมาบดขยี้เรียวปากเล็กของเธอ น้ำใสๆก็ไหลลงมาเป็นทาง

สองมือของเธอถูกจับกดจมลงกับที่นอน ปากของเธอก็ถูกเขาจูบอย่างบ้าคลั่งเต็มไปด้วยแรงแค้น แรงชัง และเธอกำลังจะขาดอากาศหายใจ เมื่อเขาทาบทับลงมาเกือบเต็มตัว และจูบแบบไม่ให้เธอได้พักหายใจเลย

“อื้อ...”

เพราะหัวใจที่อ่อนล้า เพราะเรี่ยวแรงที่มีน้อยกว่า เพียงแค่ถูกโซลดอนจูบ ก็ทำให้เอวิตาหมดหนทางสู้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที

ชุดนอนผืนบางถูกดึงทึ้งจนฉีกขาดติดมือใหญ่ที่ตะปบลงมาอย่างตะกละตะกลาม เขาไม่ปรานีเธอเลย แม้ว่าหญิงสาวจะร้องไห้จนสะอื้นแต่คนเมาก็ไม่คิดจะหยุด จนคนตัวเล็กตัวสั่นเทาไปหมด ด้วยความหวาดกลัวสุดหัวใจ

อยากจะเรียกให้คนช่วยแต่โซลดอนไม่เปิดโอกาสให้เธอได้อ้าปากส่งเสียงเลยแม้แต่น้อย

จนกระทั่งถึงวินาทีที่หญิงสาวหวาดกลัวสุดชีวิตก็มาถึง เมื่อชายหนุ่มกำลังปลดตะขอ รูดซิบ แล้วดึงขอบอันเดอร์แวร์สีเข้มรูดต่ำลงมา

“อย่า!! กรี๊ด!!”

ผาง!

ผั่วะ!

คนเมาถึงกับเห็นดาวเห็นเดือน เพราะถูกกำปั้นหลุนๆจากผู้เป็นบิดาต่อยเข้าที่ปลายคางเต็มๆ จนร่างใหญ่กลิ้งลงไปนอนแผ่หลาอยู่ปลายเตียง

ส่วนเอวิตาถูกคนเป็นแม่รีบเอาผ้ามาคลุมร่างให้ พลางกอดปลอบสาวน้อยที่ยังตัวสั่นไม่หายด้วยความเสียใจ ไม่คิดเลยว่าลูกเลี้ยงของตนจะกล้าลงมือข่มเขงน้ำใจแก้วตาดวงใจของเธอแบบนี้ ถ้าหากว่ามาช้ากว่านี้ เอวิตาจะป่นปี้ด้วยน้ำมือของโซลดอนมากขนาดไหน เธอไม่อยากจะนึกเลย

“เอวี่ ไม่เป็นไรแล้วนะลูก แม่สัญญานะ... ว่าต่อไปนี้แม่จะไม่ห่างจากลูกไปไหนอีกแล้ว”

เอวิตาสะอื้นฮักอยู่กับอกของมารดาโดยไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมา

ขอบคุณสวรรค์ที่มารดาของเธอกับพ่อเลี้ยงมาทันเวลาพอดิบพอดี เพราะถ้าหากมาช้ากว่านี้อีกเพียงแค่นาทีเดียว เธออาจต้องตกนรกทั้งเป็นแน่ โซลดอนอารมณ์ร้ายน่ากลัวเหลือเกิน

คนเมาถูกคนเป็นพ่อลากเข้าไปในห้องนอนของเขา และคิดว่าโซลดอนคงจะสลบถึงเช้าแน่ เพราะโดนหมัดหนักเข้าไปเต็มๆ

คลินต์ยืนมองสภาพลูกชายตัวแสบนอนสลบเหมือดอยู่บนเตียงแล้วก็ต้องทอดถอนใจ ตอนนี้สองสาวนั่นคงรู้สึกไม่ปลอดภัยแน่

เขาคงต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ระทึกขวัญแบบเมื่อครู่นี้เกิดขึ้นซ้ำอีก และโซลดอนจะต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง ด้วยการไปกราบขอโทษอรอินและให้คำมั่นสัญญาว่า เขาจะไม่ไปรังแกเอวิตาอีก และอาจจะต้องส่งตัวโซลดอนไปสำรวจที่ทางที่เมืองไทยแล้วกว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างบริษัทลูกอีกแห่งในอีกสองปีข้างหน้า ตามที่ได้แพลนเอาไว้

ตอน 3

ซ่า!!

โซลดอนตื่นขึ้นมาเพราะโดนน้ำในกะละมังสาดใส่โครมใหญ่ คนเพิ่งตื่นพยายามลุกขึ้นนั่งสะบัดศีรษะไปมาไล่ความง่วงงุนและความมึนเมาที่ยังค้างอยู่ในหัวออก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่กล้าปลุกเขาด้วยการสาดน้ำใส่หน้าด้วยดวงตาวาวโรจน์ในวินาทีแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแววตาประหลาดใจสงสัยจนคิ้วขมวดแทบจะชนกัน เมื่อเห็นร่างสูงพอๆ กับตนเองยืนจังก้ามองหน้าเขาอยู่

“แด๊ด!”

“เออ! ฉันเอง สร่างเมาบ้างหรือยังไอ้เสือแสบ”

“นี่ผมเมาเหรอครับ”

“คงไม่เมาหรอกมั้ง อยู่ดีๆ ก็เข้าปลุกปล้ำเอวี่จนถึงในห้องนอนของน้อง แล้วก็ตกเตียงมานอนแผ่หลาอยู่บนพื้นแบบนั้น”

“นี่แด๊ดพูดเรื่องอะไรครับ ผมน่ะเหรอเข้าไปปล้ำยัยเอวี่หน้าจืดนั่น”

“ก็เออสิวะ! ดีนะที่ฉันกับอินเข้าไปช่วยหนูเอวี่ไว้ได้ทันเวลาพอดี ไม่อยากจะนึกต่อเลยว่า ถ้าไปช้ากว่านั้นหนูเอวี่จะชอกช้ำมากแค่ไหน”

“แล้วยัยนั่นว่ายังไงครับ”

แทนที่โซลดอนจะคิดห่วงใยน้องสาวนอกไส้ของเขาบ้าง แต่เปล่าเลย คลินต์ผิดหวังในตัวลูกชายของเขาจริงๆ

ฝ่ายโซลดอนก็กลัวว่าเอวิตาจะไปบอกบิดาเขาให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการแต่งงาน

“ก็ ไม่เห็นว่าอะไรนี่ แต่แม่เขาสิ ดูเป็นห่วงลูกสาวของเขาเอามากๆ”

“ผมก็แค่เมา”

“ถึงจะเมา แต่แกก็ต้องไปกราบขอโทษแม่ของหนูเอวี่ ขอโทษน้อง แล้วสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก”

“ไม่มีทาง! หัวเด็ดตีนขาดยังไง ผมก็ไม่มีทางลดตัวไปกราบขอโทษอดีตสาวใช้บ้านนี้แน่”

“โซลดอน! แกกรุณาให้เกียรติเมียของฉันหน่อยได้มั้ยวะฮะ! เวลาเรียกเขาหรือพูดถึงเขา ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่เขาเคยเป็นก็ได้”

โซลดอนเงียบกริบเมื่อถูกเอ็ดเสียงดัง สายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็งขั้วโลกเมินมองไปทางอื่น คลินต์รู้ว่าลูกชายตัวแสบหัวดื้อของตนเองกำลังคิดอะไรอยู่

“ถ้าแกไม่ไปกราบขอโทษแม่ของหนูเอวี่ ไม่ไปขอโทษหนูเอวี่ แกก็ต้องออกจากบ้านนี้ไปซะ เพราะฉันไม่อยากมีลูกชายเลวๆ ไม่มีความรับผิดชอบชั่วดีแบบแก!”

“นี่แด๊ดไล่ผมออกจากบ้านเพราะเห็นสองแม่ลูกนั่นดีกว่าลูกในไส้ของตนเองเหรอครับ ผมไม่อยากจะเชื่อเลย” ดวงตาของโซลดอนแดงก่ำ มีแววตัดพ้อน้อยใจบิดาของตนเองเป็นอย่างมาก ไม่เคยเสียใจครั้งไหนเท่าครั้งนี้เลย

“แกทำผิด และทำผิดมาหลายครั้งแล้วด้วย แต่ครั้งนี้แกกล้าข่มขืนแม้กระทั่งน้องสาวของตนเอง”

“ผมบอกแล้วไง ว่าผมเมา และผมไม่มีวันยอมรับยัยลูกเป็ดขี้เหร่นั่น เป็นน้องเด็ดขาด!”

เผียะ!

โซลดอนถูกผู้เป็นบิดาตบหน้าฉาดใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ หันมามองคนที่เขารักและบูชามากที่สุดในชีวิตด้วยแววตาชอกช้ำ ตัดพ้อน้อยใจสุดแสน เขากำลังหลั่งน้ำตาด้วยความเจ็บปวดใจก่อนจะหันไปมองสองแม่ลูกที่เขาเกลียดนักหนา

ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน ไม่คิดว่าคลินต์จะลงมือกับลูกชายของตนเองรุนแรงถึงเพียงนั้น

อรอินเองก็หลั่งน้ำตาเช่นกัน เธอเองก็เสียใจไม่แพ้โซลดอน เสียใจที่เอวิตาถูกข่มเหงรังแก และเสียใจอีกอย่างก็คือ เธอกำลังรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้สองพ่อลูกผิดใจกัน

เสียใจที่เป็นต้นเหตุทำให้โซลดอนโดนบิดาตบหน้า เมื่อหันไปสบตาเขา เธอก็รู้สึกเย็นวาบในหัวใจ ชาดิกไปทั้งร่าง เพราะในดวงตาแดงก่ำนั้น มีเพียงความว่างเปล่า มันคือที่สุดของความโกรธเกลียด เคียดแค้น เธอรู้ดี ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินจากไปเงียบๆ

เอวิตาก็ร้องไห้ไม่หยุด หัวใจของเธอเหมือนจะหลุดออกจากขั้ว เมื่อเห็นเจ้าของแววตาเย็นชาคู่นั้นเดินจากไป เพราะเธอสังหรณ์ใจว่า โซลดอนอาจจะเดินจากไป นานข้ามวัน ข้ามคืน เป็นเดือน หรืออาจจากไปนานข้ามปีเลยก็ได้

“โซลดอน!” กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป คลินต์ก็รู้สึกปวดร้าวไปทั้งใจ

‘มือข้างนี้ใช่ไหมที่ตบหน้าลูกชายที่เขารักมากที่สุด’

ตุ้บๆ !

“คุณคลินต์คะ อย่าค่ะ อย่าทำแบบนี้”

อรอินรีบเข้าไปกอดห้ามสามีด้วยน้ำตานองหน้าไม่แพ้กัน รีบเข้าไปกุมมือข้างที่คลินต์ชกกำปั้นตนเองเข้ากับเสาใหญ่ มีเลือดอาบเต็มหลังมือ

“มาห้ามผมทำไมอร คุณเห็นไหมว่าผมทำอะไรลงไป”

“เห็นค่ะ แต่ตอนนี้มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนะคะ โซลดอนขับรถออกไปแล้ว คุณรีบไปทำแผลดีก่อนกว่าค่ะ”

“รีบไปทำแผลเถอะค่ะท่าน เอวี่สัญญานะคะ ว่าเอวี่จะพาพี่โซลดอนกลับมาบ้านให้ได้ค่ะ”

คลินต์มองหน้าลูกเลี้ยงแล้วก็อดที่จะสงสารเห็นใจสาวน้อยไม่ได้ กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เอวิตาถูกโซลดอนทำร้าย ทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เอวิตาก็ไม่เคยแสดงออกว่าโกรธคนที่ทำร้ายเธอแม้แต่ครั้งเดียว จนโซลดอนได้ใจ แล้วลงมือทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุดลงไป โชคดีที่ยังทำไม่สำเร็จ โชคดีที่เขามาช่วยเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นเขาไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเอวิตาบ้าง

จากวันนั้นถึงวันนี้ก็สามปีกว่าแล้วที่โซลดอนเดินออกไปจากบ้านแล้วไม่กลับมาอีกเลย ไม่มีใครรู้ว่าโซลดอนหายไปไหน คลินต์ก็ส่งคนออกตามหาลูกชายของเขาจนแทบจะพลิกแผ่นดินก็ยังตามหาไม่พบ

ไม่รู้ว่าโซลดอนไปหลบลี้อยู่ที่ไหน หรือเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่มีใครทราบ เอวิตาก็ออกตามหาเขาแทบจะทุกวัน ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของชายหนุ่ม

กระทั่งเอวิตาจบปริญญาโท เธอก็มีเวลาออกตามหาโซลดอนทุกวัน เธอจะตามหาเขาให้พบ เมื่อพบแล้วเธอก็จะหาทางเกลี้ยกล่อมให้โซลดอนกลับมาอยู่ที่คฤหาสน์หลังนี้ตามเดิม เพื่อพ่อเลี้ยงของเธอที่กำลังป่วยอยู่

“แด๊ดคะ กินข้าวเสียหน่อยนะคะ”

เอวิตาเรียกพ่อเลี้ยงของเธอว่าพ่อนานเป็นปีแล้ว และคลินต์ขอให้เธอเรียกเขาว่าพ่อ เพราะเขารักเธอเสมือนลูกแท้ๆ คนหนึ่ง อย่างน้อยๆ ในยามที่เอวิตาเรียกเขาว่าพ่อ มันก็ชดเชยความคิดถึงที่เขามีต่อโซลดอนได้บ้าง

“ฉันยังหิว เอาวางไว้ก่อนเถอะ”

“ไม่หิวก็ต้องกินค่ะ เพราะเลยเวลาอาหารเย็นมาเป็นชั่วโมงแล้ว ซุปข้าวโพดนี่เอวี่ทำเองเลยนะคะ กินสักหน่อยนะคะ ถ้ากินหมด มะรืนนี้เอวี่จะไปตามหาพี่โซลดอนให้เจอเลยค่ะ เพื่อนของเอวี่ที่เปิดร้านอาหารบอกว่า เคยเห็นพี่โซลดอนมากินข้าวที่ร้านอาหารของเขาค่ะ เอวี่ก็เลยคิดว่าจะไปตามหาพี่โซลดอนที่พีแซมค่ะ ต้องเจอพี่โซลดอนแน่ๆ เลย”

“พีแซม ก็ไม่ไกลมากนะ ทำไมคนของฉันถึงตามหาเขาไม่เจอ แต่ว่าหนูเคยไปที่นั่นหรือเปล่า รู้เส้นทางไหมฉันเป็นห่วง”

“ไม่ต้องเป็นห่วงเอวี่หรอกค่ะ เอวี่เคยไปหาอะมีเลียตอนที่เปิดร้านอาหารใหม่ๆ แล้วครั้งหนึ่งค่ะ รับรองไม่หลง”

สำหรับคนที่มีความจำดีอย่างเอวิตา เห็นอะไรเพียงแวบเดียวเธอก็จำรายละเอียดได้แม่นยำแล้ว

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอฝากความหวังไว้ที่หนูนะ”

“ค่ะ แต่ว่าแด๊ดต้องกินซุปนี่ให้หมดถ้วยก่อนนะคะ”

คนป่วยจำยอมพยักหน้า คลินต์ถูกรถชนเมื่อปีที่แล้วขณะที่เขาปั่นจักรยานออกกำลังกาย

อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เขาขาหักแล้วยังเดินไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ และเพราะเขาเครียดเรื่องของโซลดอน ทำให้อาการป่วยของเขาทรุดหนักลงไปอีก ร่างกายก็ผ่ายผอมลงไปมาก

กิจการต่างๆ ต้องให้น้องชายมาคอยดูแล ทุกวันนี้เขายังมีลมหายใจอยู่ได้ ก็เพราะมีอรอินและเอวิตาคอยดูแลเรื่องอาหารการกิน สำหรับโซลดอนที่เป็นลูกแท้ๆ กลับไม่นึกเป็นห่วงพ่อของตนเองเลย ตั้งแต่หายออกไปจากบ้าน โซลดอนก็ไม่เคยส่งข่าวคราวมาเลย ส่งคนออกตามหาก็ไม่เจอ

‘โซล แกไปอยู่ที่ไหน’

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED