“เรียกบัวชมพูมาหาผมหน่อย”
ราตรีรีบทำตามคำสั่งของเจ้านายด้วยความสงสัยเพราะตลอดเวลาที่เธอมาทำงานในตำแหน่งหน้าที่นี้ยังไม่เคยเห็นเจ้านายให้ความสนใจกับนักศึกษาฝึกงานมาก่อนและจากสายตาที่เธอมองพอจะคาดเดาได้ว่ากวีกำลังแอบชอบบัวชมพูแต่เลขาก็ได้แต่สงสัยว่าทั้งคู่ไปเจอกันตอนไหน
“บัวทำอะไรผิดหรือเปล่าคะพี่ราตรีทำไมท่านประธานถึงเรียกพบคนเดียวแบบนี้”
สาวน้อยในชุดนักศึกษารู้สึกตื่นเต้นจนเหงื่อเริ่มซึมบริเวณฝ่ามือเพราะตั้งแต่มาทำงานที่นี่ยังไม่เคยมีโอกาสได้เจอกับ ท่านประธานแต่อยู่ดีๆกับถูกเรียกให้ไปพบเพียงคนเดียวทั้งที่นักศึกษาที่มาฝึกงานที่นี่มาด้วยกันถึง 3 คน
“คุณกวีเป็นคนใจดีแต่ถ้าเวลาถูกใครขัดใจขึ้นมาก็เป็นคนเจ้าอารมณ์อยู่เหมือนกันพี่ไม่รู้หรอกนะว่าท่านเรียกบัวไปด้วยเรื่องอะไรแต่ถ้าท่านว่ากล่าวอะไรก็อย่าเถียงจะดีกว่าเงียบฟังแล้วรอให้ท่านอารมณ์ดีแล้วค่อยชี้แจงเหตุผล”
ราตรีทำงานกับกวีมานานจนรู้จักนิสัยว่าท่านประธานคนนี้เวลาที่ใจดีก็ดีสุดจนน่าใจหายแต่เมื่อไหร่ถ้าถูกขัดใจเจ้านายของเธอก็พร้อมจะกลายเป็นคนโมโหร้ายได้ทันทีด้วยที่เป็นคนชอบจะเอาแต่ใจตัวเองเพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ
“บัวชมพูค่ะ ขออนุญาตเข้าไปในห้องนะคะ”
เสียงที่แสนนุ่มนวลตรงข้ามกับเสียเมื่อเช้าที่ยังคงสั่นเครือดูมีความกลัวซ่อนอยู่ทำให้ท่านประธานถึงกับต้องแอบขำออกมา
“เข้ามา”
ทันทีที่ประตูเปิดออกกวีก็เปลี่ยนสีหน้าจะอมยิ้มเป็น เคร่งขรึมทันทีเพราะตอนนี้เขาต้องการสร้างภาพให้บัวชมพูรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้านายที่แสนดุและไม่ชอบให้ใครขัดใจเพราะสิ่งที่เขาต้องการบางทีบัวชมพูอาจจะขัดใจเขาก็ได้
“ได้ข่าวว่าแม่ของเธอป่วยไหนเล่าให้ฟังซิ”
บัวชมพูแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้านายของเธอเรียกมาเพื่อต้องการฟังอาการของแม่ถึงแม้เรื่องนี้หญิงสาวจะไม่ได้เก็บเป็นความลับแต่เธอก็ไม่คิดว่าระดับท่านประธานจะให้ความสนใจกับชีวิตครอบครัวของนักศึกษาฝึกงาน
หญิงสาวเล่าเรื่องราวของมารดาที่ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบและตอนนี้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง กวีพยายามใช้คำถามเพื่ออยากรู้ถึงสภาวะครอบครัวที่กำลังประสบปัญหาทางด้านการเงินเพราะเขามองเห็นว่าเรื่องนี้อาจจะช่วยให้เขามีโอกาสใกล้ชิดสนิทกับบัวชมพูมากขึ้น
“พรุ่งนี้มาทำงานแต่เช้านะ ผมจะให้พาไปเยี่ยมแม่คุณที่บ้านหน่อย”
“ไปเยี่ยมแม่ ! เยี่ยมทำไมหรือคะ”
บัวชมพูถามออกไปด้วยความตกใจเพราะเธอไม่คิดว่าแค่การที่แม่ของนักศึกษาฝึกงานป่วยท่านประธานจะต้องสนใจถึงขนาดเดินทางไปเยี่ยมถึงที่บ้านเพราะบ้านของเธออยู่ไกลจากกรุงเทพอยู่มาก
“ตกลงผมไปไม่ได้ใช่ไหม ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไรผมแค่ต้องการรู้ชีวิตของพนักงานของที่นี่ทุกคนถึงแม้ว่าคุณจะเป็นเพียงแค่นักศึกษาที่มาฝึกงานเท่านั้นแต่ในฐานะของเจ้าของบริษัท ผมต้องการดูแลความเป็นอยู่ของพนักงานไม่ว่าจะเป็นพนักงานแบบไหนก็ตามให้มีชีวิตที่ดี”
“ได้ค่ะ พรุ่งนี้บัวจะมาแต่เช้า”
สาวน้อยพูดด้วยเสียงสั่นเครือด้วยความตกใจทันทีเมื่อถูกอีกฝ่ายขึ้นเสียงใส่และเธอก็จำได้ดีที่ราตรีสอนไว้ว่าท่านประธานของบริษัทนี้ไม่ชอบถูกใครขัดใจ ชีวิตของนักศึกษาฝึกงานที่จะผ่านหรือไม่ผ่านก็อยู่ที่แค่ปลายปากกาของเจ้าของบริษัทบัวชมพูจึงทำได้แค่เพียงยินยอมทุกอย่างตามที่ท่านต้องการ
นักศึกษาฝึกงานเดินออกไปจากห้องแล้วกวีได้แต่ยิ้มอย่างพอใจอยู่คนเดียวเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกสนใจและถูกใจนักศึกษาคนนี้มากอาจจะเป็นเพราะสาเหตุของการพบกันครั้งแรกเธอเป็นเพียงแค่หญิงสาวที่ใบหน้าไร้เครื่องสำอางแต่มีความน่ารักอยู่ในนั้นหลายครั้งที่กวีคิดว่าการรู้สึกถูกใจในครั้งนี้บางทีมันก็ไม่มีเหตุผลมันคงเป็นบุพเพสันนิวาสที่ทำให้เขารู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวที่เขาแทบจะไม่มีโอกาสคุยด้วยเลย
ความเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังอายุน้อยๆทำให้กวีไม่ค่อยมีชีวิตเหมือนวัยรุ่นคนอื่นเท่าไหร่หลายครั้งที่เขาเฝ้าถามตัวเองว่าเมื่อไหร่จะมีแฟนเหมือนคนอื่นสักทีเขาก็ได้คำตอบให้กับหัวใจว่าทุกวันนี้เขาไม่ได้ปิดกั้นตัวเองเพียงแต่ยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่ทำให้รู้สึกว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องรักใครสักคนแล้วแต่วันนี้แค่เพียงเขาได้สบตาเจอหน้าบัวชมพูหัวใจของเขามันก็มีแต่ คำว่าต้องเป็นคนนี้เท่านั้น
ความรักถึงแม้จะเข้าตาแล้วก็ตามแต่ท่านประธานของบริษัทก็ยังไม่ยอมที่จะลดตัวลงไปจีบรู้แค่เพียงว่าในฐานะที่เป็นเจ้านายเขาจะทำให้เธอตกหลุมรักเขาเองแต่ถ้าไม่สำเร็จกวีก็ตั้งใจว่าเขาจะทำทุกวิถีทางให้เธอเป็นของเขาโดยที่ตัวเขาเองไม่จำเป็นต้องจีบหรือบอกรักเธอก่อน
“ให้รู้กันไปว่านักศึกษาฝึกงานอย่างเธอจะกล้าปฏิเสธผู้ชายอย่างกวี”
กวีมั่นใจในความสำเร็จของตัวเองที่ไม่เคยมีอะไรที่เขาทำไม่สำเร็จถึงแม้ความรักครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกแต่เขาก็คิดว่ามันคงไม่อยู่เหนือการควบคุมของเขานิสัยที่เป็นคนรักศักดิ์ศรีไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครติดตัวกวีมาโดยตลอดแม้แต่มารดาก็ยังไม่กล้าที่จะขัดใจลูกชายคนนี้เลย
ตอนที่ 2
ท่านประธานสายเปย์
“แค่ทางมาบ้านคุณก็ให้ความรู้สึกสดชื่นแล้ว”
กวีดีหันไปชวนหญิงสาวที่นั่งข้างๆคุยเพราะตลอดทางตั้งแต่ออกจากบริษัทบัวชมพูเล่นเอาแต่เงียบไม่ยอมพูดอะไร
“บ้านต่างจังหวัดก็แบบนี้แหละค่ะถ้ายิ่งไปถึงบ้านบัวแล้วคุณคงจะสดชื่นมากกว่านี้เพราะอยู่กลางทุ่งนา”
แค่เพียงคิดถึงบ้านบัวชมพูก็รู้สึกสดชื่นขึ้นเพราะที่นั่นมีความรักที่บริสุทธิ์ใจรอเธออยู่ความตั้งใจในตอนแรกหญิงสาวหวังว่าถ้าเรียนจบเธอจะกลับไปทำงานที่ตัวจังหวัดใกล้กับหมู่บ้านแต่สุดท้ายเมื่อแม่มาล้มป่วยแบบนี้บัวชมพูคงต้องเลือกที่จะหางานทำที่กรุงเทพฯเพราะคงได้เงินเดือนที่สูงกว่า
“บ้านน่าอยู่แบบนี้ถ้าฝึกงานเสร็จคุณจะกลับมาทำงานที่บ้านไหม”
กวีโยนหินถามทางเขาไม่กล้าถามหญิงสาวตรงๆว่าเธอจะทำงานที่ไหนเพราะกลัวจะทำให้ไก่ตื่นเสียก่อน
“คงหางานทำที่กรุงเทพฯเลยค่ะเพราะงานแถวบ้านก็มีแต่เงินเดือนไม่มากคงไม่พอค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการดูแลแม่”
คนตอบยังคงมองไปที่หน้าต่างตลอดสองฝั่งข้างทางทำให้หัวใจของบัวชมพูสดชื่นขึ้นเพราะมันคือบรรยากาศที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำงานต่อที่บริษัทผมเลยส่วนเรื่องเงินเดือนคงจะให้มากกว่าตอนที่ฝึกงาน 2 เท่า”
กวีเล่นบทท่านประธานสายเปย์เพราะตอนนี้สิ่งเดียวที่จะทำให้บัวชมพูยอมทำตามความต้องการของเขาในอนาคตก็คงมีแต่เรื่องของการเงินที่เธอจำเป็นต้องใช้ในการดูแลมารดาเท่านั้น
“จริงหรือคะ ขอบคุณคุณกวีมากๆที่เมตตาบัว”
หญิงสาวยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจแต่ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นความรู้สึกบางอย่างก็วาบหวิวขึ้นมาเมื่อถูกคนขับใช้มือหนาลูบไปที่ผมด้วยความอ่อนโยน
“เอ่อ...ถึงแยกหน้าแล้วเลี้ยวขวาเลยค่ะบ้านของบัวต้องออกไปกลางทุ่งนา”
สาวน้อยที่ทั้งชีวิตแทบจะไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับเพศตรงข้ามรีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันทีเพราะเธอไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยมันทำให้หัวใจรู้สึกเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก
บ้านไม้ใต้ถุนสูงที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ดูรกร้างในตอนนี้สะดุดตาอยู่กลางทุ่งนาเพราะรอบๆบริเวณไม่มีที่อยู่อาศัยของใครอยู่ในบริเวณนั้นเลย
“ต้นไม้บ้านคุณดูรกมากสงสัยไม่มีเวลาได้ดูแล”
กวีมองออกว่าพื้นดินตรงหน้าคงเคยเป็นสวนที่ดูสวยงามแต่ด้วยเจ้าของบ้านต้องมาล้มป่วยแบบนี้แล้วพ่อของบัวชมพูก็ใช้เวลาทั้งหมดในการดูแลภรรยาคงทำให้ต้นไม้ที่ไม่ได้รับการดูแลกลายเป็นรกร้างแทน
“ใช่ค่ะบัวเคยตั้งใจว่าฝึกงานเสร็จระหว่างหางานทำจะมาอยู่เป็นเพื่อนแม่สักพัก พ่อจะได้มีเวลาไปดูสวนความจริงแล้วสวนของบ้านบัวมีขนาดใหญ่มากนะคะมีผลไม้หลายชนิดเวลาขายแต่ละทีสร้างเงินได้ไม่น้อยแต่ตั้งแต่แม่เริ่มป่วยพ่อก็ไม่มีเวลาดูแลอีกเลย”
คำพูดของหญิงสาวทำให้กวีคิดอะไรบางอย่างได้เขาต้องการทำทุกอย่างเพื่อเป็นการเอาใจหญิงสาวที่นั่งข้างๆใครจะรู้ว่า ท่านประธานอย่างเขาจะกลายเป็นชายหนุ่มคลั่งรักที่ตกหลุมรักนักศึกษาฝึกงานแบบไม่มีเหตุผลมันคงเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้เขากับเธอต้องมาเจอกันแต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตามกวีตั้งใจไว้แล้วว่าเขาจะทำทุกอย่างให้เธอเป็นของเขาให้ได้
“สวัสดีครับผมชื่อกวีเป็นเจ้านายของบัวชมพู”
ชายหนุ่มยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองแต่มีเพียงแค่พ่อของ บัวชมพูเท่านั้นที่ยกมือไหว้ตอบเพราะตอนนี้แม่ของเธอได้แต่นอนมองไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้
“ขอบคุณมากนะครับที่มาเยี่ยมภรรยาของผม”
ดิเรกรู้จากลูกสาวตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าวันนี้เจ้านายของเธอจะเดินทางมาเยี่ยมแต่ถึงแม้ว่าจะรู้ล่วงหน้าก็ไม่สามารถเตรียมการต้อนรับได้อย่างดีเพราะทุกอย่างเท่าที่มีก็ดีที่สุดแล้ว
“อาการของคุณแม่เป็นอย่างไรบ้างครับ”
ท่านประธานมัดมือชกเรียกคนป่วยว่าคุณแม่ตามแบบ บัวชมพูแต่ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งหมดรู้สึกแปลกใจแต่อย่างไร
“มีแต่ทรงกับทรุดเพราะเราก็มีเงินรักษาแค่นี้ก็คงต้องตามแต่บุญแต่กรรมก็หวังแค่เพียงว่าให้บัวชมพูเรียนจบแล้วจะได้ทำงานมีเงินมารักษาแม่ให้ดีขึ้น”
กวีเลือกที่จะชวนดิเรกออกไปพูดคุยในส่วนของระเบียงหน้าบ้านโดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการคุยเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้คนป่วยได้ยินเพราะจะทำให้ไม่สบายใจ
“คุณกวีมีอะไรก็ว่ามาได้เลยครับ”
ดิเรกคิดว่าเจ้านายของลูกสาวคงจะมีเรื่องที่ไม่ค่อยดีนักพูดให้เขาฟังถึงได้เรียกออกมาคุยข้างนอกแบบนี้
“ไม่มีอะไรหรอกครับแต่ที่ผมไม่กล้าพูดตรงนั้นเพราะคิดว่าถ้าพูดออกไปบัวชมพูคงต้องปฏิเสธการช่วยเหลือจากผลแน่ๆ แต่ทุกอย่างที่ผมจะเสนอต่อไปนี้มันคือความจริงใจอยากช่วย บัวชมพูจากใจจริงหวังว่าคุณพ่อจะน้อมรับความหวังดีจากผมนะครับ”