1
เงาอดีต
‘อย่ามาแก่แดดแก่ลมแถวนี้ พี่เกลียดเด็กใจแตกแบบเธอที่สุดรุ้ง !’
ความทรงจำสุดท้ายที่รุ้งพรายจำได้เกี่ยวกับคริษฐ์ พี่ชายบ้านข้างเรือนเคียงกัน เธอผิดหรือที่เห็นเขาเป็นดั่งเจ้าชาย ใฝ่ฝันอยากได้เขามาเป็นเจ้าของ รุ้งพรายไม่เคยชายตามองผู้ชายอื่นนอกจากเขา เธอก็แค่รักเขาชื่นชอบเขา เธอคิดแค่นั้นจริง ๆ
‘รำคาญ เลิกตามสักทีจะได้ไหม !’
ตอนนั้นรุ้งพรายยอมรับว่าเธอมองคำต่อว่าของคริษฐ์เป็นเรื่องขบขันไม่เคยคิดละอายแก่ใจแม้แต่น้อย กระทั่งคริษฐ์มีคนรักเธอก็ยังตามติดเขาไม่ยอมปล่อย ใครจะห้ามจะปรามก็ไม่ยอมฟัง คิดแค่ว่าเธอมาก่อนใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ แต่เธอคิดผิด ตอนรุ้งพรายอายุสิบแปดปี เธอถูก คริษฐ์ทำโทษให้หลาบจำ นับจากนั้นหญิงสาวก็แทบไม่อยากเข้าใกล้เขาอีกเลย
“ยังคิดถึงเรื่องเก่า ๆ อยู่อีกหรือรุ้ง” มารดาของหญิงสาวถามพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของลูกสาว
“ก็นิดหน่อยค่ะแม่ รุ้งไม่ได้กลับมาที่นี่ตั้งหลายปีทุกอย่างเปลี่ยนไปมากเลยนะคะ” รุ้งพรายในปัจจุบันอายุย่างเข้ายี่สิบห้าปี เพิ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดหลังจากบิดาได้เสียชีวิตลง หญิงสาวหันหน้ามายิ้มให้มารดาซึ่งตอนนี้ท่านก็เริ่มแก่ชราลงไปตามวัย
“แต่ห้องนอนของรุ้งก็ยังเหมือนเดิมนะลูก ขึ้นไปดูกัน” นางอำไพพาลูกสาวขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านไม้ ซึ่งด้านล่างได้ต่อเติมเป็นปูนตั้งแต่สองปีที่แล้ว ชั้นบนมีระเบียงไม้สีขาวรอบตัวบ้าน
เปิดเข้าไปภายในห้องนอนรุ้งพรายก็ยิ้มกว้างในทันที เตียงนอนขนาดเล็กกับผ้าม่านสีขาว มีตู้เสื้อผ้ากับโต๊ะเครื่องแป้งแค่สองชิ้นเท่านั้นเอง หน้าต่างห้องนอนสามารถเปิดกว้างออกเพื่อชมทิวทัศน์ข้างบ้านได้ เมื่อก่อนหญิงสาวชอบใช้มุมนี้ในการแอบมองใครบางคน แต่ตอนนี้สภาพข้างบ้านไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว บ้านไม้สองชั้นหลังด้านข้างในอดีต ได้แปรสภาพเป็นบ้านสองชั้นร่วมสมัยซึ่งสูงกว่าบ้านกว่าของเธอ ชนิดที่ว่าต้องแหงนหน้ามองถึงจะเห็นชั้นสองของตัวบ้าน
“คุณป้าพิมพ์สร้างบ้านใหม่เมื่อไหร่คะแม่”
“ก็ราว ๆ ห้าปีได้แล้วมั้ง กิจการที่บ้านของคุณป้าพิมพ์เขาเจริญรุ่งเรือง รวยแบบก้าวกระโดดกันเลย”
“มีรั้วกั้นสูงแบบนี้แม่กับคุณป้าพิมพ์คงไม่ได้มานั่งคุยเล่นกันเหมือนเมื่อก่อนแล้วใช่ไหมคะ”
“ก็ทำนองนั้นแหละรุ้ง คุณป้าพิมพ์เขาเข้าไปทำงานในบริษัทไม่ได้มาเป็นแม่บ้านเหมือนแม่นี่ แต่เขาเก่งนะดูแลบริษัทจนเจริญก้าวหน้าเป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง ยิ่งได้คริษฐ์เข้ามาดูแลช่วยก็ยิ่งรุ่งเรืองไปกันใหญ่” คำบอกเล่าของมารดาทำให้รุ้งพรายสะดุดตรงชื่อของเขาคนนั้น
เหมือนเรื่องราวของเธอและเขาถูกสภาพแวดล้อมทำให้ห่างกันยิ่งกว่าเดิมอีก เมื่อก่อนเธอก็แค่ลอดรั้วไม้เก่า ๆ เข้าไปวิ่งเล่นในบ้านหลังด้านข้าง แต่ตอนนี้คอนกรีตหนาหนักสูงราวสองเมตรขวางกั้นจะข้ามไปได้อย่างไร คงต้องยอมรับสภาพที่ว่าต่างคนต่างอยู่กันไป
“หิวข้าวไหมรุ้ง ขับรถมาไกล ๆ แบบนี้เหนื่อยแย่” นางอำไพเดินมาแตะไหล่ลูกสาว ที่เอาแต่ยืนมองกำแพงรั้วบ้านหลังด้านข้าง
“รุ้งชินแล้วล่ะแม่ อยู่ที่ไร่ของพ่อก็ขับรถระยะไกลบ่อยครั้งเหมือนกัน” หญิงสาวบอกแบบยิ้ม ๆ บิดาของเธอมีครอบครัวใหม่ แต่ท่านก็เลี้ยงดูเธอจนจบปริญญาตรี กระทั่งท่านได้เสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย รุ้งพรายจึงตัดสินใจยกสมบัติครึ่งหนึ่งซึ่งก็คือบ้านพร้อมที่ดินของไร่ให้กับภรรยาใหม่ของบิดา
“แม่ไม่โกรธรุ้งนะคะ ที่ยกสมบัติครึ่งหนึ่งของพ่อให้แม่ฝนกับน้องน้ำพุ”
“พ่อเขายกให้รุ้งก็แสดงว่าเขามั่นใจว่าลูกสาวของแม่จะจัดการทุกอย่างได้อย่างยุติธรรม แบบนี้แม่จะไปโกรธรุ้งทำไมล่ะลูก”
“แม่ฝนดีกับพ่อมาก น้องน้ำพุก็น่ารัก รุ้งไม่อยากทำให้พวกเขาต้องลำบากค่ะ” แม้จะเจ็บที่บิดาปันใจไปจากมารดา แต่ว่ารุ้งพรายก็หนีความจริงเรื่องนี้ไม่พ้น และเมื่อนานวันเข้าหญิงสาวก็ทำใจกับเรื่องนี้ได้
“อืมแม่รู้”
“แต่แม่ก็คือแม่ของรุ้ง คือคนที่รุ้งรักมากที่สุดในชีวิตนะคะ” หญิงสาวเดินเข้าไปสวมกอดมารดา และรู้ดีว่าทำไมท่านถึงได้ส่งเธอไปอยู่กับบิดา เพราะเพียงแค่อาชีพแม่ค้าขายขนมไทยคงไม่สามารถส่งเสียให้เธอได้เรียนในมหาวิทยาลัยจนจบได้ ลำพังแค่ค่าน้ำค่าไฟก็แทบจะเดือนชนเดือนด้วยซ้ำไป
‘พ่อบอกว่าจะไม่ส่งเสียรุ้งหากรุ้งไม่ไปอยู่กับพ่อ พ่อบอกว่าแม่เอาเปรียบพ่อที่เอารุ้งมาเลี้ยงคนเดียว’
อดีตนั้นรุ้งพรายไม่รู้สึกยินดีในเงื่อนไขของบิดา แต่เพราะเหตุการณ์บางอย่างทำให้เธอไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป การไปอยู่กับบิดาจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เธอต้องการ
“รุ้งจะกลับมาอยู่กับแม่แบบถาวรเลยนะ บ้านโน้นยกให้แม่ฝนไปแล้วแต่เงินเก็บส่วนหนึ่งของพ่อก็อยู่ที่รุ้ง”
“แม่ดีใจนะที่รุ้งเลือกมาอยู่กับแม่ แต่ว่ารุ้งเคยอยู่ไร่อยู่สวนจะมาทำงานอะไรที่นี่ล่ะลูก” ความดีใจมาพร้อมกับข้อกังขา
“ไม่รู้เหมือนกันแม่ ตอนนี้ขอพักผ่อนก่อนก็แล้วกัน เงินรุ้งก็พอมีบ้างยิ่งมีของพ่อด้วยอยู่ไปสบาย ๆ เลยล่ะแม่”
“ไม่เป็นไรอยากพักก็เอาให้เต็มที่แม่ก็ยังขายขนมอยู่เหมือนเดิม ช่วงนี้มีคนมาสั่งให้ส่งตามร้าน แม่ก็เลยไม่ค่อยได้ไปตั้งแผงขายสักเท่าไหร่ เอางี้ไหมรุ้งมาช่วยแม่ทำขนมระหว่างพักดีไหมลูกจะได้ไม่เบื่อนี่แม่ปฏิเสธลูกค้าไปหลายรายแล้วทำไม่ทัน ส่วนใหญ่เขาจะเอาขนมตอนเช้าแม่ตื่นมาทำให้ไม่ทัน แต่ถ้ามีรุ้งมาช่วยแม่ว่าน่าจะทันอยู่นะ” นางอำไพมองเห็นรายได้เพิ่มของตัวเอง โดยมีลูกสาวคอยช่วยเหลือ
“แบบนั้นก็ได้ค่ะแม่ จะได้ไม่เบื่ออย่างที่แม่ว่าด้วย” คนเคยทำงานมาตลอดเห็นด้วยกับผู้เป็นแม่
“มาช่วยแม่ขายขนมนี่แหละ ถ้ามีกำลังเพียงพอแม่จะเปิดร้านเลยรุ้งว่าดีไหม”
“หืม จริงเหรอคะ ก็น่าลองเหมือนกันนะแม่ ลูกค้าของแม่ก็เยอะอยู่ถ้าเปิดร้านมีลูกน้องช่วยดีไม่ดีรวยไม่รู้ตัวเลยนะแม่”
“นั่นสินะ”
สองแม่ลูกมองหน้ากันแล้วหัวเราะอย่างมีความสุข ที่ได้วางแผนอนาคตด้วยกัน แม้ไม่ได้มีบ้านหลังใหญ่โตหรือลูกสาวได้ทำงานในบริษัทที่มั่นคงในอาชีพ นางอำไพก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจแต่อย่างใด
“เก็บเสื้อผ้าใส่ตู้ไปก่อนนะรุ้ง เดี๋ยวแม่จะลงไปทำกับข้าวมื้อเย็นให้กินอ้อ ถ้าเก็บเสื้อผ้าเสร็จแล้วรุ้งก็อาบน้ำนอนพักไปเลยนะ เอาไว้ได้เวลากินข้าวแล้วแม่จะมาตามเอง”
“ค่ะแม่” รุ้งพรายมองตามหลังมารดาที่เปิดประตูออกจากห้องนอนไป รอยยิ้มผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้าอย่างสุขใจ
แม้งานศพของบิดาท่านไม่ได้ไปร่วมงาน แต่รุ้งพรายก็รู้ดีว่ามารดาของเธอได้อโหสิกรรมให้บิดาเรียบร้อยแล้ว คนเราเมื่อหมดรักกันแล้วก็คงต้องต่างคนต่างไป ความรักไม่อาจบังคับจิตใจกันได้ คิดมาถึงจุดนี้ก็ให้รู้สึกละอายใจนัก หลายปีก่อนเธอยังเด็กและเอาแต่ใจ ทำอะไรหลาย ๆ อย่างลงไปโดยไม่คิด ไม่คำนึงว่าคนอื่นเขาจะรู้สึกอย่างไร หากย้อนกลับไปได้เธอจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด
‘ทำอะไรน่ะรุ้ง !’
‘พี่คริษฐ์ไม่สบายรุ้งเลยจะขึ้นมาดูแลค่ะ’
‘นี่ห้องนอนพี่นะ’
‘คุณป้าพิมพ์อนุญาตแล้ว’
‘แล้วนั่นใส่ชุดอะไร เด็กบ้าเอ๊ย !’
‘เอ่อ’
‘ใครสอนให้มาอ่อยผู้ชายถึงบนห้องแบบนี้
ลงไปเลยกลับไปบ้านตัวเองเลยไป๊ !’
อะไรเข้าสิงเธอก็ไม่รู้กล้าโนบราไปหาผู้ชายถึงบนห้อง นางพิมพ์พรไม่รู้เพราะเธอสวมเสื้อคลุมไว้ข้างนอกพอเข้าไปในห้องนอนของคริษฐ์ถึงถอดเสื้อคลุมออก เหลือเพียงชุดนอนตัวบาง ๆ ที่สามารถมองเห็นไปถึงไหนต่อไหน
‘ยัยรุ้งตอนนั้นเอาสมองส่วนไหนคิด ทำตัวน่ารังเกียจขนาดนั้นได้’
ไม่รู้ว่าตัวเองไปเอาความคิดอ่อยผู้ชายมาจากไหน สมควรแล้วที่คริษฐ์ด่าเธอสาดเสียเทเสียขนาดนั้น จากนั้นก็จับเธอโยนออกจากห้องพร้อมเสื้อคลุม
‘อย่ามาแก่แดดแก่ลมแถวนี้
พี่เกลียดเด็กใจแตกแบบเธอที่สุดรุ้ง !’
ตอนที่ : 2 เงาอดีต 2
นั่นยังไม่ทำให้เธอล้มเลิกความคิดที่จะเอาเขามาเป็นคนรักให้จงได้ รุ้งพรายทำมากกว่านั้น ด้วยการส่งรูปเธอกับเขาในชุดว่ายน้ำไปให้แฟนของคริษฐ์ดู ใส่ร้ายป้ายสีว่าเขามีใจให้เธอ ทั้งที่ก็แค่การไปว่ายน้ำตามประสาพี่น้องทั่วไป
‘ส่งรูปบ้า ๆ พวกนั้นไปให้มลเขาเข้าใจผิด
จิตใจเธอทำด้วยอะไรรุ้ง’
‘ก็รุ้งรักพี่คริษฐ์’
‘แต่พี่ไม่ได้รักรุ้ง’
‘แต่รุ้งรักของรุ้งมาตั้งนาน พี่มลมาทีหลังรุ้งอีก’
‘รักพี่หรืออะไร ความรักมันไม่ใช่แบบที่รุ้งทำหรอกนะ แบบนี้มันเหมือนเด็กใจแตกมากกว่า ต่อไปนี้ห้ามมาบ้านพี่ห้ามมายุ่งกับพี่หรือมลอีก’
‘รุ้งจะมา !’
‘รุ้งพราย !’
‘รุ้งจะมาพี่คริษฐ์จะทำไม คุณป้าพิมพ์ก็ไม่เคยห้าม’
‘ยัยเด็กบ้า ! ดีอยากรู้ว่าต่อไปจะกล้ามาอีกไหม’
คริษฐ์จ้องเธอแบบแปลก ๆ จากนั้นเขาก็ดันตัวเธอเข้ากับผนังห้องนอน รุ้งพรายเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในเรื่องนี้ เพราะทุกครั้งคริษฐ์จะไม่หยาบคายถึงเพียงนี้ อย่างมากก็แค่ด่าทอที่เธอทำเป็นหูทวนลม
‘รู้อะไรไหมรุ้ง ผู้ชายทุกคนบนโลกนี้เขาสามารถมีอะไรกับผู้หญิงที่เขาไม่รักได้ง่าย ๆ ถ้ารุ้งอยากได้พี่ก็จะสนองให้ ก็ดีเหมือนกันมันจะได้จบ ๆ กันไป’ มือทั้งสองของเธอถูกรวบขึ้นเหนือศีรษะ
‘พี่คริษฐ์ !’ เสื้อของเธอถูกเขากระชากจนยืดย้วย
‘พี่จะนอนกับรุ้ง จากนั้นก็จะแต่งงานกับมล รุ้งก็ได้อย่างที่ต้องการถือว่าพี่ช่วยสนองให้ไง อยากร่านดีนัก เห็นอ่อยมานานแล้วนี่ พี่ก็น่าจะสงเคราะห์ให้ได้’
‘พี่คริษฐ์ไม่ !’ คริษฐ์จูบเธอครั้งแรก แต่เป็นจูบที่รุ้งพรายต้องจดจำไปจนวันตาย เพราะมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธเกลียด กระแทกกระทั้นรุนแรงจนริมฝีปากบวมเป่ง ทุกการสัมผัสหยาบคายทั้งหมด
‘หลังจากเป็นของพี่แล้ว
ก็ออกไปจากชีวิตพี่ด้วยนะยัยเด็กใจแตก !’
ตอนนั้นมือของเธอเย็นเฉียบ เนื้อตัวแข็งทื่อก่อนจะถูกเขาล่วงล้ำไปมากกว่าการจูบและสัมผัสภายนอก เธอก็ออกแรงผลักเขาออกสุดฤทธิ์แล้ววิ่งลงจากห้องนอนของเขาไป มุดลอดรั้วกลับบ้านของตัวเองไปในสภาพที่ไม่กล้าให้มารดาได้เห็น บทเรียนคราวนั้นทำเธอตระหนักถึงความจริงว่าเขาเกลียดและไม่พอใจในสิ่งที่เธอทำ รุ้งพรายไม่กล้าเข้าเฉียดใกล้บ้านของคริษฐ์ ประจวบเหมาะกับบิดาต้องการให้เธอไปอยู่ด้วย หญิงสาวจึงตัดสินใจไปจากที่นี่ไปให้พ้นกับความรู้สึกน่าสะอิดสะเอียนนี้
เจ็ดปีผ่านไปทุกคนก็ต้องเติบใหญ่ขึ้น ความคิดก็ต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ในวันนี้รุ้งพรายมองย้อนหลังไปในวันวาน หญิงสาวเห็นแค่เด็กสาวใจแตกคนหนึ่งที่ทำอะไรไม่คิด พอได้ใช้ชีวิตกับบิดาทุกอย่างมันเปลี่ยนไป มุมมองความคิดการใช้ชีวิตต้องจริงจังและมีเหตุมีผล รุ้งพรายเปลี่ยนไปแต่หัวใจของเธอยังคงเดิม เธอไม่รู้ว่าเขาจะเปลี่ยนคนรักมาแล้วกี่คน แต่สำหรับเธอในหัวใจยังคงมีเขาแค่คนเดียว ตัดไม่ขาดสลัดไม่หลุดเหมือนฝังอยู่ในจิตสำนึกของเธอไปเสียแล้ว
หลังเก็บเสื้อผ้าอาบน้ำเสร็จหญิงสาวก็เปิดหน้าต่างออกมองดูรอบ ๆ บริเวณบ้าน บ้านหลังใหญ่ที่อยู่ด้านข้างคริษฐ์จะนอนห้องไหน แล้วเขาเป็นอย่างไรบ้างตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมานี้ อยากรู้แต่ไม่กล้าถาม เพราะกลัวความอยากรู้อยากเห็นจะเป็นแรงจุดไฟรักในอดีตขึ้นมาอีก พอแล้วไม่อยากรู้สึกอับอายขายหน้าแบบนั้นอีกแล้ว หันหลังกลับไปทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วปิดเปลือกตาลง นานพอสมควรก่อนที่มารดาของเธอจะขึ้นมาปลุกให้ลงไปกินข้าว
“กับข้าวของโปรดของรุ้งทั้งนั้นเลยนะลูก” นางอำไพเลือกทำแต่ของโปรดของลูกสาวทุกจาน
“ขอบคุณค่ะแม่ทำเสียเยอะเลยจะกินหมดไหมนี่” รุ้งพรายนับจานกับข้าวแล้วก็มีถึงสี่อย่างด้วยกัน ลำพังสองคนจะกินหมดหรือเปล่าก็ไม่รู้
“ต้อนรับการกลับมาของลูกสาวแม่ทั้งทีเหลือก็ใส่ตู้เย็นเก็บไว้กินพรุ่งนี้ต่อได้อีก กินเข้าไปเยอะ ๆ รุ้งผอมไปนะแม่ว่า”
“หืม ไม่จริงมั้งแม่รุ้งน่ะหุ่นพอดีแล้วนะ” คนเป็นลูกก้มลงมองรูปร่างของตัวเองพร้อมกับแย้งมารดาไปด้วย
“จ้าหุ่นดีแล้วก็ยังต้องกิน อ้อพรุ่งนี้แม่ต้องไปทำความสะอาดบ้านคุณพิมพ์เขานะรุ้ง รุ้งอยู่บ้านคนเดียวไปก่อนนะลูก”
“ทำความสะอาดบ้านคุณป้าพิมพ์ ?” หญิงสาวงุนงงเพราะเป็นเรื่องใหม่ที่เธอเพิ่งได้ยิน
“จ้ะ ช่วงหลายปีมานี้เวลาแม่บ้านเขาไม่อยู่หรือลากลับบ้านไปนาน ๆ คุณพิมพ์ก็จะมาจ้างแม่ไปทำความสะอาดบ้านแทน นี่ป้าพุดกับหลานสาวก็ลากลับไปทำบุญกระดูกให้บรรพบุรุษ เห็นว่าจะอยู่ต่างจังหวัดต่อเลยสักอาทิตย์หนึ่ง คุณพิมพ์เลยมาจ้างแม่ทำงานบ้านช่วงนี้”
“เอ่อ แล้วแม่ก็ทำเหรอคะ”
“งานเล็กงานน้อยก็เงินนะลูก อีกอย่างคุณพิมพ์ให้ค่าจ้างแพงด้วยแม่เลยทำ ใครจ้างแม่แม่ก็ทำหมดแหละดีกว่าอยู่เฉย ๆ”
“แล้วขนมของแม่ล่ะคะ”
“ก็เตรียมเอาไว้ให้ลูกค้าเหมือนปกตินั่นแหละ ลูกค้ามาเอาตอนไหนก็ค่อยมาเอาของให้ จากนั้นก็ไปทำความสะอาดต่อ”
“งั้นเอางี้นะคะ พรุ่งนี้รุ้งไปช่วยแม่ทำความสะอาดบ้านคุณป้าพิมพ์ดีกว่า จะได้เสร็จเร็ว ๆ”
“รุ้งจะทำได้เหรอลูก”
“แม่ยังทำได้เลย ทำไมรุ้งจะทำไม่ได้ล่ะ ก็แค่ทำความสะอาดบ้านแค่นี้เอง”
“ก็ได้ ๆ ความจริงแม่อยากให้รุ้งพักผ่อนนาน ๆ นะ ไม่ต้องมาออกแรงออกเหงื่อแบบแม่หรอก”
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ นอนคืนเดียวก็หายเหนื่อยแล้ว ทำความสะอาดก็แค่ช่วงเช้าไม่ใช่เหรอคะ จากนั้นก็มีเวลานอนอีกตั้งเยอะตั้งแยะ” หญิงสาวยิ้มให้มารดา ไม่อยากให้ท่านต้องทำงานหนักเพียงลำพัง อะไรที่ช่วยได้รุ้งพรายก็อยากแบ่งเบา
“แน่ใจเหรอรุ้งว่าจะไปทำความสะอาดกับแม่” คนเป็นแม่เลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย เพราะการไปทำความสะอาดบ้านของนางพิมพ์พรนั้นก็เสี่ยงกับการเจอหน้ากับใครบางคนด้วย
“แน่ใจค่ะ” รุ้งพรายพยักหน้าให้มารดา
“พรุ่งนี้วันอังคาร แม่ว่าพี่คริษฐ์เขาคงไปทำงานแต่เช้า” นางอำไพพูดเหมือนรู้ถึงความลำบากใจของลูกสาว
“ค่ะ ไม่เจอก็ดี” รุ้งพรายฝืนยิ้มออกมา แค่เห็นหลังคาบ้านใจก็สั่น ถ้าเห็นคริษฐ์ตัวเป็น ๆ ใจเธอจะเต้นแรงขนาดไหน
“ไม่อยากรู้เรื่องของพี่คริษฐ์เขาเลยเหรอรุ้ง”
“รู้ไปก็เท่านั้นแหละค่ะ รุ้งทำไม่ดีกับพี่คริษฐ์เอาไว้เยอะ เลยไม่อยากสร้างความลำบากใจให้พี่เขาอีก”
“คิดได้แบบนี้ก็ดีแล้วลูก แต่แม่ว่ารู้ไว้หน่อยก็ดีนะ”
“แม่ก็” หญิงสาวมองค้อนมารดาเล็กน้อย
“พี่คริษฐ์เขายังไม่ได้แต่งงานนะ” แค่ประโยคนี้ของมารดาช้อนที่ตักข้าวเข้าปากของคนเป็นลูกก็ค้างชะงัก เหมือนสิ่งที่คิดเอาไว้ไม่ได้เป็นไปตามที่เขาบอก ‘พี่จะแต่งงานกับมล’
“พี่คริษฐ์เคยบอกว่าจะแต่งงานกับพี่มลนี่คะแม่”
“ก็เกือบ นั่นแหละลูก จู่ ๆ ฝ่ายหญิงก็เงียบหายไปเลย มารู้ทีหลังจากคุณพิมพ์ แกบอกว่าผู้หญิงไปเจอคนใหม่เลยเลิกกัน ส่วนพี่คริษฐ์เราก็มีแฟนใหม่ไปเรื่อย ๆ แต่แม่ก็ไม่เห็นจะตกลงแต่งงานกับใครสักที ตอนนี้ก็รู้สึกเหมือนจะยังโสดอยู่นะอายุก็สามสิบสี่ไปแล้ว ยังไม่เห็นมีใครเป็นตัวเป็นตนสักที”
นางอำไพเล่าไปพร้อมกับสังเกตสีหน้าลูกสาวไปด้วย แต่สิ่งที่นางเห็นก็คือแววตาประหลาดใจแต่ไม่ใช่ตื่นเต้นและยินดีเหมือนในอดีต ลูกสาวของตนเมื่อก่อนนั้นแววตาแพรวพราวทุกครั้งที่เอ่ยถึงผู้ชายที่ชื่อ คริษฐ์
“เหรอคะ ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับรุ้งอยู่ดี ต่างคนต่างอยู่ดีกว่าค่ะแม่ รุ้งอายกับเรื่องในอดีตไม่รู้ทำไปได้ยังไงแต่ละอย่างน่าขายหน้าจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่พี่คริษฐ์จะรำคาญและด่ารุ้งในตอนนั้น”
“ลูกแม่โตขึ้นแล้วจริง ๆ คิดไม่ผิดเลยที่ส่งลูกไปอยู่กับพ่อ”
“อยู่กับพ่อจะมาทำตัวไร้สาระไปวัน ๆ ไม่ได้ค่ะแม่ ทุกวันก็ต้องทำงานช่วยกัน พ่อค่อนข้างจริงจังกับชีวิตของคนงานในไร่และครอบครัวมาก พ่อสอนรุ้งให้จริงจังกับชีวิตของตัวเองด้วย กว่าจะปรับตัวได้ก็สองปีโน่นแหละค่ะ”
“แต่มันคุ้มใช่ไหมรุ้ง” นางอำไพเห็นข้อดีของการส่งลูกสาวไปอยู่กับอดีตสามี คุ้มค่ากับเวลาที่ห่างหายกันไป ขืนอยู่กับตนเองคงได้กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจเหมือนในอดีตแน่
“ค่ะคุ้มค่ามาก รุ้งแข็งแรงขึ้นเยอะ ไม่งอแงเอาแต่ใจแบบเมื่อก่อนแล้วนะแม่ แม่สบายใจได้แล้วนะไม่ต้องมาซักผ้าล้างจานให้รุ้งอีกต่อไป รุ้งทำเป็นหมดแล้วนะแม่”
“ได้ยินแบบนี้แม่ก็สบายใจ” นางอำไพรู้ตัวดีว่าเลี้ยงลูกมาแบบผิดวิธี ตามใจจนเกือบจะเสียผู้เสียคน โชคดีที่มีจุดเปลี่ยนให้รุ้งพรายได้คิดได้
หลังอาหารมื้อค่ำสองแม่ลูกก็ช่วยกันล้างจานจากนั้นก็นั่งดูโทรทัศน์พูดคุยกันตามประสาคนห่างกันไปนาน ราวสามทุ่มก็แยกย้ายกันขึ้นนอน
แสงไฟสว่างวาบขึ้นในห้องที่เคยมืดสนิทมาหลายปี ชายหนุ่มบนชั้นสองของบ้านหลังด้านข้างถึงกับแง้มม่านหน้าต่างเพื่อดู ห้องนอนห้องนั้นคริษฐ์จำได้ดีว่าเป็นของใคร
‘รุ้งพราย’
มือรูดเนกไทออกแล้วโยนลงตะกร้าผ้า ตามด้วยปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตไปด้วย คริษฐ์เพิ่งเดินเข้าห้องมาเขายังไม่ได้เปิดไฟภายในห้อง เพราะแสงสว่างจากข้างบ้านเรียกความสนใจจากเขาก่อน ยัยเด็กแก่แดดนั่นกลับมาแล้วหรือว่าแค่นางอำไพเปิดไฟในห้องนอนของลูก ซึ่งก็ผิดปกติไปจากทุกวัน เพราะห้องนอนห้องนั้นไม่เคยมีแสงสว่างนับตั้งแต่เจ้าของห้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเมื่อเจ็ดปีก่อน ชายหนุ่มปิดม่านที่แง้มไว้นิด ๆ แล้วเปิดไฟภายในห้องนอน พยายามคิดถึงงานที่จะทำในวันพรุ่งนี้มากกว่าเรื่องของยัยเด็กใจแตกในอดีตนั่น
2
ดิ่งลึกลงในใจ
วันรุ่งขึ้นสองแม่ลูกก็ตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อทำขนมไทยเตรียมสำหรับลูกค้า เจ็ดโมงเช้าก็พากันไปยังบ้านของนางพิมพ์พรเพื่อทำความสะอาด
“อุปกรณ์ไม่ต้องเอาไปเพราะที่บ้านโน้นมีครบนะรุ้ง”
“ค่ะแม่” หญิงสาวเดินตามหลังมารดาไปกดกริ่งหน้าบ้านหลังด้านข้าง สักพักใหญ่ ๆ นางพิมพ์พรก็เดินมาเปิดประตูให้ด้วยตัวเอง รุ้งพรายรีบยกมือขึ้นไหว้หญิงสูงวัย
“สวัสดีค่ะคุณป้าพิมพ์”
“หนูรุ้งเหรอลูก กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่ โอ๊ยตายแล้วทำไมโตมาแล้วสวยขนาดนี้” เจ้าของบ้านมองรุ้งพรายแล้วทำหน้าปลาบปลื้มใจที่ได้เห็น
“มาเมื่อวานค่ะคุณป้าพิมพ์ วันนี้เลยว่าจะมาช่วยแม่ทำความสะอาดด้วย”
“ดีเลยลูกเข้ามา ๆ ป้าพุดกับแย้มไม่อยู่ไม่มีใครคอยเปิดประตูให้ ขอโทษที่ให้รอนานนะอำไพ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพิมพ์ฉันเข้าใจค่ะ อุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่ในครัวเหมือนเดิมหรือเปล่าคะ”
“ใช่จ้ะ อยู่ที่เดิมนั่นแหละ แต่ว่าเสียดายจังฉันอยู่คุยด้วยนานไม่ได้วันนี้มีงานต้องรีบไปด้วย พอดีรับปากจะไปงานแต่งของลูกสาวเพื่อน เขาจัดช่วงเช้าที่บ้านกันถ้าออกสายรถจะติดมาก ยังไงอำไพก็จัดการไปเลยนะแล้วล็อกประตูบ้านให้ฉันด้วยล่ะ วันนี้ไม่มีใครอยู่ สงสัยเมื่อคืนตาคริษฐ์จะไม่กลับบ้านรถในโรงจอดก็ไม่เห็นมี”
“ค่ะคุณพิมพ์ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เดี๋ยวฉันทำความสะอาดเสร็จแล้วจะปิดบ้านให้ดีตามเดิมเลยค่ะ”
“จ้ะขอบใจมาก งั้นป้าไปก่อนนะหนูรุ้ง เอาไว้วันหลังต้องแวะมาหาป้านะจะได้คุยกันนาน ๆ”
“ค่ะคุณป้าพิมพ์”
นางพิมพ์พรรีบเดินไปเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ รถเลี้ยวพ้นประตูบ้านไปรุ้งพรายก็เดินไปปิดประตูให้ จากนั้นก็เดินตามหลังมารดาไปยังห้องครัว
“นี่คุณป้าพิมพ์ไว้ใจแม่ขนาดให้ทำความสะอาดแบบไม่มีคนอยู่บ้านเลยเหรอคะ” หญิงสาวถามมารดาด้วยความสงสัยเล็กน้อย
“ก็แม่กับคุณป้าพิมพ์เป็นเพื่อนกันมาก่อนนี่ลูก แม่ไม่เคยมีนิสัยลักขโมยเรื่องนี้คุณพิมพ์แกรู้ดี อีกอย่างของมีค่าทั้งหมดก็ถูกเก็บไว้ในตู้เซฟหมดแล้ว มีก็แค่ของตกแต่งชิ้นใหญ่ ๆ แม่คงไม่ขโมยไปหรอกลูก”
“อ้อ งี้เอง แล้วแม่จะทำความสะอาดตรงไหนก่อนคะ”
“ชั้นสองก่อนเลยรุ้ง ทำความสะอาดในห้องนอนของคุณพิมพ์ตามด้วยของเตชัสแล้วก็ของคริษฐ์ จากนั้นค่อยมาทำข้างล่างเป็นที่สุดท้าย”
“เอ่อค่ะ” ‘ห้องพี่คริษฐ์’ ได้ยินชื่อเขาใจก็เต้นผิดจังหวะอีกแล้ว
การทำความสะอาดเริ่มต้นที่ห้องนอนของนางพิมพ์พร ตามด้วยห้องของเตชัสสองแม่ลูกลงมือดูดฝุ่นแล้วตามด้วยเช็ดถูความสะอาด ก่อนจะจบด้วยการทำความสะอาดในห้องน้ำและถูห้องเป็นด่านสุดท้าย พอจะย้ายไปทำความสะอาดห้องของคริษฐ์ โทรศัพท์จากลูกค้าก็ดังขึ้น
“ขอเพิ่มอีกหนึ่งร้อยกล่องเหรอคะ ทำไมไม่แจ้งล่วงหน้าล่ะคะ” สีหน้าของนางอำไพเคร่งเครียดขึ้นในทันที
“ทางโน้นแจ้งยอดผิดมา นี่ถ้าไม่ได้อีกร้อยกล่องก็จะไม่พอแจกพนักงานที่มาสัมมนากัน ยังไงคุณอำไพก็ช่วยทำให้หน่อยนะ เสร็จช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร” ปลายสายมีน้ำเสียงร้อนรนอย่างชัดเจน
“เอ่อ ก็ได้ค่ะ ฉันจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด แต่ไม่รับปากนะคะว่าจะทันไหม ถ้ายังไงจะแจ้งอีกทีนะคะ”
“ได้ค่ะฝากด้วยนะคะ”
นางอำไพถึงกับถอนหายใจดัง ๆ หลังวางสาย เพราะตะโก้ร้อยกล่องดันเพิ่มเป็นสองร้อยนั่นเอง
“มีอะไรคะแม่” รุ้งพรายเห็นสีหน้าของมารดาก็รู้ได้ว่าท่านกำลังเจอปัญหาอยู่
“ลูกค้าแม่น่ะสิรุ้ง สั่งขนมไปแจกพนักงานช่วงพักเที่ยง แต่ดันแจ้งยอดผิดนี่ขอเพิ่มอีกหนึ่งร้อยกล่อง”
“อ้าว แล้วแม่จะทำเสร็จทันไหมคะ”
“เสร็จน่ะเสร็จ แต่งานที่นี่สิแม่จะทำได้ยังไง”
“แค่นี้เอง รุ้งก็ทำต่อให้เสร็จเองค่ะไม่ต้องห่วง ทำความสะอาดห้องพี่คริษฐ์ตรงโน้นแล้วก็ดูดฝุ่นด้านล่างตามด้วยเช็ดถู กับห้องครัวแค่นี้เองไม่ยากค่ะ รุ้งทำเสร็จแน่นอน”
“ทำคนเดียวได้นะรุ้ง”
“ได้ค่า แม่รีบไปทำขนมให้ลูกค้าเถอะ อันนั้นงานหลักนี่งานรองนะแม่”
“ก็จริงนะ แม่ฝากงานที่นี่ด้วยนะลูก”
“ค่ะ ไปเถอะ แล้วเหลือตะโก้ไส้เผือกไว้ให้รุ้งกินด้วยนะแม่” เพราะไม่อยากให้มารดาต้องหนักใจกับงานที่นี่ รุ้งพรายจึงยิ้มกว้าง ๆ ให้ท่านเห็น
“จ้ะ” เมื่อลูกสาวรับปากเรื่องงานบ้านแล้ว นางอำไพก็พลอยรู้สึกโล่งอกขึ้นมา รีบวางมือจากไม้ถูพื้นแล้วก็กลับไปทำขนมที่บ้านต่อ
รุ้งพรายเงอะงะทันทียามมารดาไม่อยู่ หญิงสาวหอบหิ้วอุปกรณ์ออกจากห้องของนางพิมพ์พรเพื่อไปทำความสะอาดยังห้องของคริษฐ์ต่อ เพิ่งรู้ว่าเขายังอยู่ห้องฝั่งเดิมของบ้านเก่าซึ่งเป็นฝั่งเดียวกับห้องของเธอ หญิงสาวอมยิ้มแบบไม่รู้ตัวระหว่างหมุนลูกบิดแล้วเปิดประตูเข้าไปช้า ๆ ห้องนอนของเขาคลุมโทนอบอุ่นทั้งหมด ชุดผ้าปูที่นอนสีเทาผนังห้องสีควันบุหรี่ บนเตียงนอนมีสภาพยุ่งเหยิงราวกับเจ้าของห้องรีบลุกแบบไม่ได้สนใจเก็บ
หญิงสาวเดินไปพับผ้าห่มแล้วจัดการดึงมุมผ้าปูให้เข้าที่ ใช้ฝ่ามือตบฝุ่นและจัดการให้ทุกอย่างอยู่ในสภาพเรียบร้อย แต่ในระหว่างที่เธอตบหมอนหนุนอยู่นั้น ใจหนึ่งก็คิดไปว่าเป็นใบหน้าของเขาจึงเผลอหยิบขึ้นมาแล้วกอดเอาไว้แนบอกของตัวเอง
“ใคร ! เข้ามาทำอะไรในห้องนี้” คนกอดหมอนสะดุ้งแล้วหันกลับไปมองทางประตูห้องน้ำ หมอนที่กอดร่วงลงพื้นในทันทีหลังจากเห็นว่าใครที่ออกมาจากห้องน้ำในชุดผ้าขนหนูพันสะโพกแค่ผืนเดียว
“รุ้งพราย !” คริษฐ์เองก็ไม่คิดว่าหญิงสาวจะมาอยู่ในห้องนอนของเขาในตอนนี้ แต่พอหันไปเจอกับอุปกรณ์ทำความสะอาดก็พอจะเข้าใจอะไรได้ไม่ยาก
“สวัสดีค่ะพี่คริษฐ์” หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้เขาแบบคนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รีบก้มลงเก็บหมอนแล้วปัดฝุ่น จากนั้นก็วางเอาไว้ที่เดิม
“คุณป้าพิมพ์บอกว่าพี่คริษฐ์ไปทำงานแล้ว รุ้งไม่รู้ รุ้งขอโทษค่ะ” หญิงสาวลนลานเก็บอุปกรณ์เตรียมจะออกจากห้องนอนของเขา
“ไม่ต้องไป !”
“คะ”
“มาทำความสะอาดห้องพี่ไม่ใช่เหรอ ก็ทำไปสิ”
“แต่ว่าพี่คริษฐ์ยังไม่ใส่เสื้อผ้าเลยนะคะ รุ้งเกรงจะรบกวนพี่ คริษฐ์ค่ะ” คนพูดหันหน้าไปทางอื่นพยายามไม่มองเนื้อตัวเปล่าเปลือยของเขาให้มากนัก เป็นเรื่องที่คริษฐ์แปลกใจอยู่ไม่น้อย ยัยเด็กที่คอยแต่จะจ้องเปลื้องผ้าเขาในอดีต กลายเป็นเด็กหน้าบางไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“เดี๋ยวพี่ก็เสร็จแล้ว ไหน ๆ ก็มาทำแล้วก็ทำต่อสิไม่ได้กวนอะไรพี่หรอก ห้องออกกว้าง” พูดแล้วสายตาก็มองคนจับเครื่องดูดฝุ่นดูดทำความสะอาดใต้เตียงไปด้วย เขาไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนี้หรอก ให้มันรู้ไปว่าจะจัดการกับเด็กใจแตกคนนี้ไม่ได้
“มาตั้งแต่เมื่อไหร่” คำถามของคริษฐ์ห้วน ๆ เหมือนคนไม่ได้ยินดียินร้ายกับการมาของรุ้งพราย
“มาเมื่อวานค่ะ”
“แล้วเมื่อไหร่จะกลับ” เป็นคำถามที่ตอบยากหรืออย่างไรเพราะรุ้งพรายนิ่งเงียบไปเกือบอึดใจใหญ่ ๆ ขณะที่เขาเองก็สวมกางเกงเสร็จเรียบร้อย
“ว่ายังไงพี่ถามว่าเมื่อไหร่จะกลับ” คราวนี้คริษฐ์หันหน้าออกจากตู้เสื้อผ้า คว้าเสื้อยืดมาสวมอย่างรวดเร็ว
คนที่ก้มหน้าก้มตาดูดฝุ่นไปรอบ ๆ บริเวณห้องกดปุ่มปิดเครื่องแล้วเงยหน้าขึ้นมามองเขา รุ้งพรายนึกน้อยใจนิด ๆ ที่เขาถามเหมือนไล่เธอกลับต่างจังหวัดไป
“รุ้งจะมาอยู่ที่นี่เลยค่ะพี่คริษฐ์”
“ทำไมล่ะ กลับมาทำไม” หญิงสาวเม้มปากกับคำถามนี้ของเขา
“พ่อรุ้งเสียแล้ว รุ้งเลยว่าจะมาอยู่กับแม่ค่ะ”
“แล้วจะกลับมาทำอะไรที่นี่ ได้ข่าวว่าพ่อเลี้ยงไม่ใช่เหรออยู่ที่นั่น” ไม่รู้ว่าคริษฐ์รู้เรื่องของเธอมาแบบไหน ถูกแล้วที่ว่าบิดาของเธอเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนจนจบ แต่นั่นใช่ว่าเธอจะไม่ได้ทำงานเป็นการตอบแทนท่าน