2
สิรินยาถูกเลี้ยงดูต่างจากพี่สาวที่ได้แต่ของใหม่ๆ ส่วนหล่อนได้ของเก่า ของใช้แล้วจากคนเป็นพี่หรือของบุคคลอื่นที่ให้มา และถูกเลี้ยงดูจากน้าอ้อย น้องสาวของมารดาที่มาอาศัยอยู่ด้วย น้าอ้อยเลี้ยงดูสิรินยาแลกข้าวแลกน้ำและที่อยู่อาศัย ได้รับเงินค่าจ้างเล็กน้อยตามสมควร ด้านความรักไม่ต้องพูดถึง หล่อนแทบจะไม่ได้ไออุ่นจากพ่อและแม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อ้อมกอดของทั้งคู่เป็นอย่างไร อบอุ่นมากแค่ไหน
แต่ด้วยความเป็นฝาแฝดกัน สิริยากรให้ความรักต่อน้องสาว หล่อนแบ่งปันสิ่งของให้เสมอ มักออกปากบอกบุพการีให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ของเล่นหรืออุปกรณ์การเรียนให้สิรินยา หากแฝดพี่ไม่พูดแฝดน้องก็จะไม่ได้อะไรเลย แต่ไม่มีใครรู้ว่า ฃความรักของแฝดพี่ มักทำให้แฝดน้องโชคร้ายเสมอ เป็นเพราะสิรินยาจะถูกมารดาตีทุกครั้งที่ได้ของเหล่านั้น หาว่าหล่อนไปพูดข่มขู่ บังคับให้สิริยากรบอกให้พ่อแม่ซื้อของให้ ซึ่งในความเป็นจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย สิรินยาจึงไม่อยากได้อะไรจากพ่อและแม่ หล่อนจะเก็บเงินจากเศษเงินที่ชาติชายและสาวินีเจียดให้ เพื่อซื้อของที่ตัวเองอยากได้ และหารายได้พิเศษด้วยการทำงานหลังเลิกเรียน
“แกจะร้องไห้หาสวรรค์วิมานอะไรหนักหนา อยากจะตายตามย่าแกไปหรือไง” สาวินีมองสิรินยาด้วยสายตาไม่พอใจ ยิ่งนานวันเข้า นางยิ่งขัดหูขัดตาลูกคนนี้มากขึ้น “ไป ไปขึ้นรถ เราต้องไปบ้านสวนของย่ากัน”
“ไปทำไมคะแม่” สิรินยาปาดน้ำตาราวกับเด็กน้อย ช้อนตามองมารดาด้วยประกายตาเศร้าสร้อย
“เปิดพินัยกกรรมย่าแกน่ะสิ” เสียงเกรี้ยวกราดของมารดาตอบกลับ
“ย่ามีพินัยกรรมด้วยหรือคะ”
หล่อนถามคนเป็นแม่ด้วยความสงสัย จำเนียรเป็นอดีตครู หลังจากเกษียณการทำงาน นางก็พักอาศัยในบ้านสวนแถวจังหวัดนครปฐมจนสิ้นอายุขัย ฐานะจำเนียรไม่ใช่คนร่ำรวย ไม่มีสมบัติมากมาย อยู่อย่างพอมีพอกิน สิรินยาจึงไม่คิดว่าจำเนียรจะมีพินัยกรรม
“ฉันก็ไม่รู้อะไรมากหรอก หลานลุงมีที่อยู่บ้านติดกับย่าแกเดินมาบอก แกรีบไปเถอะ รอแกอยู่คนเดียวนี่แหละ” สาวินีไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน นางรู้พร้อมญาติพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกับสามีเมื่อครู่นี้ ทั้งหมดต่างตกอยู่ในอาการตกใจ ไม่คาดคิดว่าจำเนียรจะมีพินัยกรรม พากันสงสัยว่าจำเนียรมีทรัพย์สินอื่นด้วยหรือนอกจากบ้านสวน “รีบตามมา ถ้าช้าฉันจะหวดแก”
สิรินยาทำตามที่มารดาสั่ง หล่อนลุกขึ้นยืน ประนมมือไหว้เมรุอีกครั้ง ก่อนจะเดินตามสาวินีไปที่รถยนต์ของบิดา แล้วเมื่อหล่อนนั่งประจำที่ รถยนต์ก็ขับเคลื่อนออกไปยังจุดหมายทันที
บ้านไม้ชั้นเดียวกลางสวนคือสถานที่เปิดพินัยกรรม บุตรธิดาทั้งสามของจำเนียรเดินทางมาพร้อมครอบครัว ทุกคนที่ก้าวขึ้นไปบนบ้านต่างเคลือบแคลงสงสัยเรื่องพินัยกรรม แต่ละครอบครัวพูดคุยกันมาตลอดทางเรื่องนี้ เท่าที่พวกเขารู้จำเนียรมีทรัพย์สินเพียงบ้านสวน และสวนผลไม้เนื้อที่เจ็ดไร่ ซึ่งลูกทั้งสามมีความเห็นตรงกันว่าจะขายทั้งหมดเพราะไม่มีลูกคนไหนอยากอยู่ที่นี่ แล้วนำเงินที่ได้จากการขายบ้านและที่ดินมาแบ่งเท่าๆ กัน ถึงแม้ว่าในพินัยกรรมจะระบุให้ใครคนหนึ่งก็ตาม
“อย่าลืมที่เราคุยกันไว้นะ ถ้าแม่ให้บ้านและที่ดินกับใคร ก็ต้องขายเอาเงินมาแบ่งเท่าๆ กัน” เกรียงศักดิ์ลูกชายคนโตของจำเนียรบอกจำรูญและชาติชาย น้องสาวและน้องชายเมื่อมาถึงบ้าน
“รู้แล้วน่า” จำรูญตอบกลับ “พี่ก็อย่าลืมก็แล้วกัน ไม่ใช่ว่าได้แล้วไม่แบ่งฉันกับชายล่ะ”
ความที่รู้นิสัยพี่ชายดีว่า ขี้เหนียว ขี้งกและเห็นแก่ตัว ทำให้หล่อนไม่มั่นใจว่าหากมารดายกสมบัติให้เกรียงศักดิ์ ข้อตกลงยังคงเหมือนเดิมหรือไม่
“ฉันไม่ลืมหรอก ตกลงกันยังไงก็อย่างนั้น”
เกรียงศักดิ์คิดทำตรงข้ามกับปากพูด หากพินัยกรรมระบุว่าเขาได้ครอบครองที่ดินผืนนี้ นั่นเท่ากับว่าชอบด้วยกฎหมาย มีหรือที่เขาจะแบ่งเงินให้น้องทั้งสองคน
จบคำพูดของเกรียงศักดิ์ ทนายจักรกฤตญ์ที่เดินทางมาถึงบ้านสวนของจำเนียรหลังสุดก็ก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมกับตามี เขาประนมมือไหว้ลูกทั้งสามของจำเนียร ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หวายตัวเดียวกันกับที่ลุงมีนั่ง เปิดกระเป๋าที่ตนถือมา หยิบซองสีน้ำตาลที่ปิดผนึกออกมาโชว์ให้ลูกหลานจำเนียรดู
“นี่คือพินัยกรรมของยายจำเนียรครับ ผมในฐานะทนาย และตามีในฐานะพยาน ทำตามคำสั่งของยายเนียรว่าวันเผาศพของยายเนียรคือวันเปิดพินัยกรรม ผมจึงบอกให้พวกคุณมาที่นี่ครับ” ทนายหนุ่มเกริ่น ก่อนจะเปิดซองที่ปิดผนึกออก หยิบพินัยกรรมออกมา “เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว ผมขอเปิดพินัยกรรมนะครับ”
ลูกหลานของจำเนียรต่างพากันตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าบ้านสวนพร้อมที่ดินแห่งนี้จะตกอยู่ในมือใคร หรือถูกแบ่งสรรปันส่วนให้กับลูกทั้งสามเท่ากัน จักรกฤตญ์อ่านข้อความในพินัยกรรมจนถึงแก่นสำคัญ ที่ทุกคนพากันตั้งใจฟัง ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดขัดจังหวะ
“บ้านสวนและที่ดินจังหวัดนครปฐม เงินสดในบัญชีธนาคารสามแห่งรวมทั้งสิ้นเจ็ดล้านแปดแสนเก้าหมื่นสามพันสี่ร้อยบาท และที่ดินในจังหวัดภูเก็ตจำนวน 70 ไร่ จังหวัดอยุธยา 80 ไร่ จังหวัดราชบุรี 35 ไร่ จังหวัดเชียงใหม่ 62 ไร่ และอุบลราชธานี 55 ไร่ ยกให้เป็นสมบัติของ นางสาวสิรินยา นาควลัยแต่เพียงผู้เดียว พินัยกรรมของคุณยายเนียรมีแค่นี้ครับ”
จำเนียรมีมรดกเป็นร้อยล้าน!
หลังกจากเสียงจักรกฤตญ์เงียบลง ทุกคนที่อยู่ในอาการตกใจต่างหันมามองสิรินยาเป็นตาเดียว ด้วยความคาดไม่ถึงว่าจำเนียรจะมีสมบัติมากขนาดนี้ มูลค่าของทรัพย์สินที่จักกฤตญ์กล่าวมามีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว แค่ที่ดินในจังหวัดภูเก็ตก็ปาเข้าไปหนึ่งร้อยล้านกว่าบาทแล้ว ยังไม่นับรวมกับส่วนอื่นๆ อีก มูลค่าที่มากมายมหาศาลทำให้ความโลภเข้าครอบงำจิตใจพวกเขาทันที
3
อีกความสงสัยหนึ่งคือจำเนียรแอบซื้อที่ดินเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อีกทั้งเงินสดในบัญชีธนาคารก็มีจำนวนมาก ขัดกับรายได้ประจำเดือนอย่างเงินบำนาญหลายเท่า เหตุใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้แม้แต่น้อย ผู้เป็นแม่เก็บงำความลับนี้ได้มิดชิดเหลือเกิน
คนที่ได้รับสมบัตินั่งตัวแข็ง อยู่ในอาการตกใจเมื่อรู้ว่าตนได้สมบัติจำนวนมากจากย่าอันเป็นที่รัก ย่าเพียงคนเดียวที่ให้ความรักและเมตตา ใจหนึ่งก็ดีใจเป็นล้นพ้นที่จำเนียรเมตตาตนมากขนาดนี้ แต่อีกใจก็รู้สึกกลังวลเป็นอย่างมากกับทรัพย์สินที่ได้ เพราะมันต้องมีปัญหาตามมาเป็นแน่
“เป็นไปได้ยังไงที่แม่จะยกสมบัติให้นังยา ก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามันเป็นตัวซวยที่ไม่มีใครต้องการ แม่ต้องเพี้ยนแน่ๆ ตอนเขียนพินัยกรรม” เกรียงศักดิ์โพล่งออกมาเป็นคนแรก
“ใช่ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแม่จะยกสมบัติให้มัน” จำรูญพูดเสียงเข้ม “หรือว่าเป็นแผนของแก แกต้องยุยงให้แม่ยกสมบัติให้นังยาแน่ๆ ไม่อย่างนั้นมันไม่ออกมารูปแบบนี้หรอก”
จำรูญชี้หน้าต่อว่าชาติชาย น้องชายคนเล็ก ใบหน้าของพี่สาวคนกลางบึ้งตึงไม่แพ้เกรียงศักดิ์ ดวงตา มองเขม็งไปยังสิรินยาที่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนอยู่ในแดนประหาร ถูกพิฆาตด้วยคนที่ขึ้นชื่อว่าญาติสนิท
“ใช่ ต้องใช่แน่ๆ มีอย่างที่ไหน ฉันกับจำรูญแล้วก็แกเป็นลูกแท้ๆ ไม่ได้สมบัติอะไรเลย แต่แม่กลับยกให้นังยา หลานคนอื่นมีอีกตั้งหลายคนก็ไม่ยักกะได้ มันยังไงอยู่นะ”
เกรียงศักดิ์โวยวาย ไม่เชื่อว่าตัวเองจะไม่ได้สมบัติสักชิ้นจากมารดา ทั้งที่มีสิทธิ์ที่จะได้ครอบครองมัน ยิ่งสมบัติมีมูลค่าหลายร้อยบาทด้วยแล้ว เขายิ่งโกรธที่ไม่ได้รับสิทธิ์นั้น
“อย่ามากล่าวหากันนะ ฉันไม่เคยยุให้ยาไปอ้อนขอสมบัติจากแม่ ฉันก็เพิ่งรู้พร้อมกับพี่ศักดิ์ พี่จำรูญว่าแม่มีสมบัติมากขนาดนี้ แล้วฉันจะยุให้มันทำอย่างนั้นได้ยังไง” ชาติชายโต้กลับ “พี่สองคนก็รู้ว่า แค่มองหน้ามันฉันยังไม่อยากมอง นับประสาอะไรกับจะพูดด้วย”
สิรินยารู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดและสายตาของชาติชาย หล่อนรู้ตัวดีว่าเป็นลูกไม่รัก ลูกที่ไม่ต้องการ แต่ชาติชายไม่จำเป็นต้องประกาศต่อหน้าใครต่อใครเช่นนี้ก็ได้ แค่นี้ความเสียใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจและร้าวรานใจก็มากพอแล้ว ยิ่งหล่อนได้ครอบครองสมบัติทั้งลายแต่เพียงผู้เดียว หล่อนคงถูกเกลียดชังเพิ่มมากขึ้น
“แต่ลุงว่าการที่จำเนียรยกสมบัติให้หนูยาก็เหมาะแล้วนะ อย่าลืมสิว่าหลังจากที่หนูยาเรียนจบจากเมืองนอก หนูยาก็มาดูแลจำเนียรที่นี่คนเดียว ลูกหลานคนอื่นไม่เห็นมาช่วยดูแลสักคน มาเยี่ยมเดี๋ยวเดียวก็กลับ มีใครเคยอยู่เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวจำเนียรบ้างไหม ถามใจตัวเองดูนะว่าเคยทำให้แม่ ทำให้ย่ายายตัวเองหรือเปล่า”
ลุงมี เพื่อนบ้านแสนดีของจำเนียรพูดทะลุกลางปล้อง เขารู้จักลูกหลานของจำเนียรดี รู้ถึงนิสัยใจคอของแต่ละคนด้วยว่าเป็นอย่างไร แล้วคำพูดของลุงมีนี่เองที่ทำให้คนกำลังโต้เถียงกันเงียบเสียง ไม่กล้าโต้แย้งกับเรื่องจริง
ในบรรดาลูกหลานของจำเนียร สิรินยาจะสนิทกับย่ามากที่สุด อาจเป็นเพราะในช่วงปิดเทอมตั้งแต่เยาว์วัย จำเนียรจะมารับสิรินยาไปอยู่ด้วย เพราะรู้ดีว่าอยู่กับบิดามารดาและพี่สาว คงถูกทุบตีหรือใช้เยี่ยงทาส นางทนเห็นไม่ได้ จึงรับมาอยู่ด้วยในช่วงเวลานั้น ให้สิรินยารู้สึกเสรีทั้งกายและใจแม้ช่วงสั้นๆ ก็ยังดี
และเมื่อจำเนียรล้มป่วย ลูกหลานต่างหมางเมิน ไม่มาเยี่ยมดูแล ลูกทั้งสามลงความเห็นว่าจะช่วยกันออกค่าจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลจำเนียร สิรินยาได้ยินดังนั้นจึงขันอาสาดูแลจำเนียร ไม่รังเกียจที่จะดูแลคนป่วยเดินไม่ได้ กินนอนบนเตียง รวมถึงถ่ายหนักปล่อยเบาด้วย
“แต่ถึงยังไงมันก็เป็นแค่หลาน น่าจะยกให้มันนิดหน่อย แต่นี่แม่ยกให้มันทั้งหมดเลย ไม่รู้ว่าตอนที่แม่ทำพินัยกรรมสติสตางค์ดีอยู่หรือเปล่า ใครหลายคนอาจจะรวมหัวกันทำพินัยกรรมปลอมแล้วจับมือแม่เซ็นต์ชื่อลงไปก็ได้ ใครจะไปรู้” จำรูญเริ่มพาล จากการไม่ได้ส่วนแบ่งในครั้งนี้ แต่หารู้ไม่ว่าหล่อนพาลผิดคน
“คุณอย่าพูดอย่างนี้นะครับ ผมมีสิทธิ์ฟ้องคุณข้อหาหมิ่นประมาทได้” จักรกฤตญ์รู้ดีว่าจำรูญหมายถึงตน เขาออกโรงป้องปกตัวเองทันที “ตอนยายเนียรทำพินัยกรรม มีพยานรู้เห็นว่ายายเนียรมีสติครบสามสิบสองประการ แม้ว่าร่างกายจะอ่อนเพลียด้วยโรค แต่ก็พูดได้ สื่อสารได้ มือขยับเซ็นเอกสารได้ คนที่ไม่ได้สมบัติ ผมว่าน่าจะพิจารณาตัวเองมากกว่าจะกล่าวโทษคนอื่นนะครับ เพราะถ้าเป็นผม ผมก็คงยกให้ยาเหมือนกัน”
คราวนี้ทุกคนพากันเงียบกริบอีกรอบ โดยเฉพาะจำรูญที่ไม่กล้าต่อปากต่อคำกับทนาย เพราะเกรงว่าพูดอะไรผิดอาจโดนฟ้องได้
“เรื่องสมบัติของจำเนียร ลุงพออธิบายได้ เรื่องแรกคือเรื่องที่ดิน จำเนียรกับผันซื้อไว้นานแล้ว ซื้อตั้งแต่ราคามันยังถูกอยู่ จนตอนนี้มูลค่ามันเพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่า บางที่ก็มีคนมาจำนองไว้ พอหลุดจำนองก็ตกเป็นของจำเนียร ส่วนเรื่องเงินในบัญชีลุงก็พอจะให้คำตอบได้” ลุงมีคือเพื่อนสนิทของจำเนียร เขาจึงรู้รายละเอียดไม่น้อย