ใบหน้าเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของช่อดอกไม้ จนแทบมองไม่เห็นเรือนร่างบอบบางภายในชุดเสื้อครุยยาวสีประจำสถานบันการศึกษาที่สำเร็จมา เสียงแสดงความยินดีที่บ่งบอกว่าทั้งผู้พูดและผู้รับมีความสุขและภาคภูมิใจมากเพียงใด ที่เฝ้าเพียรศึกษาจนจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นบัณฑิตใหม่ให้ครอบครัวได้ภูมิใจ
“ชิดๆ หน่อยครับกล้องเก็บไม่หมด” ชายหนุ่มในชุดนายทหารชั้นสัญญาบัตรของกองทัพไทยผู้ทำหน้าที่ตากล้อง ร้องสั่งพร้อมแสดงท่าบีบมือให้แถวที่ยืนรอถ่ายรูปชิดกัน เพื่อจะเก็บภาพบุคคลเหล่านี้ลงในรูปถ่ายให้ครบถ้วน
“พ่อนะตัวไม่ใหญ่ แม่น่ะแหละอ้วนกลมล้นเฟรมแล้ว”
ผู้เป็นบิดากระเซ้าศรีภรรยา ที่สวมชุดผ้าไหมไทยสีเหลืองทองเข้าสมัยนิยม ซึ่งใบหน้าอวบโผล่มาจากกองดอกไม้ เช่นเดียวกับบุตรสาวผู้เป็นคนเข้าพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรจนได้รับวงค้อน ก่อนนางค่อยๆ ขยับชิดเข้ามา ญาติๆ และเพื่อนๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีต่างขยับชิดแม้จะเบียดแน่น และซ้อนกันหลายแถว ทว่าต่างหวังได้รูปหมู่ไปชื่นชมและเก็บไว้เป็นที่ระลึก
“โอเค พร้อมนะครับ หนึ่ง..สอง.”..แชะ!
“อ้าว! ตาอัคคี ทำไมไม่นับสามก่อนละ แม่ยังไม่ได้ยิ้มเลย เอาใหม่ๆ” ผู้เป็นแม่ประท้วงท่ามกลางช่อดอกไม้สีสด ที่ปกปิดลำตัวเหลือแค่ใบหน้าอวบที่มีแววบึ้งตึงเล็กน้อย เพราะกลัวภาพที่ไม่ยิ้มออกมาไม่สวยเท่าที่ควร
“คุณแม่ยิ้มจนเหงือกแห้ง แล้วปิดปากผิดจังหวะเอง มาโทษผมได้ไง” อัคคีเถียงออกไป แต่ตั้งท่าจดจ้องจะบันทึกภาพใหม่ตามคำขอของมารดา เสียงหัวเราะเบาๆ ดังออกมาจากแถวที่รอพร้อมถ่ายภาพหมู่อีกครั้ง ก่อนเงียบสนิทเมื่อคนถูกกระเซ้าส่งวงค้อนหว่านแหไปทั่ว
“เอาๆ ถ่ายใหม่ก็ได้ ยิ้มครับคุณแม่ ยิ้มหวานๆ ยิ้มสวยๆ พร้อมนะครับ หนึ่ง..สอง..สาม”...แชะ!
ครานี้คุณพิมพ์สมรยิ้มได้ทันเวลา
“คุณแม่ยิ้มหน้าบานกว่ายัยธารีเสียอีก” ไม่วายตากล้องยังเอ่ยแซว แต่คนได้รูปสวยไม่ทำท่าแง่งอนหรือค้อนส่ง กลับร้องเร่งให้บุตรชายถ่ายภาพแห่งความประทับใจต่อ ทั้งถ่ายให้น้องสาวกับเพื่อนๆ กับญาติเรียงคน แล้วถ่ายพร้อมหน้าครอบครัว จนเป็นที่พอใจ
“ไปเถอะหาอะไรกินกัน มื้อนี้แม่เป็นเจ้ามือ”
“แต่เงินคุณพ่อ” เสียงห้าวยังเอ่ยแซวมารดาไม่หยุดหย่อน จนท่านเบื่อที่จะค้อน
“ก็รอเงินคุณทหารไม่ไหวนี่ยะ ทำงานเงินเดือนตั้งมากมายแต่ไม่ยอมให้แม่สักแดงเดียว”
“อ้าว! ทำไมจะไม่ให้ ก็คุณแม่จะเอามากขนาดไหนเชียว เงินเดือนข้าราชการนะครับ ไม่ใช่พวกพ่อค้านักธุรกิจ อีกอย่าง” เขาชำเลืองไปทางหญิงสาวในชุดเสื้อและกระโปรงสีชมพูอ่อนที่ช่วยธารีหอบดอกไม้และของขวัญมาที่รถ ก่อนพูดยิ้มๆ
“ผมกำลังเก็บเงินขอเมีย”
ใบหน้าหญิงสาวที่อัคคีชำเลืองระเรื่อขึ้นมาจนสีเข้มพอๆกับดอกไม้ที่หอบ ไม่คาดคิดว่าเขาจะเอ่ยเช่นนี้และไม่ใช่ระดับเสียงที่เบาเลย เพราะปกติอัคคีเป็นคนพูดเสียงดังอยู่แล้วด้วย แต่ประโยคแบบนี้ควรหรือประกาศเสียดังลั่น
สองผู้ให้กำเนิดชำเลืองมองปาริฉัตร เพื่อนสนิทของอัคคีหรือว่าที่ลูกสะใภ้คนสวย เพราะสองคนคบหาดูใจกันมานาน ท่านนั้นชาชินกับคำพูดโผงผางของบุตรชาย แต่ยังนึกเห็นใจปาริฉัตรที่อายจนแก้มแดง พลตรีอำนาจนายทหารนอกราชการบิดาของอัคคีและธารีจึงเอ่ยตัดบท
“ไปๆ ขึ้นรถ ใครไปรถคันไหน เร็วๆ เข้า เดี๋ยวร้านอาหารที่จองโต๊ะจะใจเสียคิดว่าเราไม่ไปกิน มาแม่มานั่งกับพ่อ ธารีเอาดอกไม้ใส่ไว้ในรถพ่อแล้วไปนั่งกับพี่เขา มาลูกเร็วๆ”
ล่วงดึกหลังงานเลี้ยงฉลองที่มารดาเอ่ยขอเป็นเจ้าภาพแต่บิดาเป็นผู้ชำระเงินเสร็จสิ้น อัคคีแยกตัวไปส่งปาริฉัตรแฟนสาวที่ห้องเช่า โดยให้ธารีกลับไปกับบิดาและมารดา
ห้องเช่าขนาดเล็กเหมาะสมกับเงินเดือนพนักงานบริษัทของปาริฉัตรเปิดไฟคืนความสว่างหลังมืดมิดเพราะเจ้าของห้องยังไม่กลับมา ห้องที่ดูโล่งเพราะมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น มีเพียงเตียงเล็กพร้อมตู้ลอยใส่เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งใกล้หน้าต่างบานเกร็ดที่รูดม่านปิดสนิท เครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆ ที่พอใช้ทำงานได้วางกินเนื้อที่ใช้สอยของโต๊ะไปเกือบครึ่ง ที่ดูเหมือนจะจำเป็นสำหรับสาวทำงานอย่างปาริฉัตร ที่ต้องนำงานกลับมาที่บ้านบ่อยครั้ง ส่วนที่เหลือใช้วางเครื่องสำอางจำนวนไม่มากนัก ดีที่มีห้องน้ำในตัวไม่ต้องไปใช้รวมเช่นที่อื่นแม้จะเสียค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย แต่ก็สะดวกเวลาอัคคีมาค้างด้วย
อัคคีเดินมาทิ้งตัวนอนยาวเหยียดด้วยความเมื่อยล้าอย่างเคยชิน บนเตียงนอนที่เจ้าของห้องไม่ได้ประท้วง เพราะเขาและเธอก้าวเกินคำว่าแฟนธรรมดามานานพอสมควรแล้ว เขาและเธอพบกันโดยบังเอิญในงานแต่งงานของเพื่อน จากนั้นก็ทำความรู้จักคบหากันมาได้ไม่ถึงปีเธอก็ยอมมีอะไรกับเขา แม้เขาไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่อัคคีก็แสดงความรับผิดชอบแนะนำเธอกับครอบครัวและเพื่อนๆ อย่างเปิดเผยว่าเป็นผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย แต่ขอเวลาเก็บเงินตั้งตัวก่อน
“อาบน้ำไหมคะ เสื้อผ้าคุณฉัตรซักรีดไว้ให้แล้ว” ปาริฉัตรทิ้งตัวลงนั่งริมเตียงข้างร่างยาวเหยียดของชายหนุ่ม
“ก็ดีนะ ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยเลย” อัคคีดีดตัวขึ้นนั่ง มองสาวคนรักที่วันนี้ดูสวยเป็นพิเศษ หรือเพราะก่อนหน้านี้เขาไปราชการเสียหลายวันจนเกือบกลับมาไม่ทันวันรับปริญญาของน้องสาว ไปหลายวันจนคิดถึงกลิ่นหอมระรวยจากเรือนร่างของปาริฉัตร มือใหญ่ของนายทหารหนุ่มยกขึ้นแตะแก้มปาริฉัตรเบาๆ ก่อนลูบไล้หนักมือขึ้นอย่างโหยหา
“อาบด้วยกันดีกว่า คิดถึงคุณจะบ้า”
สองคนใช้เวลาในห้องน้ำเล็กๆ นั้นไม่นาน แค่ช่วยกันทำความสะอาดเนื้อตัว ก่อนมาจบที่เตียงเล็กๆ ของปาริฉัตร โดยไม่ยอมให้เวลาเผาพลาญไปอย่างเปล่าประโยชน์ ร่างที่โหยหาต่างกอดรัดปรนนิบัติซึ่งกันและกัน จนเตียงเล็กในห้องไม่กว้างอบอวลไปด้วยเสียงแห่งความสุข อย่างที่โหยหา
ปาริฉัตรหลงรักอัคคีมากมายยิ่งขึ้นเพราะเขาไม่เห็นแก่ตัวหวังมีความสุขฝ่ายเดียว เขาไม่เคยหนีเธอขึ้นวิมานหากเธอยังไม่พร้อม ชายวัยสามสิบอย่างอัคคีผ่านโลกมามาก และช่ำชองมองทะลุปรุโปร่งว่าช่วงไหนควรเร่งเวลาไหนควรผ่อนช้าเพื่อรั้งอารมณ์และรอคอยให้คู่นอนเดินทางขึ้นสวรรค์พร้อมกันกับเขา เวลาผ่านไปนานพอสมควรกับบทสวาทที่จบลง แต่ปาริฉัตรยังกอดเขาไว้แนบแน่นยังไม่อยากให้เขาขยับยออกห่าง อยากให้กกกอดเธอแนบชิดอีกนานเท่านาน เพราะรู้ดีว่าเมื่อเขาลุกขึ้น เขาก็จะกลับออกไปจากห้องนี้เช่นกัน
ปาริฉัตรรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเธอและเขาไม่ค่อยคืบหน้าสักเท่าไหร่ และยิ่งรู้สึกหวั่นไหวยามเขาห่างหายไปไหนหลายๆ วันเช่นการไปราชการก่อนหน้านี้ แม้เขาจะโทรศัพท์มาพูดคุย แต่เธอกลับคิดว่าเขาทำตามหน้า ที่ต้องโทร.หาเธอทุกวันก่อนเข้านอน ถ้าเขาอยู่บ้านก็จะมาหามาพูดคุย หรือแม้กระทั่งมีเพศสัมพันธ์กันแล้วกลับไป แม้เขาป่าวประกาศว่าเธอคือคนที่จะแต่งงานด้วย แต่ปาริฉัตรรู้สึกว่าเขาพูดเพราะให้เกียรติไม่อยากให้เธอเสียหายไปกว่านี้ เพราะหลายคนรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของเธอและเขาเกินเลยขนาดไหน เช่นเดียวกับหนุ่มสาวสมัยใหม่ที่คบหากันนั้นมักหนีไปพ้นเรื่องบนเตียง และปัญหาสังคมมากมายก็ตามมา ทั้งมีบุตรโดยไม่พร้อม ทำแท้งเถื่อน ฆาตกรรณทารกแรกเกิดด้วยน้ำมือมารดาที่รักสนุกแต่ไม่รับผิดชอบชีวิตที่ให้กำเนิด หรือแม้กระทั่งปัญหาการติดโรคทางเพศสัมพันธ์
“ฉัตร ผมต้องกลับบ้าน” อัคคีเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของวงแขนที่กอดเขาไว้แน่น ไม่ยอมให้ขยับร่างกายออกห่าง
“ค้างที่นี่ได้ไหมคะ คุณไปราชการเสียหลายวัน ฉัตรคิดถึงอยากนอนกับคุณทั้งคืน” สายตาเธอเว้าวอน พร้อมเริ่มเล้าโลมเขาด้วยการลูบไล้เนื้อตัว ที่ยังชื้นเหงื่อแม้เครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่เปิดไว้ทำงานเต็มกำลัง
“ไม่ไหวครับ หมดแรง” เขาปดคำโต ชายกำยำเช่นเขาหรือจะหมดแรงยอมถอยยามหญิงสาวเชิญชวน ทว่าอัคคีรู้ดีว่าคนที่บ้านต้องรอดูรูปถ่ายที่ติดมาในรถเขาอย่างแน่นอน แค่เขาเสียเวลาไปกับการแสดงความคิดถึงกับปาริฉัตรเสียยกใหญ่ๆ ป่านนี้มารดาคงบ่นเป็นหมีกินผึ้งแล้ว ถ้าขืนค้างที่นี่กลับบ้านตอนเช้ามีหวังเขาถูกบ่นหูชาไปสามวันแปดวัน
“ไว้พรุ่งนี้ผมมารับไปกินข้าวเที่ยงนะ” อัคคีจำใจต้องขืนตัวลุกขึ้น เพราะถ้ายังนอนให้เธอลูบไล้ ร่างกายเขาอาจทรยศได้
ปาริฉัตรมองตามตาละห้อยเมื่ออัคคีเดินพาร่างกำยำที่เปล่าเปลือยเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำอีกครั้ง เธอรู้สึกใจหายเหมือนไม่ใช่แค่การเดินจากไปเพียงไม่นาน จนต้องเอ่ยมาดหมายในใจ
ไม่มีวันที่ฉัตรจะปล่อยคุณไป!