เวลาตีหนึ่งครึ่งบนถนนรัชดาภิเษกมุ่งหน้าไปประชาชื่นมีรถยนต์สัญจรไปมาไม่มากนัก รถแต่ละคันทำความเร็วค่อนข้างสูงไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลเมตรต่อชั่วโมง รถยนต์ของพิมรดา ลูกสาวคนโตบรรพต คุณาสวัสดิ์ นักธุรกิจชื่อดังทางภาคเหนือ และเป็นเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมสุดหรูใจกลางสุขุมวิท กำลังวิ่งอยู่บนถนนเส้นนี้ด้วยความเร็วหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง จุดหมายของเธอคือบ้านพักบิดาย่านนนทบุรี เธอกำลังขับรถไปขึ้นทางด่วนงามวงศ์วาน เสียเงินสิบห้าบาทตัดไปลงถนนงามวงค์วาน-แยกแคลาย
พิมรดาเปิดเพลงฟังในรถ ระหว่างขับรถเธอร้องเพลงไปด้วย ใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม วันนี้ถือเป็นวันดีหนึ่งของเธอ เป็นวันที่ณัฐกิตต์ คนรักคบหากันมานานกว่าสามปี หอบดอกกุหลาบช่อโตและทำเซอร์ไพร์สขอแต่งงาน ซึ่งเธอตอบรับทันที หลังจากการขอแต่งงานผ่านพ้นไป ณัฐกิตต์เลี้ยงฉลองความรักกับกลุ่มเพื่อนสนิทของเขาและพิมรดาที่มาร่วมแสดงความยินดีเกือบห้าสิบคน กว่างานเลิกก็ล่วงเข้าไปเกือบตีหนึ่งสิบห้า
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขณะพิมรดาขึ้นสะพานข้ามแยกรัชดา-ลาดพร้าว พิมรดาหยิบเครื่องมือสื่อสารที่วางไว้ตรงช่องเล็กหลังเกียร์ เธอปรายตามองดูชื่อคนที่โทรเข้ามา ก่อนยิ้มและตั้งใจกดรับสายทว่าคงจับมือถือไม่แน่นพอ มันตกลงไปกระทบกับขาสาวก่อนกระเด้งลงไปบนพื้นรถ เธอทำในสิ่งที่ไม่ควรทำคือก้มลงเก็บมัน
ความที่คิดว่าไม่มีรถสัญจรมากนัก ก้มลงเก็บเดี๋ยวเดียวคงไม่มีปัญหาอะไร จังหวะที่พิมรดาก้มหยิบมือถือ รถกำลังแล่นลงจากสะพาน หลังจากเก็บมันได้แล้ว เธอยืดตัวหลังตั้งตรง ตามองถนน
“กรี๊ด...” เสียงกรีดร้องดังลั่นรถ
เมื่อมีรถยนต์วิ่งตัดหน้า พิมรดาหักรถหลบทันควัน หมายเหยียบเบรกรถ ทว่า...
เบรกไม่ได้...เนื่องจากรองเท้าส้นสูงเข้าไปอยู่ใต้เบรก
เธอไม่สามารถหยุดรถได้ รถขับมุ่งหน้าด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม เนื่องจากความตกใจ เธอกลับเหยียบคันเร่ง
กรี๊ด...เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียง
โครม...
รถสองคันปะทะกันอย่างจัง
รถคันหนึ่งไม่ได้ตั้งใจ
อีกคันไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่คิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน
รถคันถูกชนเป็นรถตู้ใหม่ป้ายแดง ถูกชนท้ายจนรถเสียหลักพลิกคว่ำ ส่วนรถของพิมรดาหลังจากชนท้ายรถตู้ รถเธอเสียหลักไปชนกับขอบทางและนิ่งสนิทอยู่อย่างนั้น
ไม่นานนักหน่วยกู้ภัยมายังที่เกิดเหตุ พวกเขาต่างช่วยกันนำร่างผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล คนนั้นคือพิมรดากับนายสมชายคนขับรถตู้ และรัตน์ชนกที่หายใจรวยริน ส่วนอีกหนึ่งคนที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แม้ชนกนันท์เด็กน้อยวัยหนึ่งปีกว่าจะอยู่ในอ้อมกอดของคนเป็นแม่ ทว่าก็ไม่สามารถปกป้องลูกสาวอันเป็นที่รักยิ่งดวงใจได้
เป็นเรื่องเศร้า หลังจากทั้งสามถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ในเวลาต่อมา รัตน์ชนกเสียชีวิตในเวลาต่อมา นำพาความเศร้าต่อครอบครัวผู้จากไปเป็นอย่างมาก ราวกับไฟเผาใจก็ว่าได้
ความตายของสองแม่ลูก คือชนวนแห่งความโกรธา ความแค้นระดับร้อยระดับพันในใจผู้เป็นสามี ที่สาบานว่า จะเอาคืนคนทำผิดมาลงโทษให้ได้...ลงโทษในแบบของเขา
2 ปีต่อมา
นานร่วมสองปีแล้ว ทว่าพิมรดาไม่เคยลืมเหตุการณ์คืนนั้น คืนที่ตนคิดว่ามีความสุขที่สุด แต่กลับเป็นวันเลวร้ายที่สุดในชีวิต เพราะเธอคร่าชีวิตคนสองคนด้วยความไม่ตั้งใจ ด้วยความประหม่า เสมือนฝันร้ายตามหลอกหลอน ความรู้สึกผิดแน่นในจิตใจ ไม่คลายลงเลยสักนิดเดียว
สิ่งหนึ่งที่พิมรดาทำมาตลอดนับจากคืนนั้นคือ ทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้สองแม่ลูก เธอใส่บาตรตอนเช้าทุกวัน วันพระใหญ่ก็ไปวัดถวายสังฆทาน ปล่อยนกปล่อยปลา งานบุญไม่ว่าจะผ้าป่าสามัคคี งานกฐิน หากได้ซองเธอทำหมด และบางงานเป็นประธานอีกด้วย บุญกุศลทั้งหมดเธอยกให้รัตน์ชนกกับชนกนันท์ ถึงแม้รู้ว่ บุญไม่อาจล้างบาปที่ตนทำได้ ทว่าเธอตั้งใจทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าหมดลมหายใจ
วันนี้เป็นวันครบรอบสองปี พิมรดามาทำบุญที่วัด เธอเลี้ยงเพลพระภิกษุและสามเณรทั้งวัด และมีการเลี้ยงโรงทานที่มีคนมากินอาหารที่ตระเตรียมไว้ห้าอย่าง ผลไม้รวมทั้งขนมหวานกันมากกว่าสองร้อยคน ไม่เพียงแค่นี้ พิมรดายังแจกเงินให้คนที่มากินโรงทานอีกคนละห้าสิบบาทด้วย
สีหน้าเจ้าของงานบุญ ไม่ได้บอกถึงความสุขกับงานบุญสักนิดเดียว ใบหน้าพิมรดาเศร้าหมอง บางครั้งร้องไห้ มือปาดน้ำตาเหมือนเด็กๆ เพื่อนที่มาด้วยกันต้องยื่นผ้าเช็ดหน้าให้พิมรดาเช็ดน้ำตา หลังจากทำบุญเลี้ยงพระเสร็จ พิมรดาชวนเพื่อนไปให้อาหารปลาหลังวัด
“ฉันว่าแกไปบวชชีลบล้างความผิดให้รู้แล้วรู้รอดเลยดีไหม แกทำบุญทีไรแทนที่หน้าตาจะสดชื่น กลับเหมือนคนแบกทุกข์ของคนทั้งโลกไว้กับตัวเอง เห็นแล้วเซ็ง” ยุพาพรรณเพื่อนสนิทพิมรดาอดพูดไม่ได้ ก่อนโยนขนมปังให้ปลาสวายหลายร้อยตัวที่แย่งกันกินอาหาร
“ฉันรู้ว่าแกรู้สึกผิดที่ทำให้สองแม่ลูกตาย แต่แกก็ไม่ตั้งใจให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น สองปีที่แกทุกข์ทรมานใจ ทำบุญไม่เว้นวันเพื่อชดใช้ความผิดของตัวเอง ฉันก็ว่ามันมากแล้วนะ แกน่าจะให้อิสระกับตัวเอง ปล่อยเรื่องนั้นออกจากใจได้แล้ว” วิรัญญาเห็นเพื่อนเศร้าพลอยเศร้าตามไปด้วย
“ฉันลืมเรื่องวันนั้นไม่ได้ ถ้าฉันไม่ก้มลงไปเก็บมือถือ เรื่องร้ายคงไม่เกิดขึ้น คุณเดือนกับน้องลูกแก้วคงไม่ตาย และมีความสุขกับครอบครัว แล้วฉันก็ไม่สร้างความเจ็บปวดให้ครอบครัวคุณเดือนด้วย มันยากนะที่จะลืมได้ ฉันพยายามแล้ว แต่ทำไม่ได้” พูดไปน้ำตาไหลไป อุบัติเหตุคืนนั้นเสมือนฝังในสมอง แม้ไม่คิดถึงมัน ทว่าภาพความทรงจำแวบเข้ามาเนืองๆ ราวกับว่าตอกย้ำซ้ำๆ ไม่ให้เธอลืมอย่างไรอย่างนั้น “ที่สำคัญ สามีคุณเดือนแค้นฉันมาก เขาไม่ให้อภัยฉัน ฉันรู้สึกว่ามันเป็นบาปติดตัว บางทีฉันก็คิดว่า คำว่ายกโทษจากปากสามีคุณเดือน อาจปลดเปลื้องความทุกข์ ความรู้สึกผิดที่รัดใจฉันก็ได้”
พิมรดาก้มลงกราบแทบเท้าบิดามารดารัตน์ชนก พร้อมขอโทษกับอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งทั้งสองอโหสิกรรมให้ ทว่ามีเพียงคนเดียวที่ชักเท้าหนี ไม่ยอมให้เธอกราบขอโทษ และไม่ให้อภัย แถมยังสาบส่งให้พิมรดาตายตามลูกเมีย พิมรดาร้องไห้ เข้าใจความเสียใจของณคุณ ไม่ถือโทษโกรธนายหัวผู้สูญเสียไม่ว่าด้วยน้ำเสียง คำพูดและสายตา
ยุพาพรรณกับวิรัญญามองหน้ากัน เข้าใจความรู้สึกพิมรดาดี ไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ตัวต้นเหตุ เกี่ยวโยงถึงญาติผู้เสียชีวิตที่ต่างพากันเสียใจกับการจากไปโดยไม่ทันล่ำลา สองสาวเห็นความเสียใจนั้น เห็นคนหลายคนหลั่งน้ำตา โดยเฉพาะสามีผู้เสียชีวิต เขาร่ำไห้ปานขาดใจ อยากตายตามเมียและลูก ภาพนั้นยังติดตาติดใจไม่หาย แล้วเชื่อว่ามันตรึงในความทรงจำพิมรดา เป็นเหตุให้พิมรดาลืมความประมาทของตนไม่ได้
“ลืมไม่ได้ก็ไม่ต้องลืม ฉันขอแค่แกรักและห่วงตัวเองบ้างก็พอ แล้วขอให้มีผัวเร็วๆ ด้วย ไม่ใช่ทุกข์จนขึ้นคานล่ะ” ยุพาพรรณเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากให้พิมรดาเศร้า
อย่างที่รู้กันว่าพิมรดามีคนรักและขอแต่งงาน แต่หลังจากคืนนั้น พิมรดาบอกเลิกณัฐกิตต์ ให้เหตุผลว่า การจากไปของสองแม่ลูก ทำให้เธอรู้สึกติดอยู่ในกรงบาป ราวกับว่าความสุขในชีวิตถูกปลิดออกจากใจ ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้นหากใจยังไม่ละทิ้งความรู้สึกนั้น แน่นอนว่าณัฐกิตต์ไม่ยอม เขาบอกว่ารอได้ รอให้เธอมีพลังกายและใจ ทว่าพิมรดาตัดสินใจเด็ดขาด เลิกคือเลิก เพราะเกรงว่าหากแต่งงานกับณัฐกิตต์ ความผิดค้างคาในใจอาจทำให้ชีวิตคู่พัง เลิกเพื่อให้เขาพบเจอกับผู้หญิงที่พร้อมเป็นภรรยาและแม่ของลูก ซึ่งเวลานี้ เขาได้พบเจอผู้หญิงคนนั้นแล้ว
“อวยพรคนอื่น อย่างกับแกจะชิ่งมีผัว ฉันว่าห้อยตัวอยู่บนคานมากกว่า” วิรัญญาสวนเพื่อน
“แหม แกก็เหมือนกันนั่นแหละ เลือกมากอยู่ได้ คนนั้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ไม่ใช่ อย่างกับว่าผู้ชายสมบูรณ์แบบมันมีเป็นล้านคนไปได้ คนเราน่ะมันมีดีและไม่ดีปะปนกันไปทั้งนั้น ห้อยตัวบนคานไปกับฉันสองคนนี่แหละ ไม่มีผู้ชายเราก็อยู่ได้” ยุพาพรรณเอาเรื่องจริงมาพูด
“อยู่เป็นคานก็ดีนะ เพราะฉันก็ไม่คิดมีแฟน ไม่คิดมีผัว ตราบใดที่ฉันปลดปล่อยความรู้สึกผิดไม่ได้ ฉันคงใช้ชีวิตไม่ได้เต็มที่”
พิมรดาพูดขณะโยนขนมปังลงไปในน้ำ มองดูปลาสวายแย่งอาหารกัน อาหารที่เปรียบเสมือนความสุข เป็นความสุขที่ได้กินอาหาร เพื่อให้มันอิ่มท้อง
พิมรดามีพร้อมทุกอย่าง แต่กลับไม่มีความสุข เพราะเธอตรึงตัวเองอยู่ในความทุกข์ ไม่ก้าวเท้าออกมาจากความเจ็บปวดนั้นเสียที ไม่ต่างกับโบกปูนทับอย่างไรอย่างนั้น
สามสาวเดินกลับมาที่รถตู้ของพิมรดา ที่นับตั้งแต่วันนั้นเธอไม่เคยนั่งอยู่หลังพวงมาลัยอีกเลย หวาดกลัว กังวลและประหม่า กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาอีกครั้ง น้าบุญจึงทำหน้าที่พลขับให้เจ้านายสาวเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
สายตาคมกริบอัดแน่นไปด้วยความแค้น ความโกรธและความเจ็บปวด มองไปยังพิมรดาที่กำลังก้าวขึ้นรถอย่างมาดร้าย เขาไม่เคยลืมเรื่องเลวร้ายในคืนนั้น และไม่เคยลืมตัวต้นเหตุที่ทำให้ลูกเมียสุดที่รักจากโลกนี้ไปด้วย
“อย่าคิดว่าบุญจะล้างบาปได้ กฎหมายทำอะไรเธอไม่ได้ ฉันนี่แหละจะลงโทษเธอเอง ให้สาสมกับเรื่องที่เธอทำไว้กับฉัน” ณคุณกำพวงมาลัยแน่น สายตาวาวโรจน์มองพิมรดาอย่างกินเลือดกินเนื้อ อยากฉีกร่างเธอออกมาเป็นชิ้นๆ ให้หายคับแค้นใจ
ทว่าหากณคุณฆ่าพิมรดาให้ตายตกตามเมียและลูกสุดที่รัก มันดูง่ายไปหน่อย คำว่าตกนรกทั้งเป็นต่างหากที่พิมรดาควรได้รับ จะได้อิ่มไปกับความรู้สึกนั้น เหมือนเขาทุกวันนี้ ความเสียใจ เจ็บปวด ทนทุกข์ทรมานไม่หลุดไปจากจิตใจสักวัน กลับมีความคิดถึงบุคคลอันเป็นที่รักเพิ่มขึ้นทุกขณะจิต ความรู้สึกดังกล่าวจึงอยู่ที่เดิม
พิมรดาต้องรับผิดชอบทุกความรู้สึกในใจณคุณ...ในแบบฉบับนายหัวสุดเถื่อน
อีกไม่นานพิมรดา...อีกไม่นาน
สามวันต่อมา
“พรุ่งนี้พ่อจะไประยอง พิมไปกับพ่อไหมลูก ไปเที่ยวบ้าง เปิดหูเปิดตา” บรรพตถามลูกสาวขณะกินมื้อเย็น
“ไปด้วยกันนะพิม บ้านพักที่น้าจองไว้สวยมากเลย อยู่ริมทะเล มีสระว่ายน้ำส่วนตัวด้วยนะ มีครอบครัวน้าศรีกับป้าพรไปด้วย ไปกันหลายๆ คนสนุกดี ตอนเย็นก็ทำบาร์บีคิวกันหรือไม่ก็ปิ้งย่าง” พรแก้ว แม่เลี้ยงพิมรดาที่ดีกับลูกเลี้ยงทั้งต่อหน้าและลับหลัง กล่าวชวนด้วยอีกคน
“ไปนะพี่พิม ไปเที่ยวกัน เราสองคนจะได้ดำน้ำด้วยกันไง ไม่ได้ดำมาสองปีกว่าแล้ว” พิมรพีน้องสาวต่างมารดาชวนอีกคน “นะพี่พิม ไปด้วยกันนะ”
“พิมอยากอยู่บ้านค่ะ” ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรพตกชวนพิมรดาไปเที่ยว เขาชวนทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ทว่าลูกสาวคนโตปฎิเสธทุกครั้ง “พิมกลัวว่า จะทำให้ทุกคนหมดสนุก พิมอยู่บ้านดีแล้วค่ะ”
ทุกคนที่กล่าวชวนพิมรดารู้เหตุผล ทว่าทั้งสามอยากให้เธอปล่อยวาง เพราะเรื่องนั้นผ่านมานานสองปีแล้ว เรื่องคดีความก็จบลงด้วยดี มันเป็นอุบัติเหตุอย่างแท้จริง
“ถ้าพิมอยากอยู่บ้านพ่อก็ไม่บังคับ พิมพร้อมเมื่อไหร่ค่อยไปกับพ่อนะลูก” บรรพตรักลูกเท่ากัน แม้ว่าเกิดกับภรรยาคนละคน “กินต้มยำกุ้งนะลูก น้าแก้วทำให้พิมกินโดยเฉพาะ”
ก่อนตักกุ้งและน้ำต้มยำใส่ถ้วยแบ่ง วางลงใกล้จานข้าวลูกสาวคนโต
“ผัดคะน้าหมูกรอบด้วยค่ะ อร่อยมากๆ เลย ตอนคุณแม่ทำ รพีชิมไปตั้งหลายช้อน” พิมรพีตักอาหารดังกล่าวใส่จานข้าวพิมรดาอย่างเอาใจ พิมรดายิ้มตักอาหารใส่ปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
ในความทุกข์เกาะกินจิตใจ พิมรดามีครอบครัวที่รักและเอาใจใส่ บางครั้งบางเวลาความรู้สึกติดค้างในใจปัดเป่าออกไปชั่วขณะ
“พรุ่งนี้บุญจะขับรถให้พ่อนะ เพราะบุญขับรถไปไกลๆ คล่องกว่าบัญชา”
ปกติบัญชาขับรถให้บรรพตและพรแก้วที่เก่งขับรถในกรุงเทพ ปริมณฑลมากกว่า หากไปต่างจังหวัดจะเรียกใช้งานบุญ
“ค่ะคุณพ่อ” พิมรดาไม่ขัดข้องเรื่องนี้ “ว่าแต่คุณพ่อจะไปกี่วันคะ”
“สามคืนสี่วันน่ะลูก ถ้าอยากได้อะไรโทรบอกพ่อนะ หรือถ้าเปลี่ยนใจก็บอก”
“ค่ะคุณพ่อ” การสนทนาเรื่องไปเที่ยวหยุดลงแค่นี้ เพราะพูดไปก็ไม่อาจเปลี่ยนใจพิมรดาได้ บรรพต พรแก้วและพิมรพีหวังว่า สักวันหนึ่งจะได้พิมรดาคนเดิมกลับมา
น้ำเมาคือสิ่งเดียวที่เยียวยาจิตใจชอกช้ำของคนเสียลูกเสียเมีย ไม่มีวันไหนที่ณคุณไม่เสียใจ คล้ายกับว่ามันฝังลึกแน่นหนาอยู่ในใจ ยิ่งวันนี้เป็นวันครบรอบสองปีกับการจากไปของลูกเมีย ณคุณยิ่งเศร้าหนักมากขึ้น เพราะมันควรเป็นวันที่เขามีความสุข เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันเกิดของชนกนันท์ แก้วตาดวงใจของเขา
แทนที่วันนี้จะได้เห็นลูกสาวเป่าเค้ก เห็นรอยยิ้ม และได้ยินเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว เขากลับทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้าของวันเกิด เป็นความเศร้าที่ยากเกินบรรยาย เขาพูดไม่ออก เจ็บแล้วเจ็บอีก ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด ความแค้นเคืองจึงปักหลักในหัวใจอยู่เช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน
ย้อนกลับไปคืนนั้น ณคุณจัดงานวันคล้ายวันเกิดให้ลูกสาวในบ้านพ่อตาแม่ยายย่านลาดพร้าว เดิมทีตั้งใจให้สองแม่ลูกนอนค้างที่นั่นเพราะเห็นว่าดึกมากแล้ว และอีกเหตุผลหนึ่งคือ เขาต้องขับรถไปส่งบิดามารดาที่บ้านย่านประตูน้ำ เนื่องจากคนขับรถเกิดท้องเสีย อ่อนเพลียเกินกว่าจะขับรถได้ ทว่ารัตน์ชนกยืนกรานจะกลับบ้าน เหตุผลคือมีการเดินทางไปภูเก็ตในช่วงเช้า หากค้างบ้านหลังนี้จะต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อไปบ้านย่านประชาชื่น สู้กลับตอนนี้ดีกว่า ณคุณไม่ขัดใจเมียรัก จึงให้สมชายทำหน้าที่ขับรถพารัตน์ชนกกับชนกนันท์กลับบ้าน หากเขาไม่ตามใจ บังคับให้นอนบ้านพ่อตาแม่ยาย เรื่องร้ายคงไม่เกิดขึ้น
“พี่คิดถึงเดือนเหลือเกิน คิดถึงลูกแก้วด้วย คิดถึงจนใจแทบขาด...ฮือ” ณคุณร้องไห้ น้ำตาไหลอาบแก้ม ขณะนั่งมองภาพถ่ายครอบครัว ตอนอยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก มือใหญ่สั่นเทาลูบไปบนภาพถ่ายใบนั้น ลูบทั้งน้ำตา น้ำตาแห่งความคิดถึงจับขั้วหัวใจ น้ำตาแห่งความเสียใจที่พลั่งพลูตามความรู้สึก ก่อนนำภาพนั้นมาแนบตรงหัวใจ แล้วร้องไห้เช่นเดิม “ทำไม...ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไม...ฮือ”
ณคุณยังระบายความเสียใจไม่ผ่อนพัก เขาร้องไห้หนักมาก ร้องไห้อย่างไม่กลัวน้ำตาจะหมด หัวใจเขาสลายเป็นผุยผง จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากตายตามลูกเมียสุดที่รัก ทว่าเขายั้งความคิดได้ทัน เพราะต้องการดูผลสรุปของคดี
พิมรดารอดจากการติดคุก แม้ว่าพิมรดารับผิดทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากคำให้การกับหลักฐานในรถสอดคล้องกัน รองเท้าส้นสูงอยู่ใต้เบรก ทำให้เบรกไม่สามารถหยุดรถได้ตามตั้งใจ โทษที่ได้รับคือ ชดเชยค่าเสียหายให้กับญาติผู้เสียชีวิตรวมเป็นเงิน ห้าล้านสามแสนบาท และให้ผู้บาดเจ็บหนึ่งล้านบาท ความที่พิมรดาไม่เคยทำผิดมาก่อน ศาลเมตตาให้รอลงอาญาสองปี
แน่นอนว่าณคุณไม่พอใจกับคำตัดสิน ทว่าเขาไม่อุทรณ์ปล่อยให้เรื่องนี้จบลงตามนั้น แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำอะไร เขาปล่อยให้เวลาผ่านไปจนคนคิดว่า ณคุณปล่อยวางเรื่องนี้จริง อดทนรอด้วยใจร้าวราน อดทนอย่างใจเย็น รอเวลาปิดบัญชีพิมรดา
“เธอจะต้องได้รับโทษที่พรากเดือนกับลูกแก้วไปจากฉัน เธอจะต้องตายทั้งเป็น ต้องเจ็บปวดทรมานมากกว่าฉัน”
ความเสียใจก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น มือข้างหนึ่งจับกรอบรูปไว้ มืออีกข้างกำแน่น นัยน์ตาเขาน่ากลัวมาก ราวกับมีกองไฟกองเล็กๆ สุมอยู่นับพัน วาวโรจน์อย่างน่ากลัว เป็นความแค้นที่ยากดับได้ มันจะสลายก็ต่อเมื่อ แผนเขาสำเร็จดั่งหวัง