จันทบุรี
สวนไพรวัลย์
บ้านสวนไพรวัลย์เป็นที่ของไพรวัลย์และทองม้วนปู่และย่าของเกวรินทร์ซึ่งหลังจากที่ไพรวัลย์เสียเมื่อหลายสิบปีก่อนมาลีและพนาก็มาบริหารต่อเรื่อยมาสวนนี้มีอาณาเขตกว้างขวางมีทั้งสวนเงาะลำใยทุเรียนและทุกคนก็อาศัยกันอยู่ในสวนนี้ด้วย
บ้านที่พนามาลีและทองม้วนอาศัยอยู่เป็นบ้านเรือนไทยโบราณที่ปลูกตั้งแต่สมัยไพรวัลย์และมาลีพึ่งแต่งงานกันใหม่ๆจวบจนถึงตอนนี้ก็หลายสิบปีแล้ว
บ้านหลังนี้เป็นบ้านเรือนไทยหลังค่อนข้างใหญ่โตเมื่อก่อนเป็นใต้ถุนโล่งแต่พอทองม้วนแก่ตัวเข้าพนาก็ต่อเติมห้องหับที่ชั้นล่างแถบหลังบ้านเพื่อที่ทองม้วนจะได้ไม่ต้องขึ้นลงบันไดให้ลำบาก
ส่วนพนาและมาลีเองก็ย้ายมานอนกันข้างล่างเช่นกันเพราะสะดวกกว่าอยู่ข้างบนมากตอนนี้ห้องนอนชั้นบนเห็นจะมีแค่ห้องของเกวรินทร์เท่านั้น
"ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย"
เสียงบ่นพึงพำของเกวรินทร์หญิงสาวหน้าสวยวัย21ย่าง22ปีเธอพึ่งเรียนจบบริหารหมาดๆจากมหาลัยในกรุงเทพมหานคร
หญิงสาวเป็นคนผอมแห้งสูง160 ผิวสีน้ำผึ้งใบหน้ากลมแก้มป่องผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกยาวถึงกลางหลังคิ้วบางได้รูปตากลมหางตาเฉี่ยวเหมือนลูกแมวจมูกโด่งเป็นสันริมฝีปากบางเป็นกระจับ
ตอนนี้หญิงสาวได้กลับมาอยู่ที่บ้านสวนก่อนจะเดินทางไปทำงานที่อเมริกาเพราะมีข้อผูกมัดกับคนๆนึงไว้ว่าเธอจะต้องไปทำงานใช้หนี้ในเรื่องที่เธอก่อเอาไว้ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปีหนึ่ง
ที่เธอกำลังนั่งกอดเข่าสีหน้าเคร่งเครียดพึมพำอยู่ในมุมห้องนอนก็เพราะไม่กี่วันก่อนจวบจนถึงวันนี้เธอก็เจอเรื่องเจ็บตัวไม่เว้นแต่ละวันเช่นวันนี้เมื่อช่วงบ่ายเธอก็ดันตกต้นมะม่วงเจ็บจุกเสียจนหลังแอ้หลังแอ่นเมื่อวานเดินในสวนอยู่ดีๆงูก็เกือบฉกดีที่พ่อเธอเห็นแล้วร้องเตือนก่อนไม่อย่างนั้นคงไปนอนแอ้งแม้งอยู่โรงพยาบาลไปแล้ว
ก๊อกๆๆ
"เกว..ทำไมไม่ลงไปกินข้าวลูก"
มาลีหญิงร่างเล็กวัยกลางคนแม่ของเกวรินทร์เดินขึ้นมาเคาะประตูห้องลูกสาวตนเพื่อเรียกไปทานข้าวเพราะตอนนี้ทั้งสามีและแม่สามีเธอได้รออยู่ที่แคร่ไม้ใต้ถุนบ้านนานแล้ว
"หนูไม่ค่อยหิวจ่ะแม่"
สาวเจ้าเปิดประตูมาคุยกับคนเป็นแม่หน้ามุ่ย
"ไม่หิวก็ต้องไปกินเดี๋ยวปวดทงปวดท้องขึ้นมาอีก..ไปเร็วย่าเราเค้ารออยู่"
มาลีรีบดึงมือลูกสาวเจ้าตัวให้เดินตามลงไปข่างล่างแต่โดยดีเพราะหากเธอพาลูกเธอลงไปไม่ได้ตอนนี้มีหวังแม่สามีเธอคงขึ้นมาตามอีกรอบเป็นแน่
"มาๆอีหนูย่าทำต้มกระดูกหมูของโปรดเราไว้ด้วยกินเยอะๆ"
ทองม้วนหญิงชราผมขาวสีนิลวัยเกือบ80ปีแต่ยังคงดูแข็งแรงเพราะชอบที่จะเข้าไร่เข้าสวนทุกวันเห็นหลานสาวเดินลงมาได้ก็เรียกให้มาทานข้าวอย่างรวดเร็ว
"จ่ะย่า"
"เป็นอะไรหน้าบูดหน้าบึ้ง"
ทองม้วนถลกผ้าซิ่นนั่งชันเข่าเอ่ยถามหลานสาวคนเดียวด้วยสีหน้ากังวล
"ก็หนูเจอแต่เรื่องเจ็บตัวไม่รู้เป็นอะไรนักหนา"
สาวเจ้านั่งข้างคนเป็นย่าลงได้ก็บ่นอู้อี้หน้ามุ่ย
"เอ่อ.. นั่นสิเมื่อวานเห็นพ่อเราว่าจะถูกงูฉกวันนี้ก็ตกต้นไม้เสียอีก"
ทองม้วนเห็นทีหลานเธอช่วงนี้ก็จะมีแต่เรื่องจริงๆ
"ช่วงนี้ซวยเป็นพิเศษเลย"
"เอ่อ...เราเคยไปบนบานที่ไหนแล้วลืมแก้หรือเปล่าอีหนู"
ทองม้วนเอ่ยถามหลานสาวเธอขึ้นอีกรอบคนโบราณอย่างเธอเห็นจะนึกถึงเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆเมื่อเกิดเหตุไม่ดีขึ้นกับคนในครอบครัว
"อ๋อ...คือ..อึก"
เกวรินทร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าเธอนั้นเคยบนอะไรแต่ในใจก็คิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวก่อนจะอ้าปากบอกกับย่าตนแต่จู่ๆเสียงเธอก็หายไปเสียอย่างนั้นทั้งที่เมื่อึรู่ก็ยังพูดได้ดีๆ
"เกว..เป็นอะไรลูก"
มาลีพนาและทองม้วนต่างก็ตกใจกับอาการของเกวรินทร์สาวเจ้าที่ไม่มีเสียงก็ได้แต่ส่ายหัวสีหน้าของเธอตื่นตระหนกจนเริ่มมีน้ำตา
"แม่ว่าท่าจะไม่ดีแล้วล่ะมาลีเอ้ย...พาอีหนูไปหาหลวงตาแม้นให้ท่านช่วยดีกว่า"
ทองม้วนเชื่อว่าที่หลานเธอเป็นแบบนี้คงเพราะสิ่งเร้นลับเป็นแน่ข้าวเย็นวันนี้จึงยังไม่ได้ลงมือทานก็รีบพาเกวรินทร์ไปที่วัดเพื่อไปหาพระที่พวกเธอนับถือให้ช่วยเหลือ
วัดxx
มาลีและทองม้วนพาเกวรินทร์มาวัดที่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไรนักเมื่อมาถึงก็รีบพึ่งไปที่กุฏิหลวงตาแม้นหลวงตาที่มีเมตตาสูงและช่วยเหลือคนมามาก
หลังจากที่พนาตามหลวงตาออกมาจากกุฏิให้ออกมาดูลูกสาวตนได้หลวงตาก็นั่งมองเกวรินทร์อยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมาเสียงอ่อนตัวท่านเองไม่สามารถแก้ไขอะไรให้ได้เพราะตัวเกวรินทร์เป็นคนผูกยังไงก็ต้องเป็นคนแก้ตอนนี้ตัวท่านทำได้แค่แนะแนวทางเท่านั้น
"อืม..รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับท่านเดี๋ยวก็หาย"
เกวรินทร์นั่งน้ำตาไหลเพราะที่เธอเป็นแบบนี้คงเป็นเพราะคำที่เธอบนบานเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน
"หมายความว่ายังไงคะ"
มาลีมองลูกสาวตนอย่างไม่ค่อยเข้าใจก่อนจะเงยหน้าถามหลวงตาด้วยน้ำเสียงร้อนใจ
"ลูกโยมไปบนบานไว้ผลสำเร็จขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้แก้บน"
"ฉันว่าแล้วเชียว...เราไปบนอะไรไว้ล่ะอีหนู"
สิ้นเสียงหลวงตาแม้นทองม้วนก็ตบเข่าฉาดเพราะเธอนั้นคิดไม่ผิดว่าสิ่งที่หลานเธอเป็นก็เป็นเพราะเรื่องเล้นลับหลังจากนี้ก็แค่ให้หลานสาวเธอแก้บนเสียก็จบเรื่อง
"แล้วเราบนอะไรไว้จะได้แก้"
มาลีเอ่ยถามลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ
"เขียนให้แม่กับย่าเรารับรู้นะโยม"
หลวงตาแม้นยื่นปากกากับกระดาษวางให้เกวรินทร์ได้หยิบ เกวรินทร์นั่งหน้าซีดเรื่องที่เธอต้องแก้บนหากทุกคนรู้คงช็อกกันแน่นอน
"เขียนสิลูกแม่จะได้รู้..จะได้ช่วยกันจัดการ"
มาลีรีบเค้นคนเป็นลูกสาวที่ยังนั่งนิ่งให้เขียนคำที่เคยบนบานขึ้นมาโดยเร็ว
เหตุการณ์ครั้งนั้น
วัดxxx
วันนี้สองสาวเข้ามาในวัดแห่งหนึ่งซึ่งมีรูปปั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักคือรูปปั้นกามเทพเชื่อกันว่าหากใครอยากมีคู่หรือตามให้คนที่เรารักกลับมามาขอที่นี่สำเร็จทุกราย
วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้ายก่อนจะปิดเทอมสองสาวจึงมาที่วัดเพื่อบนบานเพราะยังมีความเชื่อว่าเพื่อนตัวเองจะกลับมา
"หวังว่าเอยจะกลับมาโดยเร็ววันนะเจ้าคะ"
สองสาวยกมือสาธุท่วมหัวหลังจากบนบานเสร็จแต่ก็ยังไม่มีใครปริปากบอกกันว่าจะแก้ด้วยอะไร
และสิ่งที่เกวรินทร์ได้บนไว้ก็คือหลังจากที่เธอเจอเพื่อนรักเธอแล้ววันรุ่งขึ้นต่อมาหากเธอเจอผู้ชายคนไหนคนแรกเธอจะแต่งงานและมีลูกกับเขา
ปัจจุบัน
19.00 น.
เมื่อกลับมาบ้านได้ตอนนี้ทุกคนก็นั่งหน้าเคร่งเครียดเพราะคำบนบานของเกวรินทร์เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตทั้งชีวิตของหญิงสาว
เมื่อเจอเจ้าเอยแล้วเช้าวันต่อมาหากเจอผู้ชายคนไหนเป็นคนแรกจะแต่งงานกับเค้า
พนาชายร่างสูงท้วมพ่อของเกวรินทร์อ่านจบก็กุมขมับหนึบ
"ทำไมเราบนอะไรพิลึกพิเลนอย่างนี้ล่ะเจ้าเกว"
"พิเลนเหมือนพ่อนั่นแหละ"
มาลีเห็นทีนิสัยพิลึกพิเลนของลูกสาวเธอเห็นจะมาจากสามีเธอทั้งนั้น
"อ้าว...เรื่องไม่ดีรีบยกให้พ่อเลยนะ"
"เฮ้อ...เราสองคนจะเถียงกันทำไมเตรียมงานแต่งให้อีหนูมันดีกว่า...แล้วก็เรียกผู้ชายคนนั้นมาแต่งๆจะได้จบๆไป"
ทองม้วนแม้นจะหวงหลานสาวเธอก็จริงแต่ก็เชื่อในสิ่งลี้ลับยังไงก็ต้องยอมให้หลานสาวของเธอแต่งงานกับคนที่เธอเองก็ยังไม่รู้จักและเชื่อว่ามาลีกับพนาก็ต้องยอมเช่นกันเพราะไม่อยากให้ลูกสาวตนเป็นอะไรไปถึงแก่ชีวิต
เกวรินทร์ยังคงนั่งหน้าเศร้าไม่หายนี่แค่เธอเขียนบอกทุกคนว่าจะต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ใช่แฟนหากเขียนด้วยว่าเธอจะต้องมีลูกไม่รู้ว่าทุกคนจะช็อกขนาดไหนตอนนี้เธอคิดว่าคงยังไม่บอกเรื่องนี้กับใครรอให้ปัญหาแรกคือการจะต้องแต่งงานผ่านไปก่อนจะดีกว่า
"เอ่อ..แล้ว..ผู้ชายคนนั้นเป็นใครล่ะอีหนู"
ทองม้วนหันมาถามหลานสาวเธอให้หายสงสัยเพราะรู้อยู่แล้วว่าหลานเธอต้องรู้อยู่แก่ใจ
"เจ้านายที่หนูจะไปทำงานด้วยจ่ะย่า"
มือน้อยค่อยๆเขียนลงกระดาษบอกทุกคนสีหน้าของเธอห่อเหี่ยวหมดอาลัยตายอยากอย่างเห็นได้ชัด
"เฮ้อ...นี่ถ้าเราไม่เป็นแบบนี้พ่อไม่ยอมจริงๆด้วย"
พนานั่งส่ายหัวอย่างอึดอัดหัวใจหากลูกสาวเขาไม่เป็นหนักขนาดจนพูดไม่ได้เขาไม่ยอมให้เกวรินทร์แต่งงานกับใครโดยที่เขาไม่รู้จักมาก่อนแน่
"แล้วนี่จะคุยกับเค้ายังไงล่ะเค้าพูดไทยได้ใช่หรือเปล่า"
"ได้จ่ะพ่อ"
"..เอาเบอเจ้านายเรามาเดี๋ยวพ่อโทรคุยเอง"
พนารู้ว่าเจ้านายลูกสาวตนที่เป็นต่างชาติพูดไทยได้จึงอยากจะเจรจากับอีกฝ่ายเอง
"แล้วเค้ามีลูกมีเมียหรือเปล่า..."
มาลีลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิทมัวแต่อยากให้ลูกตัวเองหายไวๆเพราะถ้าหากผู้ชายคนนั้นมีลูกมีเมียแล้วคงเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจน่าดู
"ไม่มีจ่ะแม่...เดี๋ยวหนูติดต่อบอกเรื่องนี้กับเค้าเองจ่ะพ่อ"
เกวรินทร์รีบส่ายหัวก่อนจะรีบเขียนบอกพ่อกับแม่ตนว่าเธอจะติดต่อกับเจ้านายเธอเอง
"งั้นก็ให้มันเร็วๆล่ะปล่อยไปแบบนี้จะไม่ดีกับตัวเรา"
พนาเห็นว่าลูกสาวตนจะจัดการเองก็ไม่ขัดอะไรเพียงแค่อยากให้อีกฝ่ายรับรู้โดยไวเพราะหากปล่อยเวลาผ่านไปไม่รู้ว่าลูกเขาจะเจออะไรบ้าง
20.30น.
ค่ำคืนนี้ในบ้านสวนเงียบเชียบไม่มีเสียงผู้คนเสียงหรีดหริ่งเรไรที่เคยร้องอยู่ทุกคืนก็เงียบสนิทจนผิดปกติจนเกวลินที่นอนอยู่ในห้องถึงกับรู้สึกวังเวงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่เธอก็พยายามสลัดความรู้สึกผิดปกติออกจากหัวสมองและทำการพยายามนั่งแหกปากเปล่งเสียงให้ออกมาให้ได้นานสองนานที่เธอนั่งพยายามอยู่แบบนั้นแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลสำเร็จเลยสักนิดเธอจึงได้แต่นั่งหน้ามุ่ยรู้สึกหดหู่หัวใจพอสมควร
RrrrrRrrrrr
จากที่นั่งหน้ามุ่ยคราแรกตอนนี้หน้ายิ่งยับหนักกว่าคราแรกด้วยสายที่โทรเข้ามาเป็นสายของนิโคลัสคนที่ทำให้เธอกังวลใจอยู่ในตอนนี้
หากจะกดรับก็ทำไม่ได้เพราะเธอก็ไม่มีเสียงพูดจึงจำใจกดตัดสายอีกฝ่ายไปแต่ดูเหมือนคนที่โทรมาจะไม่ยอมง่ายๆกลับโทรจิกเธอไม่ลดละ
ติ๊ดๆ
เสียงข้อความในมือถือของเกวรินทร์ดังขึ้นหลังจากนิโคลัสโทรหาเธอหลายสายแล้วเธอกดตัดสาย
"เธอจะกลับมากรุงเทพเมื่อไรถ้าเธอไม่มาหาฉันภายในวันนี้พรุ่งนี้ฉันไปตามเธอถึงบ้านแน่"
เกวรินทร์ไม่ได้ตอบอะไรกลับหากเขามาที่นี่ก็ดีเธอจะได้ทำอะไรให้มันจบๆไปแต่เดาได้เลยว่าตอนนี้นิโคลัสคงหัวเสียเพราะเธอไม่น้อย
เธอไม่รู้ว่าหากนิโคลัสได้รับคำร้องขอของเธอเขาจะว่าอย่างไรแต่ยังไงเธอก็จะทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้เพราะเธออยากหายจากไอ้อาการบ้าๆนี่ใจจะขาดแม้นเธอจะเคยคิดว่าการแต่งงานต้องแต่งกับคนที่เธอรักแต่ตอนนี้คงต้องทิ้งความคิดเรื่องนี้ไปก่อนต้องเอาชีวิตเธอให้รอดพ้นจากผลการบนบานนี้ไปให้ได้ก่อน
วันต่อมา
"อ้าวพี่ฑิตสงค์มาแต่เช้าเลย"
มาลีเดินออกมาต้อนรับประสงค์เพื่อนของสามีเธอที่อยู่ห่างจากสวนไพรวัลย์ไม่ไกลนักไม่รู้ว่าวันนี้ประสงค์มีธุระอะไรจึงมาหาแต่เช้าโดยที่ไม่ได้โทรบอกกันก่อน
"ฉันว่าจะให้ฑิตพนไปดูรถไถให้หน่อยไม่รู้เป็นอะไรติดๆดับๆ...อ่อ..เพื่อนไอ้เกวมาเที่ยวบ้านงั้นเรอะฉันเห็นเดินตามไอ้เกวเข้าป่าทุเรียนเป็นพรวนเลย"
ประสงค์มองตามหลังเกวรินทร์ที่เดินเข้าสวนอยู่ไกลๆก็เอ่ยถามมาลีเพราะไม่ค่อยคุ้นกับคนที่เดินตามเกวรินทร์เท่าไรนัก
"อ๋อ..จ่ะ.. เดี๋ยวฉันไปเรียกพี่ฑิตมาให้นะจ้ะ"
หญิงร่างบางวัยกลางคนหน้าซีดเผือดขนลุกซู่เธอเห็นเพียงแค่ลูกสาวเธอเดินเข้าสวนทุเรียนหลังบ้านคนเดียวดูท่าที่ประสงค์เห็นคงจะไม่ใช่คนเสียแล้วแต่ก็พยักหน้ารับเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายตระหนกและรีบเดินกลับเข้าไปเคาะประตูห้องเรียกพนาสามีเธอให้ออกมาหาประสงค์ทันที
ครู่ต่อมา
ตอนนี้พนาได้ออกไปกับประสงค์แล้วเรื่องที่ประสงค์เห็นเธอไม่ได้เล่าอะไรให้พนาสามีเธอฟังเพราะยังไม่มีโอกาสตอนนี้ก็ได้แต่ปรึกษากับทองม้วนแม่สามีเธอไปก่อนว่าจะเอาอย่างไรดียิ่งนับวันลูกสาวเธอจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวอยู่เรื่อยๆ
"แม่ฉันว่าชักไม่ดีแล้วนะ"
มาลีนั่งกุมบีบมือแม่สามีเธอแน่นสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไรนัก
"อืม..คงต้องรีบแล้วล่ะ"
หญิงชรานั่งชันเข่าหน้านิ่วคิ้วขมวดเห็นท่าจะต้องเร่งให้อะไรๆมันเร็วขึ้นเสียแล้วเพราะดูท่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หลานสาวเธอไปให้คำสัจเอาไว้คงจะแรงพอสมควร
“ใกล้ถึงหรือยัง”
เสียงทุ้มราบเรียบของนิโคลัสหนุ่มใหญ่ที่นั่งอยู่บนรถตู้คันหรูเอ่ยถามคนสนิททั้งสองที่นั่งขับรถอยู่ด้านหน้าสีหน้าของเรียบเฉยแต่ภายในใจค่อนข้างร้อนรุ่มเนื่องด้วยมีน้ำโหกับหญิงสาวลูกหนี้ของเขาพอสมควรเพราะที่เขาต้องดั้นด้นมาถึงที่นี่ก็เพราะกลัวว่าลูกหนี้ของเขาจะเล่นตุกติกอะไรอีกด้วยให้เวลามาพักผ่อนที่บ้านหลายวันแล้วแต่สาวเจ้าก็ไม่ยักจะติดต่อกลับหรือคิดจะกลับไปที่กรุงเทพเสียที