ตอน 1

เกือบหกโมงเย็นของซูริก สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) พระอาทิตย์ยังลอยเด่นอยู่บนฟ้า แสงของวันยังไม่ลับหายไป ทว่าเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาทำให้ขาเล็กๆ ของหญิงสาวหยุดชะงัก เธอยกนาฬิกาข้อมือดูเวลา

“ยังทัน” เธอรำพึงกับตัวเองเบาๆ

หญิงสาวหมุนปลายรองเท้าบูทหรับคุณผู้หญิงดีไซน์เรียบหรูกลับ รองเท้าคู่ใจของเธอสำหรับฤดูใบไม่ร่วงที่อากาศเย็นสบาย

ปลีน่องขาวของเธอถูกคลุมด้วยริ้วหนังสาน เพิ่มความเก๋หวานสำหรับออกงานด้วยโบว์เล็กๆ ด้านหน้าให้เหมาะสำหรับสวมใส่ได้หลายโอกาส แม้จะอยู่ในลุกซ์สาวเปรี้ยวหรือสาวหวาน หรือแม้กระทั้งใส่ออกงานเหมือนอย่างแพรนรียามนี้

หญิงสาวในชุดเดรสสั้นคอปาดเฉียงไหล่ตัวต่อผ้าชีฟองจับพลีต ตัวนี้ดูเป็นสาวเปรี้ยวเก๋ มั่นใจในตัวเอง ช่วงไหล่เอวมีซิปประดับด้านข้าง มีลูกเล่นตัดต่อผ้าชีฟองจับพลีตที่ด้านหลังตั้งแต่เอวยาวลงมาเลยกระโปรงด้านในเล็กน้อยให้ดูเป็นสาวเปรี้ยวเซ็กซี่

อุณหภูมิสิบกว่าองศาต้นๆ เหมาะที่จะมาจูงมือคู่รักเดินทอดน่องเลียบทะเลสาบซูริกที่ทอดยาวมากกว่าจะรีบก้าวเดินฉับๆอย่างเร่งรีบเหมือนอย่างเธอ

เบื้องหน้าเป็นทะเลสาบแสนสวยที่สามารถยืนชมวิวเทือกเขาแอลป์ ในวันที่ฟ้าโปร่งจะมองเห็นยอดเขาน้ำแข็งจากสะพานในเมืองซูริก สวยงามมากๆ เราขึ้นไปชั้นบน เพื่อมองวิวสวยๆมุมกว้าง

หญิงสาวเดินผ่านคู่บ่าวสาวที่ถ่ายเวดดิ้งข้างๆ ศาลาริมน้ำฉลุลายสีขาว เธออดที่จะหยุดมองอย่างชื่นชมไม่ได้ การได้สวมชุดเจ้าสาวคือความฝันสูงสุดของผู้หญิงทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งเธอ

แพรนรีมีคู่หมั้นที่เดินทางมาเรียนด้วยกัน ทั้งเธอและเขาได้รับทุนจากรัฐบาลมาเรียนด้านเศรษฐศาตร์การเงินของมหาวิทยาลัยชื่อดังของที่นี่ มีเพื่อนสาวของเธออีกคนแต่ใช้ทุนตัวเอง แพรนรีพักอยู่กับเพื่อนสาวในขณะที่แฟนหนุ่มพักอยู่กับรูมเมทชาวสวิสที่อยู่ห่างจากตึกที่เธอพักไปสองบล็อก

ปลายเท้าเล็กมาหยุดอยู่ที่หน้าตึกที่พักกับอาการหอบน้อยๆ ที่เกิดจากความเร่งรีบ ลมหายใจของเธอพ่นออกมาเป็นละอองสีขาวขุ่นบางๆ บอกได้ถึงอุณหภูมิความร้อนจากภายในร่างกายมากกว่าด้านนอก เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนไรผมช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดี ทว่าเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาก็เน้นย้ำให้เธอต้องรีบก้าวต่อไป

ตึกที่หญิงสาวพักเป็นสถาปัตยกรรมโคโลเนียลทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มักเห็นอยู่เกลื่อนเมือง ตรงประตูทางเข้ามีจั่วมุกกลางประดับตราธงชาติเล็กๆ ด้านนอกของอาคารหลังนี้ถูกออกแบบโดยเน้นความโปร่งสบายด้วยหน้าต่างและช่องระบายอากาศ การตกแต่งเป็นปูนปั้น ทว่าเข้าไปด้านในกลับถูกออกแบบให้เป็นสีออกโทนส้มเพื่อให้ดูอบอุ่นสำหรับเมืองหนาวแห่งนี้

หญิงสาวไขกุญแจเปิดประตูห้องเข้าไปเอง เพราะเกรงจะรบกวนเพื่อนสาวที่เธอบอกจะเตรียมพรีเซนต์งาน หากแต่สิ่งที่เธอคิดคงจะสวนทางกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

“อย่าใจร้อนซิค่ะคุณธี ยัยแพรเพิ่งออกไปครึ่งชั่วโมง เรายังเหลือเวลาอยู่ด้วยกันอีกนาน”

เสียงหวานของเพื่อนสาวร่วมห้องเล็ดลอดออกมาจากช่องประตูห้องที่กั้นเป็นห้องนอนไปในตัว ขาของแพรนรีหยุดชะงักโดยอัตโนมัติ แน่นอนว่าชื่อของคนในบทสนทนาเป็นคนที่เธอคุ้นเคย

ชื่อของผู้ชายที่หลุดออกมาจากปากของเพื่อนสาวคือสิ่งที่ทำให้แพรนรีอยากรู้เป็นที่สุดว่าเขามาทำไม ในเมื่อเธอบอกว่าจะไปทำงาน และธีรากรก็บอกว่าเขาไม่ว่างไปรับเธอในตอนดึกเพราะเขาติดโปรเจ็กต์งาน

แต่ว่าคนที่เธอเชื่อว่ากำลังยุ่งอยู่คนละที่ พวกเขากำลังทำอะไรอยู่ในห้องนอนของเธอตอนนี้ หญิงสาวยกข้อมือดูเวลาอีกครั้ง ใกล้จะถึงเวลานัดเริ่มงานเลี้ยงของเธอที่ต้องไปเต็มที แต่ก็ยังเหลือเวลาอีกเกือบครึ่งชั่วโมง

“ธี หรือ ธีรากร” เขาเป็นคู่หมั้นของหญิงสาวตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี ทั้งคู่เริ่มคบกันในสายตาผู้ใหญ่ตั้งแต่เริ่มเรียนปีสอง และพอเรียนจบผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายก็เร่งรัดให้ทั้งคู่หมั้นกันไว้ก่อน และให้ธีรากรเบนเข็มมาเรียนต่อที่สวิตเซอร์แลนด์กับแฟนสาวแทนที่จะไปเรียนอังกฤษตามที่เขาตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ต้น

หญิงสาวยอมเสียมารยาทบิดลูกบิดเปิดประตูทันที หากแต่บานประตูห้องนอนของเธอกลับถูกปิดล็อกนิ่งสนิท เธอไม่ลังเลที่จะคว้านหากุญแจในกระเป๋าที่เธอเพิ่งหย่อนมันกลับลงไปเมื่อครู่ออกมาไขเปิดอย่างเบามือ

ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ร่างหนาในชุดผ้าขนหนูสีขาวพันร่างกายท่อนล่างหมิ่นเหม่กำลังกกกอดเพื่อนสาวของเธอที่นอนทอดกายอยู่บนเตียง สภาพการแต่งกายไม่แตกต่างกัน ร่างเสลาขาวละออของเธอหลงเหลืออาภรณ์เพียงสองชิ้นเล็กๆ บนล่าง ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากถอดออกทั้งหมด

แพรนรีชะงักเล็กน้อย ภาพสะดุดตากระแทกหัวใจของเธออย่างแรง ของขวัญชิ้นใหม่ที่เธอได้รับจากชายคนรักกับเพื่อนสนิทอย่างไม่ทันตั้งตัว ตำแหน่งผู้หญิงหน้าโง่กับมงกุฎสองแฉกที่ถูกสวมอย่างตั้งรับตำแหน่งไม่ทัน ตำแหน่งที่ผู้หญิงทุกคนพยายามหลีกหนี มันกลับรุนแรงเกินจะต้านทานไหว หัวใจของแพรนรีเบาหวิวไร้ร่องรอย

“ผมขออีกครั้งนะลิซ” ชายหนุ่มอ้อนเสียงนุ่ม คำว่าอีกครั้งกระแทกหัวใจคนยืนฟังอย่างหนัก สิ่งที่เธอพยายามปลอบโยนตัวเองมันเกิดขึ้นไปแล้ว

“ลิซ หรือ อลิชา” เป็นเพื่อนสาวนักเรียนร่วมคสาสกับแพรนรี เธอเป็นลูกสาวเจ้าสัวเศรษฐีเมืองภูเก็ตจึงไม่จำเป็นต้องหาทุน แตกต่างจากเธอที่เป็นแค่ลูกสาวข้าราชการระดับปานกลาง เธอจึงต้องปากกัดตีนถีบสอบชิงทุนมาและต้องดั้นด้นออกไปหางานทำข้างนอกเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว เพราะลำพังทุนที่ได้รับคงไม่พอกับค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงลิ่ว

ตอน 2

ดวงตาสีนิลของแพรนรียังคงจับจ้องคนบนเตียงไม่วางตา แต่ทั้งคู่ก็ไม่คงสนุกไม่ได้รู้สึกถึงการจับจ้องสักนิด ผู้หญิงแสนดีที่ทำตัวเป็นเพื่อนมาตลอดสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยที่เมืองของเธอ กับเวลาเกือบสองปีที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนด้วยกัน เธอไม่เคยระแคะระคายเลยสักนิด

“แต่ลิซยังเหนื่อย เรายังมีเวลาสนุกอีกนาน กว่าที่คุณจะไปรับยัยแพรที่งานเลี้ยง”

“แต่ผมไม่อยากปล่อยเวลาอันมีค่าของเราให้สูญเปล่าไปแม้แต่นาทีเดียว”

“ไปอดอยากปากแห้งจากไหนมาค่ะ เมื่อวานลิซก็หาข้ออ้างออกไปข้างนอก ปล่อยให้คุณกับยัยแพรอยู่ด้วยกันเกือบสามชั่วโมง” หญิงสาวถามเสียงหวาน ทว่าเสียงของเธอก็ถูกริมฝีปากของอีกคนประทับจูบต่อหน้าคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าคู่หมั้น

“อย่าพูดถึงคนอื่นให้ผมหงุดหงิดใจเลย แพรหัวโบราญยังกะผู้หญิงที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5” ชายหนุ่มบอกอู้อี้ มือของเขายังคงฟ่อนเฟ้นทรวงเต้าอิ่ม

พลังบางอย่างในตัวแพรนรีทำให้เธอรู้สึกวูบวาบ ร่างกายร้อนผ่าว เหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆแล่นไปทั่วร่าง กระตุ้นให้เลือดสูบฉีดรวดเร็ว หนึ่งใจอยากถลาเข้าไปหาคนบนเตียง แต่เธอก็ทำได้เพียงกำมือแน่นและสงบสติอารมณ์

คำสั่งสอนของมารดาผุดขึ้นมาได้ทันก่อนที่เธอจะขาดสติ การอยู่ต่างบ้านต่างเมืองที่ต้องพึ่งพากันอยู่ ดีกรีการศึกษาทำให้เธอต้องรักษาหน้าตาเอาไว้ ขบกลั้นความโกรธราวเพลิงที่พร้อมพุ่งทะยานเผาผลาญให้ดับมอดลง กลืนความรู้สึกปวดร้าวลงท้องไป

ลืมแม้กระทั่งสิ่งที่เธอตั้งใจเดินกลับมาเอา แพรนรีผินหน้าไปมองเจ้าของร่างนวลเนียนอวบอิ่มกับผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของเธอจูบกันดูดดื่มบนเตียงอีกครั้ง ก่อนที่มือเล็กสั่นทิ่มของเธอเปิดประตูเดินออกไปอย่างเงียบๆ

ไม่มีหยดน้ำตา ไม่มีคำพูดด่าทอ แต่เธอเดินจากออกมาอย่างเงียบๆ ใบหน้าแดงซ่านด้วยความโกรธเมื่อแว๊บมองคนบนเตียงทั้งสองที่ยังมีความสุขเพียงเสี้ยววินาที

แพรนรีทนหน้าด้านมองต่อไปไม่ไหว ถึงแม้พวกเขาจะไม่อายที่ทำเรื่องบัดสีลับหลังเธอ แต่เธอก็หน้าบางเกินกว่าที่จะก้าวเข้าไปแสดงตัว

เท้าเล็กๆ พาเจ้าของมาร่างอ้อนแอ้นมาหยุดอยู่ที่เชิงสะพานข้ามทะเลสาบซูริก เธอทอดมองออกไปที่ผืนน้ำเวิ้งว้างเบื้องหน้า บางทีการได้ปล่อยให้จิตใจล่องลอยก็อาจจะลบความรู้สึกอึดอัดที่อัดแน่นภายในใจลงได้

ในหัวพยายามยามหาทางออกให้กับความรู้สึกของตัวเอง เธอควรจะทำอย่างไรเมื่อเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง การแตกหักไม่ใช่ทางเลือกที่ดี แต่เธอก็ไม่ใช่คนจิตใจดีราวนางฟ้าที่จะมองข้ามไปโดยไม่รู้สึกอะไรได้

แพรนรีมองสำรวจตัวเอง ผู้หญิงวัย 28 กำลังจะคว้าปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาตร์การเงินในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมกับก้าวเข้าไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองไทย แล้วเธอจะต้องเอาเกียรติของเธอไปแลกกับของพวกนั้นจะคุ้มกันหรืออย่างไร

ในห้วงของความคิดที่สับสน สายตาของหญิงสาวก็มองเห็นหอนาฬิกาแห่งโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ (St. Peter) ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แม้จะอยู่ห่างจากจุดที่เธอยืนไกลพอสมควร แต่หอนาฬิกาที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีหน้าปัดนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปก็ทำให้เธอเห็นเข็มที่ขยับเดินได้ชัด บนยอดโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมการออกแบบตกแต่งแนวโกธิคโบราณผสมบาโรค

“ตายล่ะ!” หญิงสาวยกมือขึ้นป้องปาก หันรีหันขวางเหมือนกำลังจะทำอะไรไม่ถูก เวลาที่บอกเอาไว้หมายถึงเธอยังเหลือเวลาเดินทางอีกแค่สิบนาที กับหนึ่งช่องทางที่หลงเหลือคือ...วิ่ง

ซาๆ เสียงสายฝนเทลงมา หญิงสาวมองเป้าหมายของตัวเองที่เป็นตึกตรงข้ามถนน ไฟข้ามถนนสีเขียวกระพริบบอกเวลาที่เหลือ

ติ๊ด! 5... หญิงสาววิ่งฝ่าสายฝนอย่างไม่ลังเล ระดับนักวิ่งทีมมหาวิทยาลัยอย่างเธอยังทัน

ติ๊ด! 4... ขอบถนนที่มีรถจอดรอยาวเหยียด

ติ๊ด! 3... สายตาทุกคู่ต่างเล็งไฟสีแดงที่เป็นสัญญาณเตือนของพวกเขาตรงหน้า

ติ๊ด! 2...หญิงสาวจ้องป้ายสีเขียวของตัวเอง เหลือเพียงหนึ่งวินาที กับขาที่ต้องรีบก้าว

ติ๊ด! 1... “กรี๊ด!!!” หญิงสาวเปล่งเสียงร้องออกมาสุดเสียง ปลายเท้าของเธอเหยียบจิกถนนเบรกตัวเอง รถคันหรูวิ่งเฉียดหน้าอกของเธอไปห่างไม่ถึงนิ้ว พอๆ กับล้อรถคันนั้นเกือบจะบดนิ้วเท้าของเธอเข้ากับบูทคู่โปรดเข้ากับพื้นถนนไปด้วย เธอไม่ทันได้มองแต่คนขับรถคันนั้นก็ต้องรู้กฎ เธอยังเหลือเวลาของเธอ

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองป้ายไฟจราจร ปุ้มวงกลมตรงหน้าเปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นสีแดงบอกว่าตอนนี้เธอผิดเต็มประตูที่ยังยืนอยู่ในพื้นที่ถนน เสียงแตรรถคันหลังย้ำให้บอกให้เธอรีบก้าวออกไปจากพื้นที่ของพวกเขา

ในจังหวะที่หัวใจเต้นระทึกแต่สมองส่วนสั่งการกลับมึนเบลอ กล้ามเนื้ออ่อนแรงตีบตันแต่ดวงตาของเธอกลับลุกวาว เมื่อมีรถอีกคันกำลังพุ่งเข้าหาเธอ

ขาที่เสมือนไร้เรียวแรงเมื่อครู่ส่งพลังให้เธอก้าวผ่านหน้ารถคันดังกล่าวไปได้ก่อนที่เธอจะโดนชน

เอี๊ยด!!

เสียงล้อรถเบรถครูดไปกับพื้นถนนทางด้านขวามือของหญิงสาวอีกครั้ง เจ้าของเรียวขาหลับตาปี๋ นึกถึงคุณงามความดีกับบรรพบุรุษ

“ที่นี่ไม่ใช่แคทวอร์คที่จะได้เดินเป็นนางแบบ” เสียงเข้มของเจ้าของรถคันหรูสบถลั่นออกมานอกตัวรถ

หญิงสาวลืมตาขึ้นมอง บอกตัวเองว่าเธอยังไม่ตาย แต่ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะมองเจ้าของรถคันหรู พอๆ กับสายฝนที่ซ้ำเติมความโชคร้ายของเธอไม่หยุด

“ไอ้บ้า...ปากหรือนั่น ฉันวิ่งแล้วไม่เห็นหรือไง” หญิงสาวบอกเป็นภาษาไทย อย่างน้อยถ้าจะระบายหรือด่าใครที่นี่ก็ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง คนพวกนั้นคงฟังเธอไม่รู้เรื่อง

“อยากเกิดมาเป็นคนจนเหมือนฉันมั่งไหมล่ะ”

ตอน 3

แพรนรีรีบก้าวออกไปให้พ้นเนื้อที่ถนน ไปยืนรวมอยู่กับกลุ่มผู้คนที่ยืนหลบฝนไม่ต่างจากเธอ หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหยิบกระดาษทิชชูออกมาซับน้ำออกจากใบหน้าและลำตัว ยังดีที่ฝนเพิ่งตกไม่นาน ทำให้เสื้อผ้าของเธอไม่ทันได้เปียกถึงขั้นยับเยิน

คิดแล้วช่างน่าขัน...เธอสมควรที่จะขอบคุณละอองฝนพวกนี้มากกว่า เพราะถ้าไม่มีมัน เธอก็คงเป็นผู้หญิงโง่ๆ ที่โดนคู่หมั้นกับเพื่อนสาวรวมหัวกันหลอกสวมเขาให้เธอต่อไป แต่เธอก็ยอมแพ้ไม่ได้ พวกเขาต้องได้รู้รสของการถูกทรยศหักหลังเหมือนอย่างเธอ

หญิงสาวเดินเข้าไปในอาคาร เวลาในตอนนี้งานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดกว่าสิ่งใด ขอดีของแพรนรีอีกข้อ เธอจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนให้เสียงานเด็ดขาด ความรับผิดชอบเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ในขณะเม็ดฝนข้างนอกเริ่มซาลง เหมือนเมื่อครู่มันแค่จงใจบอกอะไรบางอย่างกับเธอเท่านั้น

ชายหนุ่มเจ้าของรถคันหรูสบถเสียงดังหลังพวงมาลัย “วันอะไรนักหนาวะ” ไม่เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวสำหรับเขาวันนี้ แต่เรียกได้ว่ามหกรรมสิ่งไม่คาดคิดตบเท้าเข้าหาเขาแทบทุกชั่วโมงตลอดหนึ่งวันมานี้ ทั้งมารดายื่นคำขาดให้เขาปิดบริษัทส่งออกที่เขารัก ทั้งลียาสาวทรงโตบอกว่าท้องกับเขาเพื่อบีบให้เขายอมแต่งงาน

ความเป็นสุภาพบุรุษที่มีในตัวของเขาก็ทำให้ไม่สามารถบอกตรงๆ ทั้งที่เขาอยากบอกในแทบขาดว่าเขาไม่เคยพลาดการป้องกันกับใครสักครั้ง เพราะเขาเกลียดที่จะลงเอยกับใคร เกลียดการผู้ติด เกลียดทุกสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเขา

หญิงสาวก้าวเข้าไปในงานเลี้ยงหรูหรา งานที่รวมเหล่าเอเจนซี่โฆษณาและคนในวงการบันเทิง เธอก้มสำรวจมองชุดของตัวเองก่อนเข้างานอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินเฉิดฉายเข้าไปในงาน

“เธอมาสายสิบนาที” เสียงแปร๋นของสาวปากแดงวัยสี่สิบปีเศษร้องทักหญิงสาว ก่อนที่ขาของเธอจะก้าวผ่านประตู

“มีอุบัติเหตุนิดหน่อย” หญิงสาวตอบอ้อมแอ้ม แม้มันจะไม่ใช่วิธีของคนรับผิดชอบที่จะอ้างเหตุผล แต่มันก็คงเป็นทางออกเดียวที่เธอมี

“ข้ออ้าง” ผู้หญิงคนนั้นบอกเสียงห้วนจัด ระเบียบเคร่งครัดเป็นสิ่งที่นางถือปฏิบัติมาตลอด ไม่อย่างนั้นคงไม่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานาน แม้กระทั่งฮาริส มหาเศรษฐีนักการเงินทายาทเจ้าของธนาคารชื่อดังของสวิส พ่วงด้วยตำแหน่งเจ้าพ่อธุรกิจโฆษณายังวางใจใช้บริการนางทุกครั้ง

“ฉันพูดเรื่องจริง ขอตัวไปทำงานก่อนนะ” หญิงสาวบอกพร้อมกับเดินเลี่ยงออกไป

“ฉันหักเงินเธอ 100 ยูโร” เสียงของหญิงปากแดงร้องตามหลังเธอ

หญิงสาวอ่าปากหวอ หันกลับทันที แม้ว่าที่นี่จะเป็นที่เดียวที่ยอมจ่ายค่าจ้างนักเรียนไทยอย่างเธอสูงลิ่ว แต่ขบวนการเขี้ยวลากดินคงไม่มีใครเกินนางไปได้

“100 ยูโร” หญิงสาวทวนคำเสียงสูง “มันสามสิบเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างที่ฉันได้รับเลยนะ”

“ใช่ ถ้าเธอยอมรับไม่ได้ ฉันก็ไม่ว่าอะไร ออกไปได้เลย” สาวปากแดงบอกอย่างไม่ยีหระ รู้ดีว่าค่าจ้างที่นางจ่ายมีค่าต่อนักเรียนทุนอย่างแพรนรีมากแค่ไหน

แพรนรีพยักหน้าอย่างจำยอม เธอต้องทำงานพิเศษหาเงินอีกหลายปี ทางที่ดีอย่าตัดช่องทางของตัวเองด้วยเรื่องแค่นี้เลย ในเมื่อเธอเองก็ยอมรับได้อย่างเต็มปากว่าตัวเองผิดที่มาสายกว่าเวลานัด แม้จะยังไม่เริ่มงาน แต่เวลาก็สำคัญที่สุดสำหรับคนต่างชาติ

“ฉันไปทำงาน” หญิงสาวบอกเสียงเบา ชี้มือเข้าไปข้างใน

งานของเธอคือผู้ช่วยจัดเครื่องดื่มหลังเคาร์เตอร์บาร์ หรือบางครั้งต้องยายไปอยู่ในครัว หรือออกมาเสิร์ฟ แล้วแต่ว่างานเลี้ยงนั้นๆ ตำแหน่งไหนจะขาด

“วันนี้เธออยู่หลังบาร์” สาวปากแดงสั่ง

แพรนรีหันมามองผู้ว่าจ้างอย่างแปลกใจ ที่เธอลงทุนงัดชุดสวยราคาแพงที่สุดของตัวเองออกมาจากตู้ก็เพราะว่าเธอต้องออกมาเดินเฉิดฉายอวดสายตา กับตำแหน่งงานที่นางเพิ่งสั่งไปเมื่อวาน

แน่นอนว่าตำแหน่งที่เธอได้รับคำสั่งเมื่อวานค่าจ้างสูงกว่าตำแหน่งใหม่ที่เธอเพิ่งได้รับเมื่อครู่ และสำหรับตำแหน่งวันนี้ถ้าถูกหักไปหนึ่งร้อยยูโร ก็เท่ากับว่าค่าจ้างของเธอหายไปเกือบครึ่งของปกติ

หญิงปากสีเพลิงคนนั้นไล้สายตามองสภาพมอมแมมของหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นางเบ้ปากเล็กน้อยอย่างเหยียดๆ

“สภาพของเธอคงไม่เหมาะที่จะออกมาเสิร์ฟ”

“แต่คุณ...” หญิงสาวกำลังจะอธิบาย ทว่าก็โดนเบรกเอาไว้เสียก่อน

“ความพร้อมของเธอไม่เพียงพอ แล้วฉันเป็นมืออาชีพมากพอ ถ้าเธอยืนยันที่จะไม่ทำ ฉันก็ไม่ห้าม” สาวปากแดงไล่อีกรอบ เพราะรู้ว่ายังไงหญิงสาวก็ต้องทำ

หญิงสาวยกมือขึ้นเหมือนต้องการเบรกทุกอย่าง พยักหน้าเบาๆ “โอเคๆ...ทำ!” เธอคงไม่มีทางเลือกมากไปกว่านี้

ในเมื่อเธอคำนวณเวลากับรายได้เข้าไปในบันทึกของวันไปแล้ว แต่คงต้องกลับไปแก้ยอดเงินเสียใหม่ ซึ่งมันก็ยังดีกว่ากลับไปลบยอดนั้นออกแต่ก็ยังเสียเวลาไปอยู่ดี ทำอย่างนี้เหมือนการบังคับตังเองไปในตัว

หลังจากที่ก้าวพ้นแม่สาวปากสีเพลิงไปแล้ว แพรนรีสบถกับตัวเองเบาๆ กึ่งประชด

“นี่มันวันอะไรของฉันเนี่ย...ซวยตั้งแต่ลืมตาตื่นเลยมั้ง”

“สวยเป็นบ้า” ชายหนุ่มเจ้าของเสียงพูดห่อปาก มองไปที่หญิงสาวหลังบาร์

แพรนรีกำลังวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมของตรงหน้า เธอไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้างไปมากกว่างานตรงหน้า เธอต้องทำงานตรงหน้าให้เสร็จทันเวลาที่ยังเหลืออยู่อีกน้อยนิดก่อนที่แม่สาวปากสีเพลิงจะมาหักค่าจ้างเธออีก ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เธอ

“คนนี้ฉันจอง” แมทริวสะกิดให้เพื่อนมอง สายตาเจ้าชู้กรุ้มกริ่มของจ้องอยู่ที่ร่างเพรียว แพรนรีกลายเป็นเป้าหมายของเสือหนุ่มสามตัวในทันที

นัยน์ตาสีสนิมของฮาริสที่ยืนหันหลังวาดไปตามทิศทางที่เพื่อนบอก สะดุดที่ใบหน้าหวาน ร่างโปร่งอ้อนแอ้นเข้าเต็มเปา หากแต่เขาก็ได้เห็นเพียงเสี้ยวหน้า เพราะเธอคนนั้นกำลังสนใจทำงานของเธอ รวมไปถึงแขกหนุ่มๆ ที่ยืนรายรอบกับร้อยยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยไม่ต่างกัน

“อยู่ตรงนี้ รอดูฝีมือฉัน” แมทริวบอกเพื่อนสองอย่างนึกสนุก เดินตรงไปที่สาวน้อยนางนั้น

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED