“ยินดีด้วยนะ สาวน้อย”
“ขอบคุณพี่คินนะคะ ที่ทำให้ลิลมีวันนี้” เรือนร่างบอบบางเข้าสวมกอดคนตัวสูงกว่าด้วยความซาบซึ้งใจ
“เพราะความพยายามของลิลต่างหาก” ชายหนุ่มกอดตอบพร้อมใช้มือข้างหนึ่งลูบเรือนผมนุ่มสลวยด้วยความเอ็นดู ก่อนจะพูดต่อ
“นี่ถ้าท่านทั้งสองยังอยู่ คงภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มากแน่ๆ”
อนาคินจ้องมองไปยังภาพถ่ายขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังภายในโถงทางเดินของบ้านซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกในครอบครัวโดยมีเขาที่ตอนนั้นอายุประมาณสิบแปดปียืนอยู่ข้างหลัง ส่วนน้องสาวที่เพิ่งจะห้าขวบนั่งตรงกลางระหว่างบิดาและมารดา สีหน้าของทุกคนฉายชัดถึงความสุขอย่างชัดเจน
แต่แล้วในอีกสิบปีต่อมาทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป เมื่อทั้งสองเสียชีวิตลงเพราะอุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปเจรจาธุรกิจ ชายหนุ่มจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้บริหารโรงแรมหรูย่านใจกลางเมืองอย่างเต็มตัว รวมถึงการดูแลน้องสาวเพียงคนเดียวที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเขา
“ท่านต้องภูมิใจในตัวลูกชายด้วยสิคะ พี่คินทั้งดูแลโรงแรม แล้วยังต้องมาดูแลน้องสาวคนนี้อีก” ลลิลคลายอ้อมกอดแล้วเงยใบหน้าหวานละมุนมองพี่ชายพร้อมระบายรอยยิ้มหวานจนเห็นฟันขาว
“ก็คุ้มค่ากับความเหนื่อยนี่ ในเมื่อน้องสาวคนนี้ไม่เคยทำให้พี่ผิดหวัง”
“…”
“เพราะฉะนั้น วันนี้ก็สนุกให้เต็มที่ละ พี่จัดขึ้นเพื่อลิล”
“ไม่ใช่ว่าที่จัดงานใหญ่ขนาดนี้เพราะอยากเห็นเพื่อนสาวสวยๆ อ้ะ! พี่คิน ลิลเจ็บนะ” ยังไม่ทันที่ประโยคนั้นจะถูกพ่นจนจบก็โดนอีกฝ่ายส่งมะเหงกลงบนหน้าผากจนเธอต้องยกมือขึ้นคลำป้อยๆ
“คิดไปถึงไหนนะเรา พี่แค่จัดงานให้สมเกียรติของเด็กเกียรตินิยมจากฮาวาร์ดก็เท่านั้น ส่วนของขวัญไว้ให้เดือนหน้าแล้วกัน”
“เอ๊ะ ทำไมถึงนานขนาดนั้นล่ะคะ”
“เถอะน่า”
“พี่คินยิ่งทำให้ลิลอยากรู้นะเนี่ย”
“เฮ้ย ไอ้คิน ไอ้ธีร์มาแล้ว” จู่ๆ เสียงหนึ่งดังมาจากประตูทางเข้าบ้านขัดจังหวะบทสนทนาของสองพี่น้อง
“เออๆ เดี๋ยวตามไป” อนาคินตะโกนตอบกลับเพื่อนชายคนสนิททั้งที่ยังไม่เห็นหน้า ก่อนจะหันมาบอกกล่าวน้องสาวแล้วเดินออกไป
“พี่ไปก่อนนะ ไว้เจอกันในงาน”
เมื่อยืนอยู่เพียงลำพัง เสียงดนตรีเริ่มแว่วเข้ามาในหู ขณะเดียวกันก็กวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านที่เธออาศัยมาตั้งแต่เกิดด้วยความคะนึงหาความทรงจำครั้งอดีต เพราะเหตุนี้เธอจึงเลือกจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้าน
หญิงสาวก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังสวนหลังบ้านที่ถูกประดับประดาด้วยไฟหลากสีสัน ทว่าระหว่างทางสายตาสะดุดกับร่างสูงที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็กสีดำและรองเท้าหนังวาววับสีเดียวกันกำลังยืนหันหลังท่าทางเหมือนคุยโทรศัพท์มือถือ
ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมา สิ่งของในมือกลับถูกเขวี้ยงลงบนพื้นหญ้าจนกระเด็นไปอีกทาง ทำให้คนที่ยืนมองอยู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปจากตรงนั้นเพื่อรวมกลุ่มกับบรรดาเพื่อนฝูง
“มีความสุขอย่างกับน้องสาวได้แต่งงานนะมึง”
คำพูดกระเซ้าเย้าแหย่จากหนุ่มแว่นอย่างเอเดย์ทำเอาสีหน้าของอนาคินเปลี่ยนมาเรียบเฉย อีกทั้งคำพูดยังแข็งกระด้างกว่าเดิม
“ลิลเพิ่งจะยี่สิบสองปี”
“แต่น้องมันก็ถึงวัยที่จะมีความรักได้แล้วนะมึง ดูอย่างพวกเราสิปีนี้จะสามสิบห้ากันแล้วยังแห้วอยู่เลย”
“หุบปากเถอะน่า” คนหวงน้องสาวแสดงท่าทางรำคาญอย่างไม่ปิดบัง แต่มีหรือที่อีกฝ่ายจะสะทกสะท้าน
“บางทีน้องสาวมึงอาจจะมีแฟนอยู่แล้วก็ได้ ใครจะไปรู้”
“ไม่มี”
“ที่มึงมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น อย่าบอกนะว่าจ้างคนไปสืบ”
“กูแค่เป็นห่วงน้อง”
“ความเป็นส่วนตัวนะ มึงรู้จักมั้ยวะ?” เอเดย์ถึงกับส่ายหน้า พลางหันไปมองแก้วตาดวงใจของเพื่อนซึ่งนั่งพูดคุยอยู่กับบรรดาเพื่อนฝูงของเธอซึ่งล้วนบินมาจากต่างประเทศด้วยกันทั้งนั้น
แต่จะว่าไป ความหวงน้องสาวเกินเหตุของเพื่อนก็พอจะเข้าใจได้อยู่บ้าง ในเมื่ออีกฝ่ายสวยหวานปานนางฟ้าขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหน้าน่าทะนุถนอม เรือนผมสีน้ำตาลแดงที่ขับให้ผิวขาวจัดของเธอยิ่งขาวผ่องเป็นยองใย
“เคลิ้มเชียวนะมึง”
เสียงนั้นเรียกสติของเอเดย์ให้หวนคืนมาอีกครั้ง แต่คนที่ชอบแกล้งเพื่อนอย่างเขาไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น
“กูจีบน้องมึงได้มั้ย”
“แดกส้นทีนกูแทนเถอะมึงอะ”
“เออๆ กูไม่กวนแล้วก็ได้ ว่าแต่ไอ้ธีร์มันหายหัวไปไหนของมันวะ”
“นั่นไง พูดถึงก็มาพอดีเลย ตายยากชิบ” อนาคินปรายตาไปยังร่างสูงของเพื่อนที่กำลังเดินเข้ามา
ธีระนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเพื่อนทั้งสองแล้วเอื้อมมือไปหยิบแก้วคริสตัลสีใสเพื่อรินหยาดน้ำสีอำพันลงในนั้น ก่อนจะกระดกดื่มอย่างเอาเป็นเอาตายไปหลายแก้ว โดยไม่ลืมหยิบบุหรี่จุดสูบราวกับต้องการระบายความอัดแน่นในใจผ่านควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมา
“เรื่องเดิมอีกแล้วใช่มั้ย” เอเดย์เปิดปากถามทันทีที่เห็นท่าทางของเพื่อนโดยมีอนาคินตามสมทบ
“มึงตัดใจเถอะว่ะ”
“พวกมึงคิดว่ากูไม่เคยพยายามเหรอ”
“ก็แล้วทำไมถึง...” อนาคินยังเอ่ยไม่ทันจบ คำตอบที่แฝงไปด้วยน้ำเสียงแค่นหัวเราะก็ถูกพ่นออกมา
“เธอกำลังจะแต่งงาน”
“เฮ้ย!” คนอย่างเอเดย์ยังรู้สึกตกใจแทบไม่เชื่อหูตัวเองทำให้ธีระพูดย้ำอีกครั้ง
"เธอกำลังจะแต่งงานอาทิตย์หน้า"
“ทำไมสายฟ้าแลบขนาดนั้นวะ อย่าบอกนะว่า…”
“เธอท้อง” น้ำเสียงเบาหวิวเล็ดลอดจากริมฝีปากหยักลึก นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นฉายความเจ็บปวดออกมายากจะทานทน
ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงพูดคุยจากอีกฟากอย่างชัดเจน อนาคินที่กำลังจับจ้องอยู่ที่เพื่อนเริ่มปริปากอีกครั้ง
“แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ”
“อะไรล่ะที่ว่าดี เธอท้อง เธอกำลังจะแต่งงาน หรือเพราะผู้ชายคนนั้นไม่ใช่กู” พูดพร้อมกระดกเหล้าเข้าปากอีกครั้ง
“มึงตั้งสติหน่อยไอ้ธีร์” เอเดย์พยายามปราม ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีสติอย่างเห็นได้ชัดจนเพื่อนต้องคอยดึงสติอยู่หลายรอบ..
หลังจากงานเลี้ยงเลิกประมาณเที่ยงคืน ลลิลเข้าห้องนอนทันที ทว่าเพราะเจ็ทแล็กทำให้เธอนอนพลิกตัวไปมาจนถึงตีสองพร้อมฟังเสียงข้างห้องซึ่งเป็นห้องนอนของพี่ชายที่มีเสียงอะไรบางอย่างเล็ดลอดเข้ามา ทำให้เธอรู้ว่าชายหนุ่มยังไม่นอนเช่นเดียวกัน
หญิงสาวลุกพรวดนั่งบนเตียง คิดว่าจะไปเคาะประตูดีหรือไม่ในเมื่อถึงอย่างไรก็นอนไม่หลับ อีกทั้งช่วงที่บิดามารดาไม่อยู่ ทุกครั้งที่เธอไม่สามารถข่มตาหลับได้จะมีพี่ชายคอยลูบศีรษะจนเธอหลับใหลอย่างง่ายดาย
ลลิลตัดสินใจเดินออกไปจากห้องนอนของตัวเองแล้วเคาะประตูเรียกชื่อเจ้าของห้อง ครั้นเมื่อลองบิดลูกบิดปรากฏว่าไม่ได้ล็อกจึงลองเปิดแล้วเดินเข้าไปโดยไม่คิดอะไรท่ามกลางแสงสลัวจากไฟหัวเตียง
“พี่คิน ลิลนอนไม่หลับ”
น้ำเสียงกระเง้ากระงอดไม่ต่างจากเด็ก ทว่าเมื่อเธอมองไปบนเตียงสีดำสนิทกลับพบเพียงความว่างเปล่า
“กลับมาแล้วเหรอ”
น้ำเสียงยานคางของใครบางคนดังขึ้นจากข้างหลังบริเวณหน้าห้องน้ำจนเธอรีบหันขวับไปมอง เสี้ยววินาทีต่อมาร่างกายกลับถูกเจ้าของเสียงนั้นสวมกอดไว้แน่นแทบหายใจไม่ออก
“อย่าไปจากพี่เลยนะ” คนที่ยืนตัวแข็งทื่อเพราะความงงงวยพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการของร่างสูง
“อ้ะ! อื้อ”
แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ประคองใบหน้าเธอแล้วทาบทับริมฝีปากลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยายามสอดแทรกเรียวลิ้นเข้าไป กลิ่นลมหายใจทำให้เธอรู้ว่าเขาดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เข้าไปมากมายเพียงใด
"อื้อ!!" หญิงสาวพยายามผลักอีกฝ่ายให้ออกห่างจากตัว ทว่าเรี่ยวแรงของเธอแทบสู้คนเมาอย่างเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ กระทั่งจังหวะที่เผลออ้าปาก เรียวลิ้นอุ่นร้อนถูกสอดแทรกเข้าไปในที่สุด
ชายหนุ่มดันร่างบางไปชิดผนังแล้วรวบข้อมือเล็กขึ้นเหนือศีรษะพลางบดจูบอย่างเร่าร้อน จนเธออ่อนระทวยแทบลงไปกองกับพื้นอยู่รอมร่อ
คนเมาไม่แม้แต่จะหยุดยั้งการกระทำของตัวเอง กลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนสัมผัสเหล่านั้นเป็นอ่อนโยนส่งผลให้หัวใจของเธอเต้นแรงแทบกระเด็นกระดอนออกจากอก ปรางแก้มนวลขึ้นสีระเรื่อ ลมหายใจสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว
“อื้ม~”
เขาขบเม้มริมฝีปากนุ่มส่วนบนสลับล่างก่อนจะละออกมาอย่างอ้อยอิ่ง แววตาหยาดเยิ้มจากฤทธิ์แอลกอฮอล์จ้องมองเธอด้วยความเคลิบเคลิ้ม
ชายหนุ่มตรงหน้าหารู้ไม่ว่า การกระทำเหล่านั้นทำเอาโลกทั้งใบของเธอหยุดหมุนไปชั่วขณะ ในคราแรกลลิลคิดว่าความรู้สึกเมื่อครั้งอดีตอาจจางหายไปตามกาลเวลา แต่ดูเหมือนว่ามันไม่เคยหายไปอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงถูกล่อลวงหลุดลอยเข้าไปในห้วงสวาทอันร้อนฉ่าอย่างง่ายดาย
“อื้อ”
รอยจูบเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย ทว่าธีระกลับประกบริมฝีปากลงมาอีกครา มิหนำซ้ำยังตะกละตะกลามกว่าเดิมหลายเท่าราวกับว่าความอดทนของเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว
ปลายจมูกซุกไซ้ลงมายังซอกคอหอมกรุ่นแล้วใช้ฟันขบเม้มไปตามผิวเนื้อ ฝากฝังร่องรอยสีกุหลาบไว้อีกหลายจุด
"อ้ะ!" ลมหายใจของเธอสะดุด อุณหภูมิในร่างกายร้อนรุ่มดุจเปลวเพลิง เมื่อมือใหญ่สอดเข้าไปยังชุดนอนผ้าซาตินสีขาวแล้วลูบไล้ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างเอาแต่ใจ
ขณะเดียวกันคนตัวสูงกว่าเริ่มไล่ต้อนเธอไปยังเตียงนอนขนาดใหญ่จนแผ่นหลังสัมผัสกับเบาะนุ่มก่อนจะตามขึ้นคร่อมอย่างรวดเร็วราวกับราชสีห์ที่ลองลิ้มชิมรสชาติเหยื่อ ครั้นถูกใจก็รีบตะครุบจับกินเป็นอาหาร
แคว่ก!
ชุดนอนตัวสั้นถูกกระชากออกจนกระดุมกระเด็นไม่รู้ทิศทาง ไม่กี่วินาทีต่อมาเรือนร่างของทั้งสองเปลือยเปล่าปล่อยให้สัญชาตญาณนำทาง
นิ้วเรียวเริ่มกรีดกรายช่องทางรักก่อนจะสอดเข้าไปสำรวจภายในจนร่างบางสะดุ้งสุดตัว ร่างกายถูกเล่นงานด้วยรสสัมผัสอันน่าพิศวงจนต้องจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกำยำเพื่อระบายความปั่นป่วน
"อ้ะส์"
ความคับแน่นภายในที่บีบรัดนิ้วทำเอาชายหนุ่มถึงกับอดรนทนไม่ไหว บดเบียดริมฝีปากแล้วส่งลิ้นร้อนเข้าไปควานหาความหอมหวานในโพรงปากเธออีกครั้งอย่างไม่รู้จักเบื่อ ขณะเดียวกันนิ้วเรียวยังคงทำหน้าที่ชักเข้าชักออกส่งผลให้กายสาวบิดเร่าด้วยความรัญจวนใจ
"อ้ะ อ้า"
เสียงครางหวานพานให้ร่างกายคนเมาตื่นตัวจนทรมาน เขาเลื่อนใบหน้าหล่อเหลาลงมายังสองเต้าอวบอัดขนาดเกินตัวแล้วครอบริมฝีปากหยักลึกลงดูดดึงสลับโลมเลียยอดถันสีระเรื่อ
คนใต้ร่างเชิดใบหน้าสูดปาก ความรู้สึกวาบหวามที่เกิดขึ้นในส่วนลึกของร่างกายทำให้เธอหลงลืมความหวาดหวั่นก่อนหน้านี้ไปโดยปริยาย และเพราะความชะล่าใจทำให้เธอไม่รู้ว่า เขากำลังดุนดันความแข็งขืนเข้ามาเต็มแรง
“โอ๊ย!”
เยื่อแห่งความสาวขาดสะบั้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ลลิลรู้สึกเหมือนร่างกายได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นความทรมานที่ยากจะอธิบายนึกอยากให้เขาหยุดการกระทำทุกอย่างลง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ทันกาลแล้วก็ตาม
ธีระเหมือนจะชะงักไปเล็กน้อย แต่เพราะความต้องการที่มากล้นทำให้เขาไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำ กรามคบกริบขบเข้าหากันแน่นได้แต่พยายามข่มอารมณ์ดิบไม่ให้พุ่งพล่านใส่เธอจนเกินไป
เมื่อช่องทางรักคับแน่นเริ่มปรับสภาพ หลอมละลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เอวของเขาเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าแล้วค่อยๆ เร่งจังหวะเป็นรุนแรง
"ปึก ปึก ปึก"
แรงกระแทกกระทั้นทำเอามือเล็กปัดป่ายสะเปะสะปะ จิกทึ้งผ้าปูที่นอนจนยับยู่ยี่เป็นการระบาย ความเจ็บปวดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสุขสมอันท่วมท้นที่ไม่ใช่แค่ร่างกายแต่ลึกลงไปถึงหัวใจ
มือใหญ่เคล้นคลึงเต้าทั้งสองข้างอย่างเมามันพร้อมครางกระหึ่มในลำคอ ก่อนจะโน้มตัวลงไปใช้ฟันขาวกัดยอดถันสีหวานเชิงหยอกล้อจนคนใต้ร่างดิ้นพล่าน เส้นผมสยายบนที่นอนกระตุ้นอารมณ์เขาได้เป็นอย่างดี
"ไม่ ไม่ไหวแล้ว"
หญิงสาวละล่ำละลักบอก กัดริมฝีปากจนห้อเลือด เหงื่อผุดตามกรอบหน้าจนชุ่มฉ่ำ ส่วนที่เชื่อมโยงกันเริ่มบีบรัดถี่ขึ้นทำให้ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเข้าประชิดแนบแน่นบนเรือนร่างเธอพร้อมเร่งจังหวะเร็วขึ้น เสียงครางของทั้งสองผสานลมหายใจหอบกระเส่า
"อ้ะ อ้ะ อ้าส์"
ร่างบางเกร็งกระตุก รู้สึกเหมือนตัวเองล่องลอยขึ้นสู่สรวงสวรรค์แล้วปลดปล่อยหยาดน้ำหวานออกมาด้วยความหฤหรรษ์ ไม่นานคนบนร่างก็ปลดปล่อยหยาดน้ำร้อนเข้าไปยังส่วนลึกของร่างกายเธอตามๆ กันด้วยความสุขอันเปี่ยมล้น
สองเรือนร่างที่ภายในตัวเหลือเพียงไอร้อนที่ยังคงกรุ่นค้างนอนหอบหายใจเคียงข้างกัน หน้าอกแกร่งกระเพื่อมเป็นจังหวะพร้อมกับลมหายใจที่ค่อยๆ ผ่อนลงมาเป็นปกติ เปลือกตาหนักอึ้งปิดลงช้าๆ ด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"พี่คิดถึงเรานะ"
ประโยคนั้นทำเอาคนฟังที่เพิ่งมอบจูบแรกและความบริสุทธิ์ให้ถึงกับหัวใจพองโต คิดว่าเพื่อนสนิทของพี่ชายคงมีความรู้สึกดีๆ ให้เธอบ้างเหมือนกัน
"ลิลก็คิดถึงพี่ธีร์"
ลลิลจับจ้องใบหน้าหล่อเหลาที่หลับตาพริ้มพร้อมระบายรอยยิ้มแห่งความสุข
“พี่รักเรานะ…”
คนที่หลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราละเมอออกมาอย่างไม่รู้ตัว ทว่าประโยคนั้นกลับทำให้ใบหน้าหวานละมุนเจื่อนลง รอยยิ้มก่อนหน้าจางหายไปแทบจะทันที
หญิงสาวพยุงตัวลุกจากเตียงนอนแล้วเดินไปหยิบอาภรณ์ที่กระจัดกระจายตามพื้นขึ้นมาสวมใส่แบบลวกๆ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มตลอดเวลาด้วยแววตาเจ็บปวด ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินออกไปจากห้อง
เพียงเพราะความโง่เง่าของเธอที่หลงคิดเข้าข้างตัวเองซึ่งมันไม่ใช่ความผิดของเขาแม้แต่น้อย หญิงสาวจึงคิดว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับและทำเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
ในเมื่อเขาคิดว่าเธอคือผู้หญิงอีกคนที่กำลังบอกรัก...
"ลิล"
"..."
"ลลิล!"
"คะ?"
"เป็นอะไรหรือเปล่า" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขณะมองน้องสาวที่นั่งเหม่อลอยอยู่สักพักแล้วด้วยความเป็นห่วง
"ปะ เปล่าค่ะ" หญิงสาวตอบตะกุกตะกักพลางเขี่ยอาหารมื้อเช้าในจาน
"กับข้าวไม่ถูกปากเหรอ"
"ลิลยังไม่ค่อยหิวนะคะ" ตอบโดยพยายามไม่สบตาพี่ชาย
“เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะอีกหรอก ฝืนกินหน่อยก็แล้วกัน”
"ค่ะ"
ลลิลพยายามฝืนตักอาหารเข้าปากเพื่อความสบายใจของผู้เป็นพี่ ทว่าสมองกลับนึกถึงแต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน อีกทั้งความเป็นห่วงเป็นใยจากอีกฝ่ายยิ่งทำให้เธอรู้สึกละอายใจกับการกระทำของตัวเอง
"เมื่อคืนหลับสบายมั้ย?"
"ก็ดีค่ะ"
"แต่พี่นี่แทบไม่ได้นอน พอดีเกิดปัญหาวุ่นวายที่โรงแรมนะ เลยต้องไปจัดการด้วยตัวเอง"
คำอธิบายเหล่านั้นทำให้เธอพอจะคลายความสงสัยอยู่บ้างว่าพี่ชายหายไปไหน แต่ก็มีบางเรื่องที่ยังข้องใจจึงลองเลียบเคียงถาม
“แล้วพี่คินกลับมาตอนไหนเหรอคะ”
“หกโมงเช้าได้มั้ง เผลอหลับที่ห้องทำงานนะ”
"แต่ก่อนหน้านั้น ลิลได้ยินเสียงดังมาจากห้องพี่" หญิงสาวแสร้งทำสีหน้าสงสัย
"อ๋อ พี่ว่าจะคุยเรื่องนี้อยู่พอดี" อนาคินรวบช้อนและส้อมเข้าหากันบ่งบอกว่ามื้ออาหารของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยมีผู้เป็นน้องสาวรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
"อันที่จริงก่อนลิลจะกลับมา ไอ้ธีร์มันมักจะนอนที่นี่เป็นบางวัน แต่หลังจากนี้คงจะมาอยู่กับเราสักระยะหนึ่ง"
"..."
"คือมันมีปัญหาเกี่ยวกับจิตใจนิดหน่อย" อนาคินขยายความเพิ่มเมื่อเห็นปฏิกิริยานิ่งเงียบของเธอ
“คนอย่างเขาไม่น่าจะลำบากเรื่องที่อยู่นะคะ”
“เรื่องนั้นมันก็จริง แต่พี่กับไอ้เดย์เห็นตรงกันว่า มันควรจะมีคนอยู่เป็นเพื่อน...”
"แล้วทำไมถึงต้องให้เขาไปอยู่ห้องนอนของพี่คินล่ะคะ" เอียงคอถามด้วยความสงสัย
"ห้องที่มันอยู่แอร์เสีย กำลังรอช่างมาซ่อม"
"อย่างนี้นี่เอง" หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ
"แต่ถ้าลิลไม่สบายใจที่มีคนอื่นมาอยู่ด้วย ไว้พี่จะคุยกับมันอีกที"
หญิงสาวยังไม่ทันจะได้ปริปากตอบ เสียงของพี่ชายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"นั่นไง มันมาพอดีเลย"
ร่างสูงในชุดสูทสุดเนี้ยบสีน้ำเงินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเหมือนคนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเพื่อนชายคนสนิท
"ปวดหัวฉิบหาย"
"ก็ไม่แปลกหรอก มึงเล่นดื่มเหล้าเหมือนน้ำเปล่าขนาดนั้น สภาพ!"
"ช่างกูเถอะ วันนี้มึงออกไปทำงานมั้ย"
"แหกตาดูก่อนว่ากูอยู่ในสภาพไหน"
"สบายจังนะมึง คงมีแต่กูที่ต้องไปทำงานในวันหยุดแบบนี้"
"สบายกับผีนะสิ เมื่อคืนกูแทบไม่ได้นอน"
"กูก็รู้สึกเหมือนไม่ได้นอน ตื่นขึ้นมา..." จู่ๆ คำพูดของธีระก็ถูกกลืนหายลงสู่ลำคอเมื่อเห็นน้องสาวของเพื่อนนั่งอยู่ด้วย ว่าจะพูดเรื่องความฝันสุดแสนลามกก็กระไรอยู่
"อะไรของมึง"
"เปล่า"
หลังจากนั้นเพื่อนสนิททั้งสองก็เริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับงานเสียส่วนใหญ่โดยมีหญิงสาวนั่งฟังไปเงียบๆ พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด
"วันนี้ลิลจะออกไปข้างนอกนะคะ" ลลิลเอ่ยบอกตอนต่างฝ่ายต่างกำลังจะแยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง
"ไปไหน?"
"ซื้อของใช้เข้าบ้านค่ะ"
"ไปพร้อมไอ้ธีร์เลยก็ได้" คำพูดของอนาคินทำเอาเธอถึงกับชะงัก
"ไม่เป็นไรค่ะ ลิลไปแท็กซี่ดีกว่า" บอกอย่างเกรงใจ
"หรือจะให้พี่ไปส่ง"
"พี่คินพักผ่อนเถอะค่ะ ลิลไปเองได้"
ลลิลยืนยันน้ำเสียงหนักแน่นจนอนาคินไม่อยากเซ้าซี้ต่อ หญิงสาวจึงเดินออกไปจากตรงนั้นโดยไม่แม้แต่จะมองชายหนุ่มอีกคน
เอี๊ยด!!
รถไฮเปอร์คาร์สีดำเงาวับหนึ่งในสิบคันทั่วโลกเบรกดังสนั่นเพื่อหยุดจอดบริเวณทางเท้าทำให้หญิงสาวที่ยืนหลบแดดอยู่ข้างต้นไม้สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คนขับลดกระจกลงแล้วเอ่ยบอกน้ำเสียงราบเรียบ
"แท็กซี่ไม่ผ่านทางนี้หรอก"
หญิงสาวทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดนั้นแล้วแสร้งมองไปทางอื่นจึงไม่เห็นว่านัยน์ตาคมกริบกำลังจ้องเขม็งอยู่ที่เธอ
"จะไปมั้ย" พยายามถามอย่างใจเย็น ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อกดดันอีกฝ่าย
ความร้อนระอุของแดดประเทศไทยในช่วงสายของวันแผดเผาผิวขาวจัดของเธอจนแสบร้อนและเกิดรอยแดงจำต้องวางฟอร์มลงแล้วพาตัวเองไปนั่งบนเบาะข้างคนขับ
"คาดเบลต์"
"คะ? อ๋อ" สมองของเธอเหมือนจะประมวลผลเชื่องช้าเมื่ออยู่ใกล้เขา ก่อนจะหันซ้ายแลขวาแทบไม่กล้าขยับตัวครั้นเห็นความหรูหราภายในรถอย่างเต็มตา
ธีระเหลือบมองท่าทางเงอะงะของเธอแวบหนึ่งแล้วโน้มตัวไปคว้าหัวเข็มขัดนิรภัยมาล็อกให้อย่างรวดเร็ว
การกระทำที่ดูเหมือนไม่มีอะไรของเขาทำเอาหญิงสาวถึงกับชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"จะลงตรงไหน" ธีระเอ่ยถามทำลายความเงียบ ตอนรถเคลื่อนตัวออกมาได้สักพักแล้ว
"ร้านขายยาค่ะ"
"ไม่สบาย?"
"ลิลมียาที่ต้องซื้อ"
ชายหนุ่มไม่ได้ปริปากถามอะไรต่อจากนั้น ไม่นานก็มาหยุดจอดหน้าร้านขายยา
"เราแยกกันตรงนี้เลยก็ได้ค่ะ"
"ไหนว่าจะไปซื้อของที่ห้างไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวรอ"
หญิงสาวพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในร้านขายยาโดยมีชายหนุ่มมองตามอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก แต่ก็เห็นว่าเธอพูดอะไรบางอย่างกับเภสัชกรหญิงวัยกลางคนแล้วไม่นานก็ยกขวดน้ำขึ้นดื่มก่อนจะเดินกลับออกมา
ลลิลมองทิวทัศน์ที่ไหลเลื่อนผ่านนอกหน้าต่างรถอย่างเหม่อลอย หลังจากนั้นอีกประมาณครึ่งชั่วโมงทั้งสองก็มาถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดังซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของครอบครัวชายหนุ่ม
"อยากได้อะไรก็รูดเอานะ" ยังไม่ทันที่ลลิลจะก้าวลงจากรถ บัตรแบล็คการ์ดก็ถูกยื่นมาตรงหน้า
"คะ?"
"พี่ยังไม่ได้ให้ของขวัญเรียนจบลิลเลย"
"…"
"วงเงินไม่จำกัด"
"เพิ่งรู้นะคะเนี่ย ว่าพี่ธีร์เป็นสายเปย์กับเขาด้วย" พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งประชด
"จะเอาไม่เอา"
"เอาสิคะ เดี๋ยวลิลจะรูดให้ฉ่ำเลย ขอบคุณค่ะ" ฉกบัตรใบนั้นมาจากมือของเขาแล้วเดินลงจากรถเข้าไปยังห้างสรรพสินค้า
หญิงสาวเดินเข้าออกเลือกชมสินค้าแบรนด์ดังต่างๆ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่เธออยากได้อย่างแท้จริง จึงลงไปยังชั้นหนึ่งซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเลือกของเข้าบ้านอย่างที่บอกกับพี่ชายไว้
“ผลข้างเคียงของยาคุมฉุกเฉินอาจทำให้มีอาการเวียนหัวหรือคลื่นไส้ได้ค่ะ” ลลิลหวนนึกถึงคำบอกกล่าวของเภสัชกรพลางยกมือขึ้นมาลูบบริเวณหน้าอกเพราะอาการคลื่นไส้ที่แล่นปราดเข้ามาจู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
“ได้อะไรบ้างล่ะ”
จู่ๆ ร่างสูงที่เดินมาจากทางไหนก็ไม่สามารถทราบได้เข้ามาขวางรถเข็นของเธอพร้อมเหลือบสายตามองข้าวของภายในนั้น
“ลิลขอไปเข้าห้องน้ำ อึก” หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปาก พยายามต่อสู้กับความปั่นป่วนอย่างสุดความสามารถ
“เป็นอะไรหรือเปล่า” ธีระขมวดคิ้วด้วยความสงสัยกับท่าทางนั้นของเธอแล้วเดินเข้าไปหา
“ลิลจะ…โอ้ก” หญิงสาวยังพูดไม่ทันจบก็ขย้อนสิ่งที่อยู่ในกระเพาะลงบนแผงอกของเขาอย่างทนไม่ไหว ก่อนจะเบิกตากว้างแล้วค่อยๆ เงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ธีระกัดฟันกรอด ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความขยะแขยงออกมาอย่างไม่ปิดบังพร้อมคำรามเรียกชื่อเจ้าตัวการอย่างคาดโทษ
“ลลิล!”