นอกจากเงินที่พ่อเอาใส่บัญชีเอาไว้ให้ฉันทุกเดือนแล้ว ฉันเพิ่งมารู้ทีหลังเมื่อมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันชีวิตมาดักพบที่มหาวิทยาลัยพร้อมกับแนะนำตัวเองว่าเป็นเพื่อนรุ่นน้องของพ่อ และพ่อแอบทำกรมธรรม์ประกันชีวิตไว้ให้ฉันในวงเงินหนึ่งล้านบาท โดยในกรมธรรม์ประกันชีวิตของพ่อระบุผู้รับผลประโยชน์เป็นฉันเพียงคนเดียวและยังสั่งห้ามเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ไม่ให้บอกกับแม่ของฉันอย่างเด็ดขาด
ก่อนหน้านั้นฉันเคยแปลกใจนะ ว่าทำไมพ่อถึงไม่เคยบอกแม่เรื่องเงินที่แอบโอนไว้ให้ฉัน หรือแม้กระทั่งบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งบนเกาะสิมิลันที่พ่อได้ซื้อไว้และโอนเป็นชื่อของฉันแล้ว ท่านก็ย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ให้ฉันบอกแม่อย่างเด็ดขาด และพ่อก็แอบพาฉันไปที่บ้านหลังนั้นทุกปี โดยอ้างกับแม่ว่าที่บริษัทจัดทัวร์ท่องเที่ยวปีละครั้ง ทานจึงพาฉันไปด้วย ซึ่งแม่ก็ไม่ได้สนใจไต่ถามอะไร
สรุปว่าเดือนนั้นฉันต้องเอาเงินเก็บที่พ่อโอนเข้าบัญชีไว้ให้ทุกเดือนเพื่อเอาไว้เป็นทุนเรียนต่อมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้านทุกอย่าง โดยที่แม่ไม่ได้สนใจไต่ถามเลยสักนิดว่าฉันเอาเงินที่ไหนมาจ่าย โดยแต่ละสัปดาห์ท่านก็แบมือขอเงินค่าใช้จ่ายกินอยู่ในบ้านเหมือนตอนที่พ่ออยู่ทุกประการ โดยที่วัน ๆ ท่านก็ไม่คิดจะทำงานอะไร คงอยู่บ้านเฉย ๆ แบบนั้นเหมือนเดิม ซึ่งถ้าเป็นตอนที่พ่ออยู่ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก เพราะสามีดูแลภรรยาและลูก ก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่พอพ่อมาเสียไปแบบนี้ถ้าเราจะอยู่รอดให้ได้ก็ควรจะช่วยเหลือกัน แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อแม่เขาไม่คิดแบบนั้น แล้วลูกอย่างฉันจะไปว่าอะไรท่านได้
"มินเดี๋ยววันนี้ฉันกลับก่อนนะ จะรีบเตรียมตัวไปทำงานน่ะ" ฉันบอกกับมินตราเพื่อนสนิทคนเดียวของฉันที่คบกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งมินตราเป็นลูกคนมีเงิน ต้นตระกูลของเธอเป็นผู้ดีเก่า แต่ตัวเธอเองกลับไม่ถือตัวเลย ฉันตึงคบกับมินตราได้แบบสบายใจ
"วันนี้ไปทำงานที่ไหนเนี่ย เลิกดึกอีกหรือเปล่า ถ้าดึกมากก็มานอนที่คอนโดฉันนะ โทรมาก็ได้ เดี๋ยวไปรับ" มินตราแสดงความเป็นห่วงและเอื้ออาทรกับฉันเหมือนเคย
"น่าจะไม่เกินสามทุ่มนะ แกไม่ต้องห่วงหรอก ฉันกลับไปนอนบ้านได้ เพราะฉันห่วงแม่ด้วย ไม่อยากทิ้งแม่ไว้คนเดียว" มินตราพยักหน้าเข้าใจ
"งั้นถ้าแกกลับถึงบ้านแล้วไลน์บอกฉันด้วยแล้วกัน" ฉันพยักหน้าให้ยัยมิน แล้วรีบเก็บข้าวของ เรียกรถแท็กซี่ไปที่ห้างหรูใจกลางเมืองเพื่อทำงานทันที งานของฉันเป็นงานพริตตี้ MC โดยฉันจะเลือกรับเฉพาะที่ไม่มีผลกระทบกับสภาพความเป็นนักศึกษาของตัวเองและไม่กระทบกับการเรียน ตอนนี้ฉันอยู่ปีสองแล้ว ยังไงฉันก็จะอดทนสู้ไปก่อน ฉันยังมีเงินที่พ่อฝากไว้ให้แยกกันกับบัญชีที่ฝากไว้เป็นค่าเล่าเรียน ก็เลยทำให้ยังพอที่จะเลือกรับงานได้ แต่ฉันประเมินสถานการณ์ในบ้านแล้วเรื่องรายจ่ายยังเป็นปัญหาหลัก เพราะแม่เองก็ไม่มีทีท่าว่าจะช่วยเหลืออะไร ฉันก็เลยต้องรีบออกมาทำงานหาเงินเติมเข้าบัญชีไว้แต่เนิ่น ๆ น่าจะดีกว่า
สองปีต่อมา
"งานวันนี้เพอร์เฟกต์มากเลยค่ะน้องเก้า ลูกค้าพอใจมากเลย นี่ค่าตัวค่ะแล้วก็มีที่เจ้าของโชว์รูมให้ทิปพิเศษมาด้วยนะ"
"ขอบคุณพี่แจงมากเลยค่ะ" ฉันยกมือไหว้พี่แจง คนที่ติดต่อให้ฉันมาทำงานวันนี้แล้วยื่นมือไปรับซองที่อยู่ในมือของเธอ โดยสัมผัสแรกก็รู้แล้วว่าเงินในซองมันหนาขนาดไหน
"บริษัททริปเปิลวิลล์มีกิจการเยอะแยะมากมายเลยค่ะ มีทั้งโชว์รูมรถหลายที่ กิจการนำเข้ารถหรู รวมถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์แล้วก็สถานบันเทิงด้วย ถ้ามีงานที่ไม่กระทบกับการเรียนของหนู พี่จะรีบติดต่อน้องเก้าไปนะคะ"
"ขอบคุณพี่แจงที่กรุณานะคะ เก้ายินดีรับใช้ค่ะ" ฉันกล่าวขอบคุณพี่แจงอีกครั้ง จะว่าไปฉันก็โชคดีที่พี่แจงเอ็นดูฉันมาก ตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมาถ้ามีงานอะไรที่ฉันทำได้ พี่แจงจะติดต่อมาตลอด และที่สำคัญเค่าตอบแทนสูงเสียด้วย ฉันเดินเข้าไปด้านในเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับบ้าน เพราะตอนนี้ชุดพริตตี้ที่ใส่อยู่ถึงมันไม่ได้โป๊มากมายแต่มันก็คับแล้วก็สั้นอยู่ดี
ฉันเดินลัดเลาะไปยังด้านหลังของงานซึ่งตอนนี้คนเริ่มทยอยกลับกันไปบ้างแล้ว ในระหว่างที่กำลังเดินอยู่นั้น หางตาฉันก็มองไปเห็นกลุ่มคนเดินอยู่ห่างๆ ในกลุ่มนั้นเป็นผู้ชายล้วนๆ รูปร่างสูงใหญ่ ดูแล้วเป็นชาวต่างชาติแน่นอน ในกลุ่มที่เดินอยู่นั้นมีอยู่ราว ๆ ห้าหกคน แต่ฉันสะดุดตาอยู่ที่ผู้ชายที่เดินนำหน้าเป็นคนแรก เพราะคนอื่น ๆ ที่เหลือเดินตามหลังเขาทั้งหมด
ฉันเห็นผู้ชายคนนั้นแล้วถึงกับถามตัวเองว่าในโลกนี้ยังมีผู้ชายที่หล่อได้ขนาดนี้เลยเหรอ เขาสวมชุดสูทสากลสีน้ำเงินเข้ม ทรงผมสีบรอนซ์ถูกเซ็ทอย่างดี เรียกว่าเสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะมากชนิดที่หาที่ติไม่เจอ โครงหน้าหล่อเหลา มีเคราขึ้นจาง ๆ จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยัก ผิวขาวสะอาด น่าเสียดายที่ฉันเห็นเขาแค่เพียงเสี้ยวด้านข้าง แต่ด้านข้างยังหล่อขนาดนี้ ถ้าได้เห็นหน้าตรงแบบชัด ๆ ฉันคงขาสั่นจนไปไม่เป็นแน่ ๆ
กว่าฉันจะนั่งแท็กซี่กลับมาถึงบ้านก็ปาไปเกือบสี่ทุ่มทั้งร้อนทั้งเหนื่อย แต่ฉันชินเสียแล้วแหละ เพราะตั้งแต่พ่อเสียไปฉันก็ต้องทำงานไปเรียนไปแบบนี้มาตลอดสองปี จนตอนนี้ฉันเรียนอยู่ปีสี่ อีกเทอมเดียวก็จะเรียนจบแล้ว ถ้าหางานดีๆ ทำได้ ก็คงจะเหนื่อยน้อยกว่านี้
ฉันไขกุญแจเข้าบ้านแล้วล็อคประตูรั้วเรียบร้อย เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน และเอื้อมมือจับลูกบิดประตูปรากฏว่าล็อคจากด้านใน แสดงว่าแม่คงนอนแล้ว ฉันจึงไขกุญแจเข้าไป เมื่อเข้าไปยังห้องนอนแล้วฉันก็รีบไลน์บอกมินตราทันทีเพราะไม่อยากให้เพื่อนเป็นห่วง
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วฉันรู้สึกหิวน้ำขึ้นมา จึงเดินลงไปข้างล่างเพื่อดื่มน้ำ และหยิบขวดน้ำขึ้นมาขวดหนึ่งเพื่อเอาขึ้นไปดื่มข้างบนตอนดึก แต่เมื่อฉันหันหลังกลับไปก็ต้องตกใจจนตัวชาตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะฉันเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งอายุน่าจะมากกว่าฉันราว ๆ สามสี่ปี เขากำลังเดินลงมาจากบันไดด้านบนแล้วตรงมายังฉัน
อ๊ะ... หรือว่าเขาเป็นขโมย
"กรี๊ดดดดดด ช่วยด้วยค่ะ" ฉันหวีดร้องลั่นรีบวิ่งไปยังลิ้นชักที่เก็บมีดแล้วหยิบมีดปลายแหลมขึ้นมาเพื่อป้องกันตัว แต่ยังไม่ทันที่จะทำอะไรฉันก็เห็นแม่เดินตามผู้ชายคนนั้นลงมาเสียก่อน ฉันอ้าปากค้าง ตอนนี้ยอมรับว่าช็อคมากกว่าเดิมเสียอีก
"ร้องเสียงดังโวยวายอะไรยัยเก้า" แม่เอ่ยถามฉัน ส่วนผู้ชายคนนั้นหยุดยืนรอแม่พร้อมกับเอื้อมมือไปกอดเอวของแม่ฉัน ชัดเลย คราวนี้ชัดเจน จนแทบไม่ต้องอธิบายอะไร
"วางมีดลงก่อนยัยเก้า นี่ติณ แฟนใหม่ของฉันเอง" แม่พูดกับฉันด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วนฉันถึงกับอ้าปากค้าง มีดหลุดออกจากมือทันที ใช่ค่ะ...ฉันช็อคไปเลย นี่แม่มีแฟนใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน และที่สำคัญคือพามาอยู่ในบ้านโดยไม่ปรึกษาฉันเลยสักคำเลยเหรอ
Write Talk: น้องเก้าต้องผจญชีวิตเพียงลำพัง น่าสงสารจัง
ฉันเดินกลับขึ้นห้องนอนเหมือนคนที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในหัวคิดไปไปสารพัด ไหนจะคิดถึงพ่อที่จากไปแล้ว ไหนจะคิดถึงแม่ที่ไม่เคยใส่ใจใยดีฉันเลยตั้งแต่พ่อเสียไป แถมตอนนี้แม่ยังพาผู้ชายคนอื่นเข้ามาอยู่ในบ้านอีก แล้วผู้ชายคนนั้นดูยังไงก็ไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย แต่ฉันจะพูดอะไรได้ มันเหมือนน้ำท่วมปากคงทำได้แต่หวานอมขมกลืนต่อไป
เช้าวันต่อมา
ฉันมามหาลัยด้วยสภาพไม่พร้อมจะเรียนอย่างแรง ใต้ดวงตาคล้ำเป็นแพนด้าเพราะเมื่อคืนนี้ฉันนอนไม่ค่อยหลับ เมื่อถึงช่วงพักเบรค ยัยมินก็ซักไซ้ไล่เลียงฉันเป็นการใหญ่
"เก้า แกมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ฉันว่าดูแกซึม ๆ ไปนะ เหมือนมีเรื่องอะไรในใจอะ เมื่อวานยังดี ๆ อยู่เลย" ฉันตักข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยว ๆ กลืนลงไปแบบไม่รู้รสเลยสักนิด
"เมื่อคืนแม่พาผู้ชายเข้ามานอนที่บ้าน บอกว่าเป็นแฟนใหม่ อายุน่าจะมากกว่าฉันไม่กี่ปีหรอก ฉันดูแล้วเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจเลยแก" ฉันพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบลงมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันอึดอัดและแน่นอยู่ในอกอย่างบอกไม่ถูก ยัยมินถอนหายใจพร้อมกับเอื้อมมือมาบีบมือฉัน
"แล้วเขาจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเลยเหรอ ถ้าแกอยู่ที่นั่นแล้วอึดอัดหรือไม่ปลอดภัย แกย้ายมาอยู่ที่คอนโดกับฉันดีไหม?" ฉันมองหน้ายัยมินพร้อมกับขอบใจเธอ
"ขอบใจมากนะแก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะแค่ไป ๆ มา ๆ หรือจะมาอยู่ที่บ้านเลยหรือเปล่า เพราะเมื่อคืนหลังจากที่ฉันเจอเขา ฉันก็รีบขึ้นห้อง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้คุยอะไรกับแม่เลย"
"อืม .. เอาเป็นว่าถ้าแกไม่โอเคเมื่อไหร่ก็มาอยู่กับฉันได้ทันทีเลย ไม่ต้องเกรงใจนะ" ฉันพยักหน้าตอบมินตรา ในใจก็คิดกังวลในหลาย ๆ เรื่อง ความจริงหากแม่จะพาแฟนใหม่เข้ามาอยู่ในบ้าน มันก็เป็นสิทธิ์ของแม่ เพราะบ้านนี้เป็นสิทธิ์ของแม่ พอพ่อเสีย ก็ต้องตกเป็นของแม่ตามกฏหมายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ฉันค้างคาใจคือแม่ไม่นึกถึงความรู้สึกของฉันหรือเป็นห่วงฉันบ้างสักนิดเลยเหรอ
วันนี้ฉันกลับบ้านด้วยอาการอิดโรยเหมือนเดิมแต่เมื่อมาถึงบ้านปรากฏว่าบ้านล็อคทั้งข้างนอกและข้างใน แสดงว่าแม่ไม่อยู่
"แม่ออกไปไหนนะ ปกติแม่ไม่เคยออกไปไหนนี่นา" ฉันบ่นพึมพำอย่างนึกเป็นห่วง แล้วนี่ก็ใกล้จะค่ำ ฝนก็ตั้งเค้ามาอีก ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาแม่ทันที เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นสักพักแม่ก็รับสาย
"แม่คะ แม่อยู่ไหนคะ ทำไมยังไม่กลับบ้าน ฝนจะตกแล้วนะคะ"
"ฉันออกมาทำธุระกับติณ คืนนี้อาจจะไม่ได้กลับ ไม่ต้องรอ" แม่พูดแค่นั้นแล้วก็วางสายไป ทิ้งให้ฉันยืนงงอยู่คนเดียว ฉันรู้สึกว่าตั้งแต่พ่อเสีย แม่แปลกไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาหรือการแสดงออกกับฉันมันดูห่างเหินผิดปกติ และดูจะห่างเหินขึ้นเรื่อย ๆ มันไม่เหมือนกับคนที่เป็นแม่จะพึงกระทำต่อลูกเลย
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาแม่ก็ออกนอกบ้านทุกวัน บางวันกลับดึก บางวันก็ไม่กลับ แต่สรุปแล้วก็คือนายติณอะไรนั่นเขาก็เข้ามาอยู่กับแม่ฉันที่บ้านนี่แหละ แต่ดีที่ว่าตอนออกไปข้างนอกเขาไปด้วยกันทุกครั้ง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันคงลำบากใจมากกว่านี้
เย็นนี้ฉันไม่ได้รับงานอะไรเพราะจะมีสอบเก็บคะแนน เลยรีบกลับบ้านมาทบทวนตำรับตำรา เมื่อเดินเข้ามาที่รั้วบ้าน ฉันก็ต้องแปลกใจเพราะเห็นแม่กำลังยืนชี้ไม้ชี้มือให้นายติณหยิบของอะไรบางอย่างใส่ในท้ายรถระบะที่จอดอยู่หน้าบ้าน
"ทำอะไรคะแม่ แม่จะขนของพวกนี้ไปไหน" ฉันเอ่ยถามเมื่อเห็นคนอีกสองคนในบ้าน กำลังเก็บจานชามของเก่าและเครื่องเบญจรงค์ออกจากตู้ไม้สัก
"ฉันขายของพวกนี้แล้ว ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม รกรุงรัง ขี้เกียจดูแลด้วย ขายไปจะได้มีเงินมาใช้จ่าย" แม่พูดแค่นั้นแล้วก็เดินไปชี้ไม้ชี้มือในบ้านให้คนพวกนั้นขนของออกไป
ฉันงงกับคำว่า จะได้มีเงินมาใช้จ่าย ของแม่มาก ๆ แม่จะเอาไปใช้จ่ายอะไร ในเมื่อค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน ฉันเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมดรวมถึงเงินที่กินใช้ทุกวันนี้ของแม่ด้วย ฉันรีบเข้าไปในห้องแล้วปิดล็อคประตูอย่างแน่นหนา ขอบตาร้อนผ่าวจนน้ำตาไหลรินออกมา คิดถึงพ่อ .. ถ้าพ่อยังอยู่เรื่องราวมันคงจะไม่เป็นแบบนี้ ฉันถอนหายใจอย่างอ่อนล้า แล้วเข้าห้องน้ำอาบน้ำอาบท่า หลังจากนั้นแม่ก็ขึ้นมาเรียกให้ลงไปทานข้าว ซึ่งฉันก็ต้องลงไปอย่างเสียไม่ได้ แม้ใจจะไม่อยากลงไปเลยก็เถอะ
ฉันเดินลงมาพร้อมด้วยความฉงนสนเท่ห์ ข้าวของในบ้านดูบางตาไปมาก ไหนว่าแม่จะขายแค่เครื่องเบญจรงค์ แต่ที่ฉันเห็นตอนนี้ ชุดรับแขกไม้สัก ชุดโซฟา หรือแม้กระทั่งทีวีจอแบน 50 นิ้วก็หายไปด้วย ใจคอจะไม่เหลืออะไรเอาไว้ในบ้านเลยเหรอ
"แม่คะ ทำไมแม่ถึงขายของในบ้านออกไปเยอะขนาดนี้ล่ะคะ แม่เดือดร้อนอะไรหรือเปล่า?" ฉันถามแม่ออกไปตรง ๆ เพราะอดสงสัยไม่ได้ เงินทองก็ให้อยู่ทุกเดือนแล้วแม่จะเอาเงินไปใช้อะไรนักหนา
"นี่มันของของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ แกมีหน้าที่เรียนก็เรียนไปเถอะไม่ต้องมาสอดรู้" แม่พูดพร้อมกับตักอาหารใส่จานให้ผู้ชายคนนั้น ฉันฝืนกลืนข้าวได้แค่ไม่กี่คำก็อิ่ม แต่แม่ไม่ยอมให้ฉันลุกออกไป บอกให้รอเก็บจานชามล้างให้เรียบร้อยก่อน
หลังจากแม่กินข้าวเสร็จแล้ว ฉันก็เก็บจานชามไปล้างที่ซิงค์เงียบ ๆ ใจก็คิดถึงเรื่องแม่ไปด้วย ฉันรู้สึกว่าแม่ดูเปลี่ยนไปมาก จากแต่ก่อนถึงแม้ว่าฉันจะสนิทกับพ่อมากกว่า แต่แม่ก็ไม่เคยทำเหมือนไม่เห็นหัวฉันแบบทุกวันนี้
หมับ
ฉันสะดุ้งทันทีเมื่อรับรู้ได้ว่ามีฝ่ามืออุ่น ๆ ของใครบางคนวางแหมะอยู่ที่สะโพกแล้วลูบขึ้นลงไปมา ฉันหับขวับไปมอง ก็เห็นไอ้สารเลวนั่นกำลังยืนประชิดอยู่ ฉันรีบผลักเขาออกไปให้ห่างจากตัวทันทีทั้งตกใจ ทั้งขยะแขยงจนอยากจะอ้วก
"แกจะทำอะไรฉัน ไอ้ชั่ว" ฉันด่ามันแล้วยกมือขึ้นชีหน้า โมโหจนปากคอสั่น
"พี่ไม่ได้คิดจะทำอะไรน้องเก้าสักหน่อย เห็นยืนล้างจานเหม่อๆ อยู่ ก็เลยจะหยอกเล่นก็แค่นั้นเอง" มันตอบหน้าตาเฉย แต่ฉันไม่เชื่อมันหรอก ไอ้สารเลวนี่มันต้องคิดอกุศลกับฉันแน่ ๆ
"ฉันไม่เชื่อแกหรอก คอยดูนะฉันจะบอกแม่" พูดยังไม่ทันขาดคำ แม่ก็เดินลงมาจากชั้นสองแล้วตรงมาที่เราทันที
"มีอะไรกันยัยเก้า เสียงดังโวยวายไปถึงข้างบนโน่น" แม่ทำเสียงหงุดหงิดใส่ฉันแล้วเดินเข้าไปหาไอ้เลวนั่น
"ก็ผู้ชายของแม่มันลวนลามหนู มันมาจับก้นหนูอะแม่"
"ที่ยัยเก้าพูดจริงเหรอติณ?" แม่หันไปถามมัน แต่มันรีบเดินเข้าไปกอดแม่ฉันทันที
"ไม่จริงนะครับพี่ ผมเห็นน้องเขายืนล้างชามเหม่อ ๆ อยู่ ก็เลยจะเข้ามาหยอกเล่นแค่นั้นเอง แต่น้องเข้าใจผิด ด่าผมใหญ่เลย" มันพูดเสียงเล็กเสียงน้อย ออดอ้อนแม่ฉัน
"แกได้ยินหรือยัง ติณเขาแค่จะหยอกแกเล่นแค่นั้นเอง เลิกไร้สาระได้แล้วยัยเก้า" แม่พูดแค่นั้นก็จูงมือไอ้ชั่วนั่นเดินขึ้นข้างบนไปโดยไม่สนใจฉันที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้เลยสักนิดเดียว
White Talk: มรสุมรุมเร้าน้องเก้าเหลือเกิน