ตอน 2

แม้จะปรับให้สีหน้าเป็นปรกติมากเท่าไหร่ แต่ชินกฤตก็ยังทันได้เห็นใบหน้าบิดาขาวซีดเผือดสียิ่งกว่ากระดาษ ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่ตลอดเวลากลับเคร่งขรึม รอบขอบตาลึกโบ๋ลงไป ประกายในดวงตามองสบกับเมียรักและลูกชาย เป็นแววตาของคนซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ท้อแท้และสิ้นหวัง หมดสิ้นเรี่ยวแรงพยุงกายให้ก้าวเดินต่อไป เรือนกายสูงเพรียวที่เคยมีสง่าราศีกลับกลายเหมือนคนแก่พิกลพิการหงิกงอ ช่วยตัวเองไม่ได้และสั่นสะท้านเหมือนกับเรือลำใหญ่ล่องอยู่ในนาวาที่มีพายุลมแรง พร้อมจะล้มคว่ำและอับปางลงได้ในทุกเวลา

ทำไมพ่อถึงได้มีท่าทางแบบนั้น เกิดอะไรขึ้น?

“พ่อ...” ชินกฤตก็ไม่รีรอถลาวิ่งไปหาบิดาซึ่งยืนโงนเงนเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ปลายยอดถูกตัดทิ้งไปแล้วพายุใหญ่โหมกระหน่ำซ้ำจนฐานรากผุดขึ้นมาจากแผ่นดิน จนแทบจะพยุงกายเอาไว้ไม่ได้แต่ก็ยังฝืนเอาไว้ แล้วเพียงแค่เขาวิ่งไปถึง บิดาก็ลมลงในอ้อมแขน

“พ่อ...พ่อครับ” ชินกฤตร้องเรียกบิดาเสียงดังลั่น น้ำเสียงตื่นตระหนกระคนเบาหวิวและแหบเครือ มือหนึ่งสอดใต้ร่างบิดา อีกมือยกขึ้นทาบบนหน้าที่พอแตะลงไปก็รับรู้ถึงความเย็นจัดของร่างกาย ขณะหันไปมองชายอีกคนที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนรักของพ่อ ร่วมหัวจมท้ายทำงานกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นซึ่งยืนมองอย่างเฉยเมย ในดวงตาไม่มีความรู้สึกผูกพันเลยสักนิด อะไรทำให้ผู้ชายตรงหน้าเขาเป็นแบบนี้ กรามหนาขบกัดบดเบียดจนนูนเด่น

“ดูแลพ่อให้ดีนะจอห์น แล้วอาจะมาใหม่” ไม่ใช่ไม่เป็นห่วงชายตรงหน้าซึ่งเป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ เป็นครอบครัวที่เขามี รวมไปถึงเป็นครูคอยสอนสั่งแนะนำกลยุทธ์เล่ห์เหลี่ยมในเรื่องงานให้อย่างไม่เคยจะตระหนี่และหวงแหน แต่ความกดดันจากหุ้นส่วนที่โยนใส่เขามาเต็ม ๆ จนเขาเองก็แย่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ช่วยเหลือคนหัวแข็งได้ยังไงเหมือนกัน

ในตอนนี้ เขาจึงเป็นเหมือนกับคนใจร้ายไป ที่ทำให้พี่ชายถึงกับเป็นลมแล้วยังจะไม่ดูดำดูดีอีก ใครรู้เข้าก็ต้องหาว่าเขาใจดำ แต่การอยู่ของเขาอาจทำให้ทุก ๆ อย่างมันย่ำแย่ไปกว่านี้ก็เป็นได้ สู้เขาเลี่ยงไปเสียก่อน ให้ชินวุฒิได้มีโอกาสตั้งหลักตั้งตัวเองดึงเอาความสามารถที่มีทำให้คนอื่นเห็นจะเป็นการดีกว่า

แต่ตอนนี้ ก่อนอื่นชินวุฒิจะต้องยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นด้วย ไฟกำลังร้อน เหตุการณ์ในบริษัทกำลังย่ำแย่ ผู้ถือหุ้นทั้งหลายเริ่มหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจแล้ว บางรายถึงกับพูดเปรย ๆ เรื่องการถอนหุ้นอีกด้วย ถ้าหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป บริษัทที่ร่วมกันสร้างมาตั้งแต่เล็ก ๆ จนเป็นบริษัทใหญ่และมั่นคงก็จะล้มครืนลงไปเพียงแค่พริบตาเดียว เขาซึ่งเป็นหนึ่งในคนซึ่งร่วมก่อตั้งทนให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ แล้วสิ่งที่เขาเสนอไปนั้นไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อทุก ๆ คน หากว่าชินวุฒิสามารถหาหลักฐานพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนกล่าวอ้าง...

ยักยอกเงินและทุจริต...เปิดเผยความจริงให้ทุกคนได้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนผิด เขาเชื่อว่าทุก ๆ คนก็พร้อมยอมรับให้ชินวุฒิกลับมาดำรงตำแหน่งเดิมได้อีกครั้ง ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี อย่างเปิดเผยและงามสง่าอีกด้วย

ชินกฤตไม่สนใจว่าคนตรงหน้าพูดอะไร เพราะใจเขาอยู่ที่บิดา ซึ่งตอนนี้ร่างกายเย็นเฉียบเหมือนกับมีน้ำแข็งเกาะ ลมหายใจก็อ่อนแรง แม้กระทั่งลมหายใจควรจะออกมาจากจมูกก็ไม่มี

“แม่ครับพ่อเป็นอะไรไม่รู้ แม่เรียกหมอหน่อยครับ” แม้จะตกใจแต่เด็กหนุ่มก็ยังพอจะมีสติพอที่จะตะโกนสั่งให้มารดา ซึ่งตอนนี้ก็แทบจะลมจับไปอีกคนเรียกหมอโดยเร็ว

รอคอย...แต่ดูว่าอาการของบิดาดูจะไม่น่าไว้ใจเลย มารดาก็ชักช้างุ่มง่าม จะก้าวเดินแต่ละก้าวก็ช้าจนเหมือนกับเต่าคลาน ช้าเกินไปไม่ทันใจวัยรุ่นและทันต่ออาการของบิดาซึ่งดูเหมือนว่าจะแย่ลงเรื่อย ๆ ชินกฤตเลือกที่จะช้อนร่างไร้สติของบิดาขึ้น ถลาพาวิ่งออกไปนอกบ้าน พร้อมร้องตะโกนบอกมารดาให้วิ่งตามหลังมาติด ๆ

“แม่ครับ แม่เอากุญแจรถมาให้ผมด้วยนะครับ…พ่อครับ พ่ออย่าเป็นอะไรไปนะครับ ผมกับแม่จะพาพ่อไปหาหมอ” ชินกฤตร้องตะโกนบอกมารดาสลับกับเรียกชื่อบิดา เพื่อให้ท่านรับรู้ว่าตรงนี้ยังมีเขากับแม่เป็นห่วงและอยู่เป็นเพื่อนใกล้ๆ

หนึ่งหนุ่มน้อยกำลังเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ อุ้มร่างผู้เป็นประมุขของบ้านเข้าไปในรถอย่างทุลักทุเล เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดไหลออกจากขมับและแผ่นหลัง มือสั่นเทาไล่ไปตามท่อนแขนกำยำและเรือนกาย แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นชินกฤตไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจ ร่างหนาใหญ่รีบหันหลังกลับไปประคองหญิงร่างเล็กมาที่รถ เขาแทบจะต้องยัดร่างมารดาให้ตามเข้าไปนั่งแนบข้างบิดา ก่อนวิ่งอ้อมไปอีกฝั่ง รีบก้าวขึ้นไปประจำตำแหน่งและพารถออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว

สองมือใหญ่จับพวงมาลัยรถไว้มั่น จนเส้นเอ็นตามข้อมือปูดโปน กรามหนาขบกัดจนแก้มนูนขึ้นสัน เหลือบสายตามองคนร่วมทางผ่านกระจกมองหลัง ในหัวใจกระตุกและหวาดหวั่น เมื่อใบหน้าบิดาที่เคยขาวราวกับกระดาษเริ่มจะมีสีคล้ำขึ้น เหมือนกับคนหายใจไม่ออก

‘พ่อครับ อดทนอีกนิดนะครับ ผมจะพาพ่อไปหาหมอ’

เขาอยากจะเปล่งเสียงออกไปบอกให้พ่อได้รับรู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงขยับเปิดปากพูดไม่ได้ น้ำตาอุ่นร้อนเอ่อล้นคลอหน่วยตา อึดอัดอยากจะตะโกนออกไปดัง ๆ แต่ในลำคอตีบตันไปหมด ในอกเหมือนกับมีลมก้อนใหญ่ แม้จะบางเบาแต่กลับหนักจนหายใจไม่ออก ได้แต่เฝ้าภาวนาอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่าให้บิดาเป็นอะไรไปเลย

สิ่งที่เขาอ้อนวอน สวรรค์เบื้องบนคงจะไม่เห็นและไม่รับรู้ เพราะเพียงแค่รถเลี้ยวออกจากซอยขึ้นถนนใหญ่ก็มีรถมอเตอร์ไซค์ตามประกบติด ถ้าในช่วงไม่เกิดวิกฤติอย่างนี้ คนซึ่งเคยละเอียดรอบคอบอย่างชินกฤตก็คงจะมองเห็น แต่เพราะในสายตาเขาตอนนี้มีเพียงแค่ความเป็นความตายของบิดา จึงได้แต่เร่งรีบพารถคันใหญ่ไปยังโรงพยาบาลซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด

“เร็วหน่อยลูก พ่อจะไม่ไหวแล้ว”

น้ำเสียงเบาหวิวของแม่ลอยมากระทบหู ทำให้ชินกฤตเกิดอาการละล้าละลัง สั่นสะท้านไปทั้งตัวอย่างที่บังคับเอาไว้ไม่ได้ น้ำตาไม่รู้ว่ามันมาจากไหนเอ่อล้นคลอเบ้าจนแทบจะมองทางไม่เห็นและไหลอาบสองแก้มอย่างเร็ว

สองมือหนาจับพวงมาลัยประคองรถให้ผ่านโค้งที่ถ้าประมาทเพียงนิดเดียวก็มีหวังลงไปนอนอยู่ในคูน้ำและพงหญ้าข้างทางแทน แล้วเส้นทางก็ค่อนข้างจะเปลี่ยวด้วยว่าบ้านเขาอยู่ชานเมืองออกไป กว่าจะมีคนเข้ามาให้การช่วยเหลือ มันคงจะไม่ทันการ

ตอน 3

หนุ่มน้อยประคองรถไปได้อีกเพียงแค่เล็กน้อย รถคันใหญ่ก็เซถลาไปไม่ตรงเส้นทาง เสียงหวีดร้องเล็กดังมากระทบใบหู ตามติดมาด้วยเสียงถามอย่างตื่นตระหนก แต่เขากลับไม่มีโอกาสได้ตอบ ด้วยสายตาเหลือบมองไปแล้วเห็นปลายกระบอกปืนสีดำเมื่อมอยู่ไม่ไกล สติที่กำลังจะขาดผึงลงไปสั่งให้เขาอย่าไปสนใจและหวั่นไหวกับกระสุนหลายนัดที่กระหน่ำยิงเข้ามา ประคองรถไปให้ตรงทางและไปให้เร็วสุดเท่าที่จะทำได้

แต่เพราะความที่เขายังเป็นมือใหม่เพิ่งจะหัดขับรถได้ไม่นาน อีกทั้งความห่วงใยต่อผู้เป็นบิดาที่อาการย่ำแย่เต็มที แม้จะพยายามจนสุดความสามารถแล้วก็ตาม แต่ไม่อาจประคองรถเอาไว้ได้ รถคันใหญ่บรรจุคนสามคนถลาพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าอย่างจัง

หนึ่งร่างคนขับถูกอัดเข้ากับพวงมาลัยรถ แต่ดีว่ามีถุงลมอัดดันประตูเปิดดีดตัวเด็กหนุ่มกระเด็นออกจากรถ แต่อีกสองร่างกลับติดอยู่ในนั้น ก่อนคนร้ายซึ่งต้องการความมั่นใจว่าเหยื่อที่ได้รับคำสั่งมาจะไม่มีชีวิตรอดก้าวลงจากรถ เดินลงมากระหน่ำยิงซ้ำอีกครั้งจนรถคันใหญ่เกิดระเบิด เปลวไฟจะโหมลุกไหม้อย่างทันใจ จากนั้นชายใจเหี้ยมหาญก็เดินอย่างอาจหาญกลับไปขึ้นรถและขับหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใดและกลัวว่าจะมีใครมาเห็นเข้า

ชินกฤตผุดลุกขึ้นนั่งสะบัดศีรษะให้คลายจากอาการมึนงง เพราะหล่นลงมากระแทกกับอะไรที่เขาไม่คิดจะสนใจมองด้วยความกลัวระคนตื่นตระหนกเกาะกุมหัวใจ ข่มความเจ็บที่มีทั่วร่าง ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนดวงตาคมกริบสีสนิมจะเบิกกว้าง ร่างคนหนึ่งนิ่งสงบไปไม่มีแม้แต่เสียงร้อง ส่วนอีกร่างกำลังตะเกียกตะกายพาตัวเองให้รอดพ้นจากการถูกเผาทั้งเป็น

“พ่อ!!! แม่!!!”

ชินกฤตร้องเรียกบิดาและมารดาที่อยู่ในรถเสียงดังลั่น รีบถลาลุกขึ้นยืนแต่กว่าจะยืนทรงตัวได้ เพราะอาการทางร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างที่เขาหักห้ามไม่ได้ ทั้งสั่นและหมดแรงผุดมาเป็นระลอกเหมือนกับเกลียวคลื่นพัดเข้าหาฝั่ง บริเวณศีรษะเจ็บร้าวรวมไปถึงกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งเข้ามาในจมูก แต่ถึงอย่างนั้นหนุ่มน้อยก็ไม่ได้คิดสนใจ เพราะหัวใจเขาอยู่กับสองร่างในรถ ซึ่งมีเพลิงไฟลุกไหม้อย่างน่ากลัว

“คุณตื่นซิคะตื่น...จอห์น...ช่วยแม่ด้วย”

เอรียาสลบไปเป็นชั่วครู่และตื่นขึ้นมาเพราะความร้อน เธอเขย่าร่างสามีอันเป็นที่รักให้ตื่นขึ้นสลับกับหันไปร้องเรียกลูกชายให้ช่วยเหลือสลับไปเปิดประตูรถ แต่ทำยังไงมันก็ไม่ยอมออก น้ำตาอุ่นร้อนไหลพรากอาบสองแก้ม หน้าสามีขาวซีดยิ่งกว่ากระดาษ อีกทั้งลมหายใจก็เบาหวิว มือเล็กเขย่าคู่ชีวิตที่อยู่กินกันมาเป็นเวลาสามสิบปีตื่นฟื้นขึ้นมา แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าชินวุฒิจะได้สติ

“พ่อ!!! แม่!!!”

เด็กหนุ่มร้องเรียกอย่างที่คิดว่าดังสุดเสียงแล้ว แต่มันกลับเป็นเพียงแค่สายลมบางเบาออกจากปาก อีกทั้งน้ำตาที่ไหลหลั่งออกจากสองตาอย่างหักห้ามเอาไว้ไม่ได้ ถึงจะเป็นอย่างนั้นชินกฤตก็ไม่ได้อิดออดรีรอ เขาข่มกลั้นอาการหวาดกลัวและอาการต่างๆ ทางร่างกายเอาไว้พยุงตัวเองที่เดินอย่างคนไม่มีแรงไปช่วยมารดาอย่างไม่หวั่นเกรงไฟร้อนๆ เผาไหม้ร่างกายเพื่อช่วยคนที่รักให้ออกมาอย่างปลอดภัย

“อดทนนิดนะครับแม่ ผมมาช่วยแล้ว” ชินกฤตตะโกนบอกคนในรถ ขณะที่มือก็สาละวนดับไฟสลับปาดไล้น้ำตาบนวงหน้า สองมือพยายามแกะแงะให้ประตูรถฝั่งที่มารดานั่งอยู่ที่ไม่รู้ว่าติดอะไร เปิดยังไงก็เปิดออก

ในทรวงเหมือนถูกเพลิงไฟที่ได้เห็นแผดเผา กลัวจนหายใจติดขัด ภาวนาอย่าให้คนในรถเป็นอะไรไป พ่อกับแม่ต้องปลอดภัยและยังจะต้องอยู่กับเขาไปอีกนาน แต่เพียงยื่นมือเอื้อมไปไม่ทันจะได้แตะตัวรถด้วยซ้ำ ความร้อนที่แผ่กระจายมาแทบจะเผามือและกายให้ไหม้ ทว่าหนุ่มน้อยก็คิดจะไม่ยอมแพ้ เสื้อตัวใหญ่ถูกถอดออกมาเพื่อพันมือเอาไว้

ปากสีแดง ๆ ขยับเอ่ยบอกคนภายในรถให้รับรู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้ มือก็ยังทำงานของมันอย่างเต็มความสามารถที่มี พร้อมที่จะฝ่าเปลวไฟร้อนแรง เพื่อช่วยให้ท่าน...คนที่เขารักทั้งคู่ยังคงอยู่กับเขาต่อไป

“จอห์นช่วยพ่อก่อนลูก ช่วยพ่อก่อน”

แม้สถานการณ์จะอยู่ในขั้นวิกฤติ ตัวเองจะรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่เอรียาก็ยังเป็นห่วงสามี ยังเลือกบอกลูกชายให้ช่วยเหลือชินวุฒิ ซึ่งตอนนี้ความตายดูจะมาเยือนมากกว่าความเป็น

“คุณคะคุณ...คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ อยู่กับฉันกับลูกก่อนนะคะคุณ อย่าเป็นอะไรไปนะ” เอรียาเขย่าแขนสามีคู่ทุกข์คู่ยากให้ลืมตาตื่น เพื่อจะได้หนีจากกองไฟไปพร้อม ๆ กัน แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่รับรู้อะไรเลย

“คุณอย่าทิ้งฉันนะ อย่าทิ้งฉันไป...ได้โปรด” เอรียาเอ่ยเสียงแผ่วเบาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม

“ถอยไปครับแม่ ถอยไป!” ชินกฤตร้องตะโกนบอกคนในรถให้ถอยห่างไป คิดว่าถ้าทำอยู่อย่างนี้ไม่แคล้วทั้งบิดาและมารดาจะต้องถูกไฟคลอกตายก่อนเขาจะช่วยเหลือได้สำเร็จ หนุ่มน้อยซึ่งตอนนี้ร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและร่องรอยแดง ๆ ของไฟ กระชากเสื้อออกมาพันมือใหม่อีกครั้งให้แน่นพอ

“ถอยออกไปครับแม่ ถอยไป!” ชินกฤตตะโกนบอกทั้งที่น้ำตาอาบไล้เต็มใบหน้าคมสันที่มีอาการตื่นตระหนก มือกระหน่ำซ้ำทุบไปบนกระจกจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย รีบคว้าร่างที่เขาสามารถคว้าได้ก่อน อย่างไม่สนใจว่าเป็นใคร กระชากลากเต็มแรงให้ร่างเล็กหลุดออกจากรถไปอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างทุลักทุเล

“แม่รออยู่ตรงนี้นะครับ ผมจะไปช่วย...” แต่ไม่ทันที่ชินกฤตจะได้ย้อนกลับไปช่วยชินวุฒิในรถ ไฟซึ่งโหมไหม้ลุกท่วมอยู่ก็ระเบิดขึ้นตูมใหญ่

“คุณ...กรี๊ด!!!” เอรียากรีดร้องเสียงหลง ก่อนร่างเล็กจะฟุบแน่นิ่งไปอย่างคนช็อกสุดขีด

“พ่อ!!!”

ชินกฤตตะโกนร้องเรียกบิดาเสียงหลง เป็นลูกผู้ชายไม่สมควรจะร้องไห้ แต่เขาไม่อาจระงับน้ำตาซึ่งหัวใจสั่งมาให้ไหลอาบสองแก้มให้หยุดไหลได้ จะไปช่วยบิดาออกจากรถก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะร่างเล็กบางของมารดาที่เย็นเฉียบและอ่อนระทวยซบแน่นิ่ง วงหน้าสวยหวานซีดเผือดยิ่งกว่ากระดาษ ลมหายใจก็อ่อนแรงจนเขากำลังกลัว...กลัวว่าจะต้องสูญเสียคนที่รักไปอีกคน

“แม่ครับ แม่อย่าเป็นอะไรไปนะครับ อย่าทิ้งผมไว้คนเดียวนะครับแม่”

ชินกฤตพร่ำพูดเหมือนกับคนละเมอด้วยความหวาดกลัวสุดหัวใจ แขนใหญ่สอดกระชับร่างเล็กพาวิ่ง...วิ่งไปอย่างไม่สนใจว่าจะเหนื่อยและเจ็บเท้าพร้อมกับร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนซึ่งผ่านไปมาช่วยพามารดาไปหาหมอ แต่กลับไม่มีใครสนใจเลยสักคนเดียว

กว่าชินกฤตจะพามารดาไปถึงมือหมอก็เป็นเวลาย่ำค่ำ หนุ่มน้อยได้แต่เฝ้าภาวนาให้มารดาปลอดภัย สองเท้าก้าวย่ำเดินไปมาอย่างไม่หยุดนิ่ง หนุ่มน้อยซึ่งตอนนี้กลายเป็นคนคิดมากและหวาดระแวงไปเสียแล้ว ด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการจงใจของใครบางคนที่เขายังไม่รู้ว่าเป็นใคร ที่เขาจะต้องตามหาตัวให้เจอ

กรามหนาขบกัดบดเบียดจนแก้มตอบนูนเด่น ตาคมกริบเป็นประกายแข็งกระด้างดุกร้าว

ไม่ว่ามัน...คนนั้นจะเป็นใคร เขาจะต้องตามหาตัวให้เจอ และจัดการเรียกเอาความยุติธรรมและแก้แค้นให้กับบิดาให้จงได้!

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED