-เปรี้ยง! เปรี้ยง!-
เสียงปืนดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้งทำให้ผู้โดยสารในรถตกใจ เมื่อมีอันตรายคืบคลานเข้ามาจึงรีบก้มต่ำลงตามสัญชาตญาณ อีกทั้งสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมายากต่อการป้องกันตัวนัก
“กรี๊ด!!” หญิงสาวกรีดร้องด้วยตัวสั่นเทามือทั้งสองยกขึ้นปิดหู แม้ว่าจะมีร่างหนาของชายหนุ่มคู่หมั้นคอยโอบไว้ก็ตาม
บอดี้การ์ดที่ติดตามมาด้วยกำลังรัวกระสุนใส่ฝ่ายตรงข้าม เพื่อปกป้องเจ้านายทั้งสองที่อยู่ภายในรถหรู มือหนาคว้าปืนที่เหน็บเอวอยู่ข้างหลังออกมา ขณะแขนอีกข้างก็คอยโอบกอดหญิงสาวในอ้อมแขนไว้ไม่ห่าง เขารู้ว่าเธอกลัวและตกใจกับสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างมาก ทว่าอีกใจหนึ่งก็รู้สึกรำคาญเสียงร้องแสบแก้วหูที่ดังไม่แพ้เสียงปืน มันทำให้ชายหนุ่มไม่มีสมาธิ เพราะไม่รู้ว่าวิถีกระสุนจากคนร้ายมาจากทางใดของความมืดบ้าง
“เบลล่าหยุด! หยุดร้องก่อน” เสียงทุ้มสั่งหญิงสาวในอ้อมกอดเสียงเข้ม
“เซฟคะ เบลล่ากลัว”
“ใจเย็น! คุณอยู่กับผมไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงอบอุ่น หญิงสาวในชุดราตรีสีแดงเพลิงกระชับกอดเอวสอบไว้แน่น ใบหน้าซุกซบกับอกกว้าง ชายหนุ่มก็ไม่ได้ขัดขืน สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือคนร้ายที่ลอบยิงพวกตนต่างหาก โชคดีที่รถทุกคันของตระกูลบิลยาเลตดินอฟติดกระจกกันกระสุนอย่างดี
“บอสครับ ผมว่าบอสกับคุณเบลล่าลงมาจากรถก่อนดีกว่านะครับ ขืนอยู่ในรถแบบนี้เสร็จพวกมันแน่” แวนบอดี้การ์ดคนสนิทเปิดประตูรถหรูเรียกเจ้านาย
“ไม่เอา แกจะบ้าเหรอให้ฉันกับเซฟลงไปหากระสุนพวกมันนี่นะ ได้ตายกันหมดพอดี” หญิงสาวแหวดเสียงใส่บอดี้การ์ดที่ในมือถือปืนไว้มั่น
“เบลล่าทำตามที่แวนบอก ลงไปก่อน” ชายหนุ่มคลายอ้อมแขนแล้วผลักเธอเบาๆ ไปหาคนสนิท
“แต่เซฟคะ เบลล่ากลัว” เธอหันไปส่งเสียงอ้อนคู่หมั้นหนุ่ม
“ถ้ายังไม่อยากตายก็ลงไปเร็ว!!” ไม่พูดให้มากความ ผู้เป็นนายหันไปพยักหน้าให้แก่ลูกน้อง มือหนาของบอดี้การ์ดหนุ่มก็ดึงข้อมือบางของหญิงสาววิ่งไปหลบยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว
“เซฟ!...” เธอหันไปเรียกเขาที่ยังหลบวิถีกระสุนจากพวกมันออกมาไม่ได้
ชายหนุ่มยังคงหลบอยู่ข้างรถ ก่อนจะตัดสินใจยิงปะทะพลางสายตาคมพลางหันไปมองเห็นการ์ดหลายคนถูกยิงและได้รับแผลบาดเจ็บสาหัส
“บอสครับ ผมยิงคุ้มกันให้มาเร็ว” ด้วยความเป็นห่วงเจ้านายแวนรีบตะโกนบอกแข่งกับเสียงปืน
“ไม่แวน นายคุ้มกันคุณเบลล่า ไม่ต้องห่วงฉัน” ชายหนุ่มตะโกนบอกแล้วหันไปยิงโต้กลับเป็นระยะ
ยังไม่ทันได้ขาดคำ แวนก็วิ่งออกมาจากที่หลบ และชายหนุ่มเห็นคนร้ายวิ่งออกมาจะยิงใส่แวนร่างสูงจึงกระโดดเข้าไปดึงตัวลูกน้องให้หลบแต่ก็ยังช้ากว่ากระสุนทำให้ถูกยิงที่แขน
“แวนระวัง!!...อ๊าก!!” สองร่างสูงล้มลงนอนกับพื้นไม่เป็นท่า ทว่าเมื่อตั้งตัวได้ก็หันไปยิงคนร้ายโดนหัวและหัวใจอย่างแม่นยำ
“หัวหน้า บอสเป็นยังไงบ้างครับ” การ์ดร่างยักษ์รีบเข้ามาหาเจ้านายเมื่อพวกมันถอยไป เสียงการปะทะเงียบสงบลงไปในที่สุด
“บอสถูกยิง” แวนเอ่ย ลุกยืนพร้อมเจ้านายที่นิ่วหน้าด้วยความเจ็บจากแผลที่ถูกยิงมีเลือดไหลออกมา
“เซฟ เป็นยังไงบ้างคะ” เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย เบลล่าก็ออกมาจากที่หลบและรีบดูแผลที่แขนกำยำภายใต้เสื้อสูทสีดำราคาแพงด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหรอก...คุณไม่เป็นไรใช่ไหมเบลล่า” ถึงแม้ว่าตัวเองจะเจ็บ แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษก็ต้องรีบถามถึงสวัสดิภาพของฝ่ายหญิงที่ตนทำหน้าที่มาส่ง แต่ยังไม่ถึงบ้านก็มาเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ แต่คุณถูกยิง...”
“บอสไปหาหมอก่อนเถอะครับ” แวนเอ่ย
“จัดการเคลียร์ให้เรียบร้อย แล้วไปสืบมาว่ามันเป็นใคร” น้ำเสียงน่าเกรงขามสั่งลูกน้อง ก่อนที่จะเดินไปยังรถอีกคันที่บอดี้การ์ดขับตามมา เพราะคันที่เขานั่งมาคนขับถูกยิงเสียชีวิตคารถ ส่วนทางนี้ปล่อยให้ลูกน้องจัดการก็น่าจะเรียบร้อย
แวนพาเจ้านายมาโรงพยาบาลอยู่ใกล้ที่สุด เป็นโรงพยาบาลอยู่ในเครือของบิลยาเลตดินอฟที่ได้เป็นหุ้นส่วนร่วมกัน ขณะที่คนถูกยิงยังทำแผลไม่เสร็จ ก็มีนักข่าวจำนวนมากมารอขอสัมภาษณ์ท่านซีอีโอหนุ่มถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่ามาทันทีที่ทราบเพราะต้องการทำข่าวกันอย่างมากมาย
“เจ้าเซฟเป็นยังไงบ้าง” มาติน่าคุณนายแห่งบิลยาเลตดินอฟ ฝ่าดงนักข่าวเข้ามาในโรงพยาบาลทันทีเมื่อมาถึง ก็ถามหาลูกชาย มีแวนโค้งศีรษะทำความเคารพ
“ถูกยิงที่แขนครับ แต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“รู้ได้ยังไงว่าลูกฉันไม่เป็นอะไรมาก!!” นายหญิงตวัดสายตาดุดันพร้อมเสียงเขียว จนบอดี้การ์ดหนุ่มหน้าเสีย
“แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงได้มีคนซุ่มทำร้ายแบบนี้” เมื่อคิดว่าดุเหล่าบอดี้การ์ดของบุตรชายไปก็เท่านั้น จึงถามหาที่มาที่ไปของเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งเจ้านายและลูกน้องแทบจะเอาชีวิตไม่รอด
“เราไปส่งคุณหนูเบลล่า แต่ระหว่างทางมีพวกไหนไม่รู้มาซุ่มยิงในความมืดครับ”
“ไม่ได้เรื่อง!!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของนายหญิงมาติน่าทำให้แวนถึงกับสะดุ้งเฮือก “พวกแกนี่มันเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ เลย”
“....” แวนเงียบไร้คำขอโทษ เพราะคนตรงหน้าไม่ต้องการคำขอโทษ มันเป็นเหมือนการแก้ตัว
“เบลล่าไม่เป็นอะไรใช่ไหม” มาติน่าหันไปทางคู่หมั้นบุตรชาย ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เบลล่าไม่เป็นไรค่ะคุณป้า”
ไม่นานร่างสูงของคนถูกยิง ก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินหลังจากทำแผลเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เพราะไม่ได้เป็นอะไรมากแค่ยิงเฉียดๆ เท่านั้น แต่เจ้าตัวก็ยังมีสีหน้าซีดไปนิด เขาปฏิเสธการนอนให้น้ำเกลือตามคำแนะนำของคุณหมอ หากว่าชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลผู้นี้ไม่ต้องการสิ่งใดก็ไม่มีใครขัดใจได้ ใครก็กลัวว่าตัวเองจะไร้ลมหายใจทั้งนั้น หากทำอะไรให้เขาไม่พอใจ
“แม่!!” ปากเรียวเป็นกระจับเรียกมารดา ไม่คิดว่ามาติน่าจะมาอยู่ที่นี่ด้วย สายตาคมตวัดไปมองคนสนิทอย่างแวนและเป็นอีกครั้งที่บอดี้การ์ดหนุ่มก้มหน้าหลบสายตาดุดันของเจ้านายเป็นการบอกว่าตนไม่รู้เรื่อง
“เบลล่าเองค่ะ ที่เป็นคนโทรหาคุณป้า” คู่หมั้นสาวเอ่ย เห็นว่าวันนี้แวนโดนดุมากพอแล้ว
“เซฟไม่เป็นอะไรใช่ไหมลูก นอนพักดูอาการที่โรงพยาบาลดีไหม” มือผู้เป็นแม่เอื้อมไปสัมผัสกับแผลที่แขนถูกพันด้วยผ้าสีขาวมีรอยเลือดซึมออกมาจางๆ
“ผมไม่เป็นอะไรมากครับแม่ และผมก็ไม่นอนโรงพยาบาลด้วย พรุ่งนี้มีงานที่ต้องทำ” ชายหนุ่มตอบเสียงเข้ม
“แต่แม่ว่า...” มารดาต้องหยุดคำพูดลงเมื่อบุตรชายส่ายหน้าไปมาเป็นการปฏิเสธ
“งั้นก็ตามใจเซฟแล้วกัน” ไม่ว่าจะแต่ไหนแต่ไรมา นางก็มักจะตามใจบุตรชายที่เป็นหัวแก้วหัวแหวนเสมอเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ที่บิดาชายหนุ่มยังไม่จากไป
“แน่ใจนะคะเซฟว่าจะไม่รักษาตัวที่โรงพยาบาลก่อน” เบลล่าเอ่ย
“ไม่! ผมไม่มีเวลามานอนเล่นที่โรงพยาบาลหรอก” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยเสียงห้วน จนคู่หมั้นสาวต้องเงียบไป
“กลับกันเถอะครับ” เขาหันไปหามารดาและเดินออกไปพร้อมกัน
ด้านนอกมีนักข่าวจำนวนมากมารอสัมภาษณ์นักธุรกิจคนดัง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อถูกการ์ดชุดดำคอยกันไม่ให้เข้าไปทำข่าว ได้เพียงการถ่ายภาพของชายหนุ่มมีแผลที่แขนเท่านั้น
“ท่านครับ ขอสัมภาษณ์ท่านหน่อยครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“ท่านคะ เรื่องนี้ท่านคิดว่าใครเป็นคนทำ”
“ท่านจะทำยังไงกับพวกที่ดักเล่นงาน”
เสียงของนักข่าวรุมถาม ขณะที่ชายหนุ่มเดินออกมาจากโรงพยาบาลยังรถที่จอดรออยู่ เมื่อเห็นนักธุรกิจหนุ่มเดินออกมาก็รีบยิงคำถามทันที พร้อมแสงวูบวาบของการถ่ายภาพจากกล้องก็สว่างขึ้นเป็นจังหวะไม่หยุด ไม่ว่านักข่าวจะถามอะไร สองแม่ลูกก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา ใบหน้าทั้งคู่เรียบเฉย โดยเฉพาะชายหนุ่มเขาเป็นคนไม่ชอบพูด เงียบมากกลายเป็นคนหยิ่งยโส จนเป็นที่ประจักษ์กันดีในสังคมว่าเขาคือเทพบุตรสุดหยิ่ง
จวบจนรถของบุคคลที่ต้องการทำข่าวเคลื่อนตัวออกไป แสงแฟลชจากกล้องจึงได้หยุดลง เหล่านักข่าวจึงหันมาถามการ์ดชุดดำแทน แต่ก็ไร้คำตอบไม่มีใครเอ่ยใดๆ ออกมา ต่างรีบขึ้นรถกลับตามเจ้านายไปไม่สนใจนักข่าว....
‘ฟรานเชสโก้ บิลยาเลตดินอฟ ซีอีโอหนุ่มเลือดผสม วัยสามสิบห้าปีถูกคนร้ายซุ่มดักยิงขณะไปส่งคู่หมั้นสาว อย่างเบลล่า วิล ระหว่างทางกลับจากงานเลี้ยงที่ทั้งคู่ได้ไปร่วมด้วยกัน มีเพียงคนสนิทออกมาให้สัมภาษณ์ว่าท่านซีอีโอไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ถูกยิงที่แขนและไม่ได้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ไม่มีการให้สัมภาษณ์ของเจ้าตัวแต่อย่างใดเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา’
สื่อทุกสำนักไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวหรือหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ มีการเสนอข่าวของชายหนุ่มขึ้นหน้าหนึ่ง ทุกฉบับกลายเป็นข่าวดังที่สุด เพราะทุกคนจับตามองเจ้าของบริษัทบ่อน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด และยังมีธุรกิจอีกหลายอย่างที่ชายผู้นี้ได้ลงทุนทำ ซึ่งแน่นอนว่าทุกธุรกิจที่เขาทำมันกำลังไปได้สวย
ข่าวดังตลอดหลายวันมานี้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พิทยาเจ้าของสายการบินใหญ่ต้องโทรหาเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วง แม้จะรู้จากข่าวแล้วว่าเพื่อนไม่ได้เป็นอะไรมากก็ยังมิวายต้องถามให้แน่ใจ
“ว่าแต่แกไม่เป็นอะไรแน่นะเซฟ” เสียงของพิทยาคอยถามเพื่อนไม่หยุดตั้งแต่อีกฝ่ายรับสาย
“เออ! ไม่เป็นอะไรหรอก แกนี่เซ้าซี้จริงๆ น่ารำคาญ!”
“ไม่เป็นไรก็ดี ไอ้เฟลิกซ์มันก็เป็นห่วงแกเหมือนกัน”
“.....” เงียบไม่มีเสียงตอบกลับมา ทางฝ่ายคนโทรมาก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเพื่อนยังอยู่ในสาย เป็นเรื่องปกติที่ไม่พูดเช่นนี้ พิทยาชินเสียแล้ว
“แล้วจะมาไทยเมื่อไหร่เนี่ย”
“อีกนาน ช่วงนี้งานเยอะมาก ไหนจะเรื่องไอ้พวกดักยิงฉันอีก” คนพูดเอ่ยด้วยเสียงเบื่อหน่าย
“เออๆ จะมาก็บอกนะ จะได้รู้ไว้ไม่ใช่ไปไหนมาไหนไม่บอก ตายแล้วตามเก็บศพไม่ถูก” พิทยาทิ้งคำพูดแรงๆ ก่อนที่จะกดวางสายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว ไม่รู้ทำไมเวลาที่พวกเขาจะวางสายก็วางโดยไม่บอกกล่าวกัน เมื่อก่อนก็ไม่เป็นสงสัยคงจะติดนิสัยจากฟรานเชสโก้
“บอสครับ แน่ใจนะครับว่าจะไม่พักบ้าง เดี๋ยวแผลจะไม่หายเอาง่ายๆ นะครับ” คนสนิทเอ่ยเมื่อเห็นว่าเจ้านายวางสายจากเพื่อนโทรทางไกลข้ามฟ้าข้ามน้ำมาจากต่างแดน
“เออ!! ไม่ตายหรอกแผลแค่นี้เอง ไว้ฉันโดนระเบิดสมองก่อนแล้วกันจะหยุดพักให้” การพูดแบบประชดของเจ้านายทำให้คนที่ทำหน้าที่ควบกันหลายตำแหน่ง ส่ายหัวอย่างยอมแพ้กับความดื้อรั้น
“ผมแค่เป็นห่วงบอสเท่านั้น เดี๋ยวนายหญิงมาติน่าดุผมเอาได้”
“สรุปนายกลัวแม่ด่า หรือเป็นห่วงฉันกันแน่แวน” เจ้านายเสียงดุทันใด
“ก็ต้องเป็นอย่างหลังอยู่แล้วครับบอส ถ้าบอสเป็นอะไรไปใครจะจ่ายโบนัสให้ผม” แวนพูดติดตลกอย่างเป็นกันเอง เวลาอยู่ในห้องทำงานกันสองคนไม่มีคนนอก แวนก็จะกลายเป็นเพื่อนของฟรานเชสโก้คนหนึ่งนอกจากเจ้าสองแสบที่อยู่ไทยในขณะนี้อย่างพิทยาและเฟลิกซ์
“ไอ้งก!!”
คนถูกว่ากลับไม่รู้สึกอะไร ซ้ำยังยักไหล่กว้างให้เสียด้วยซ้ำ ก่อนจะก้มหน้าลงไปทำงานบนโต๊ะต่อ ส่วนเจ้านายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ กลับใช้มือหนาลูบริมฝีปากหยักลึกของตัวเองอย่างครวญคิดไม่ตก ซึ่งเป็นนิสัยประจำเวลาที่เขาคิดอะไรอยู่ในสมองและครวญคิดอย่างกลัดกลุ้ม
“ใครกัน!” ปากเรียวกระจับพึมพำกับตัวเองเบาๆ และหมุนเก้าอี้ทำงานหันไปมองวิวของเมืองผ่านผนังทำจากกระจกใส
สมองอันชาญฉลาดของซีอีโอหนุ่ม ที่ได้ฉายาว่าเป็นเจ้าพ่อพลังงานคิดไม่ตกว่าตนได้สร้างศัตรูที่ใดไว้ แต่เขาเป็นนักธุรกิจก็อาจจะมีการขัดผลประโยชน์อยู่หลายคนโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ แต่ไม่มีเรื่องใดหากว่าคนอย่างเขาอยากจะรู้แล้วไม่มีข้อมูล เพียงแค่ส่งลูกน้องให้ไปสืบไม่นานก็ต้องมารายงานว่าใครกล้าลูบคม ฟรานเชสโก้ บิลยาเลตดินอฟคนนี้
“คุณนิกกี้ไม่เข้าบริษัทมาหลายวันแล้วค่ะ” เลขารายงานเมื่อนายหญิงเข้าบริษัทและเรียกพบที่ปรึกษาสาว
“ไปไหน บอกไว้หรือเปล่า” มาติน่าสงสัย ปกติแล้วที่ปรึกษาคนนี้จะเข้าบริษัทแทบจะทุกวัน
“ไม่ทราบค่ะ ไม่ได้บอกไว้”
“เช็กสิว่าที่ห้องเสื้อมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถึงได้หายไปแบบนี้”
เจ้าของบริษัทเครื่องนุ่งห่มขนสัตว์ส่งออกแบรนด์ดัง และเป็นรายใหญ่ที่สุดอย่างมาติน่า บิลยาเลตดินอฟแปลกใจเป็นอย่างมากกับนักออกแบบฝีมือเยี่ยม ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบในแต่ละฤดูกาล มาติน่าชื่นชมผลงานของเธอคนนี้เป็นอย่างมาก งานทุกชิ้นที่เธอแนะนำให้คำปรึกษาเมื่อออกสู่ตลาดแล้วจะเป็นที่นิยมขายดิบขายดีจนสินค้าหมดและต้องสั่งทำขึ้นอีกครั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าไปทั่วโลก นางไม่ปฏิเสธหรอกว่าที่บริษัทมีกำไรมากส่วนหนึ่งก็มาจากที่ปรึกษาคนเก่งที่ออกแบบดี