ตอน 2

ปัณณวัฒน์จากเมืองไทยไปด้วยดวงใจที่แห้งแล้งอย่างคนไร้รัก เขาไม่สามารถจะมอบรักของเขาให้ผู้หญิงคนใดได้อีกแม้แต่คนที่เขาแต่งงานด้วย เพราะความรักของเขามอบให้เกร็ดแก้วไปจนหมดแล้ว ปัณณวัฒน์ใช้ชีวิตในฐานะนักธุรกิจผู้มากความสามารถ เขาประสบความสำเร็จเรื่องงานเป็นอย่างมาก และได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากไทยมาอยู่ที่สิงคโปร์แทน แต่ก็ไม่คิดจะล้มเลิกบริษัทฯที่ไทยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้รับข่าวคราวของผู้หญิงที่เขามอบรักให้หมดดวงใจอีกเลย แต่รู้ว่าพ่อแม่เขาก็คงไม่อยู่เฉย คงต้องหาทางจัดการกับเกร็ดแก้วเป็นแน่ และเขาไม่รู้ว่าจะช่วยเธอย่างไร ไม่รู้จริงๆ ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่กับภรรยาจนมีลูกชายด้วยกันคนหนึ่ง และรู้ว่าจิ่งฟางจะมอบรักให้เขาจนหมดหัวใจจนถึงลมหายใจสุดท้ายของเธอ แต่เขาก็มิอาจรักตอบเธอได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เขารู้ว่าเธอเจ็บปวดแต่ก็สู้เก็บมันเอาไว้ เขาสงสารเธอ แต่ก็ไม่อาจบังคับใจตัวเองให้เปลี่ยนความรักแบบพี่น้องที่มีต่อเธอเป็นอย่างอื่นที่มากกว่านั้นได้เลย

“หนูเป็นลูกของเกร็ดแก้วเหรอ?” ชายสูงวัยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อหู ด้วยไม่คิดว่าแม่กับลูกจะเหมือนกันขนาดนี้ เหมือนกันทุกอย่าง เว้นแต่นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลสนิมนั้นเพียงอย่างเดียว เพราะคนรักของเขามีนัยน์ตาสีดำน่าหลงใหล แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็รู้สึกเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้ายิ่งนัก เหมือนกับว่าเขารู้จักเธอมานานแสนนานแล้ว “หนูชื่ออะไรจ้ะ?”

“หนูชื่อยิ้มค่ะ”

“เอ่อ...ลุงชื่อวัฒน์เป็นเพื่อนของแม่หนูน่ะ ไม่ได้เจอกันมานานแล้ว หนูจะพาลุงไปพบแม่ของหนูหน่อยได้ไหม?”

ปัณณวัฒน์ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จนปารวีนึกอิจฉาผู้หญิงตรงหน้า เพราะพ่อของเขาไม่เคยพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้กับเขาแม้สักครั้ง แต่คนถูกถามกลับมีสีหน้าหม่นลงถนัดตา จนคนถามอดตกใจไม่ได้ว่าเขาพูดอะไรผิดไปหรือไม่ ทำไมรอยยิ้มสดใสเมื่อครู่ถึงหายไปจากใบหน้าหวาน

“ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ แม่...แม่ตายไปแล้ว”

น้ำเสียงเศร้าสร้อยด้วยความคิดถึงบุคคลอันเป็นที่รักตอบกลับไป ทำให้คนถามถึงกับชะงัก เป็นไปได้อย่างไร เกร็ดแก้วตายได้อย่างไร? ตายเมื่อไหร่? ทำไมสวรรค์ถึงโหดร้ายกับเขาเช่นนี้ พรากคนที่รักไปจากเขาแล้วยังไม่พอ เมื่อเขามีโอกาสเพื่อมาขอพบเธอสักครั้ง เธอกลับจากเขาไปแล้ว…จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

“งั้นหรือ?” ชายสูงวัยถามด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดจนผู้ที่มาด้วยอีกคนหนึ่งรู้สึกแปลกใจ ไม่น่าเชื่อว่าพ่อของเขาจะมีท่าทีเจ็บปวดได้ปานนี้ ทั้งๆ ที่ตอนแม่เขาตายพ่อของเขากลับไม่เคยแสดงความเจ็บปวดเช่นนี้ออกมาให้เห็นเลย แม่ของผู้หญิงตรงหน้าคงมีความสำคัญกับพ่อของเขามากสินะ “แล้วหนูอยู่กับใคร?”

“หนูอยู่กับคุณป้าน่ะค่ะ” ญาตาวีตอบด้วยน้ำเสียงที่ค่อยปรับความรู้สึกได้บ้างแล้ว “เอ่อ...ถ้าคุณลุงไม่รังเกียจจะไปพักดื่มน้ำที่บ้านของหนูก่อนไหมคะ?”

“ก็ดีนะ นำไปเลยสิ” ปัณณวัฒน์ตอบรับโดยไม่ได้หันไปขอความคิดเห็นจากบุตรชายแม้แต่น้อย ก่อนเดินไปเคียงคู่กับหญิงสาวร่างบางซึ่งเป็นลูกสาวของหญิงคนรัก โดยปล่อยให้ลูกชายเดินตามหลังอย่างไม่สนใจ “หนูอายุเท่าไหร่แล้ว?” ถึงจะไม่มีคำลงท้าย แต่น้ำเสียงของชายสูงวัยก็อ่อนโยนจนหญิงสาวพลอยรู้สึกอบอุ่นไปด้วย

“22 ค่ะ”

“งั้นก็เรียนจบปริญญาตรีแล้วน่ะสิ”

“ค่ะ”

“แล้วทำงานอะไรเหรอ?”

“ยังไม่ได้ทำงานหรอกค่ะ เพราะต้องคอยมาช่วยป้าดูแลสวน”

“จบอะไรมาล่ะ?”

“อ๋อ! จบมนุษยศาสตร์ฯ ภาษาอังกฤษค่ะ”

“ไปทำงานกับลุงไหม?”

“คะ?” คำอุทานนี้บ่งบอกว่าผู้ฟังได้ยินชัดเจนว่าอีกฝ่ายถามว่าอย่างไร แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่ได้ยินสักเท่าไหร่นัก “คุณลุงว่าอะไรนะคะ?”

“ลุงถามว่า ไปทำงานที่บริษัทของลุงไหม?”

“เอ่อ...หนูขอถามป้าดูก่อนดีกว่านะคะ” ญาตาวีเลี่ยงตอบอย่างชาญฉลาด “ถึงแล้วค่ะ นี่บ้านของหนู”

ญาตาวีพาสองหนุ่มต่างวัยเดินมาหยุดอยู่ที่บ้านไม้ยกถุนสูงหลังกะทัดรัด ซึ่งล้อมรอบไปด้วยต้นมะม่วงที่ให้ความรมรื่นเย็นสบายจนไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศหลังหนึ่ง ปารวีรู้สึกแปลกใจอย่างไม่เคยเห็นบ้านอย่างนี้มาก่อน มันดูโบราณ จนน่ากลัวว่าหากขึ้นไปอยู่บนนั้นสักสิบคน บ้านหลังนี้คงพังคงมาเป็นแน่ ญาตาวีพาผู้มาเยือนทั้งสองนั่งบนแคร่ไม้ใต้ต้นมะม่วงต้นหนึ่งซึ่งปลูกอยู่หน้าบ้าน

“คุณลุงกับ เอ่อ...”

ญาตาวีไม่รู้ว่าจะเรียกอีกคนที่มาด้วยกับปัณณวัฒน์ด้วยสรรพนามอย่างไรดี จึงหยุดไปด้วยความสงสัย ผู้ชายอีกคนดูภูมิฐานไม่แพ้ปัณณวัฒน์ เพียงแต่รัศมีที่เปล่งออกมาจากตัวเขาไม่ค่อยเป็นมิตรกับเธอเท่าใดนัก ไหนจะแววตาที่อยู่ใต้แว่นดำนั้นอีก ถึงแม้ว่าเธอจะมองไม่เห็นแววตาของเขา แต่ก็แน่ใจว่าคนมองดูเธอด้วยสายตาที่เป็นศัตรู

“ลูกชายลุงเองล่ะ ชื่อปรานต์”

ปัณณวัฒน์รีบแนะนำบุตรชายของตนให้ญาตาวีรู้จัก แล้วพลันความคิดบางอย่างก็วิ่งเข้ามาในหัว แต่เขายังบอกใครไม่ได้ตอนนี้ว่าความคิดนั้นคืออะไร ญาตาวีพยักหน้ารับรู้ ก่อนยกมือไหว้ทักทาย แต่อีกฝ่ายกลับยังนั่งนิ่งจนหญิงสาวรู้สึกฉุนกึก

“ค่ะ! ถ้าอย่างนั้น คุณลุงกับคุณปรานต์นั่งอยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูไปเรียกป้าลีก่อน” พูดจบร่างบางก็หมุนตัวตรงไปยังหลังบ้าน พร้อมส่งเสียงเรียกผู้เป็นป้าซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เหลืออยู่ “ป้าลี ป้าลีจ๊ะ อยู่ที่ไหน?”

ญาตาวีส่งเสียงเรียกหามาลีญาติผู้ใหญ่ซึ่งเหลืออยู่เพียงคนเดียวในขณะนี้ และมีลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกับเธอคนหนึ่ง

“ป้าอยู่นี่ มีอะไรหรือยิ้ม?”

หญิงสาวอายุราวห้าสิบส่งเสียงตอบหลานสาวผู้น่ารัก ในขณะที่เคลื่อนกายออกมาให้คนเรียกได้เห็น

“ป้าลีไปไหนมาจ๊ะ?”

“อ๋อ! ป้าไปดูมะม่วงมาน่ะ กำลังแก่ได้ที่ ป้าว่าพรุ่งนี้จะเก็บขายเสียหน่อย” มาลีตอบคำถามหลานรักด้วยน้ำเสียงเอ็นดู ก่อนจะนึกถึงธุระที่หลานสาวร้องเรียกหา “เออ...ว่าแต่ร้องเรียกป้าเนี่ยมีธุระอะไรเหรอ?”

“มีแขกมาหาน่ะจ้ะ”

มาลีพยักหน้ารับรู้ ก่อนทำหน้าคล้ายเป็นเชิงบอกให้ญาตาวีเดินนำตนไปพบผู้มาเยือนที่หลานสาวพูดถึงเมื่อครู่ อยากจะรู้เช่นเดียวกันว่าแขกคนดังกล่าวคือใคร?

“คุณวัฒน์!”

มาลีอุทานชื่อแขกผู้มาเยือนเสียงแผ่ว แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตามแต่ความหล่อเหลาบนใบหน้าของปัณณวัฒน์ก็ไม่ได้ลดลงไปเสียเท่าไหร่ แล้วทำไมนางจะจำไม่ได้ว่าผู้ชายอายุห้าสิบกว่าๆ คนนี้คือคนที่น้องสาวเธอรักจนหมดหัวใจ และก็เป็นคนที่ทำให้ทั้งเธอและน้องสาวซึ่งเหลือกันอยู่เพียงสองคนในขณะนั้นต้องระหกระเหินย้ายบ้านจากกรุงเทพฯมาลี้ภัยจากครอบครัวของเขาอยู่ไกลถึงที่นี่ แต่นั่นนางก็ไม่ได้โทษเขาแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีว่าที่เขายอมเลิกกับน้องสาวนางและยอมแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น ก็เพื่อปกป้องน้องสาวของนางและตัวนางเอง หากแต่มาลีกลับรู้สึกสงสารและเห็นใจผู้ชายคนนี้เหลือเกินที่ต้องทนอยู่กับคนที่ตนไม่ได้รัก

“เอ่อ! สวัสดีมาลี” ปัณณวัฒน์เอ่ยทักทายด้วยไม่รู้ว่าจะพูดประการใดดี “สบายดีเหรอ?”

“ค่ะ” คนตอบยังดูเหมือนอยู่ในห้วงของความคาดไม่ถึงว่าจะได้พบเขา “แล้วคุณวัฒน์ล่ะค่ะ?”

“ก็...ดีเท่าที่จะดีได้” คำตอบดูเหมือนจะสื่อให้คนถามรู้ว่าที่ตอบว่าดีนั้น ความจริงแล้วไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก “เอ่อ! นี่ปรานต์ ลูกชายผมเอง”

ปัณณวัฒน์แนะนำลูกชายให้รู้จักกับพี่สาวของคนที่ตนรัก แต่ผู้ที่ถูกแนะนำกลับมองผ่านแว่นดำยี่ห้อหรูมายังหญิงสาววัยห้าสิบนิ่ง โดยไม่ยอมทำความเคารพแต่อย่างใด ทำให้เจ้าบ้านซึ่งเป็นหญิงสาวต่างวัยทั้งสองรู้สึกฉุนจนอยากจะขว้างรองเท้าใส่หน้านิ่งๆ นั้น

“คุณวัฒน์มาที่นี่ทำไมคะ?”

มาลีเลิกสนใจบุตรชายผู้ไร้มารยาทของปัณณวัฒน์ ก่อนหันไปถามจุดประสงค์ของผู้มาเยือน

“ผมมาหาแก้ว”

“แต่แก้วเขา...”

“ผมรู้แล้วล่ะ” ปัณณวัฒน์พูดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายรู้สึกเกรงใจที่จะบอกให้ผู้มาเยือนรู้ว่าคนที่เขาตามหาได้จากไปแล้ว ไปอย่างไม่มีวันกลับ “ยิ้มเล่าให้ฟังแล้ว ผมก็เลยคิดว่าอยากจะรับยิ้มไปทำงานด้วยที่สิงคโปร์ ไม่ทราบว่าคุณลีจะเห็นว่ายังไง?”

มาลีรู้สึกใจหายวาบเมื่อรับรู้ว่าผู้มาเยือนต้องการพาหลานสาวไปทำงานด้วยที่ต่างประเทศ หลานที่นางเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก และเฝ้าเลี้ยงดูมาคู่กับลูกชายของนาง นึกแล้วก็น่าใจหายหากว่าญาตาวีต้องไปทำงานที่ต่างประเทศจริงๆ

“เอ่อ...ดิฉันคงต้องถามความเห็นจากยิ้มก่อนน่ะค่ะ”

มาลีเลี่ยงตอบอย่างฉลาด ทำให้ผู้ฟังมีสีหน้าเข้าใจว่ามาลีคงผูกพันกับหลานมากจนไม่อยากให้ไปอยู่ที่ไหนไกลๆ แต่ปัณณวัฒน์ก็รู้สึกเสียดายความสามารถของหญิงสาวหากว่าต้องทำงานอยู่แต่ในสวนเช่นนี้ และที่สำคัญ เขารู้สึกเอ็นดูเด็กสาวคนนี้เหลือเกิน ไม่ใช่เพราะหน้าตาเธอเหมือนเกร็ดแก้วไม่มีผิด หากแต่เป็นเพราะว่า ตั้งแต่แรกเห็นหน้าเขารู้สึกผูกพันกับญาตาวีเหมือนกับเธอเป็นลูกสาวของเขา

“ไม่เป็นไร ฉันให้เวลาคิด แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมาฟังคำตอบแล้วกัน” ปัณณวัฒน์เอ่ยอย่างต้องการเสนอทางเลือกให้ ก่อนหันไปหาบุตรชาย “งั้น...วันนี้เรากลับกันก่อนเถอะ”

ปารวีพยักหน้ากับบิดาเป็นเชิงรับรู้ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบิดาของเขาถึงอยากได้ตัวผู้หญิงคนนี้ไปทำงานด้วยนัก ทั้งๆ ที่คนอื่นที่จบด้านนี้มาก็มีเยอะแยะ จะหาสักกี่คนไปทำงานด้วยก็ได้ หรือเพราะว่าพ่อของเขาต้องการให้ผู้หญิงคนนี้ไปอยู่ด้วยเป็นตัวแทนผู้หญิงที่ตัวเองรัก ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาไม่มีวันยอมแน่

ปารวีลุกขึ้นยืนเต็มส่วนสูงเดินตามบิดาไป หลังจากที่บิดากล่าวลาสองสาวต่างวัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี่เขายังต้องอยู่ที่เมืองไทยต่ออีกหรือนี่? เขาอยากกลับสิงคโปร์ตอนนี้เลย เพราะรู้สึกห่วงงานเป็นกำลัง และไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำงานแทนเสียเท่าไหร่นัก แม้จะรู้ว่าคนๆ นั้นเป็นเพื่อนสนิทของเขาและเป็นคนที่มีความสามารถไม่แพ้เขาก็ตาม

ตอน 3

เช้าวันต่อมาปัณณวัฒน์พร้อมกับบุตรชายได้เดินทางไปบ้านสวนแห่งเดิมตั้งแต่เช้า เพราะอยากรู้คำตอบเหลือเกิน และอยากจะกลับสิงคโปร์เพื่อไปทำงานต่อให้เร็วที่สุด เพราะงานธุรกิจหากทิ้งไปไม่เกินสองวัน คู่แข่งก็อาจหาช่องทำร้ายบริษัทฯ ได้ แต่ภาพที่เขาเห็นเมื่อมาถึงบ้านสวนแห่งนั้น คือภาพของชายฉกรรจ์ท่าทางเป็นนักเลง 3 – 4 คน กำลังจะทำร้ายมาลีและหลานสาว โดยมีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับญาตาวีพยายามจะปกป้องหญิงสาวต่างวัยทั้งสองอยู่ แต่ดูท่าทางจะสู้พวกนักเลงกลุ่มนั้นไม่ไหว ปารวีรีบตรงปรี่เข้ามาเพื่อจะช่วยอีกแรงด้วยว่าไม่ต้องการเห็นผู้หญิงถูกรังแก

การต่อสู้ระหว่างนักเลงอาวุธครบมือสามคนและผู้ชายซึ่งไร้อาวุธอีกสองคนเป็นไปอย่างดุเดือด โดยมีมาลีและญาตาวีคอยยืนลุ้นอยู่ข้างๆ เพราะนาทีนั้นสมองของหญิงทั้งสองไม่สั่งการจริงๆ ว่าควรทำอย่างไรต่อไป นอกจากยืนภาวนาให้ทั้งปารวีและบุตรชายของนางมาลีไม่พลาดพลั้งให้กับนักเลงทั้งสามคนนั้น และดูเหมือนว่าปารวีจะใช้วิชาป้องกันตัวที่ตนมีทักษะอยู่แล้วในการล้มคู่ต่อสู้อีกฝ่ายได้ไม่ยาก เมื่อในที่สุดนักเลงสองในสามคนนั้นก็ล้มไปกองกับพื้นอย่างเพลี่ยงพล้ำ แต่เหตุการณ์ยังไม่จบลงแค่นั้น เมื่อหนึ่งในนักเลงกลุ่มนั้นซึ่งนอนกองอยู่กับพื้นชักปืนออกมาหมายจะยิงใส่ปารวี ญาตาวีเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าปากกระปอกปืนเล็งตรงมายังพระเอกขี่ม้าขาวซึ่งมาช่วยเธอและครอบครัวไว้

“คุณปารวีระวัง!”

ญาตาวีวิ่งปรี่เข้ามายืนบังตัวของปารวีไว้ก่อนที่นักเลงคนนั้นจะลั่นไก หากแต่ด้วยสัญชาตญาณหรือสิ่งใดไม่ทราบแน่ ทำให้ชายหนุ่มพลิกร่างบางเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ก่อนจะใช้ร่างใหญ่บังร่างของหญิงสาวไว้เพื่อไม่ให้ถูกกระสุน แต่ก่อนที่นักเลงจะได้ลั่นไกอนุวัฒน์ซึ่งเป็นลูกชายของนางมาลีก็วิ่งตรงเข้ามาแตะมือของเจ้านักเลงคนนั้นเต็มแรง ทำให้ปากกระปอกปืนพลาดจากจุดที่เล็งไว้ ส่งผลให้กระสุนที่ถูกส่งออกมาผ่านปากกระปอกปืนนั้นไม่โดนจุดสำคัญ เพียงแต่ถากแขนเขาไปเท่านั้น

ญาตาวีเอี้ยวตัวกลับมามอง เห็นเลือดไหลซึมผ่านเสื้อสูทสีดำของเขา หญิงสาวหน้าซีดด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะกล้าบังกระสุนแทนเธอ เธอรีบกุมแผลที่ต้นแขนของเขาไว้เพื่อห้ามเลือด ในขณะที่ฝ่ายที่โดนยิงกลับมีสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อนใดๆ กับบาดแผลนั้นเลย จนหญิงสาวนึกโมโหที่เจ้าตัวทำอย่างกับว่าเป็นแค่แผลมดกัด ในขณะที่นักเลงสามคนใช้ช่วงชุลมุนวิ่งหนีไปตามระเบียบ พร้อมกันนั้น ทุกคนที่เหลืออยู่ในบริเวณนั้นต่างก็มายืนลุมร้อมญาตาวีและปารวีอย่างเป็นห่วง

“คุณเป็นยังไงบ้าง?”

ญาตาวีละล่ำละลักถามอย่างตกใจ หน้าซีดตัวสั่นไปหมด ทั้งๆ ที่ตนไม่ใช่คนที่ถูกยิง

“ฉันไม่เป็นไรหรอก แค่ถากๆ”

ปารวีตอบกระชากเสียง ก่อนเบี่ยงแขนข้างที่บาดเจ็บออกจากมือบางที่กุมแผลเขาไว้ อย่างจะบอกให้รู้ว่าไม่ต้องการให้เธอแตะต้องเขา หญิงสาวรู้สึกถึงความโมโหแล่นลิ่วทั่วร่าง ไม่ได้โมโหที่เขาไม่อยากให้เธอแตะต้อง แต่โมโหที่เขาดื้อดึงทั้งๆ ที่เลือดไหลออกมาชุ่มเสื้อที่สวมอยู่ขนาดนั้น

“ไม่เป็นไรได้ยังไง? ก็เห็นอยู่ว่าเลือดไหลออกเยอะขนาดนี้” หญิงสาวตำหนิอีกฝ่าย “ฉันว่าคุณไปหาหมอก่อนดีกว่า”

“ไม่! เสียเวลาเปล่าๆ”

ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ยอมรับความหวังดีจากอีกฝ่ายจนญาตาวีรู้สึกว่าผู้ชายที่อายุคงมากกว่าเธอคนนี้ช่างดื้อยิ่งกว่าเด็กๆ แถวบ้านเธอเสียอีก มันน่าจับตีก้นให้เข็ดนัก

“คุณจะยอมเสียเวลาไม่กี่ชั่วโมงในการทำแผล หรือจะปล่อยให้เป็นบาดทะยักจนต้องตัดแขนทิ้ง และเสียเวลาในการทำงานไปชั่วชีวิตล่ะ?”

ญาตาวีพูดอย่างเป็นต่อ รู้อยู่ว่าเขาคงเป็นคนดื้อไม่อยากแสดงอาการอ่อนแอให้ใครเห็น แต่บางครั้งคนเราก็ต้องห่วงตัวเองมากกว่าจะห่วงทิฐิไม่ใช่หรือ? ชายหนุ่มทำหน้าเหมือนไม่อาจหาคำใดมาโต้เถียงเธอได้อีก แต่ก็มีท่าทีไม่ยอมแพ้

“ไปเถอะปรานต์ ไปหาหมอเสียหน่อย ป้องกันไว้ดีกว่านะ”

ปัณณวัฒน์หันมาสนับสนุนข้อคิดเห็นของญาตาวีอีกคน ทำให้ปารวียอมขึ้นรถตู้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอนั้น โดยมีผู้เป็นพ่อ นางมาลี ญาตาวี และอนุวัฒน์ติดตามไปด้วยความเป็นห่วง

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงปารวีก็ออกมาจากห้องฉุกเฉินหลังจากทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้ทุกคนที่ติดตามมาด้วยความเป็นห่วงรู้สึกโล่งใจกันไปตามๆ กัน ที่เห็นเขาไม่ได้เป็นอะไรมากมายอย่างที่กลัวตั้งแต่แรก แถมยังคงตีสีหน้าถือดีได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

“ขอบคุณ คุณปรานต์มากนะคะที่ช่วยชีวิตฉัน”

ญาตาวีเอ่ยกับร่างสูง ปารวีรู้สึกว่าเธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณเขาแม้แต่น้อย เพราะเธอต่างหากที่จะเป็นคนช่วยชีวิตเขา เขาสิที่ต้องขอบคุณเธอ แต่ชายหนุ่มกลับพยักหน้ารับคำขอบคุณนั้นโดยไม่กล่าวอะไรออกมา

“เออ! แล้วทำไมไอ้นักเลงพวกนั้นถึงมาทำร้ายคุณล่ะมาลี?”

ปัณณวัฒน์นึกได้ จึงหันไปเอ่ยถามหญิงอายุใกล้เคียงกับเขาอย่างสงสัย ในการที่ครอบครัวของนางถูกทำร้ายในคราวนี้ อีกฝ่ายมีท่าทีอึกอักเล็กน้อยก่อนจะยอมบอกความจริง

“เขาเป็นคนของเสี่ยกวง ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในแถบนี้และเป็นเจ้าหนี้ของฉันเองล่ะค่ะ” คำตอบของมาลีเรียกความสงสัยจากอีกฝ่ายได้ไม่ยาก “เมื่อก่อนเกิดน้ำท่วมหนัก ทำให้สวนมะม่วงของฉันเสียหาย หลังจากน้ำลดแล้วฉันก็เลยต้องการทุนสักก้อนเพื่อฟื้นฟูสวนมะม่วงนั้น เพราะมันเป็นแหล่งรายได้แหล่งเดียวของครอบครัว ฉันลองกู้เงินจากธนาคารมาเพื่อลงทุนทำสวนใหม่แต่ทุกอย่างก็ไม่ดีขึ้นเลย แถมไม่มีเงินใช้คืนธนาคารเขาอีก ทางธนาคารเขาจะยึดสวนของฉัน แต่สวนแห่งนี้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัวฉันแล้ว ฉันไม่อยากเสียมันไป ฉันต้องการที่จะรักษาสวนแห่งนี้ไว้จึงต้องไปยืมเงินเฮียกวง แต่ไอ้เฮียกวงมันหน้าเลือด เงินกู้มันออกดอกเป็นว่าเล่น นี่ฉันก็พยายามผ่อนดอกมันมาเกือบ 2 ปีแล้วก็ยังไม่หมดเสียที แล้วมันก็ต้องการยิ้มให้ไปเป็นเมียน้อยของมันแต่ฉันไม่ยอม มันก็เลยส่งลูกน้องมาทวงหนี้ไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อบังคับฉันให้ส่งหลานสาวคนเดียวไปบำเรอความใคร่ของมัน ไอ้ฉันจะแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจก็เป็นพวกของมันทั้งนั้น”

คำบอกเล่าของนางมาลีเกรี้ยวกราดไปตามแรงอารมณ์จนคนฟังรู้สึกมีอารมณ์ร่วมด้วยไปตามๆ กัน ทำให้ ปัณณวัฒน์รู้สึกว่า ต้องพาญาตาวีไปจากที่นี่ให้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ไอ้พวกเฮียกวงจะมาพาตัวของญาตาวีไปเป็นนางบำเรอของมันจริงๆ

“คุณเป็นหนี้มันอยู่เท่าไหร่?”

ปัณณวัฒน์ถามขึ้น

“ถ้ารวมทั้งต้นและดอกด้วยก็เกือบล้านกว่าบาทค่ะ”

นางมาลีตอบเสียงเศร้าสร้อย

“เอาอย่างนี้ไหม? ผมจะใช้หนี้ให้คุณ แต่คุณต้องยอมให้ญาตาวีไปทำงานกับผม”

ชายสูงวัยพยามยามยื่นข้อเสนอดีๆ ให้ แต่อีกฝ่ายกลับรู้สึกไม่เชื่อใจ กลัวว่าเขาจะคิดอกุศลกับหลานสาวอย่างกับเจ้าหนี้หน้าเลือดคนนั้น

“ทำไมคุณถึงอยากให้ยิ้มไปทำงานกับคุณล่ะ?”

หญิงวัยห้าสิบถามขึ้น ทำให้อีกฝ่ายประจักษ์ชัดว่านางไม่ไว้ใจเขา กลัวว่าเขาจะมีนิสัยเหมือนไอ้เฮียกวงที่เป็นตาแก่ตัณหากลับ

“ผมพูดจริงๆ นะ ผมรู้สึกเอ็นดูหนูญาตาวี เหมือนกับว่าเธอเป็นลูกสาว และที่สำคัญผมเสียดายความสามารถของเธอหากว่าต้องมาอยู่แต่ในสวนอย่างนี้ คิดดูดีๆ นะ ถ้าญาตาวีไปอยู่กับผม ผมก็จะช่วยเคลียร์หนี้สินทุกอย่างให้ และญาตาวีจะได้รอดพ้นจากเงื้อมมือไอ้เฮียกวงนั่นด้วย อีกอย่างลูกชายผมก็ช่วยชีวิตหนูยิ้มไว้ คุณจะไม่คิดตอบแทนหน่อยเหรอ?”

ปัณณวัฒน์รู้สึกละอายใจไม่น้อยที่ต้องใช้เรื่องบุญคุณมาบีบบังคับอีกฝ่ายให้ยอมตกลง แต่มันก็เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ ที่จะทำให้นางมาลียอมอนุญาตให้หลานสาวไปทำงานกับเขา ปารวีมองหน้าบิดาด้วยความฉงนนัก เพราะเหตุใดบิดาของเขาจึงอยากจะได้ตัวผู้หญิงคนนี้ไปทำงานด้วย ถึงกับยอมใช้หนี้แทนขนาดนี้?

“เอ่อ! ฉันขอปรึกษาลูกกับหลานก่อนนะคะ” นางมาลีจูงมืออนุวัฒน์และญาตาวีไปอีกทางหนึ่ง “ยิ้มว่าไงลูก อยากไปรึเปล่า?”

“ความจริงยิ้มก็อยากไปทำงานนะคะ แต่ว่า...”

“ถ้าอยากไปก็ไปเถอะลูก ป้าไม่ว่าหรอก”

“แต่ยิ้มเป็นห่วงป้านี่คะ ถ้ายิ้มไปแล้วใครจะช่วยป้าทำสวนล่ะ?”

หญิงสาวมีท่าทางอิดออด

“ไปเถอะยิ้ม เรื่องทำสวนเราช่วยแม่ทำเองก็ได้”

อนุวัฒน์ตอบด้วยน้ำเสียงสนับสนุน แต่ญาตาวีก็ยังรู้สึกไม่สบายใจหากต้องทิ้งป้าและญาติอย่างอนุวัฒน์ไป

“นั่นสิ เจ้าต้อมมันช่วยป้าได้อยู่แล้ว อีกอย่างถ้าหนูไป หนูก็จะได้ใช้ความสามารถที่เรียนมาในการทำงาน และที่สำคัญหนูจะได้พ้นจากปากเสือปากจระเข้อย่างไอ้เฮียกวงด้วยยังไงล่ะ” อีกฝ่ายมีสีหน้าคล้ายกับถามว่า แล้วนางไว้ใจปัณณวัฒน์ได้อย่างไร ว่าเขาจะไม่เป็นเหมือนเฮียกวง “ป้าเชื่อว่าคุณวัฒน์เขาไม่ใช่เฒ่าหัวงูอย่างเฮียกวงหรอก ป้ารู้จักเขามาก่อน เขารักแม่หนูมาก ก็ไม่แปลกอะไรหากว่าเขาจะเอ็นดูหนูเหมือนลูกสาว”

หญิงสาวยืนชั่งใจอยู่อึดใจหนึ่ง

“ค่ะ! ยิ้มจะไป”

ทั้งสามคนเดินมาหาปัณณวัฒน์ซึ่งรอฟังคำตอบอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ปารวีเหลือบมองอาการลุ้นเกินเหตุของพ่อแล้วรู้สึกหมั่นไส้หญิงสาวตรงหน้านัก

“ยิ้มจะไปทำงานกับคุณลุงค่ะ”

ญาตาวีเป็นคนตอบคำถาม ทำให้ปัณณวัฒน์แทบจะผ่อนลมหายใจที่กลั้นเอาไว้อย่างลุ้นจัด ปารวียิ้มเหยียดหยัน เขานึกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ต้องรักเงินและรักความสบายไม่ต่างกับคนอื่นๆ จนถึงขั้นยอมทิ้งป้าที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ไปทำงานในที่ที่จะได้เงินเดือนมากกว่า อยู่สบายกว่า เผลอๆ อาจได้เป็นเศรษฐีนี แต่งงานกับคนรวยๆ อย่างพอเขาแทนผู้เป็นแม่!

“งั้น...เดี๋ยวให้อนุวัฒน์พาไปเก็บเสื้อผ้านะ ส่วนคุณมาลีช่วยพาผมไปพบเฮียกวงหน่อย ผมจะได้เคลียร์หนี้ให้ แล้วเราจะเดินทางกันวันนี้เลย”

“วันนี้?”

ทั้งนางมาลี อนุวัฒน์ และญาตาวีอุทานขึ้นพร้อมกันอย่างใจหาย ไม่อยากเชื่อว่าจะต้องจากกันเร็วขนาดนี้

“ใช่! ผมทิ้งงานไว้ไม่ได้นานหรอก”

ปัณณวัฒน์ตอบ ก่อนแตะแขนมาลีเบาๆ ให้เดินตามออกไป

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED