ตอน 1

บทนำ

เมษายืนแทบไม่ติดพื้นยามได้ข่าวจากนางสมนึก คนดูแลนางนวลฉวี ว่าพี่สาวถูกหามส่งโรงพยาบาล ใจของเขาร้อนรน ยืนเฝ้ามองร่างของนางนวลฉวีอยู่ปลายเตียงคนไข้ ใบหน้าเข้มเคร่งขรึมกลัดกลุ้มเจ็บหน่วงๆ ร้าวรานหัวใจที่สุด ดวงตาสีนิลจับจ้องมองร่างบางเพรียวเล็กของพี่สาว ที่นอนหายใจติดขัด เรียวตาตี๋ปลายหางตาตก ที่โบราณเขาเรียกว่าเรียวตาปลาดุกนั่น ขยับขึ้นลงมองสำรวจใบหน้าเรียวรูปไข่ ถึงจะมีริ้วรอยเหี่ยวย่นก็ตาม แต่นั่นก็ยังคงไว้ความสวยงามและคล้ายคลึงใบหน้าของใครอีกคนหนึ่งที่เขาเฝ้าคิดถึงถวิลหาทุกลมหายใจเข้าออก

“กะ… กะ… กั้งลูกแม่ ลูกอยู่ไหน กลับมาหาแม่นะลูก มาหาแม่นะลูก…อึกก” ร่างของคนป่วยที่นอนพูดละเมอ เนื้อตัวสั่นไหวเพราะแรงสะอื้น ปลายหางตามองเห็นได้ชัดเจนว่านางนอนร้องไห้ทั้งที่ยังหลับสนิท แรงของการสะอึกและถอนหายใจนั่น โรยรินยิ่งนัก...

“พี่นวล” เมษาตื่นจากพะวง แล้วรีบขยับเท้าเดินเข้าไปหา แล้วหยุดยืนตรงปลายเตียงคนไข้ ยามได้เห็นร่างของพี่สาวขยับดิ้นไปมาบนที่นอน มือของนางยกขึ้นไขว่คว้าอะไรบางอย่าง

“อย่าไปลูก.. กลับมา..” นางนวลฉวีได้แต่ฉุดรั้งเอาแขนล่ำกำยำของน้องชายเข้ามาโอบกอด เสียงของนางกระซิบกระซาบแผ่วเบา เปรยเรียกหาลูกสาวคนเดียว แต่นั่นก็ยังทำให้ชายหนุ่มได้ยินอย่างชัดเจน

“พี่นวลครับ” เมษาปล่อยให้นางนวลฉวีฉุดรั้งต้นแขนอยู่อย่างนั้น ใบหน้าสีเข้ม ตรงข้างแก้มและเรียวคางนั่น เต็มไปด้วยเคราสีดำเป็นตอๆ ได้แต่ก้มมองใบหน้าของพี่สาว มันมีแต่คราบน้ำตาไหลอาบหางตา หยดย้อยเปียกแฉะใบหมอนที่หนุนอยู่ หัวใจอันแข็งแกร่งนั่นหวิวๆ ขึ้นมาทันที ยามได้ยินพี่สาวพร่ำเพ้อถึงใคร

“มะ… เมฆ...?” นางนวลฉวีขยับเปลือกตาอันพร่ามัวอย่างยากลำบาก หนักหน่วงตาเหลือเกิน พยายามกะพริบตาสะลึมสะลือปรับให้เข้ากับแสงสว่างของแดดที่ส่องมาตามหน้าต่าง แววตาสั่นไหวมองหน้าน้องชาย เปรยเสียงแผ่วหวิว พร้อมทั้งพยายามพยุงตัวเองให้ลุกนั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน

“พี่นวลเป็นอย่างไรบ้างครับ?” เมษายังยืนชิดขอบเตียงด้านข้าง เรียวแขนอันแข็งแกร่งช่วยโอบพยุงพี่สาวให้ลุกนั่ง เขาปรับด้านหัวของเตียงให้ยกสูงขึ้น แล้วใช้หมอนหนุนไว้ด้านหลังของพี่สาว

“แค่กก… พี่หลับไปนานแค่ไหน?” นางนวลฉวียกมือปิดเรียวปากอันแห้งกรัง แล้วชำเลืองสายตามองหน้าน้องชายคนเดียว นึกเห็นใจชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย

“ดื่มน้ำก่อนนะครับ” เมษาเดินอ้อมไปยังอีกฝั่งของเตียงนอน เขาหยิบเหยือกน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง แล้วเทน้ำใส่แก้วยื่นให้พี่สาว แล้วเลื่อนเก้าอีกข้างเตียงเข้ามานั่งลงตรงขอบเตียง

“ขอบใจเมฆมากนะ ที่มาเฝ้าดูแลพี่ทุกวันแบบนี้”

“ผมต้องมาดูแลพี่สาวคนเดียวของผมอยู่แล้วนี่ครับ” เมษาเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าของหญิงชราผู้มีพระคุณ มองเห็นริ้วรอยความทุกข์ของพี่สาว

“พี่ป่วยแบบนี้ ทำให้เมฆไม่เป็นอันทำงานทำการ เพราะพี่…อึกก” ยกเรียวมือขึ้นปิดปาก หวังกลบเกลื่อนเสียงสะอื้น พร้อมทั้งเบือนสายตาอันร้าวรานหันไปมองทางอื่น ไม่อยากให้น้องชายเห็นน้ำตา ที่มันคอยแต่จะไหล ยามนึกถึงลูกสาวคนเดียว ถ้าเธออยู่... ป่านนี้คงจะมานอนเฝ้าและคอยดูแลนางเป็นแน่!

“พี่นวล!!” เมษาเงยหน้ามองพี่สาวที่นั่งตัวสั่นเพราะแรงสะอึกสะอื้น เขาก็ปวดใจใช่น้อย ยามได้เห็นนางนวลฉวีเป็นแบบนี้

“ถ้ายัยกั้งอยู่ เมฆคงไม่ต้องลำบากมาดูแลพี่” เปรยเสียงอันสั่นเครือแผ่วๆ ไม่อยากให้น้องชายมารับรู้ความในใจของตัวเองมากนัก

“พี่นวลอย่าร้องไห้เลยครับ” รีบขยับตัวลุกออกจากเก้าอี้แล้วเข้าไปนั่งบนขอบเตียง ใช้วงแขนอันกำยำโอบกอดร่างเพรียวน้อยของพี่สาวไว้

“มะ…เมฆ พี่คิดถึงลูก ป่านนี่ยัยกั้งจะเป็นอย่างไรนะ?” ใบหน้าเหี่ยวย่นซบลงบนอกแกร่ง พร้อมทั้งส่งเสียงอันสั่นเครือ พึมพำหาลูกสาวสุดดวงใจ

“กั้งสบายดีครับ พี่นวลไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงเข้มนุ่มฟังดูอบอุ่น แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดร้าวรานใจ เอ่ยบอกพี่สาว หวังให้นางหยุดทุกข์โศกเศร้า

“พี่อยากเจอลูก… อยากเห็นหน้าหลาน…”

“ครับ” เมษาเอ่ยรับคำพี่สาว แต่แววตาของเขานั้นสั่นไหว ยามได้ยินคำว่า ‘หลาน’ มันช่างกัดกินหัวใจอันช้ำเหลือเกิน มันไม่ต่างจากเขาเอาเสียเลย หัวใจอันแข็งแกร่งดวงนี้ก็คิดถึงและเฝ้าฝันหาแต่พวกเธอทั้งสองไม่แพ้กัน

“เมฆ ไปตามยัยกั้งให้พี่ได้ไหม?” นางนวลฉวีผลักใบหน้าอันเต็มไปด้วยน้ำตาออกจากอกแกร่ง แล้วเงยมองหน้าน้องชาย ส่งแววตาอันปวดร้าวรานเข้าไปในดวงตาสีเข้ม หวังให้ชายหนุ่มรับรู้ว่านางขอโทษ ที่ทำให้เรื่องต้องเป็นแบบนี้ “พี่คิดถึงลูก.. อยากเห็นหน้าหลาน..”

นางนวลฉวีได้แต่พึมพำ เปรยเสียงกระซิบแผ่วเบาหาลูกหาหลาน ใบหน้าของนางยังซบบนอกแกร่ง

“ครับ ผมจะไปตามยัยกั้งกลับมาครับ” แววตาสีนิลก้มมองใบหน้าของพี่สาวผู้มีพระคุณ เขาพร้อมที่จะทำตามคำบัญชาของนางนวลฉวีทุกอย่าง พอเสียทีกับการที่ต้องทนรอคอย จะไม่ขอเจ็บปวดทรมานหัวใจอีกต่อไป พร้อมแล้วกับหัวใจช้ำๆ กลัดหนอง พร้อมที่จะไปตามเอาหัวใจของตัวเองกลับคืนมาเสียที และจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหนีหายไปไหนอีกเป็นแน่!

บทที่ 1

“วัยเรียน วัยรัก”

กรี๊งงง...!!!

เสียงกริ่งโรงเรียนมัธยมเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ในตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ ดังขึ้นติดๆ กันสองสามครั้ง เป็นการเตือนให้นักเรียนทั้งชายและหญิงรับรู้เป็นเวลาเลิกเรียนเตรียมตัวกันกลับบ้าน เสียงจอแจของนักเรียนชายหญิงมากหน้าหลายตา ต่างทยอยพากันเดินออกจากห้องเรียน บ้างก็จับกลุ่มเดินคุยกัน บ้างก็ยังนั่งเล่นหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่ในชั้นเรียน

ไม่ผิดอะไรกับ กังสดาล.. สาวน้อยร่างอรชรอ้อนแอ้นเพรียวบาง วัย 16 ปี เธออยู่ในชุดนักเรียนกระโปรงสีน้ำเงินจีบรอบตัวยาวคลุมน่อง เสื้อเชิ้ตคอปกแขนจับจีบเป็นจ้ำสีขาว ตรงหน้าอกปัก ชื่อ นามสกุล และโลโก้ของโรงเรียน และตามด้วยหมายเลขชั้นเรียน ม.4/2 สาวแรกรุ่นสามสี่คน รวมทั้งกังสดาลพากันเดินออกมาจากห้องเรียนนั้น ยังมีสายตาสีนิลจับจ้องมองด้วยความรักความเสน่หา...

ตอน 2

“กั้ง!” นิรุตติ์ นักเรียนชายรุ่นพี่ชั้น มอ.6 รวมทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกัน พวกเขาต่างพากันมายืนออรอกังสดาลและเพื่อนนักเรียนหญิงรุ่นน้องอยู่หน้าห้องเรียนแบบนี้ทุกวัน

“พี่รุตติ์... พี่อัต... สวัสดีค่ะ” กังสดาลหยุดยืนตรงชั้นบันได แล้วส่งยิ้มหวานให้คนตรงหน้า คนตัวน้อยยกมือไหว้ชายหนุ่มรุ่นพี่ทั้งสองที่ชอบมายืนรอพวกเธอ

“กั้ง กลับบ้านพร้อมพี่นะครับ?”

“วันนี้คงไม่ได้ค่ะ” กังสดาลเปรยบอกชายหนุ่มตรงหน้า

“ทำไมละครับ กั้งจะไปไหน?” นิรุตติ์ยืนขวางทางเดินของสาวน้อยทั้งสองไว้ มือข้างขวาเกาะราวบันได ส่วนอีกข้างจับกระเป๋าเป้นักเรียน ใบหน้าเรียวคมสันเงยขึ้นมองน้องแน่งน้อยในดวงใจ เขายื่นมือเข้าไปคว้ากระเป๋านักเรียนของกังสดาลหวังช่วยถือให้

“พี่รุตติ์ มายืนดักรอยัยกั้งทุกวันแบบนี้ ไม่เบื่อมั่งเหรอคะ?” สุนิสา เพื่อนรักของกังสดาลเปรยเสียงล้อเลียนถามชายหนุ่มรุ่นพี่ โดยที่ไม่ต้องให้เพื่อนสาวอย่างกังสดาลถาม

“แหม... น้องสุครับ ไอ้รุตติ์มันจะเบื่อหัวใจของมันได้ไงครับ” อัตถพรยิ้มกรุ้มกริ่ม พร้อมทั้งยักคิ้วข้างเดียวส่งให้สุนิสา ที่หล่อนยืนเป็นไม้กันหมา พร้อมทั้งชำเลืองสายตามองเพื่อนที่เอาแต่ยืนจ้องมองกังสดาลไม่วางตา

“นั่นสินะ.. ถ้าเบื่อหัวใจตัวเอง ก็คงจะเข้าโรงพยาบาลให้หมอผ่าตัดแน่เลย” สุนิสาส่งสายตาแพรวพราวหันไปมองเพื่อน แล้วก้มมองหน้าสองหนุ่ม ที่พากันยืนเกาะราวบันไดเหมือนลิงเกาะต้นไม้ ใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองยังแหงนมองมายังพวกเธอ

“นี่น้องสุครับ พี่จะบอกอะไรให้ ไอ้รุตติ์น่ะ มันมีสองหัวใจ… ดวงหนึ่งอยู่ข้างในด้านซ้าย ส่วนอีกดวงก็อยู่แถวนี้แหละ” อัตถพรยกมือป้องปากของตัวเอง แล้วเอ่ยเสียงกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันเพียงแค่สี่คน เขายกมือขึ้นใช้นิ้วชี้จิ้มๆ บนอกแกร่งด้านซ้ายของนิรุตติ์ แล้วเหลือบสายตามองกังสดาลที่ยังยืนอมยิ้ม ใบหน้าของเจ้าหล่อนแดงระเรื่ออมชมพู คงเป็นเพราะความเขินอายแน่เลย

“ไอ้อัต มึงหยุดพูดได้แล้ว” นิรุตติ์ไม่ยอมหันหน้าอันแดงก่ำไปมองเพื่อนที่ยืนอยู่ด้านหลัง แต่เขากลับใช้ข้อศอกอันแข็งแกร่งกระทุ้งไปสองทีที่หน้าท้องของเพื่อน ที่ชอบทำให้เขาเก้อเขินทุกที

“อุ๊ยย!! ไอ้รุตติ์...กูเจ็บนะ กระทุ้งมาได้!” อัตถพรร้องเสียงหลง แล้วยกมือขึ้นลูบหน้าท้องตรงที่โดนกระทำไปมา

“มึงจะไปไหนก็ไป!” นิรุตติ์เอ่ยเสียงเข้มบอกเพื่อนรัก ที่ชอบขัดใจเขาทุกเรื่อง แต่ชายหนุ่มไม่ยอมหันไปมองเพื่อนเลย เพราะอายเพื่อน ใบหน้าสีเข้มปนแดงก่ำยังจับจ้องมองมองหน้าหวานๆ ของสาวน้อย ที่ยังยืน เอาแต่อมยิ้มอยู่ตรงหน้า

“ทำมาเป็นไล่ ทีเมื่อกี้ชวนกูยิกๆ ให้มาเป็นเพื่อน” อัตถพรบ่นให้เพื่อน

“หยุดพูดเลย” นิรุตติ์หันไปมองหน้าเพื่อนที่เอาแต่บ่น เขายกมือขึ้นชี้นิ้วชี้ไปยังหน้าของเพื่อน บอกเป็นนัยๆ ว่า ‘มึงจะไปไหนก็ไปอย่าพูดมาก!’

“พูดความจริงทำเป็นโมโห” อัตถพรยังไม่หยุดยั่วเพื่อนรัก เขายังยืนพูดทำให้เพื่อนอับอายอยู่อย่างนั้น

“มึงจะไปไหนก็รีบไป อย่ามาพูดมาก!” นิรุตติ์หันไปกระซิบเสียงดุใส่เพื่อนรัก

“เออๆ กูไปก็ได้วะ น้องสุครับ กลับบ้านพร้อมพี่ไหมครับ?” อัตถพรทำหน้าฮึดฮัดมองเสี้ยวหน้าเพื่อน แล้วเงยหน้าส่งแววตากรุ้มกริ่มมองหน้าสาวร่างอวบอั๋นอย่างสุนิสา ชวนเธอกลับบ้านพร้อมกัน

“ไปคนเดียวเถอะ พี่อัต... สุกลับคนเดียวได้” ใบหน้ากลมบ้องแบ๊วสะบัดหนีไม่ยอมมองหน้าของคนที่ชวนกลับบ้านด้วย

“ไปกันเถอะกั้ง” สุนิสาหันไปยิ้มให้เพื่อนที่ยังยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยเสียงห้าวๆ สะกิดกังสดาล มือเรียวอวบยื่นไปกุมมือของเพื่อนไว้ แล้วพาเดินลงบันได

“น้องสุครับ จะอยู่เป็นก้างปลาทำไมครับ ไป!...กลับบ้านพร้อมพี่” อัตถพรเดินหน้ามุ่ยเข้าไปดักหญิงสาวที่เขาแอบรักอยู่เหมือนกัน มือเรียวใหญ่รั้งกระเป๋านักเรียนของเธอมาถือแล้วคว้าข้อมือน้อยฉุดให้เดินตามลงบันไดไปยังข้างล่าง

“พี่อัตปล่อยมือสุนะ” มือเรียวอวบทุบตีมือเรียวหนา ปากก็ร้องห้ามปราม ร่างอวบเดินลงบันไดแทบไม่ทัน เพราะโดนชายหนุ่มฉุดรั้งพาเดินไปยังลานจอดรถมอเตอร์ไซค์

“เดินดีๆ เดี๋ยวก็พากันร่วงลงบันไดไม่รู้นะ” อัตถพรหันมาเอ่ยเสียงเข้มดุสุนิสา

“พี่อัตก็ปล่อยมือสุก่อนสิคะ สุเดินเองได้!”

“พูดมาก เอากระเป๋ามา เดี๋ยวพี่ถือให้!”

“ปล่อยสิคะ อายใครต่อใครมั่ง สุมีพ่อมีแม่นะ จะมาฉุดรั้งกันแบบนี้ไม่ได้นะ!”

“ถ้าไม่อยากอายใครต่อใครก็เดินดีๆ ให้พี่จูงสิ!”

“พี่อัต…”

“ครับ…”

“สุไม่ใช่หมูใช่หมานะ จะมาจูงกัน ปล่อยค่ะ!” สุนิสาพยายามสะบัดมือออกจากมือเรียวใหญ่ เธอรู้สึกได้ว่าเขาจะกำกระชับแน่นยิ่งขึ้น

กังสดาลอมยิ้มให้กับคนทั้งสอง เจ้าหล่อนชะเง้อคอยาวมองตามราวบันได ฟังเสียงของคนคู่นั้น ที่ยังถกเถียงกันอยู่ไม่หยุด เธอส่ายหน้าไปมา รับรู้ว่าอัตถพรนั้นแอบรักสุนิสามาตั้งแต่เธออยู่มอ.ต้น แล้ว

“กั้ง…ว่ายังไงครับ? จะกลับบ้านเลยไหม?” นิรุตติ์ยังยืนเกาะราวบันได ส่งแววตาตี๋ๆ สีนิล จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเนียนใสอมชมพูนั่น

“กั้งว่าจะเข้าตลาด ไปหาซื้อไหมพรมน่ะค่ะ พี่รุตติ์กลับก่อนกั้งเลยค่ะ” กังสดาลยื่นมือเข้าไปรั้งกระเป๋าหนังนักเรียนแบบถือสีดำจากมือของชายหนุ่ม ร่างบางก็เลี่ยงเดินลงบันได

“ให้พี่ไปด้วยนะ”

“พี่รุตติ์จะไปทำไมคะ ร้านขายไหมพรมมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น”

“พี่อยากไปเป็นเพื่อนกั้ง ยืนรออยู่นอกร้านก็ได้ นะ.. นะ.. ให้พี่ไปด้วย”

“ลำบากพี่รุตติ์อีกแล้ว”

“พี่เต็มใจ ให้พี่เดินเป็นเพื่อนนะ” นิรุตติ์เอ่ยเสียงนุ่มทุ้ม แล้วเดินเข้าไปประชิดด้านหลัง ก้าวลงบันไดแต่ละขั้นตามร่างแน่งน้อยต้อยๆ

ตอน 3

“พี่รุตติ์ไม่มีกิจกรรมของโรงเรียนทำเหรอคะ..วันนี้?” กังสดาลยิ้มหวาน แล้วเอื้องใบหน้ามองคนตัวโตที่ก้าวเดินลงตามแต่ละขั้นของบันได

“ไม่มีครับ มา... พี่ถือกระเป๋าให้” นิรุตติ์รีบเดินไปดักหน้าคนตัวน้อย แล้วรั้งกระเป๋านักเรียนมาถือไว้ แล้วใช้มืออีกข้างจับจูงข้อมือน้องน้อยพาเดินไปยังลานจอดรถ

“พี่รุตติ์ เดี๋ยวค่ะ... เดินช้าๆ ก็ได้” กังสดาลไม่ได้ขัดขืนชายหนุ่ม เดินๆ วิ่งๆ ตามรอยเท้าของคนตัวโตไปยังรถมอเตอร์ไซค์

“มา... พี่ใส่ให้” นิรุตติ์หันไปเปิดเบาะรถมอเตอร์ไซค์ เอาหมวกอีกใบที่อยู่ในนั้นออกมา เขายืนหันหน้าเข้าหาหญิงสาวจัดแจงสวมใส่หมวกกันน็อก พร้อมทั้งกระชับช่วงล็อกตรงคางให้คนตัวน้อย

“ค่ะ” กังสดาลยื่นหมวกให้ชายหนุ่มที่นั่งคร่อมรถรออยู่แล้ว ร่างบอบบางขยับเข้าไปหาชายหนุ่มข้างบ้าน ที่เธอเคารพเหมือนพี่ชายจริงๆ

ทุกอิริยาบถของหนุ่มสาววัยเรียน ที่ยืนคุยกันกระหนุงกระหนิงนั้น อยู่ในสายตาของชายร่างโตที่นั่งอยู่ในรถกระบะคันโตสีเงิน เขาจอดรถอยู่ข้างทางหน้าโรงเรียน กลับมาจากไร่บนดอย นานๆ จะได้มีโอกาสเป็นคนมารับหลานสาวด้วยตัวเอง แต่กลับมาเจอภาพที่ไม่อยากจะเห็นเอาเสียเลย เรียวตาตี๋ๆ สีเข้มดุดันมองผ่านกระจกแว่นตาสีดำเรย์แบน ถ้าขืนเขาจ้องมองนานๆ อาจจะแผดเผากระจกแว่นตาได้เป็นแน่

ตุ้บบ!!

มือเรียวใหญ่ทุบลงไปบนพวงมาลัยรถกระบะคันโตสีเงินหนึ่งที อุตส่าห์ตั้งใจมาจอดรอรับกลับบ้าน ไหงแม่หลานตัวบาง ทำไมต้องไปกับไอ้เด็กข้างบ้านด้วยนะ! มันน่าจับมาตีก้นเสียเหลือเกิน!! แววตาดวงเข้มเปล่งประกายแดงโรจน์ เอาแต่จ้องมองหลานรักที่ทำหน้าระรื่น มองอย่างไรก็เห็นว่าหลานตัวน้อยใช้แขนสลวยสองข้าง โอบกอดเอวของไอ้เด็กหนุ่มนั่น อยากรู้จริงๆ ว่าจะพากันไปไหน....

เป็นเพราะความร้อนอบอ้าวเวลาบ่ายสี่ ทำให้การเดินเลือกซื้อของใช้ในตลาดสดต้องหยุดลง นิรุตติ์ที่ยังเดินเป็นบอดีการ์ดนั้น ได้ชวน และพากังสดาลนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปยังห้างฯ ดังแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด

“เรียนไม่ทันจบ ริอาจจะมีความรักเหรอ ยัยกั้ง!!” เปล่งเสียงเข้มบ่นอยู่คนเดียว เรียวมือใหญ่สีแทนกำกระชับพวงมาลัยแน่นยิ่งขึ้น เท้าก็เหยียบคันเร่ง ขับช้าบ้าง... เร็วบ้าง... ตามรถมอเตอร์ไซค์ของคนทั้งสองไป จนมาถึงหน้าห้างฯ ท็อปแลนด์ รถกระบะคันใหญ่จอดชะลออยู่ฝั่งตรงข้ามกับลานจอดมอเตอร์ไซค์ที่ทางห้างฯ ได้จัดไว้คนละฝั่ง

แป๊นๆ... แป๊นนน...!!!

เสียงแตรรถบีบติดกันหลายครั้งดังระงม จนทำให้ทุกคนตามท้องถนนรวมทั้งร่างสองหนุ่มสาว ที่ยังพากันนั่งอยู่บนเบาะรถมอเตอร์ไซค์หันไปมอง

“ไม่คิดเกรงใจชาวบ้านมั่งเลย บีบแตรเสียงดังแบบนี้ มีหวังโดนด่าแน่” กังสดาลขยับร่างเพรียวลมลงมายืนอยู่ตรงข้างๆ นิรุตติ์ เรียวปากบางอมชมพูบ่นให้กับเสียงแตรรถที่ดังอยู่ข้างหลัง ห่างจากเธอและนิรุตติ์เพียงสองเมตร เธอได้แต่ชำเลืองไปมอง แต่ไม่คิดสนใจ... มันยิ่งเพิ่มความขุ่นเคืองให้คนร่างโตที่ยังหงุดหงิดอยู่ในรถกระบะ

“นั่นสิครับ ไร้มารยาทจริง!” นิรุตติ์ที่ยังนั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ หันหน้าสะบัดหางตาส่องมองคนในรถ แต่มองไม่ถนัด เพราะกระจกรถสีดำมืดสนิท

“พี่รุตติ์ กั้งแกะที่ล็อกไม่ได้” กังสดาลพยายามทั้งดึง ทั้งแกะสายล็อกของหมวกกันน็อก

“มา... เดี๋ยวพี่ถอดให้” นิรุตติ์ยังนั่งอยู่ที่เดิม หันข้างไปหากังสดาล แล้วยื่นมือไปรั้งสายล็อกหมวกกันน็อกแกะออกให้คนตัวบาง

แป๊นนน...!!!

การกระทำของคนทั้งสองยังอยู่ในสายตาของเมษา ใบหน้าสีแทนแดงก่ำ เขาบีบแตรรถส่งเสียงดังอีกครั้ง เพราะคิดว่าคนทั้งสองไม่ได้ยิน พร้อมทั้งเปิดประตูลงจากรถ ก้าวเท้าย่างสมขุมเดินเข้าไปหาคนทั้งสอง มันรู้สึกหน่วงๆ และหวงหลานสาวขึ้นมาทันที ยามเห็นไอ้หนุ่มนั่น มันกำลังช่วยกังสดาลถอดหมวกกันน็อก โดยที่ไอ้หลานสาวก็ดูจะเต็มใจให้มันช่วยเหลืออำนวยความสะดวกเสียเหลือเกิน

“น้าเมฆ!!” / “พี่เมฆ!!” กังสดาลและนิรุตติ์หันไปมองตามเสียงอีกครั้ง แต่ก็ต้องตกใจ พากันเปรยเสียงแผ่วเบาพร้อมกัน ยามได้หันไปเห็นคนตัวโตที่กำลังเดินเข้ามาหา

“น้าเมฆ” กังสดาลรีบผลักออกจากนิรุตติ์ แล้วรีบวิ่งเข้าหาคนตัวโตที่เดินมายังเธอ เขาและเธอหยุดยืนมองหน้ากัน เขาสูงใหญ่จริงๆ กังสดาลต้องเป็นคนแหงนมองหน้าน้าชาย แต่ก็ต้องยกเรียวมือป้องหน้าไว้เพราะแสงแดดแยงตา

เมษารีบรั้งร่างบางให้มายืนตรงหน้า ใช้ร่างกายที่สูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทยช่วยบดบังแสงแดดให้ได้เป็นอย่างดี

“มาทำอะไรที่นี่?” เขาเอ่ยดุดันถามหลานสาว เป็นคำแรกของคนตัวโตที่ยืนประชันหน้าร่างแน่งน้อย คนหวงของไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวายกับสาวน้อยตรงเอาเสียเลย

“น้าเมฆมาได้ไงคะ?” เรียวมือบางนุ่มนิ่มยื่นเข้าไปเกาะแขนแกร่งของน้าชายไว้แน่น ดีใจมากแค่ไหนที่ได้เจอ ห้าเดือนเต็มๆ แล้ว ที่ไม่ได้เห็นหน้ากัน เพราะชายหนุ่มจะใช้เวลาทุ่มเทตัวเองดูแลกิจการโรงแรมที่อยู่บนดอยเขาค้อ

“ถ้าไม่มา... คงไม่เห็นอะไรที่มันดูไม่ดีแน่!”

“น้าเมฆพูดแปลกจัง กั้งงงนะคะ” เด็กสาววัยใสซื่อไม่ทันคำพูดของคนตัวโต ได้แต่มองหน้าของน้าชายแล้วส่งรอยยิ้มหวานให้อีก

“รอยยิ้มแบบนี้...น้าขอได้ไหม อย่าไปยิ้มให้ใครเด็ดขาด!” น้าชายมีสมองคิดไม่ซื่อกับหลานสาว ตั้งแต่ตอนไหนนั้นหัวใจของเขาไม่อาจรู้ได้ เขาอยากจะจับรั้งร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แล้วลงทัณฑ์เธอด้วยเรียวปากเสียเหลือเกิน

“คะ?” งงกับท่าทีเปลี่ยนแปลงของเมษา

“เลิกเรียนแล้วทำไมไม่กลับบ้านฮ่ะ!” คนห่วงหลานเห็นท่าทีของหลานที่ใสซื่อบ้องแบ๊ว เขากลบเกลื่อนไม่อยากให้เธอมารับรู้ว่าใจเขาคิดอะไรกับเธอ โดยการยกมือขึ้นรั้งและจับช่วงลำแขนสลวยไว้แล้วขย้ำเล็กน้อย แววตาสีเข้มมองผ่านกระจกแว่นตากันแดดสีดำทรงเรย์แบน หวังปกปิดซ่อนเร้นความผิดปกติภายในใจ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED