ปาณิศายอมรับว่ามันเป็นความผิดของเธอ ผิดที่ไม่อาจรักษาสัญญาที่จะรอเขากลับมาเพื่อใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าคทาวุธจะโกรธแค้นเธอนัก เธอยอมรับทุกความผิดนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่เธอไม่เคยนอกใจเขาเลย แม้เธอจะต้องแต่งงานกับชายอื่นรุ่นราวคราวพ่อ ทว่าหัวใจของเธอยังคงรักเพียงเขาคนเดียว
หญิงสาวในชุดบัณฑิตแย้มยิ้มถ่ายรูปกับครอบครัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีที่ลูกสาวคนเดียวเรียนจบระดับปริญญาตรีและยังได้เกียรตินิยมอีกด้วย ชายภาพหนุ่มถ่ายภาพให้บัณฑิตสาวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งที่อากาศร้อนและคนก็เยอะมาก
“ไหวไหมคทา” ปาณิศาถามด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยเหงื่อแต่เขาก็ยังดูหล่อเหล่าอย่างที่เคยเป็นมา
“แค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก แป้งล่ะเป็นไงบ้าง” เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้เธอบ้าง
“สองคนนั้นนะ หันมานี่ดิ” เสียงเพื่อนร่วมคณะสั่ง ทั้งปาณิศาและคทาวุธหันไปพร้อมกัน ทั้งคู่ได้ยินเสียงลั่นชัตเตอร์ แล้วเพื่อนก็ยกนิ้วโป้งให้
“มีรูปคู่บ้าง เดี๋ยวได้ใช้ตอนแต่งงาน” เพื่อนหนุ่มออกปากแซวเล่นเอาปาณิศาอายหน้าแดงจัด
ด้วยความเขินอายปาณิศาขอตัวไปดูแลพ่อกับแม่ก่อน อากาศร้อนทำให้เธอค่อนข้างเป็นห่วงเพราะสุขภาพของพ่อที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก
“แป้งอยู่กับเพื่อนก่อนก็ได้ลูก แม่จะพาพ่อกลับบ้านก่อน เราค่อยไปฉลองกันต่อที่บ้านก็ได้จ๊ะ”
“ขอบคุณค่ะแม่ เสร็จทางนี้แล้วหนูจะรีบกลับนะคะ”
“ไม่ต้องรีบหรอกลูก ยังไงพ่อก็รอได้ พ่อดีใจที่ได้อยู่จนเห็นลูกมีวันนี้”
ปาณิศาน้ำตาคลอ เข้ากอดพ่อแน่น มือใหญ่หยาบกร้านลูบหัวลูกสาวอย่างเบามือ แม้ว่าลูกสาวจะอายุยี่สิบแล้วแต่ก็ยังดูเป็นเด็กในสายตาของผู้เป็นพ่อเป็นแม่เสมอ เธอเดินไปส่งพ่อกับแม่ขึ้นรถแล้วก็เดินกลับมาหาคทาวุธที่ยืนรอไม่ไกลนัก
“วันนี้ผมผ่านไหม?”
คทาวุธถาม นอกจากเขาจะมาเป็นช่างภาพในบัณฑิตจบใหม่หมาดๆแล้ว ยังเหมือนมาเปิดตัวให้พ่อกับแม่ของคนรักได้รู้จักอย่างเป็นทางการด้วย ปาณิศาบีบจมูกเขาเบาๆแล้วยิ้มให้ ปาณิศาอายุน้อยกว่าคทาวุธปีเดียวแต่เธอก็เป็นรุ่นน้องของเขา ปาณิศาเรียนคุรุศาสตร์ในขณะที่คทาวุธเรียนวิศวะ สาวคุรุกับหนุ่มวิศวะมาเจอกันที่งานกีฬาของสถาบัน คทาวุธเป็นนักฟุตบอลที่มีสาวๆ กรี๊ดไม่น้อย ส่วนปาณิศานั่งอยู่ สแตนเชียร์ฝั่งคณะของเธอ แน่นอนว่าคณะวิศวะคว้าชัยชนะได้อย่างขาดลอย ขณะที่คทาวุธเดินเลี่ยงๆหลบสาวๆที่มารุมขอถ่ายรูปกับเขานั้น เขาก็ชนเขากับหญิงสาวร่างเล็กที่กำลังก้มๆเงยๆเก็บขวดน้ำริมสนามฟุตบอล
“ทำอะไรของเธอนะ” เขาดุทั้งที่เป็นความผิดของตัวเองแต่ก็โทษเธอ
“ก็เก็บขยะไงคะ มันสกปรกนี่” ปาณิศาขมวดคิ้ว ผมยาวประบ่าเข้ากับผมม้าดูน่ารักสดใส
“เด็กปีหนึ่งเหรอ” เขาถามแกล้งทำหน้าเบื่อหน่ายแต่แอบสนใจเธอเข้าให้แล้ว
“ใช่ค่ะ พี่คทามีอะไรหรือเปล่าคะ”
“รู้จักพี่ด้วยเหรอ” เขาชี้หน้าตัวเองแต่มั่นใจสุดๆ
“ใครๆก็รู้จักพี่คทาค่ะ” เธอยิ้มจนดวงตาหยี่ “แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสนใจพี่นะคะ”
“แน่ใจแล้วเหรอถึงกล้าพูดแบบนี้” เขาสนุกกับคำท้าทาย
“มั่นใจซิค่ะเพราะแป้งไม่ใช่ผู้หญิงในสเป็กพี่คทาอยู่แล้ว”
คำพูดของปาณิศาเต็มไปด้วยความจริงใจใสซื่อไม่มีการท้าทายอย่างที่เขาคิด เธอเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไหร่ เป็นคนไม่มีจุดเด่นอะไรเลย พ่อกับแม่รับราชการทั้งคู่ ชีวิตเรียบๆไม่หวือหวาแต่นั้นก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะเธอชอบอยู่แล้ว แต่ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดเมื่อคทาวุธมาดักรอพบเธอที่ตึกคณะ เธอกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งคณะเลยทีเดียว
“ถ้าคุณคิดจะแกล้งฉันละหยุดเลยนะ”
ปาณิศาเสียงแข็งใส่เขาเพราะคทาวุธเทียวไปเทียวมา ค่อยมารับส่งบ่อยๆ เขามีมอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่อยู่คันหนึ่ง สาวๆชอบพูดว่าอยากนั่งซ้อนท้ายรถคทาวุธแม้มันจะไม่ใช่รถเก๋งหรือรถบิ๊กไบค์ก็ตาม เดิมทีคทาวุธอยากจีบปาณิศาเล่นๆ แต่พอได้เจอเธอบ่อยครั้งเข้า ได้สืบรู้เรื่องราวของเธอ เขาก็เผลอชอบเธอขึ้นมาจริงๆ ขณะนั้นเธอเรียนปี1 ส่วนของเขาเรียนปี2
คทาวุธมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง ไม่ได้ร่ำรวยมากมายแต่ก็ไม่ได้ยากจนอะไร การเรียนของเขาค่อนข้างดี กีฬาเยี่ยมและพยายามรักษาระดับของตัวเองไว้เพื่อที่จะได้ขอทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา เขาอยากลองใช้ชีวิตต่างประเทศ อยากจะเห็นโลกกว้าง ลำพังเงินเดือนของพ่อกับแม่คงไม่อาจทำให้ฝันเป็นจริงได้ นอกจากการสอบชิงทุนเท่านั้น
ปาณิศาขึ้นปี2 คทาวุธก็อยู่ปี3 พอเธอขึ้นปี3 เขาก็อยู่ปี4 และเมื่อเขาเรียนจบก็ยังฝึกงานในบริษัทของเพื่อนพ่ออยู่พักหนึ่งจนสอบได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ความคุ้นเคยและสม่ำเสมอทำให้เธอเปิดใจรับเขาอย่างไม่รู้ตัว
จนถึงวันที่เธอเรียนจบรับปริญญา เขาก็อาสาเป็นช่างภาพให้ ระหว่างการคบหากันปาณิศากับคทาวุธต่างก็อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เธอกับเขายังไม่มีอะไรเกินเลยแม้เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมักจะมีอะไรๆกับแฟนกันไปแล้ว เธอบอกเขาว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงหัวโบราณ เพียงแค่เธอไม่พร้อม และเขาก็ไม่ฝืนใจซึ่งมันทำให้เธอรักเขามากยิ่งขึ้น
“พ่อกับแม่ชอบพี่คทามากนะคะ” เธอเกาะแขนเขาแล้วระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
“ได้ยินแบบนี้แล้วดีใจจัง”
“จะไปกินข้าวเย็นด้วยกันไหมคะ เราทำอาหารง่ายๆกินกันในบ้าน” เพราะสุขภาพของพ่อไม่ค่อยแข็งแรง ท่านให้ไม่อยากออกไปนอกบ้านนัก
“เอาไว้วันอื่นก็ได้ วันนี้วันครอบครัว พ่อกับแม่คงอยากอยู่ฉลองกับลูกสาวคนเดียวมากกว่า”
เขายิ้มให้อย่างเข้าใจ พาเธอนั่งซ้อนท้ายรถออกมาไกลผู้คนเพื่อให้เธอได้พักหายใจโล่งๆบ้าง เขาพาเธอมาสวนย่อมที่ทั้งสองเคยนั่งอ่านหนังสือเรียนด้วยกันบ่อยๆ
“ต่อไปนี้เราก็ไม่ได้เจอกันที่นี่อีกแล้ว” ปาณิศาพูดยิ้มๆ “เรียนจบแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้นะคะ”
“แป้ง...” เขาบีบมือเธอแน่นจนหญิงสาวอดหันมามองหน้าเขาไม่ได้
“มีอะไรคะ”
“พี่จะไม่อยู่สองปีนะ พี่จะไปอเมริกา”
“ค่ะ” ปาณิศาตบหลังมือของเขาเบาๆ รู้อยู่ก่อนแล้วว่าคทาวุธสอบทุนได้ไปเรียนที่อเมริกาสองปี
“พี่เป็นห่วงแป้ง”
“แค่สองปีเองนะคะ แป๊บเดียวเอง” เธอหัวเราเสียงหวานใส
“สัญญาได้ไหมว่าจะรอพี่ รอพี่กลับมา แล้วเราจะแต่งงานกัน”
ปาณิศาเห็นสีหน้าจริงจังของเขาแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะเธอตัวเตี้ยกว่าเขาทำให้ต้องเขย่งปลายเท้าขึ้นจูบริมฝีปาก เขาเพิ่งโกนหนวดมาใหม่ๆ เขาโอบเอวเธอไว้จูบตอบคนตัวเล็ก เธอผละจากเขา ใบหน้าหวานแดงจัด นี่เป็นจูบแรกของเธอกับเขาแถมยังเป็นคนกระโจนจูบเขาก่อนเสียอีก
“มัดจำ”
“อะไรนะ”
“ก็ให้จูบมัดจำไว้ก่อน สัญญาว่าจะรอ พี่คทาเองก็เถอะระวังไปหลงสาวฝรั่งหน้าอกโตๆเข้าก็แล้วกัน
เขายิ้มแล้วหัวเราะอารมณ์ดีโน้มหน้าลงจูบริมฝีปากอ่อนหวานอีกครั้ง แต่จูบของเขาแทบทำให้เธอหายใจไม่ทัน แข้งขาอ่อนแรงจนต้องขยุ้มเสื้อของเขาไว้พยุงตัว
“พี่ชอบแบบนี้มากกว่า” เขาลดสายตาลงที่หน้าอกของหญิงสาว แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายเขินหน้าแดง
“อีกสองปีนะ“
“ค่ะสองปี”
คทาวุธพาปาณิศากลับมาส่งที่บ้าน เขายกมือไว้พ่อกับแม่ของเธออีกครั้ง พูดคุยสั้นๆและขอตัวกลับก่อน ปาณิศาโบกมือลาเขาแล้วขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลอง แต่เมื่อลงมาจากห้องชั้นบนก็พบว่าคุณพ่อกับคุณแม่ไม่ได้อยู่ตามลำพัง มีชายแต่งกายภูมิฐานวัยประมาณห้าสิบเศษนั่งพูดคุยอยู่
“หนูไม่รู้ว่าคุณพ่อมีแขก” ปาณิศาทักแล้วตั้งใจจะเดินเลี่ยงเข้าไปในครัว
“มานี่ก่อนยัยแป้ง” พ่อกวักมือเรียก หญิงสาวเดินเข้าไปอย่างนอบน้อม “มาสวัสดีคุณบารมีก่อน”
“สวัสดีค่ะคุณบารมี” เธอยกมือไหว้
“นี่หรือหนูแป้ง” คุณบารมียกมือรับไหว้ ยิ้มให้อย่างเอ็นดู
“ลูกสาวคนเดียวของผม” พ่อพูดอย่างภูมิใจแล้วหันไปทางลูกสาว “นี่คุณบารมีเจ้านายพ่อ”
“เจ้านมเจ้านายอะไรกัน” บารมีหัวเราะ “เมื่อก่อนผมรับราชการเป็นหัวหน้าพ่อของคุณนะ แต่ตอนนี้ลาออกมาทำกิจการของตัวเองได้สิบกว่าปีแล้วล่ะ”
“คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆค่ะ” ปาณิศายิ้มอ่อนหวาน
“พอดีผ่านมาทางนี้เลยแวะมาเยี่ยมกันนะ รถติดมากเลยนะเนี้ย”
“วันนี้รับปริญญาค่ะ ยัยแป้งก็เพิ่งไปรับมา แกได้เกียรตินิยมด้วยนะคะ” คนเป็นแม่พูดด้วยความภูมิใจ
“ดีใจด้วยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
บารมีอยู่คุยด้วยไม่นานนักก็ขอตัวกลับ เพราะทิ้งลูกแฝดวัยสิบขวบฝากพี่เลี้ยงอยู่โรงแรมในจังหวัด ปาณิศาออกมาส่งที่หน้าบ้านตามมารยาท แต่เธอไม่รู้เลยว่านั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปทั้งชีวิตอย่างไม่อาจหวนกลับมาแก้ไขอะไรได้อีก
...
“น้ำเพชร น้ำพลอยกรวดน้ำให้คุณพ่อแล้วมาช่วยแม่แป้งเก็บของเข้าบ้านด้วยนะจ๊ะ”
“ครับ-ค่ะ แม่แป้ง”
เด็กหนุ่มสาวฝาแฝดหน้าตาสวยหล่อไม่แพ้กัน แม้จะทั้งคู่จะอายุยี่สิบแล้วแต่นิสัยก็ยังเป็นเด็กอยู่ ปีนี้ทั้งสองตั้งใจไปเที่ยวและเรียนภาษาช่วงซัมเมอร์ที่ออสเตเรียสามเดือน ทั้งสองนำน้ำในขันไปเทที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ยกมือไหว้อีกครั้งแล้วเดินกลับมาในบ้าน ปาณิศาให้คนขับรถไปส่งพระที่นิมนต์มาฉันเพลที่บ้าน หญิงสาวยิ้มบางๆ ให้รูปสามีที่ตายจากไปครบสามปีแล้ว เขาคือพ่อของลูกฝาแฝดชายหญิง “น้ำเพชร” และ “น้ำพลอย” และยังเป็นสามีของเธอด้วย ชายในกรอบรูปวัยหกสิบ
“แม่แป้งคิดถึงพ่อบารมีเหรอจ๊ะ” น้ำพลอยเข้ามากอดเอวอย่างออดอ้อน แต่พี่ชายฝาแฝดส่ายหน้าไปมาอย่างรู้ทัน
“ไม่ต้องไปทำเป็นประจบแม่แป้งเลย มาช่วยกันเก็บพรม เก็บเสื่อนี่” น้ำเพชรดุ แม้จะเกิดก่อนแค่5นาที แต่เขาก็มีความเป็นผู้นำ น่าจะได้นิสัยมาจากคุณบารมีเต็มๆ
น้ำเพชรนิสัยใจคอคล้ายผู้เป็นพ่อมาก เป็นคนตรงไปตรงมามีความรับผิดชอบ ทำให้ปาณิศาค่อนข้างวางใจที่รู้ว่ากิจการของคุณบารมีจะอยู่รอดปลอดภัย ส่วนน้ำพลอยเป็นคนนิสัยร่าเริง ใจร้อนและติดเอาแต่ใจ ทว่าก็เป็นคนมีน้ำใจต่อผู้อื่น เธอไม่เคยเจอแม่ของเด็กทั้งสองแต่ก็เชื่อว่าน้ำพลอยคงได้นิสัยมารดาของตัวเองมา
“แม่แป้งดูเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ทางนี้ผมดูให้เองครับ” น้ำเพชรเสนอ
“จริงด้วยค่ะ ไปเอนหลังจิบชาร้อนที่สวนหย่อมก็ได้ค่ะ เรื่องทางนี้น้ำพลอยจัดการให้เองค่ะ” น้ำพลอยดันหลังแม่แป้ง ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงออกไปนอกห้องโถงที่จัดเลี้ยงถวายอาหารเพล
“น้ำพลอยนะเหรอจะทำเอง คงเอาแต่ชี้นิ้วสั่งคนอื่นทำเสียมากกว่า”
“เพชร! อย่าถือว่าเกิดก่อนห้านาทีแล้วนายจะมาทำตัวเป็นพี่ฉันนะยะ” น้ำพลอยเถียง
ก็ช่วยไม่ได้ เธอยันฉันออกมาก่อนนี่” น้ำเพชรยักไหล่แล้วก้มลงม้วนพรมที่ปูพื้นเก็บเข้าที่
“เอาเถอะๆ แม่แป้งจะไปดูในครัวก็แล้วกันนะ”
“ค่ะ-ครับ แม่แป้ง”
ฝาแฝดแย่งกันพูด ปาณิศาหัวเราะแล้วเดินออกจากห้องไป น้ำพลอยถอนหายใจแล้วมองรูปพ่อของตนเอง
“ช่วงนี้แม่แป้งดูเหนื่อยๆนะ พ่อบอกให้เราดูแลแม่แป้งดีๆ ถ้าพ่อเห็นแบบนี้พ่อจะโกรธเราไหม”
“คงเหนื่อยเรื่องทำโรงงานมากกว่า” น้ำเพชรพูดขึ้นแล้วมองรูปพ่อ
“แล้วเพชรคิดยังไงเรื่องที่พ่อสั่งเสียไว้”
“เรื่องอะไร พ่อสั่งไว้เยอะเลย”
“ก็เรื่องที่บอกว่าถ้าแม่แป้งจะแต่งงานใหม่ก็ให้พวกเราอย่าไปขัดขวางไง”
“อ้อ...ก็คงอย่างนั้นแหละ” น้ำเพชรยักไหล่
แม่แท้ๆ ของพวกเขาตายจากไปตั้งแต่ทั้งคู่อายุแค่10ขวบ หลังจากนั้นพ่อก็รับแม่แป้งหรือปาณิศาเข้ามาอยู่ด้วยในฐานะภรรยาคนใหม่ แรกๆ ทั้งคู่ก็ต่อต้านตามประสาเด็ก แต่แม่แป้งของพวกเขาก็ใจเย็นและไม่คิดโกรธลงโทษเวลาที่ทำผิด มีแต่คอยสอน ดูแลพวกเขา หรือตอนที่ป่วยเป็นอีสุกอีใส แม่แป้งก็ดูแลพวกเขาอย่างดี คอยทายาที่เป็นแผลเป็นให้อีกต่างหาก แถมยังสอนอ่าน-เขียนได้ดีกว่าครูพิเศษเป็นไหนๆ ความดีของแม่แป้งทำให้ฝาแฝดยอมรับ ส่วนพ่อเองก็ยุ่งกับงานในไร่ ตอนนี้พวกเขาอายุ 20 แล้ว เข้าใจอะไรมากขึ้น พ่อรับปาณิศาเข้ามาก็เพราะต้องการให้ดูแลพวกเขาทั้งสองคน และก็เป็นความคิดที่ดีเพราะหลังจากพ่อรับปาณิศาเข้ามาเป็นภรรยาเพียงแค่ 7 ปีก็จากไปด้วยโรคหัวใจล้มเหลว
ตอนนั้นทั้งคู่เพิ่งอายุแค่17ปี พ่อทิ้งสวนผลไม้เกือบร้อยไร่ให้พวกเขาต้องดูแล ถ้าไม่มีปาณิศาในตอนนั้น ทั้งสองคงไม่ได้ใช้ชีวิตสุขสบายถึงตอนนี้
“พ่อบอกว่า...พ่อรู้สึกผิดกับแม่แป้ง แม่แป้งเคยมีคนรักด้วยนะ แต่ก็ยอมมาแต่งงานกับพ่อมาดูแลลิงซนๆอย่างพวกเรา” น้ำพลอยพูดเสียงเบาลง
“นั้นมันเรื่องของผู้ใหญ่” น้ำเพชรยักไหล่ “พลอยเองก็อย่าเอาแต่เล่นสนุกนัก ช่วยดูแลงานในไร่ของพ่อบ้าง ถ้าวันหนึ่งแม่แป้งแต่งงานใหม่ เราจะได้ดูแลไร่ของพ่อได้”
“พลอยก็เข้าใจอยู่หรอกนะ แม่แป้งทั้งสาวทั้งสวย พ่อก็ตายมาสามปีแล้ว เห็นมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาจีบตั้งแยะแต่แม่แป้งไม่สนใจเลย”
“ก็บอกแล้วว่านั้นมันเรื่องของผู้ใหญ่” น้ำเพชรเขกหัวน้ำพลอย
“โอ๊ย! เขกหัวทำไมล่ะ”
“เลิกทำตัวเป็นเด็กได้แล้ว ต่อไปนี้เราต้องให้แม่แป้งมีความสุขของแม่แป้งบ้าง”
“รู้แล้วละน่า”
“รู้แล้วก็ช่วยกันเก็บข้าวของให้เรียบร้อยซิ”
“เรื่องแค่นี้เรียกคนรับใช้มาช่วยก็ได้” น้ำพลอยเบ้ปาก
“ก็เพราะเรื่องแค่นี่แหละ ถึงต้องทำเองไง” น้ำเพชรส่ายหน้า “มานี่เลยมาช่วยกันยกพรมไปเก็บ”
“บ่นยิ่งกว่าแม่แป้งอีก” น้ำพลอยบ่นแต่ก็ช่วยจัดเก็บข้าวของเข้าที่อย่างดี
ปาณิศาเดินเข้ามาในครัว ป้าใจแม่ครัวคนเก่งและยังครองตำแหน่งแม่บ้านกำลังจัดการแบ่งอาหารที่เหลือจากถวายเพลพระใส่ถุงร้อนเตรียมแบ่งให้คนงานเอากลับไปกินที่บ้านคนถุงสองถุง หญิงสาวเดินมานั่งที่เก้าอี้ในห้องครัวแล้วยื่นมือไปจะช่วยหยิบขนมใส่ถุง แต่ป้าใจดุเข้าเสียก่อน
“คุณแป้งไม่ต้องช่วยหรอกค่ะ เหนื่อยงานทั้งวันแล้ว แค่นี้ป้าทำเองได้”
“เป็นอะไรกันไปหมดนะ เด็กๆก็ไล่ให้ไปพักผ่อน มาในครัวป้าใจก็ไม่ให้ช่วยอะไรอีก” ปาณิศาหัวเราะน้อยๆ
“เมื่อสองวันก่อนคุณเพิ่งเป็นลมไปไม่ใช่หรือคะ ใครต่อใครก็ต้องเป็นห่วงทั้งนั้นละคะ”
ปาณิศาถอนหายใจ “ก็นอนน้อยไปหน่อยค่ะ จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นอีก”
“เรื่องป่วยไข้ใครจะไปห้ามได้ละคะ” ป้าใจหัวเราะเสียงดังตามแบบฉบับของนาง
“เอาเป็นว่าทุกคนเป็นห่วงคุณแป้งนะคะ”
“แป้งก็รอแค่เด็กๆ เขาโตพอดูแลกิจการของพ่อเขาได้ ถึงตอนนั้นแป้งก็จะกลับไปอยู่บ้านเดิมของแป้งค่ะ”
ปาณิศาพูดอย่างจริงใจ เธอไม่ได้ต้องการทรัพย์สมบัติอะไรจากคุณบารมีเลย แต่ที่เธอต้องแต่งงานกับเพื่อนของพ่อก็ด้วยความจำเป็นทางการเงินจริงๆ ตลอดสิบปีมานี่เธอมักถูกนินทาว่าร้ายอยู่บ่อยครั้ง ยอมเป็นเมียเสี่ย มีสามีรุ่นพ่อ เพียงเพราะหวังเงินทองของตระกูลนี้ เธอได้แต่ก้มหน้ายอมรับและอดทนกับสิ่งเหล่านั้น
สิบปีที่แล้ว หลังจากเรียนจบไม่นาน พ่อก็ป่วยหนักต้องผ่าตัดทำบายพาส จำเป็นต้องใช้เงินหลายแสนบาท คุณบารมีทราบข่าวก็เข้ามาช่วยแต่ยื่นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ คือการที่เธอต้องยอมเป็นภรรยาของเขา
หญิงสาวพยายามวิ่งเต้นหาเงินมารักษาพ่อ เธอเพิ่งรู้ว่าแม่เอาบ้านจำนองกับธนาคารไปนานแล้ว แม่เป็นเพียงแม่บ้านไม่มีรายได้อะไร ก่อนที่พ่อจะป่วยหนักจนต้องลาออกจากงานนั้นก็มีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อต้องจ่ายค่ายา ค่าเรียน และยังค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว เงินที่เคยมีก็หมดไป การผ่าตัดจำเป็นต้องทำโดยด่วน เธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนจึงจำใจยอมตกลงรับข้อเสนอ