ตอนยอมเพื่อแลกรัก
กลุ่มนักธุรกิจนับร้อยต่างพากันทยอยออกจากห้องจัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังนานาชาติและนิทรรศการมันสำปะหลังแห่งชาติประจำปี ในโรงแรมระดับห้าดาวในกรุงเทพมหานคร ซึ่งประเทศไหนเป็นเจ้าภาพในฐานะผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก
“เต๋อ! จะกลับเลยเหรอ พ่อว่าจะคุยอะไรด้วยหน่อย”
ไกรเดช ไวทยาสกุล หนุ่มใหญ่วัยห้าสิบสอง ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เข้าร่วมสัมมนา สาวเท้าเร็วกว่าปกติ เพื่อตามเขยป้ายแดงไปให้ทัน เพราะมีเรื่องจำเป็นจะต้องเปิดปากคุยในทันที แม้สถานที่และเวลาจะไม่อำนวยให้ก็ตาม
“ครับ! พอดีผมมีนัดกับลูกค้ารายใหญ่ไว้ที่โรงแรมใกล้ๆ นี้ อีกห้านาทีจะถึงเวลานัดแล้ว งั้นผมขอตัวก่อน สวัสดีครับคุณพ่อ”
แต่ศตวรรษ ธีระแสงสินไทย นักธุรกิจหนุ่มกลับปฏิเสธพ่อตาทันควัน ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อมแล้วเดินผละไป โดยไม่สนใจสายตาอันผิดหวังระคนขุ่นเคืองเบื้องหลังสักนิด
“อ้าวเฮียไจ้นั่นเอง ผมก็มองอยู่ตั้ง เมื่อเช้าเห็นแวบๆ ไม่ได้เจอกันนานเลย ไปนั่งดื่มอะไรเย็นๆ ก่อนแล้วค่อยกลับดีมั้ย ผมกำลังรอคนขับรถอีกชั่วโมงถึงจะมา พอดีงานเลิกเร็วกว่าที่คิดไว้ ขี้เกียจโทรไปเปลี่ยนเวลากับมัน”
ประมุข พลชนะชัยชาญ ที่เพิ่งแยกจากกลุ่มเพื่อน เอ่ยทักทายเพื่อนร่วมวงการที่หันมาเห็นพอดิบพอดี
“ได้ครับเฮีย”
ไกรเดชหันไปหาหนุ่มใหญ่วัยห้าสิบห้าที่เขาเองก็มักจะเรียก ‘เฮียซ้ง’ จนติดปาก แม้ใจจะไม่อยากไปตามคำเชิญสักแค่ไหน แต่เขาก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ เพราะประมุขถือได้ว่าเป็นนักธุรกิจที่มีอิทธิพลในวงการค้ามันสำปะหลังคนหนึ่ง
ทั้งสองจึงเดินตรงไปยังไวน์ เลานจ์ ในโรงแรมที่เพิ่งบริการสำหรับแขกกระเป๋าหนักๆ ไวน์ขวดละเกือบหมื่นถูกเจ้าภาพสั่งมาอย่างไม่ต้องคิดนาน ยำทูน่า กับปลาดิบและกับแกล้มจานละเป็นพันก็ถูกสั่งอย่างไม่คิดเช่นกัน ไกรเดชอดสังเวชตัวเองไม่ได้ ต้องมาตกอยู่กับสภาพที่การเงินฝืนเคืองจนไม่ได้ลิ้มลองของแพงพวกนี้มานานเป็นปีแล้ว
“เฮียไจ้อยากกินอะไรสั่งตามสบายเลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจวันนี้ผมขออนุญาตเป็นเจ้ามือ นานทีปีหนเราจะเจอกัน มีอะไรก็บอกเล่ากันได้ คนกันเองทั้งนั้น เราอยู่ในวงการเดียวกัน รู้ตื้นลึกหนาบางกันดี ไม่ต้องพูดกันหลายคำหรอก”
ประมุขมักจะไม่ได้เอ่ยสิ่งที่ตัวเองรู้ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็อยากจะสื่อให้รุ่นรู้ว่า ปัญหาภายในที่ไกรเดชพยายามเก็บงำเอาไว้นั้น หาได้รอดหูรอดตาเขาไปได้แม้แต่น้อย และคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีจะโอ้อวดหรือปิดบังต่อคนตรงหน้า
“ขอบคุณครับเฮีย ผมเองก็พยายามจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองอยู่ครับ แต่มันก็ยากไม่น้อย”
ประมุขพยักหน้ารับน้อยๆ
“ผมเข้าใจครับเฮีย ถึงได้ออกปากชวนเฮียมานั่งคุยกันไงครับ ยังไงก็อย่าเห็นผมเป็นคนอื่นคนไกลนะ มีอะไรก็บอกได้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไรผมยินดีเสมอ”
ประมุขส่งยิ้มน้อยๆ และส่งแววตาอย่างเห็นอกเห็นใจไปให้ประหนึ่งมีจิตอยากช่วยเหลือจริงๆ ทว่าไกรเดชก็ยังพอจะอ่านออกว่าจะต้องเอาอะไรมาแลกกับความช่วยเหลือจากเสี่ยเงินหนารายนี้
“คุณพ่อสวัสดีค่ะ”
ดาราวดี ธีระแสงสินไทย ผู้เป็นลูกสาวคนเล็กรีบยกมือไหว้พ่อที่เดินเข้าบ้านมาด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย
“อ้าว! จะกลับแล้วเหรอ ยังไม่ทันได้คุยอะไรกับพ่อเลย” ไกรเดชพยักหน้ารับไหว้ลูกสาวแล้วต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นรีบเก็บของเข้ากระเป๋าสะพายเหมือนจะกลับ
“ค่ะคุณพ่อ พอดีพี่เต๋อจะพาไปกินข้าวกับลูกค้าน่ะค่ะ แยมไปนะคะคุณแม่คุณพ่อ”
แล้วก็รีบลุกขึ้นยกมือไหว้พ่อแม่ลวกๆ อย่างรีบเร่ง จนคนพ่อต้องตัดสินใจเอ่ยในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะต้องได้เอ่ย
“ตกลงผัวเราว่าไงจะช่วยพ่อหรือเปล่า วันนี้เห็นกันตอนสัมมนาก็บอกว่าจะรีบไปพบลูกค้า เลยไม่รู้ว่าจะเอายังไงดี พ่อรออยู่นะ แต่งงานมาตั้งสามเดือนแล้วยังไม่เห็นออกปากมาตรงๆ สักครั้ง แยมได้บอกผัวเราให้ช่วยพ่อหรือเปล่า”
ดาราวดีหันมายิ้มแห้งๆ กับพ่อ
“เอ่อ! แยมพูดหลายครั้งแล้วค่ะคุณพ่อ แต่พี่เต๋อกับพ่อพี่เต๋อบอกว่า ตอนนี้การเงินยังฝืดๆ อยู่น่ะค่ะ เลยยังช่วยอะไรคุณพ่อไม่ได้ ไหนจะหมดกับค่าสินสอดค่าจัดงานอีกหลายสิบล้าน แยมเลยไม่รู้จะว่ายังไงค่ะ คุณพ่อลองไปคุยกับพี่เต๋อเองดีกว่านะคะแยมไม่กล้าแล้วล่ะคะ แยมไปนะคะ”
ไกรเดชได้แต่มองตามแผ่นหลังลูกสาวไปอย่างขุ่นเคืองอีกระลอกก่อนจะหันไปหาเมียที่ยืนหน้าแห้งหันมาหาสามีพอดิบพอดี
“ตกลงมันจะไม่ช่วยเราหรือเปล่าวะ”
ไกรเดชโพล่งออกมาดังๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกับชุดรับแขกอย่างกลัดกลุ้ม
“ปิ่นก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ คุณพี่ใจเย็นๆ ก่อนดีกว่านะคะ ตอนนี้ทางพ่อเต๋ออาจจะฝืดเคืองอย่างที่ลูกบอกเราก็ได้ งานแต่งกับค่าสินสอดก็หมดเยอะนะคะ”
ดารา ไวทยาสกุล เมียคนที่สองของเขาปลอบใจอย่างคนอารมณ์เย็น
“โอ๊ย! ฝงฝืดอะไรกัน พวกมันมีเป็นพันๆ ล้าน ขอให้ช่วยแค่สี่ซ่าห้าสิบล้านไม่ทำให้ขนหน้าแข้งมันร่วงหรอก เว้นเสียแต่ว่ามันจะไม่อยากช่วยเท่านั้น เธอไม่ต้องมาแก้ตัวแทนมันหน่อยเลย ยัยแยมก็ไม่ได้เรื่อง มีผัวแทนที่จะสั่งได้ดันให้ผัวกดหัวซะอีก ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ”
อีกครั้งที่เขาโพล่งออกมาด้วยความหัวเสีย เมื่อเห็นเมียพยายามจะเข้าข้างฝ่ายเขย ดาราถึงกับเงียบกริบในทันที ด้วยรู้ดีว่าสามีไม่ชอบให้ใครขัดใจ
“ไม่ช่วยก็อย่าช่วย กูหาทางของกูเองก็ได้วะ แล้วอย่ามาบ่นว่ากูมีสมบัติให้น้อยก็แล้วกัน”
ว่าแล้วเขาก็คว้ามือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาทันควัน
“เฮียซ้งเหรอครับ ผมไจ้นะครับ”
ดวงตาคู่สวยเศร้าจ้องมองหน้าจอแทบไม่กะพริบ เมื่อการ์ดแต่งงานแฟนเก่าที่ห่างกันไปนับปีโดยไม่มีคำอำลาถูกเพื่อนสาวถ่ายรูปส่งมาให้ทางไลน์ แม้จะตระเตรียมใจไว้แล้วว่าวันนี้จะมาถึง
แต่หัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความงุนงงสงสัยมาแรมปี และมีแต่อาการเจ็บช้ำนับตั้งแต่วันที่แฟนหนุ่มห่างไปกระทั่งวันนี้ วันที่ได้รู้เหตุผลอันแท้จริงว่าทำไมเขาถึงห่างไปไม่ยอมบอกลาแม้เพียงคำเดียว
นั่นคือการมีคนใหม่เข้ามาแทนที่ และกำลังจะมีงานวิวาห์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้นั่นเอง วิวรรญา ไวทยาสกุล ค่อยๆ ปิดโปรแกรม แล้วเก็บข้าวของบนโต๊ะทำงานเข้ากระเป๋า
ก่อนจะสะพายเดินออกจากออฟฟิศที่ร้างลาจากผู้คน เพราะเลยเวลางานมาเกือบชั่วโมงแล้ว กระบะป้ายแดงคู่ใจถูกควบออกจากรั้วบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครจังหวัดชลบุรี
มุ่งหน้ากลับบ้านที่อำเภอบ้านบึงอย่างคนเหม่อลอย จนแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าเลี้ยวรถเข้าไปในรั้วบ้านสวนตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่แม้จะไม่คุ้นตา แต่ก็รู้ว่าเป็นรถของใคร
“พ่อเรามารอตั้งแต่บ่ายแล้วล่ะ”
อรพินเดินออกมาหน้าบ้านเพื่อได้ยินเสียงรถแล้วจึงรีบรับไหว้หลานสาวที่ทำหน้าแปลกใจไม่น้อยกับการมาของพ่อซึ่งนับครั้งก็ว่าได้
“คุณพ่อมีอะไรกับแจมเหรอคะป้า”
วิวรรญาเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่คนถูกถามก็ไม่มีโอกาสได้ตอบ เมื่อทั้งสองเดินเข้าบ้านก็จะเจอชุดรับแขกแล้ว ไกรเดชพยักหน้ารับไหว้ลูกสาว
“มานั่งนี่สิแจม พ่อมีธุระสำคัญจะคุยด้วยหน่อย”
เขาตบมือลงข้างตัว แต่วิวรรญากลับเลือกนั่งฝั่งตรงข้าม เพื่อหมายจะได้จ้องมองหน้าพ่อให้ชัดๆ และอยากรู้เหลือกำลังว่าธุระสำคัญของพ่อนั้นคืออะไร
ไกรเดชหันไปหาเกรียงไกรผู้เป็นพี่ชายที่นั่งอยู่ไม่ห่างเพื่อหมายจะให้เป็นคนบอกเล่า แต่เมื่อเห็นพี่นั่งนิ่งเขาจึงไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว เพราะในใจมันร้อนรนเหลือกำลัง
“ก็อย่างที่แจมรู้ว่าตอนนี้บริษัทเรามีปัญหาการเงินจากภาวะค่าเงินบาทแข็ง ปัญหาสินค้าตีกลับเพราะแจ้งว่าไม่ได้มาตรฐาน และปัญหาอื่นๆ จนพ่อเอาบ้านเอาสมบัติทุกอย่างรวมทั้งเอาที่สวนลุงเจียงไปจำนองไว้ก็ยังแก้ไม่ได้ เงินสินสอดของยัยแยมก็อุดไม่อยู่ หวังจะให้ลูกเขยช่วยก็ผัดวันประกันพรุ่ง พูดเหมือนจะไม่อยากช่วย จนพ่อต้องหาทางออกอื่น กว่าจะคิดได้ก็นานหลายวันถึงเห็นทางออก แต่ก็ต้องมีแจมเป็นคนสำคัญที่จะช่วยพ่ออยู่ดี”
ไกรเดชจ้องมองหน้าลูกเพื่อค้นหาว่าจะมีปฏิกิริยายังไง แต่เมื่อลูกนิ่งเขาก็อ่านออกว่าลูกยังไม่ต่อต้านใดๆ
“แจมจะช่วยยังไงคะคุณพ่อ”
วิวรรญาอดคิดถึงน้องต่างแม่ที่เพิ่งจะแต่งงานไปเมื่อสามสี่เดือนก่อน เพื่อหวังจะให้ครอบครัวสามีเอาเงินมาช่วยขึ้นมาไม่ได้ ในใจก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ได้ยินว่าพ่อมาขอให้ทำแบบน้องสาวอีก
“เฮียซ้งมีลูกชายคนกลางที่เพิ่งเรียนจบจากอเมริกามาไม่นาน ชื่อปาลิน เรื่องรูปร่างหน้าตาก็ดี นิสัยก็ดี การศึกษาก็ดี ทำงานก็เก่ง ที่สำคัญจะได้ก้าวขึ้นไปเป็นใหญ่เป็นโตต่อจากเฮียซ้งอย่างแน่นอน เพราะพี่ชายคนโตแกตัดออกจากกองมรดกแล้ว พ่อว่าจะเป็นเรื่องดีถ้าแจมจะได้มาเป็นสามี”
แต่ดูเหมือนคำขอของหญิงสาวจะไม่เป็นผลซะแล้ว
“ถ้าแจมตกลงพ่อจะแจ้งทางนั้นทันที เพราะพ่อไปคุยมาแล้วเมื่อวานนี้ เขาก็ยินดีจะเกี่ยวดองกับเรา โดยมีเงื่อนไขที่เป็นธรรม นั่นคือพ่อจะต้องโอนหุ้นในบริษัทให้แจม สี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนเฮียก็จะทำแบบเดียวกัน แล้วให้พ่อปาลินเข้ามาบริหารงานในบริษัทพ่อทั้งหมด จนกว่าการเงินจะดีขึ้นแล้วถึงจะโอนต่อให้พ่อหรือใครสักคนที่เขาเห็นว่ามีความสามารถมาทำแทน หรือปาลินอาจจะบริหารต่อไปเรื่อยๆ พ่อก็จะได้พักผ่อนอย่างสบายใจหายเหนื่อย แจมว่าไงล่ะ จะช่วยพ่อได้หรือเปล่า”
ไกรเดชมองหน้าลูกที่เอาแต่นั่งนิ่งไม่ไหวติงใดๆ ก็ให้ขุ่นเคืองน้อยๆ แต่ก็พยายามจะเก็บงำเอาไว้
“พ่อก็ไม่ได้บังคับแจมหรอกนะ แล้วแต่ความสมัครใจน่ะลูก เอากลับไปคิดก่อนก็ได้ พ่อไม่ได้รีบร้อนอะไร”
เกรียงไกรที่อยู่ในฐานะลุง แต่ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นพ่อให้หญิงสาวมาตั้งแต่ห้าขวบรีบเอ่ยขึ้น เพื่อไม่ให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียดมาไปกว่านี้
แต่ไกรเดชคนน้องที่มักจะทำตัวเป็นพี่แทนกลับอึดอัดในประโยคนี้ เพราะอยากจะได้คำตอบโดยเร็ว และจะต้องเป็นคำตอบที่เขาพึงพอใจเท่านั้น
“จริงๆ แล้วก็รีบอยู่นะพี่เจียง บอกตรงๆ ว่าสิ้นเดือนหน้าเงินที่จะจ่ายพนักงานผมยังมืดแปดด้าน ออร์เดอร์จากลูกค้าเข้ามาก็ไม่มีทุนซื้อของมาทำส่ง บ้านก็กำลังจะถูกเอาไปขายทอดตลาดอยู่ในไม่กี่วันนี้แล้วเพราะไม่มีปัญญาส่ง ถ้าแจมตกลงจะแต่งงานกับพ่อปาลิน เฮียซ้งจะให้เงินมาหมุนก่อนสิบล้าน แล้วจะตามไปซื้อบ้านคืนให้และจะให้แจมร่วมเป็นเจ้าของกับพ่อคนละครึ่ง แล้วก็จะไถ่สวนของลุงเจียงคืนให้ด้วย ถ้าแจมไม่ติดขัดอะไร ไม่มีใคร ก็ช่วยพ่อหน่อยนะ พ่อไม่เคยขออะไรแจมเลย แต่ครั้งนี้ถือว่าพ่อขอก็แล้วกัน พ่อไม่มีทางไป ไม่มีทางเลือกและไม่เหลือใครอีกแล้ว”
วิวรรญาได้เห็นหน้าพ่อเพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่จำความได้ แล้วก็ถูกพ่อผลักไสให้มาอยู่กับลุงกับป้าที่บ้านบึงนี้ตั้งแต่พ่อกับแม่เลิกรากันไป กระนั้นก็ยังจำได้แม่นยำว่าพ่อจะไม่เคยก้มหัวให้ใคร หรือขอร้องอ้อนวอนใครเลย นี่จึงถือเป็นการขอครั้งยิ่งใหญ่ที่เคยได้เห็นมา
“พ่อมอบความหวังทั้งหมดไว้ในมือแจม รวมทั้งชีวิตของคนงานหลายร้อยคนด้วย”
แต่สิ่งที่ลูกคนนี้ต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่พ่อเอ่ยมาเลยสักนิด ‘ความรักจากพ่อ’ ต่างหากที่ลูกอยากได้ อยากสัมผัส แต่ไม่เคยได้เลยแม้เพียงครั้งเดียว
ถ้าความเสียสละในครั้งนี้ จะแลกกับ ‘ความรักจากพ่อ’ จากพ่อที่พึงมีให้ลูกคนนี้บ้าง วิวรรญาก็ยินดีจะเอาหัวใจที่ไร้รัก กับเรือนกายที่ไร้ชายคนรักต้องการเข้าแลกอย่างไม่ต้องคิดนาน
“ก็ได้ค่ะคุณพ่อ แจมจะช่วยค่ะ”
กระนั้นวิวรรญาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะตอบพ่อออกไปแบบนั้น รวมทั้งเกรียงไกรกับอรพินด้วยที่ต่างงวยงงกับหลานสาวผู้น่าสงสารไม่น้อย ไกรเดชเองก็แปลกใจ แต่เหนือสิ่งใดคือมีความดีใจอย่างที่สุดแล่นเข้ามาในหัว เพราะจะได้ปลดแอกที่แบกไว้บนหลังลงสักที
“แกแน่ใจแล้วเหรอแจม ที่รับปากพ่อไปอย่างนั้น แต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่เรื่องช้อปปิ้งนะที่ไม่ถูกใจแล้วจะเอาไปคืนไปเปลี่ยนได้น่ะ”
ลดาลัยเพื่อนสนิทและเป็นเพื่อนร่วมงานย้ำถามอีกครั้งอย่างคนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
“แกจะไปถามมันซ้ำๆ ทำไมล่ะยีน ก็รู้ๆ อยู่แล้วว่ามันตอบพ่อไปอย่างนั้นมาตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว ย้ำคิดย้ำถามอยู่นั่นล่ะ น่ารำคาญ”
ทาริกาเพื่อนสนิทและเป็นเพื่อนร่วมงานอีกคนรีบแย้ง ขณะทั้งสามนั่งอยู่ม้าหินอ่อนหน้าบริษัท เพื่อรอเกรียงไกรมารับวิวรรญา เพราะวันนี้เอารถไปทำธุระ
ครั้นเพื่อนทั้งสองจะไปส่ง บ้านก็อยู่คนละทิศละทาง คือวิวรรญาไปบ้านบึงระยะทางสี่สิบกว่ากิโลเมตร ส่วนเพื่อนไปฉะเชิงเทราสามสิบกว่ากิโลเมตร
“ถึงจะเปลี่ยนใจก็คงจะทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะยีน เพราะคุณพ่อรับเงินมาจากเขาเอาไปหมุนในบริษัทแล้ว และวันนี้ลุงเจียงเอาเงินของเขาที่พ่อโอนมาให้ไปไถ่ที่สวนแล้วด้วย”
วิวรรญาเอ่ยเสียงอ่อย จนเพื่อนทั้งสองอดสงสารไม่ได้
“แล้วความสุขของแกล่ะแจม จะมีบ้างหรือเปล่า แต่งงานกับผู้ชายที่ยังไม่เคยเห็นหน้าด้วยซ้ำ นิสัยใจคอเป็นยังไงก็ไม่รู้ สูงต่ำดำขาว หล่อล่ำหรือขี้ริ้วขี้เหร่ยังไงก็เดายาก”
ลดาลัยถึงกับโอดครวญเพราะกลัวแทน วิวรรญาถอนหายใจออกมาน้อยๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
“ความสุขของเราตอนนี้กับตอนที่จะต้องไปแต่งงานกับใครสักคนคงจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นักหรอกนะยีน บางทีถ้าเราจะโชคดี คนที่เราไม่เคยเห็นหน้าอาจจะทำให้เรามีความสุขมากกว่าคนที่คบหากันมาหลายปีก็ได้นะ”
ด้วยหัวใจนั้นอดคิดถึงแฟนที่คบหากันมาตั้งสามปีไม่ได้ แต่จู่ๆ ก็เลิกกันไปทิ้งให้ตัวเองต้องพกพาแต่ความเจ็บช้ำมาเกือบจะสองปีแล้ว และยิ่งเจ็บหนักเข้าไปอีกเมื่อได้เห็นการ์ดแต่งงานของเขา
“ลุงเจียงมาแล้ว! กลับกันดีกว่าพวกเรา ขอบใจนะที่นั่งรอเป็นเพื่อน ไว้เจอกันวันจันทร์นะ”
วิวรรญาโบกมือลาเพื่อนด้วยความเคยชินก่อนจะขึ้นรถที่ลุงเป็นคนขับ โฉนดในซองพลาสติกถูกยื่นให้หลานสาวดูเป็นขวัญตาทันทีที่รถแล่นออกจากประตูนิคมฯ
“ได้คืนมาลุงก็ดีใจอยู่หรอกนะแจม แต่ลุงรู้สึกผิดจริงๆ เลยที่จะต้องเอาชีวิตของหลานสาวที่ลุงรักเหมือนลูกไปแลก”
เกรียงไกรเอ่ยขึ้นเบาๆ เมื่อหลานยัดโฉนดกลับเข้าซองแล้ว
“แจมดีใจค่ะที่มีโอกาสได้ตอบแทนที่ลุงกับป้าเลี้ยงแจมมา”
น้ำเสียงที่แผ่วเบานั้นเกรียงไกรอ่านออกทันทีว่าหลานไม่อยากจะพูดถึงมัน เลยตัดสินใจขับรถไปเงียบๆ กระทั่งถึงบ้าน
“อ้าว! กำนันน่ะเอง สวัสดีครับ มาหาผมถึงบ้านมีอะไรให้รับใช้ครับ”
ลงรถได้ก็รีบตรงเข้าบ้านที่มีแขกรออยู่ถึงสามคน หนึ่งคือกำนันที่คุ้นหน้ากันดีอยู่แล้ว แต่อีกหนึ่งหนุ่มในชุดกะลาสีสีขาวนั้น เกรียงไกรกับวิวรรญาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
กระนั้นก็ยกมือรับไหว้ทหารหนุ่มที่รู้กาลเทศะยกมือไหว้เจ้าของบ้านโดยไม่มีใครต้องบอก กำนันที่ดูจะอายุน้อยกว่าเองก็รีบยกมือไหว้ลูกบ้านก่อนเช่นกัน
“โถ! ใครจะกล้าใช้เฮียเจียงกันล่ะครับ”
เกรียงไกรรีบรับไหว้แล้วทรุดกายลงนั่งชุดรับแขกฝั่งตรงข้าม เองอรพินเห็นสามีกลับมาแล้วเลยรีบลุกขึ้น
“พี่เจียงมาแล้วงั้นเชิญพ่อกำนันคุยกันเอานะคะ พินขอไปทำมื้อเย็นก่อน ถ้าพ่อกำนันไม่รีบไปไหนก็เชิญรอกินมื้อเย็นด้วยกันนะคะ ไปกันเถอะแจม”
พยักหน้าชวนหลานสาวเดินไปหลังครัวอย่างรู้งาน กำนันเลยรีบบอกความจำนงทันทีเมื่อเดาได้ว่าเจ้าของบ้านอยากรู้เต็มทน
“พอดีเพื่อนผมที่เป็นผู้พันนาวาอากาศเอกในฐานทัพเรือชื่อทรงพล พาทหารปลดประจำการสองหนุ่มนี้มาฝากให้ทำงานที่บ้าน แต่เมื่อเช้าผมดันได้คนมาแล้วสอง ก็เลยรับไว้ได้แค่หนึ่ง เหลืออีกหนึ่งไม่รู้จะให้ไปไหน ผู้ใหญ่เลยบอกผมให้มาหาเฮีย เห็นว่าคนเก่าลากลับบ้านไปเผื่อจะอยากได้มาแทนกัน เจ้านี่มันชื่อลิน อยากจะทำสวนทำไร่ได้ความรู้แล้วจะได้กลับไปทำที่บ้านตัวเองบ้าง แม่มันตายไปตั้งแต่เด็กๆ พ่อก็มีเมียใหม่ เลยไม่ได้รีบร้อนจะไปไหน”
“ตั้งแต่คนเก่าออกไปเมื่อสองเดือนก่อน ผมก็ว่าจะไม่จ้างใครแล้วล่ะครับกำนัน ค่าแรงขั้นต่ำก็แพง ไหนจะข้าวปลาอาหารต้องหาให้อีก กะว่าจะทำกันไปเรื่อยๆ สองตายาย ถึงเวลาจะต้องใช้คนก็ค่อยจ้างเป็นครั้งๆ ไปครับ จ้างไว้ประจำไม่ไหวค่าแรงกินตายเลย”
เกรียงไกรบอกตามความจริงทุกอย่าง เพราะไม่อยากให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย กำนันได้ยินแบบนั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไรได้นอกจากหันไปหาทหารหนุ่มที่นั่งเงียบๆ ฟังผู้ใหญ่ทั้งสองคนเท่านั้น
“ผมก็เข้าใจเฮียครับ ทุกวันนี้อะไรๆ ก็แพงทั้งนั้น เรื่องอย่างนี้ไม่ว่ากันอยู่แล้วครับเฮีย”
กำนันยอมจำนนแต่โดยดี ก่อนจะหันไปหาทหารหนุ่มผิวคล้ำรูปงามนามสั้น