“คุณพ่อครับ ผมอยู่นี่แล้วครับ”
เสียงทุ้มเบาของชายหนุ่มกระตุ้นให้หนังตาปิดสนิทเจ้าของร่างผอมบางทรุดโทรมจากโรคร้ายรุมเร้ากะพริบไหวก่อนจะค่อยๆปรือลืมขึ้นช้าๆ เมื่อภาพเลือนรางใบหน้าของบุตรชายคนเดียวอันเป็นที่รักห่วงใยปรากฏ พลันแสงในดวงตาที่มัวหม่นก็เปล่งประกายเจิดจ้าออกมา
“ชามาตุ์ ชามาตุ์ หรือลูก" เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียกชื่อบุตรชายเปี่ยมล้นความตื่นเต้นดีใจ
“ครับคุณพ่อ ผมเอง”
ชายหนุ่มก้มลงกราบอกและกอดร่างซูบผอมไม่คุ้นตาของบิดาที่แทบจะไม่หลงเหลือเค้าความสง่างามด้วยร่างสูงใหญ่ล่ำสันแข็งแรงที่เคยโอบอุ้มโอบกอดเขาตั้งแต่เล็กแต่น้อยด้วยน้ำตาปริ่มคลอแต่ต้องพยายามเก็บกลั้นเอาไว้อย่างหนักโดยไม่อาจปล่อยให้มันหยาดหยดลงมาแสดงความอ่อนแอต่อหน้าบิดาที่เคยพร่ำสอนว่า...ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้...
“พ่อดีใจ ดีใจ ในที่สุดลูกก็กลับมา”
“ผมขอโทษครับคุณพ่อ" ผู้เป็นบุตรชายกล่าวแก่บิดาได้เท่านั้น เพราะลำคอตีบตันไม่สามารถเค้นคำใดๆออกมาอีก
“ไม่เป็นไรลูก แค่ได้เห็นหน้าลูกก่อนตาย พ่อก็ดีใจแล้ว”
“...โธ่...คุณพ่อ...”
คำพูดของผู้เป็นบิดายิ่งทำให้บุตรชายรู้สึกผิดมากขึ้น ต้องยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำตาบุรุษที่เอ่อล้นออกมาด้วยความสำนึกผิดและเสียใจสุดซึ้งที่เขากลับมาหาบิดาช้าเกินไป
“ชามาตุ์ลูกรัก พ่อมีใบสำคัญจะให้ลูกเซ็น" ผู้ป่วยเปล่งเสียงแจ่มชัดเหมือนมีกำลังขึ้นมาใหม่
“คุณ เตรียมแล้วใช่ไหม ช่วยหยิบให้ผมที" เขาหันไปถามหาจากภรรยา
“อยู่นี่ค่ะ" คุณชนันทารีบหยิบสิ่งที่สามีเรียกหานำมาวางใส่มือที่ดูเหมือนจะมีเรี่ยวแรงมากขึ้นกว่าทุกวันของเขา
“ชามาตุ์ เซ็นใบนี้ให้พ่อนะ พ่อขอร้อง" เขายื่นแฟ้มสวยงามสีชมพูอ่อนให้บุตรชาย
ชามาตุ์ชะงักมองแต่ก็หยิบมาเปิดดูอย่างไม่อยากจะขัดใจ หลายวินาทีที่หนังสือตัวโตพิมพ์คำว่า...ใบสำคัญการสมรส...วิ่งวนอยู่ในความรู้สึกอันมึนงง เอกสารการจดทะเบียนสมรสทั้งสองใบในแฟ้มมีลายเซ็นทั้งหมดอยู่แล้ว เหลือเพียงลายมือของเขาคนเดียวเท่านั้น
“ไม่ได้นะครับคุณพ่อ ผมเซ็นใบสำคัญนี้ไม่ได้ ผมมีแฟนอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงดังด้วยความตกใจคาดไม่ถึงว่าบิดาจะมัดมือชกคลุมถุงชนให้เขาเซ็นทะเบียนสมรสกับผู้หญิงที่ไม่เคยรักกันมาก่อน แม้เขาจะอยากทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสบายใจของบิดาในวาระสุดท้าย แต่ก็สุดวิสัยที่เขาจะทำเรื่องนี้ จนมารดาผู้นั่งใบหน้านองน้ำตาต้องเอ่ยขึ้น
“ตามใจคุณพ่อเถอะลูก ครั้งสุดท้ายแล้ว" คุณชนันทาจับมือสามีกุมแนบแก้มไว้ไม่ยอมห่างด้วยความรักอาลัย นางรู้แก่ใจว่าเขาจะอยู่ด้วยอีกไม่นาน
“ถ้าแกไม่ยอม ก็จะไม่ได้อะไรจากพ่อเลยนะ" ผู้เป็นบิดาบอกเสียงแหบพร่าอ่อนแรงเต็มที
“ผมไม่ได้อยากได้สมบัติของคุณพ่อนะครับ ทุกวันนี้ผมก็มีงานทำเลี้ยงดูตัวเองได้อยู่แล้ว”
ชามาตุ์ถูกบิดามารดาส่งไปเรียนประจำที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ตั้งแต่อายุสิบสองปี แล้วไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยดังในประเทศอังกฤษจนจบปริญญาโท และเข้าทำงานไต่เต้าจนได้ตำแหน่งผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศ ด้วยตำแหน่งหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย เขาจึงไม่มีเวลาให้บิดากับมารดามากนัก ปีหนึ่งจะได้กลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้งหรือสองครั้ง และอยู่ได้ไม่กี่วันก็ต้องเดินทางกลับไป
หลายครั้งที่บิดามารดาขอร้องให้เขากลับมาดูแลงานทางบ้านอันเป็นงานเกี่ยวกับเกษตรพืชไร่และบริษัทสหฟาร์มการเกษตรของครอบครัว เขาบ่ายเบี่ยงโดยไม่ได้ปฏิเสธจริงจังเพราะอยากรักษาน้ำใจบิดา ความจริงเขาไม่เคยคิดจะกลับมาทำงานเหล่านี้เลย เขาชอบงานที่ทำอยู่ในบริษัทบิดาแฟนสาวมากกว่า และคิดจะแต่งงานมีครอบครัวอยู่ในประเทศนั้นเลย
"แล้วแกจะสละสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติของพ่อที่สร้างทำมาเพื่อแกอย่างนั้นหรือ" คุณมารุตถามบุตรชายคนเดียวด้วยเสียงที่อ่อนล้าจากโรคภัยคุกคามแทบจะไม่มีแรงเปล่งเสียงออกมา
“ไม่ได้นะ ชามาตุ์ มันเป็นสิทธิ์ที่ลูกควรต้องรับ เพราะลูกเป็นลูกคนเดียวของคุณพ่อกับแม่นะ”
คุณชนันทาร้องค้านด้วยความไม่สบายใจ นางไม่อยากบังคับจิตใจบุตรชายที่รู้ว่าเขามีคู่รักอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางอื่นนอกจากสนับสนุนให้เขาทำตามคำร้องขอของสามี
“ในเมื่อมันเป็นสิทธิ์ของผม ก็ให้สิทธิ์นั้นแก่ผมมาสิครับ จะต้องเอาการจดทะเบียนสมรสมาต่อรองทำไม" ชายหนุ่มมองบิดากับมารดาอย่างไม่เข้าใจ
เขาแทบไม่รู้จักผู้หญิงที่ต้องจดทะเบียนสมรสด้วย จำได้แต่ว่าเธอเป็นลูกเพื่อนรักของบิดาที่ชื่อ อาทิตย์ และเสียชีวิตพร้อมกับภรรยามาหลายปีแล้ว บิดาเลี้ยงดูบุตรสาวของเพื่อนเอาไว้ เขาจำหน้าเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ
“ต่อไปแกก็จะรู้เองนั่นแหละ เซ็นชื่อในใบสำคัญนั่นซะ ถ้าไม่เซ็นแกก็จะไม่มีสิทธิ์ใดๆในทรัพย์สินของพ่อเลย”
ชายชรารู้สึกเหนื่อยหนักกับการพูดประโยคยาวๆ จนต้องหลับตาสูดหายใจเข้าลึก และสัมผัสได้กับการหายใจไม่สุดปอด ซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า เขากำลังจะหมดลมหายใจ
“ชามาตุ์ แม่ขอร้อง เห็นแก่คุณพ่อเถอะลูก ท่านกำลังจะจากเราไปแล้ว" ผู้เป็นมารดาร้องขอแก่บุตรชาย แล้วร้องไห้สะอื้นต่อการใกล้หมดลมหายใจของสามี
“ชามาตุ์ พ่อรักลูกนะ รักมากที่สุด และอยากให้ลูกกลับมาอยู่บ้านเรา มาทำงานสานต่อสิ่งต่างๆที่พ่อสร้างไว้เพื่อ ลูก กลับมานะลูกนะ" ชายชราวัยใกล้หกสิบยื่นมือออกไปเหมือนไขว่คว้า เมื่อได้สัมผัสมือบุตรชายก็กำไว้มั่น และร้องขอคำสัญญา
“สัญญากับคุณพ่อสิลูก" คำร้องขอเจือสะอื้นของมารดาทำให้ผู้เป็นบุตรชายไม่อาจกล่าวคำปฏิเสธออกมา
“ครับพ่อ ผมสัญญา" ชายหนุ่มรับปากไม่เต็มเสียง
เขาเศร้าใจต่อการจากพรากที่ไม่มีจะวันกลับมาอยู่ด้วยกันอีก เขารักบิดา ไม่อยากให้ท่านตาย แต่ก็ไม่อยากถูกมัดมือชกอย่างนี้
“เซ็นชื่อในใบสำคัญด้วยนะ”
ผู้เป็นบิดาชี้มาที่แฟ้มใบสำคัญการจดทะเบียนด้วยสีหน้ายิ้มละไมที่เจือจางจากความซีดเซียวจากความเจ็บป่วยใกล้สิ้นลมและพยักหน้าพอใจที่เห็นบุตรชายจรดปากกาเซ็นชื่อต่อหน้า แล้วเรียกหาหญิงสาวผู้เซ็นชื่อไว้ในใบสำคัญก่อนหน้าให้เข้ามาหา
“อัปสร อยู่ไหนลูก เข้ามาหาลุงสิลูก”
หญิงสาวอ่อนเยาว์นั่งอยู่ด้านหลังคุณชนันทามานาน คลานเข้ามานั่งติดเตียงคนเรียก ยื่นมือจับมือผู้ที่ตนรักเสมือนบิดา ดวงตาแดงช้ำมีน้ำตาไหลรินเปื้อนเปรอะพวงแก้มปลั่งโดยที่เจ้าตัวไม่อาจเก็บกลั้น
“หนูอยู่นี่ค่ะ คุณลุง”
เสียงเครือสั่นของหญิงสาวเรียกความสนใจจากชามาตุ์ให้มองพินิจ สิ่งแรกที่เห็นเด่นชัดเป็นผมดกดำปล่อยยาวสยายยุ่งเหยิงบังใบหน้าเกือบหมด เปิดให้เห็นเพียงจมูกโด่งเล็กแดงก่ำดวงตาสองข้างบวมช้ำจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก มองหาความสวยน่ารักไม่ได้สักนิด
“ชามาตุ์ นี่น้องอัปสรนะ ลูกต้องดูแลน้องแทนพ่อนะ" น้ำเสียงอ่อนล้าของบิดาทำให้ผู้เป็นบุตรพยักหน้าแทนคำตอบที่ไม่อาจจะเอ่ย เพราะไม่อยากรับคำอันฝืนใจอย่างยิ่ง
“พ่อขออวยพรให้ลูกทั้งสองครองรักกันอย่างมีความสุข และอยู่ดูแลไร่ของเราบริษัทของเราและกิจการทุกอย่างของเราร่วมกันตลอดไปนะลูกนะ”
คุณมารุตรับแหวนสองวงจากคุณชนันทาภรรยาส่งให้สองหนุ่มสาวสวมแก่กันต่อหน้า แล้วจับรวบมือของทั้งสองกุมไว้ด้วยกันเพื่อกล่าวคำอวยพรก่อนจะหลับตาลงด้วยใบหน้ากระจ่างรอยยิ้มแห่งความสุขอันเป็นภาพสุดท้ายที่ทุกคนได้เห็นในวันนั้น
ชายหนุ่มยืนมองไร่สวนอันกว้างไพศาลด้วยความอัศจรรย์ใจ รู้สึกปลาบปลื้มเป็นครั้งแรกที่เห็นบ้านไร่ของบิดาใน ภาพความอุดมสมบูรณ์นำความมั่นใจมาสู่ตัวเขามากขึ้น และคิดว่าตัวเองช่างโง่เขลานักที่ทิ้งร้างห่างไป และนับจากวันนี้เขาจะกลับมาดูแลเอาใจใส่ให้มันเจริญงอกงามสมกับที่บิดาเคยไว้วางใจ และรอคอยให้เขากลับมา
“คุณพ่อครับ ผมกลับมาแล้วนะครับ กลับมาสานต่องานที่คุณพ่อรัก กลับมาทำงานของครอบครัว กลับมาดูแลคุณแม่ และจะอยู่ที่นี่ตลอดไป”
เมื่อสิ้นถ้อยคำที่เขาบอกกับบิดาในใจ พลันลมเย็นพัดมาต้องใบหน้านำพากลิ่นสดชื่นหอมรื่นของดอกผลพืชไร่เข้าสู่ลมหายใจ ราวกับเป็นสัญญาณว่าบิดาได้รับรู้
“กลิ่นดอกผลของพืชไร่หอมชื่นใจอย่างนี้เอง" เขารำพึงออกมา
ชามาต์เพิ่งประจักษ์แก่ใจว่า ความสุขสดชื่นแท้จริงอยู่ที่บ้านไร่แห่งนี้ เขารู้สึกสบายใจที่ได้ทำตามคำร้องขอของบิดา และขอให้ดวงวิญญาณของท่านได้รับรู้ว่า...เขามีความตั้งใจจริงที่จะกลับมาสานต่องานของครอบครัว...
หลังจากบิดาถึงแก่กรรมด้วยโรคร้ายมาเกือบสองปี ชามาตุ์ มโนมัยรัตน์ เพิ่งสำนึกว่าได้ทอดทิ้งมารดาอันเป็นที่รักห่วงใยให้อยู่ลำพังมานานและละเลยคำสัญญาที่ให้แก่บิดาอย่างน่าละอายจึงตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อจะกลับมาดูแลมารดาและกิจการของทางบ้านอย่างเต็มที่
ในช่วงเวลาสองสามเดือนที่เขาแบ่งเวลาจากงานประจำศึกษาดูงานทางบ้านผ่านทางมารดาและสำนักงานทนายความผู้ดูแลผลประโยชน์ของบริษัท ทำให้รู้ว่าสิ่งที่บิดาสร้างทำไว้เพื่อเขามิใช่ทรัพย์สินเงินทองเพียงเท่านั้น แต่มันคือความรักความผูกพันต่องานที่ต้องการคนสืบสานและทุ่มเทแก่มันสืบต่อไป
วันที่เขายื่นจดหมายลาออกจากบริษัทในวันประชุมผู้บริหาร มีเพื่อนร่วมงานหลายคนทักท้วงว่าเป็นการตัดสินใจโง่มากที่เขาจะทิ้งตำแหน่งใหญ่ในอนาคตที่ผ่านทางตำแหน่งลูกเขยประธานบริษัท และถามเป็นคำเดียวกันว่า...ไม่นึกเสียดายบ้างหรือ...
เพื่อนในกลุ่มนักบริหารบางคนยังไม่รู้ว่าเขาได้บอกเลิกกับอลิซาเบธบุตรสาวประธานบริษัทที่คบหาเป็นแฟนหลายปีมาเกือบสามเดือนแล้ว เพราะเขาไม่สามารถแต่งงานตามที่หล่อนต้องการ จากสาเหตุที่เขาจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นแล้ว
แต่นับจากวันที่เขาได้รับอิสระหรือจบสิ้นสัมพันธ์กับอลิซาเบธสาวคนรัก ชามาตุ์เองกลับรู้สึกสบายใจและโล่งใจที่ไม่มีใครมาเซ้าซี้ให้เขาต้องทำในสิ่งที่ทำไม่ได้หรือสิ่งที่ฝืนใจ โดยเฉพาะการออกงานปาร์ตี้ยามค่ำคืนที่ต้องอยู่กินดื่มจนดึกดื่น
ชามาตุ์คิดว่าเขาคงเหนื่อยหน่ายที่ได้รับความกดดันจากอลิซาเบธอย่างหนักหลังจากหล่อนรู้เรื่องการจดทะเบียนสมรส ก็คอยรบเร้าให้เขาดำเนินการหย่าและจดทะเบียนใหม่กับหล่อนเกือบทุกวันและไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเขาไม่รีบกระทำอย่างที่อลิซาเบธต้องการ
จากที่เขาเพิกเฉยต่อคำขอของหล่อน อลิซาเบธก็เริ่มสำแดงฤทธิ์เดชที่เขาไม่เคยรู้ว่าหล่อนเป็นอยู่ หล่อนแสดงกิริยาเอาแต่ใจตัวเองที่มักจะวีนใส่อย่างไร้เหตุผลบ่อยครั้ง บางครั้งก็ถึงกับลงไม้ลงมือทุบตีจนเขานึกรำคาญ และตัดสินใจเลิกรา
วันที่เขาขอยุติความสัมพันธุ์ อลิซาเบธก็ร้องห่มร้องไห้ตีโพยตีพายและจบลงด้วยการดื่มจนเมามาย ชามาตุ์ไม่เคยชอบผู้หญิงดื่มเหล้าเมายาหรือเที่ยวกลางคืน อลิซาเบธมาเปิดเผยตัวตนว่าหล่อนชอบงานปาร์ตี้ชอบเครื่องดื่มมึนเมาตอนที่เขากับหล่อนคบหาเป็นแฟนกันได้สักพักหนึ่งแล้ว
ตอนแรกเขาก็พยายามยอมรับสิ่งที่หล่อนชอบที่หล่อนทำหรือที่หล่อนเป็น แต่ฝืนความรู้สึกฝืนใจหลายครั้งเข้านานวันเข้าก็เริ่มเบื่อหน่ายเพราะอลิซาเบธไม่ยอมอะลุ่มอล่วยหรือปรับตัวตามที่เขาร้องขอเลยสักอย่าง
ความรักซาบซึ้งที่มีต่ออลิซาเบธค่อยเลือนหายไป หมดสิ้นก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ ส่วนอลิซาเบธที่ทำท่ารักเขานักหนาก็ค่อยกลับกลายเป็นแค่ความหึงหวงและคอยเรียกร้องความสนใจจากเขามากขึ้น แต่ไม่เคยใส่ใจในความรู้สึกหรือความต้องการของเขาเลยสักนิด ยิ่งนานวันเขาก็ยิ่งเบื่อหน่าย สุดท้ายก็หมดความอดทน
เมื่อเป็นอิสระจากอลิซาเบธ ชามาตุ์ก็เริ่มคิดถึงหญิงสาวที่จดทะเบียนสมรสด้วย เขาแทบจดจำใบหน้าภรรยาโดยนิตินัยของตัวเองไม่ได้ กลับมาอยู่บ้านเป็นการถาวรอย่างนี้ เขาคงได้พบปะมีโอกาสทำความรู้จักคุ้นเคยกับเธอมากขึ้น หากไม่เป็นการฝืนใจมากมายเขาคงจะครองคู่อยู่กับเธอได้ตามที่บิดามารดาต้องการ
“ผมสัญญาครับคุณพ่อว่าจะดูแลสิ่งที่คุณพ่อรักเหล่านี้ให้ดีที่สุด จะทุ่มเทความรู้ความสามารถและแรงกายเพื่อสานต่องานทุกอย่างของทางไร่และบริษัท คุณพ่อเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ" ชามาตุ์ให้สัญญากับบิดาในใจ
"คุณแม่ดูแลงานในไร่ทั้งหมดก็เหนื่อยแย่สิครับ”
ตลอดเวลาที่ผ่านมาชามาตุ์ไม่เคยสนใจไต่ถามเกี่ยวกับงานไร่สวนของบิดามาก่อน เขารับรู้เพียงข้อมูลเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายทางอีเมล์จึงรู้แต่ว่ามูลค่าผลผลิตพืชไร่กับรายได้จากบริษัทเครื่องดื่มกับไอศกรีมและแยมสดที่เพิ่งริเริ่มจัดทำขึ้นมาใหม่ช่วยทำให้รายได้ของบริษัทเพิ่มพูนขึ้นอีกเกือบเท่าตัว เพราะทำยอดขายได้ดีมาก
แม้บิดาผู้สร้างทำไร่สวนผืนนี้จะจากไปเกือบสองปี แต่ ผืนไร่กว้างขวางก็ยังคงสภาพสมบูรณ์ดี แสดงว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่จึงให้ผลผลิตงดงาม ความละอายใจแล่นเข้าจุกอกชายหนุ่มเมื่อคิดว่าเขาปล่อยให้มารดาต้องทำงานหนักอยู่ลำพังมานานนับปี
“ไม่ใช่แม่หรอกจ้ะ แม่เป็นแต่ผู้ให้กำลังใจและที่ปรึกษาเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังคงอยู่ได้และเพิ่มพูนมากขึ้น ก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของน้องอัปสรกับคนงานของเราทั้งนั้น”
คุณชนันทายกแก้วน้ำผลไม้รสใหม่ที่มีส่วนผสมจากน้ำผลไม้กับน้ำเกสรดอกไม้หวานชื่นขึ้นจิบอย่างสบายอกสบายใจ น้ำผลไม้สดชนิดนี้เป็นผลผลิตใหม่ที่เพิ่งออกวางตลาดได้เพียงหกเดือนแต่มียอดขายพุ่งแรงแซงหน้าคู่แข่งจนต้องเพิ่มยอดผลิตมาตลอด
“อัปสร...อ๋อ...”
ชามาตุ์งงอยู่แวบหนึ่งก็นึกได้ว่าหญิงสาวที่เขาจดทะเบียนสมรสด้วยชื่อ...อัปสรสินี...แปลกที่ชื่อนี้ฝังอยู่ในใจเขาตลอดเวลา แต่ความทรงจำเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตากลับเลือนราง พลางคิดดูแคลนว่าตั้งชื่อเพราะพริ้งเกินตัว แต่ก็ทึ่งจัดที่มารดาบอกว่างานในไร่นี้เป็นฝีมือของเธอ
“ใช่จ้ะ น้องอัปสรเป็นภรรยาที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยังจำได้ใช่ไหมลูก” คุณชนันทาแกล้งย้ำ
ภาพเด็กสาวแต่งตัวกะโปโลด้วยเสื้อลายสก็อตกับกางเกงยีนเก่าๆ ผมดกยาวรุ่ยร่ายแทบจะปิดใบหน้าหมองเศร้าและนัยน์ตาบวมช้ำจากการร้องไห้หนักปรากฏชัดมากขึ้น เป็นไปได้อย่างไรที่เด็กสาวผู้นั้นจะมีความรู้ความสามารถถึงขั้นช่วยสืบสานงานของบิดาเขาได้ดีขนาดนี้ และดูเหมือนเธอจะมีอะไรดีเกินกว่าที่เขาคาดคิดมากด้วย
"เด็กกะโปโลนั่นหรือครับ ดูแลไร่กับเรื่องงานของบ้านเรา"
“น้องไม่ได้เป็นเด็กแล้วนะ ตอนนี้ก็อายุเกือบยี่สิบสามปีแล้ว ยิ่งโตยิ่งสวย มีแต่คนเอ่ยปากชมว่าสวยระดับเทพียังอาย ไม่ได้กะโปโลอย่างที่ลูกว่าเลยนะ" คุณชนันทาเถียงแทนลูกสะใภ้
"สวยระดับเทพีอายเชียวหรือครับ" ชามาตุ์หัวเราะขบขัน
"ใช่จ้ะ สมัยเรียนก็เรียนเก่ง ทำงานก็เก่งขยันขันแข็ง ถ้าพ่อของลูกยังอยู่คงภูมิใจที่มิเสียแรงได้ฟูมฟักเลี้ยงดูสั่งสอนกันมา น้องอัปสรได้ความรู้จากคุณพ่อของลูกเอาไว้เยอะจ้ะ เป็นคนหัวอ่อนว่านอนสอนง่าย แต่เฉลียวฉลาดเป็นที่หนึ่ง เรียนจบปริญญาทางเกษตรพืชไร่เลยนะ เดือนหน้าก็จะได้รับปริญญาด้านอาหารและโภชนาการเพิ่มมาอีกใบ แม่ละชื่นใจจริงๆ"
คุณชนันทาคุยอวดด้วยความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจ เห็นสีหน้ากึ่งทึ่งจัดกึ่งไม่อยากเชื่อของบุตรชายก็หัวเราะขบขัน ชามาตุ์เรียนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยดังในประเทศอังกฤษ มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์งานด้านบริหารธุรกิจมาหลายปี แต่ยังไม่เคยเข้ามาคลุกคลีกับงานไร่สวนทางบ้าน จึงไม่รู้ว่าภรรยาของตัวเองมีบทบาทสำคัญในงานทุกอย่างทางนี้
“คงฉลาดอย่างคุณแม่ว่าถึงเลือกเรียนวิชาที่นำมาใช้ประโยชน์กับงานในไร่ ลูกสะใภ้คุณแม่คุณสมบัติครบเครื่องนะครับ ทั้งสวยทั้งเก่ง อะไรจะเพอร์เฟ็กซ์ขนาดนั้น" ชามาตุ์ชมกึ่งประชด
“เดี๋ยวเจอน้องลูกก็รู้เองว่าสวยจริงไหม แต่เรื่องเก่งเรียนเก่งงานแม่รับรองได้" คุณชนันทานั่งอมยิ้ม อยากรู้นักว่าชามาตุ์จะมีท่าทีอย่างไรเมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาเมียตัวเอง
"เป็นผู้หญิงทำไมถึงเลือกเรียนเกษตรพืชไร่ล่ะครับ" ชามาตุ์คิดว่าบิดาต้องมีส่วนในการตัดสินใจ เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนจะไม่รักสวยรักงามหรือยอมลำบากตากตรำอยู่กับงานไร่งานสวน
"เรื่องเรียนคุณพ่อกับแม่ไม่ได้เคี่ยวเข็ญหรือกะเกณฑ์อะไร น้องเลือกสอบเข้าเรียนคณะนี้ด้วยความชอบของตัวเอง แถมยังเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เรียนได้เกียรตินิยมของคณะ น้องเป็นเด็กดีทุ่มเทกำลังช่วยเหลืองานในไร่มาตลอด แถมต้องช่วยแม่ดูแลงานทางบริษัทอีก เก่งไหมล่ะ นี่ก็ช่วยคิดค้นไอศกรีมกับเครื่องดื่มรสใหม่มาทำรายได้เพิ่มขึ้นอีก ตอนนี้มียอดขายสูงขึ้นทุกเดือนเลยนะจ๊ะ”
“ถ้าลูกสะใภ้ทำงานได้ขนาดนั้น คุณแม่ก็คงไม่ได้เหนื่อยมากอย่างที่ว่าจริงๆก็ดีครับ ทำให้ผมรู้สึกผิดน้อยลงหน่อยด้วย แล้วเด็กกะโปโลนั่นอยู่ไหนล่ะครับ หรือออกไปไร่แต่เช้ามืด" ชามาตุ์วาดภาพว่าภรรยาของตนเป็นหญิงสาวผิวคล้ำเพราะกรำแดดลมอยู่ในไร่ในสวน ที่มารดากับคนงานชื่นชมว่าสวยก็คงสวยแบบชาวสวนชาวไร่นั่นแหละ
“ชามาตุ์ อย่าเรียกน้องอย่างนั้น ถึงจะอยู่กับไร่กับสวนน้องก็ไม่ได้เชยเปิ่นกะโปโลอย่างที่ลูกว่าหรอกจ้ะ ถึงไม่ได้แต่งตัวสวยหรูอย่างสาวในเมือง ก็รู้จักแต่งพองามพอเหมาะกับตัวเอง ทำเป็นว่าดี ปะเดี๋ยวเถอะ" คุณชนันทาแกล้งดุ นึกค่อนในใจว่า...ถ้าไม่ตะลึงตาค้างก็ให้รู้กันไป...
“ลูกสะใภ้คุณแม่มีอะไรดีนักหนานะ ถึงทำให้คุณแม่หลงได้ขนาดนี้" ชามาตุ์นึกอยากเห็นหน้าลูกสะใภ้ของมารดาเต็มแก่
"หลายอย่างเชียวแหละ อยู่นานไปลูกก็จะรู้เองละจ้ะ" คุณชนันทาลุกจากที่นั่งไปสวมกอดบุตรชายด้วยความปลาบปลื้มยินดีที่ในที่สุดเขาก็กลับมาบ้าน และคาดหวังอย่างยิ่งจะได้เห็นการอยู่ครองคู่ของบุตรชายกับภรรยาตัวจริงเสียที
"ครับ...ผมจะรอดู แล้วคุณแม่จะให้ผมพักห้องไหน ห้องเก่าหรือเปล่าครับ”
ชามาตุ์หอมแก้มมารดาก่อนจะผละออกห่าง กางแขนบิดตัวขจัดความเมื่อยล้า เขาต้องบินจากอเมริกามาลงกรุงเทพฯแล้วต่อมาลงจังหวัดอีกที พอลงจากเครื่องก็เช่ารถจากสนามบินตรงมาบ้านไร่ เพราะไม่ได้บอกให้ใครรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะเดินทางมาถึงวันนี้ และตอนนี้เขาเหนื่อยล้าอยากจะอาบน้ำอาบท่าแล้วนอนหลับสักงีบ
“ก็ห้องเก่าลูกสิจ๊ะ แม่ขยับขยายปรับปรุงไว้ให้ใหม่แล้วนะ สวยน่าอยู่กว่าห้องเดิมมากเชียวละ แม่ให้เด็กรับใช้เอากระเป๋าเดินทางขึ้นไปเก็บแล้วจ้ะ" ผู้เป็นมารดายิ้มอย่างมีเลศนัย
“ผมจะขอนอนพักสักหน่อย คุณแม่ต้องการอะไรก็เรียกได้นะครับ”
ชามาตุ์เข้ากอดหอมมารดาอีกครั้ง ดีใจที่ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน เขาสุขใจที่ได้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของมารดาที่ห่างหายไปเสียนาน และตั้งใจจะชดเชยช่วงเวลาที่ขาดหายไป ด้วยการดูแลทุกข์สุขของท่านด้วยความรักความเอาใจใส่ดังที่บุตรอย่างเขาควรกระทำต่อบิดามารดา