เป็นเวลาตี1ที่คลับหรูแห่งนี้เต็มไปด้วยนักท่องราตรีชายหญิงที่กำลังมึนเมากันอย่างได้ที่เสียงอึกกระทึกครึกโครมจากเสียงดนตรีด้านในตัวคลับเหมือนจะเร้าใจจนชอบทำให้เกิดเหตุการณ์ตีกันอยู่เรื่อยไปจนเจ้าของคลับหรูหลายแห่งอย่างอาชน์อัศวินต้องปวดหัวกับเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยครั้งกับพวกชอบกร่างในเวลาที่ไม่ค่อยจะได้สติ
ซ่า.....
ลอบซ์คนสนิทของอาชน์สาดน้ำในถังใหญ่ในมือไปที่กลุ่มวัยรุ่นวัยเกรียนที่อายุคงจะพึ่งผ่านเกณฑ์การเข้าสถานที่อโคจรที่มากร่างทำซ่าท้าตีท้าต่อยกับคนในคลับให้ฟื้นขึ้นมาหลังจากโนสั่งสอนกันไปจนพอตัว
“ปล่อยพวกผมไปเถอะครับ”
เด็กวัยรุ่นสี่ห้าคนที่อยู่ในวงล้อมบอดี้การ์ดกล้ามโตรีบคลานเข่ายกมือขอร้องชายหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างมองจ้องพวกเขาอย่างไร้อารมณ์
ชายหนุ่มที่อยุ่ในชุดสูทราคาแพงสีดำปลดเนคไทน์หลวมๆเล็กน้อยพอไม่อึดอัดเกินไปนั่งไขว่ห้างพาดขายาวๆอยู่บนเก้าอี้ราคาแพงสายตาคมกริบของอัศวินนั้นไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ในตอนนี้ว่ารู้สึกอย่างไรแต่คนที่มองก็ต้องเสียวสันหลังวาบเพราะพลังความอำมหิตที่แผ่ออกมามันช่างน่ากลัวเหลือเกินคงจะทำให้เด็กพวกนี้เลิกซ่ากันไปอีกนานเลยทีเดียว
“จะมาทำซ่าที่นี่อีกมั้ย”
ลอบซ์มือขวาร่างยักษ์เสียงโหดตวาดเสียงดังจนเด็กพวกนั้นสะดุ้งเฮือกไปตามๆกัน
“ไม่แล้วครับปล่อยผมเถอะครับ”
“เอายังไงครับคุณอาชน์”
ลอบซ์หันไปถามคนเป็นนานว่าจะเอาอย่างไรกับเจ้าเด็กเหลือขอพวกนี้ต่อ อัศวินปัดมือพร้อมหันหน้ามองไปทางอื่นพร้อมหยิบแก้วไวน์ราคาแพงขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์
“ออกไปแล้วอย่ามาซ่าที่นี่อีก...แล้วถ้าเรื่องวันนี้เป็นข่าวล่ะพวกแกโดนเล่นงานรายตัวแน่”
ลอบซ์เห็นว่าเจ้านายของเขาสั่งให้ปล่อยเด็กพวกนี้ได้เขาจึงต้องพ่นคำขู่กับเด็กพวกนี้สักหน่อยเพราะพวกที่มันมีเงินมาเที่ยวที่คลับนี้ได้ต้องเป็นลูกคนมีเงินอยู่เหมือนกันหากเด็กพวกนี้หาเล่นอะไรพิเรนทำให้ที่คลับเป็นข่าวจะทำให้การทพำงานของพวกเขาวุ่นวายขึ้นเพราะต้องกู้ชื่อเสียงกันเจ้าละหวั่นยิ่งเจ้านายของเขามีแต่คนจ้องจับผิดอยู่ด้วยยิ่งต้องระวัง
“ครับๆ/ไปเร็วพวกเรา”
เด็กวัยรุ่นผู้ชายสี่ห้าคนรีบพยุงกันลุกขึ้นแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากสถานที่นี้ไปทันทีด้วยความกลัว
หลายวันต่อมา
สนามมวยXXX
“เฮ..เฮ.....ฮฮฮฮฮ.”
เสียงเชียร์มวยอึกกระทึกครึกโครมเสียงดังสนั่นไปจนก้องกังวานทั่วสนามมวยสีหน้าแต่ละคนก็เชียร์กันอย่างเมามันจนนั่งไม่ติด
“..หึ้ยยย...ทำไมเซอย่างนั้นล่ะวะไอ้โอบ”
ต้นตาลเด็กหนุ่มอายุ18เองก็เช่นกันตอนนี้เขานั่งไม่ติดเลยเพราะเพื่อนอขงเขากำลังขึ้นชกอยู่ตอนนี้น่ะสิแถมยังดูท่าว่าเพื่อนของเขาจะหมดแรงเสียแล้วล่ะสิ
“เห้ยย..ไอ้โอบบบ”
ต้นตาลใจกระตุกวาบเมื่อจู่ๆเพื่อนของเขาก็ล้มลงนอนหมดสติบนสังเวียนเสียอย่างนั้นเขาจึงรีบวิ่งขึ้นไปบนสังเวียนอย่างรวดเร็ว
20.00 น.
“ขยันจังเลยนะแกเนี่ย”
อัญญาสาวน้อยลูกคุณหนูหน้ากลมรูปไข่ผมหยิกดัดลอนใบหน้าและหุ่นราวกับตุ๊กตาเดินเข้ามาที่แผงขนมหวานของเพื่อนเธอที่กำลังยืนขายอย่างมาหยุดมือเธออดที่จะชมเพื่อนเธอไม่ได้ว่าอะไรที่ทำแล้วได้เงินเพื่อนเธอทำทุกอย่างจริงๆ
“อ้าว...จะมาก็ไม่บอกมานั่งนี่ก่อนสิ”
น้ำอิงหญิงสาวหน้าหวานตากลมโตผมยาวตรงดำขลับใส่แว่นหนาเตอะอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์พร้อมผ้ากันเปื้อนในลุคแม่ค้าขายขนมหวานเห็นอัญญาเพื่อนเธอเข้ามาทักทายก็รีบชวนมานั่งในร้านก่อนเพราะตั้งแต่เรียนจบมาพวกเธอก็ไม่ค่อยได้เจอกันเลยเนื่องจากเธอเองก็เอาแต่ทำงานตั้งแต่เช้าจนดึกแทบทุกวันไม่มีหยุดเพราะต้องการหาเงินส่งน้องชายเข้าเรียนมหาลัย
น้ำอิงอยู่กับน้องชายของเธอสองคนมานานแล้วตั้งแต่แม่ของเธอเสียตอนนี้ก็สี่ห้าปีแล้วที่เธออยู่กับน้องชายตามลำพังเลิกเรียนก็หางานหาการกันทำตลอดเพื่อเก็บเงินส่งตัวเองเรียนถึงจนตอนนี้น้ำอิงเรียนจบปีสี่แล้วและน้องชายของเธอก็จบม.6แล้วเช่นกัน
น้ำอิงเป็นเด็กที่เรียนเก่งจึงได้ทุนเข้ามหาลัยดังแต่ถึงแม้จะได้ทุนเรียนค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆก็ยังเยอะอยู่ดีทำให้เธอเป็นเด็กที่ทำงานตลอดไม่เคยได้หยุดเที่ยวอย่างคนอื่นเค้าและการที่ได้มาเรียนมหาลัยดังก็ทำให้เธอได้เจอกับอัญญาเพื่อนของเธอที่เป็นคุณหนูไฮโซแต่เลือกที่จะทำตัวโลโซโดยการมาคบกับน้ำอิงและยังไม่ยอมไปเรียนเมืองนอกอย่างที่พี่ชายเธอต้องการอีกต่างหากเพราะเธอไม่ชอบสังคมชั้นสูงที่มีแต่คนใส่หน้ากากเข้าหากันเธอชอบชีวิตที่เรียบง่ายมากกว่าและการมีเพื่อนอย่างน้ำอิงก็ตอบโจทย์เธอมากๆด้วย กลุ่มของพวกเธอที่คบกันตั้งแต่ปีหนึ่งก็จะมีน้ำอิง ผักหวาน และอัญญา น้ำอิงที่เป็นคนซื่อๆเรียกว่าลุคสาวแว่นจอมเฉิ่มก็ว่าได้แต่การเรียนนี่สมองเธอปราดเปรียวว่องไวกว่าคนอื่นเยอะแต่เรื่องทันคนนี่ไม่ต้องพูดถึงโดนเพื่อนๆแกล้งเป็นประจำ ผักหวานก็จะลุคห้าวๆนิดหน่อยพูดน้อยแต่พูดแต่ละคำมีแต่เจ็บๆแสบๆเป็นลูกคุณหนูเช่นกันมีพี่ชายเช่นเดียวกับอัญญาแต่พี่ชายของเธอใจดีกว่าพี่ชายของอัญญาเยอะมากต่างกันราวกับฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ส่วนอัญญาเองก็จะเป็นแกมลูกคุณหนูเอาแต่ใจเล็กน้อยแต่มีเหตุผลพอตัวคนที่เธอจะทำนิสัยเอาแต่ใจได้น้อยที่สุดก็คือพี่ชายของเธอที่ชอบดุเธอลำตัวเหมือนเป็นพ่อเธออยู่ตลอดเวลาแต่บางเรื่องที่เธออ้อนพี่ชายเธอหนักๆพี่ชายของเธอเองก็ตามใจเช่นกันแต่ต้องเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเท่านั้น
“ได้เจอหวานบ้างหรือป่าวแก”
น้ำอิงถามหาผักหวานเพื่อนเธออีกคนที่ช่วงนี้ไม่ได้ติดต่อกันเลยเช่นกัน
“ช่วงนี้ไม่ค่อยนะเห็นว่าอยู่ในช่วงเรียนรู้งานจากพี่ชายของนางก็เลยไม่ค่อยได้ติดต่อมา”
อัญญาเองก็ไม่ได้เจอใครเหมือนกันวันๆอยู่แต่บ้านรอพี่ชายของเธอให้ไปช่วยงานเท่านั้น
“เออแกฉันขอพี่ฉันให้รับแกเข้าทำงานได้แล้วนะ”
อัญญาไม่ลืมที่จะบอกข่าดีกับเพื่อนของเธอเพราะที่เธอมาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ
“จริงหรอแก...ทำไมเค้ายอมง่ายๆล่ะ”
น้ำอิงแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเธอไม่เคยเจอพี่ชายอัญญาก็จริงแต่เธอเองก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ความโหดดุและความน่ากลัวของพี่ชายอัญญามาบ้างไม่คิดว่าเขาจะยอมให้เพื่อนเธอใช้เส้นสายให้รับเธอเข้าทำงาน
“ยอมง่ายกะผีอะไรล่ะ...ฉันแทบจะกราบเช้ากราบเย็นพี่ชายฉันอยู่แล้วแต่ที่พี่ฉันยอมเพราะผลการเรียนของเธอเลยนะ”
คราแรกพี่ชายของเธอก็จะไม่ยอมง่ายๆจนเธอต้องโพทะนาความเก่งของน้ำอิงให้เขาได้ฟังและยังเอาประวัติการเรียนให้ดูพี่ชายเธอถึงยอมได้อีกอย่างเพราะเธอก็ตื๊อเขาอยู่หลายวันด้วยเหมือนกัน
“ขอบใจนะทีหลังถ้ามันลำบากก็ไม่ต้องทำเพื่อฉันขนาดนั้นก็ได้”
น้ำอิงรู้สึกขอบคุณอัญญาอย่างมากที่พูดได้ว่านี่คือการเสี่ยงชีวิตช่วยเธอเลยจริงๆ
“ไม่ได้แกต้องได้ทำงานบริษัทพี่ฉันกับฉันเพราะเงินเดือนดีมากถ้าทำงานดีอีกอย่างถ้าคนอย่างแกไปไกลหูไกลตาฉันมีหวังโดนแกล้งตายกันพอดี”
อัญญาไม่ยอมให้น้ำอิงไปทำงานที่อื่นอยู่แล้วต้องอยู่กับเธอเท่านั้นขนาดพี่ชายของผักหวานจะให้น้ำอิงไปทำงานด้วยเธอยังกันท่าว่าน้ำอิงได้งานแล้วเลยที่เธออยากให้น้ำอิงทำงานด้วยก็เพราะอยากให้เธอมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้นเพราะบริษัทของพี่ชายเธอหากใครทำดีเรื่องเงินเดือนขึ้นเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว
“ขอบใจมากๆนะ”
น้ำอิงไม่มีคำพูดใดๆบอกกับเพื่อนเธอที่ดีไปกว่าคำนี้แล้วเพราะเธอซึ้งน้ำใจจนไม่รู้จะหาคำไหนมาพูด
“ไม่เป็นไรเรื่องแค่นี้เอง”
อัญญาจับไหล่เพื่อนเธอเบาๆเรื่องที่ช่วยกันได้ก็จะช่วยเพราะพวกเธอก็คือเพื่อนกัน
Rrrr
“ว่าไงต้น....อะไรนะ”
น้ำอิงมือไม้อ่อนเมื่อได้รับข่าวจากต้นตาล
“เกิดอะไรขึ้นแก”
อัญญาถึงกับต้องประคองเพื่อนเธอเอาไว้เพราะจู่ๆเพื่อนเธอก็ตัวอ่อนไปเสียอย่างนั้น
โรงพยาบาลXXX
“โอบเป็นยังไงบ้างต้น”
น้ำอิงวิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลพร้อมอัญญาอย่างหน้าตาตื่น
“ยังไม่ฟื้นเลยครับ”
ต้นตาลก้มหน้างุดเพราะรู้ดีว่ายังไงก็ต้องโดนคาดโทษเป็นแน่เพราะเขาเป็นตัวต้นเรื่องที่หาเรื่องให้เพื่อนของเขาไปชกมวยเพื่อหาเงินจนเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
“ญาติคุณอัฐภาคครับ”
หมอหนุ่มออกมาจากห้องฉุกเฉินเพื่อขอคุยกับญาติคนเจ็บ
“ฉันค่ะ”
“เชิญทางนี้ครับ”
น้ำอิงรีบยกมือและเดินตามหมอเข้าห้องไปทันทีอัญญาและต้นตาลก็เดินตามน้ำอิงไปด้วยเพราะว่าอยากจะรู้อาการของคนที่นอนเจ็บเหมือนกัน
“คนไข้มีเนื้องอกในสมองที่ต้องผาตัดอย่างเร่งด่วนเลยนะครับไม่อย่างนั้นหมอไม่รับประกันว่าจะสามารถยื้อชีวิตของเค้าได้นานแค่ไหน”
หมอหนุ่มพูดตรงไปตรงมาอย่างไม่อ้อมค้อมเพราะตอนนี้รออะไรไม่ได้ทั้งนั้นคนไข้เข้าขั้นวิกฤตและสามารถที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อและยิ่งบาดเจ็บเพิ่มเติมจากการที่ไปต่อยมวยมาด้วยเคสนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่
“หา...แล้วต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไรคะคุณหมอ”
น้ำอิงนั่งมือสั่นเธอไม่อยากจะเชื่อว่าน้องเธอจะเป็นหนักขนาดนี้เพราะน้องชายเธอไม่ได้มีอาการอะไรให้เธอเห็นเลยแม้แต่นิดเดียวตอนนี้หากหมอคิดว่าวิธีไหนช่วยชีวิตน้องของเธอได้เธอก็อยากจะให้ทำเลยเรื่องเงินของเธอก็พอจะมีเก็บอยู่บ้างหากค่ารักษาเท่าไรเธอก็พร้อมจ่ายอยู่แล้ว
“คร่าวๆก็ประมาณสองแสนนะครับ”
เรื่องค่ารักษาหมอหนุ่มก็ต้องแจ้งทางญาติตรงๆเพราะเครื่องมือของหมอและยาต่างๆโรงพยาบาลก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกันกับการรักษาคนไข้เคสนี้
“สองแสนหรอคะ”
น้ำอิงพ่นคำพูดมาอย่างแผ่วเบาเงินในบัญชีของเธอตอนนี้มีเพียงแค่ห้าหมื่นเองอีกแสนห้าเธอจะไปหาที่ไหนได้ทันตอนนี้หัวสมองของเธอตื้อไปหมด
“ครับ”
“เดี๋ยวฉันจะรีบหามาให้ได้เร็วที่สุดค่ะ”
น้ำอิงคิดว่ายังไงเธอก็จะต้องหาเงินมาให้ได้เร็วที่สุดเพื่อรักษาชีวิตของน้องชายเธอไว้แม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามเพราะถ้าขาดน้องชายเธอไปเธอก็เท่ากับไม่เหลือใครอีกแล้วเรื่องนี้เธอยอมเสียไม่ได้
“พี่บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าพากันไปทำแบบนี้...เมื่อไรจะเชื่อจะฟังกันบ้าง..ฮือๆๆ”
น้ำอิงนั่งกุมขมับปาดน้ำตาอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลในยามค่ำคืนเธอรู้สึกหดหู่หัวใจอย่างมากในตอนนี้พร้อมทั้งหันไปบอกกับต้นตาลว่าเธอเคยบอกแล้วว่าอย่าไปต่อยมวยแบบนี้อีกก็ไม่เคยจะฟังกัน
“ผมขอโทษครับพี่อิง”
ต้นตาลรู้ตัวว่าเขาผิดเขาเองก็ไม่คิดว่าเพื่อนของเขาจะป่วยทั้งที่เพื่อนของเขาไม่เคยแสดงออกว่าตัวเองป่วยเลยสักนิด
“พวกเรานี่มันจริงๆเลยนะ”
อัญญาจำต้องส่ายหัวให้กับต้นตาลเพราะเธอรู้ว่าหัวโจกคนที่คิดจะพาโอบไปก็น่าจะเป็นต้นตาลนี่แหละเค้าเรียกว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตากันจริงๆ
บ้านน้ำอิง
“ฉันมีเงินเก็บอยู่ฉันจะช่วยแกเอง”
อัญญาเสนอว่าเธอจะช่วยน้ำอิงเองเพราะเงินเธอน่ะมีพอที่จะช่วยน้องชายของเพื่อนเธอได้เลยล่ะเพียงแต่ว่าเธอไม่มีอำนาจเบิกเท่านั้นเอง
“พี่ชายแกคงไม่ให้หรอก..แล้วก็เก็บเงินแกไว้เหอะแกช่วยฉันมาเยอะแล้วเรื่องนี้เดี๋ยวฉันหาทางออกเอง”
น้ำอิงรู้ดีว่าหากจะเบิกเงินก้อนใช้อัญญาต้องเบิกผ่าพี่ชายของเธอนั่นมันยิ่งเป็นการรบกวนเพื่อนเธอป่าวๆเพราะนี่มันปัญหาของเธอและไม่อยากให้ใครมองว่าเอะอะอะไรเธอก็หวังจะพึ่งแต่คนอื่น
“เอาน่าโอบมันก็เหมือนน้องชายฉันเหมือนกัน”
..อัญญาอยากช่วยเพื่อนเธอจริงๆเพราะเงินเยอะขนาดเป็นแสนไม่ใช่วันสองวันจะหากันได้
“ถ้าฉันหาทางออกไม่ได้จริงๆฉันจะบอกนะ”
น้ำอิงหันไปบอกเพื่อนเธอด้วยแววตาจริงจังเรื่องนี้เธอขอเป็นคนลองหาด้วยตัวเองก่อนสุดหนทางสุดปัญญาแล้วจริงๆเธอถึงจะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเธอ
“เอางั้นก็ได้..ฉันกลับก่อนนะ..แต่อย่าลืมว่ายังมีฉันอยู่นะอิง”
อัญญายอมใจในความขี้เกรงใจของเพื่อนเธอจริงๆ
หลังจากที่อัญญากลับไปน้ำอิงก็กลับเข้าบ้านที่เป็นเหมือนเพิงเล็กๆของเธอในชุมชนบ้านหลังเล็กของเธอจะพังไม่พังแหล่หลังนี้เธออยู่กับแม่เธอมาตั้งแต่เด็กๆแล้วหญิงสาวล้มตัวนอนร้องให้อย่างไม่มีท่าทีที่จะหยุดเพราะรู้สึกว่าชีวิตของเธอมันช่างมีอะไรมาให้ได้กังวลไม่มีหยุดมีหย่อน
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย..ทำไมๆ..ฮือๆๆๆ”
น้ำอิงนอนกอดหมอนะอื้นให้จนหลบไปด้วยอาการเหนื่อยทั้งกายและเหนื่อยทั้งใจ
วันต่อมา
08.00 น.
“ป้าจันทร์คะพี่อาชน์ไม่ทานข้าวเช้าหรอคะ”
อัญญาลงมารอพี่ชายเธอทานข้าวพักใหญ่แล้วแต่ไม่เห็นว่าพี่ชายเธอจะลงมาทานข้าวเช้าเสียทีจึงต้องถามจันทร์วาดหญิงวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้าแม่บ้าน
“คุณอาชน์บินไปที่เหนือตั้งแต่เมือคืนแล้วค่ะ”
จันทร์วาดหันมาบอกคุณหนูของเธออมยิ้มเล็กน้อยครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่อัศวินนั้นไปไหนไม่บอกกล่าวน้องสาวอีกตามเคย
“อ้าว..อายไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
อัญญานั่งหน้ามุ่ยอยู่ที่โต๊ะอาหารอีกตามเคยวันนี้เธอกะว่าจะคุยเรื่องขอเบิกเงินกับพี่ชายของเธอสักหน่อยเชียวแต่ถ้าหากเป็นแบบนี้เธอจะรอคุยต่อหน้าไม่ได้เธอต้องคุยตอนนี้เลยเพราะเพื่อนเธอจำเป็นต้องใช้เงินถึงแม้ว่าน้ำอิงจะปฏิเสธแต่ยังไงหากเธอเอาเงินไปยื่นให้กับมือแล้วเพื่อนเธอก็ต้องรับความช่วยเหลือเป็นแน่
“...รับสิพี่อาชน์...”
อัญญาต่อสายหาพี่ชายเธอหลายสิบสายก็ไม่เคยจะติดแม้แต่เบอคนสนิทอย่างล็อบซ์ในตอนนี้ก็ติดต่อไม่ได้ไม่รู้ว่าพวกเขาไปอยู่ที่ไหนกันถึงได้ทำตัวลึกลับติดต่อยากขนาดนี้
ตลาดเช้า
ตลาดเช้าในชุมชนตอนนี้คนจอกแจกจอแจจับจ่ายซื้อของกันอย่างเจ้าละหวั่นเป็นเวลาที่ขายดีมากหากใครขายของเวลานี้ติดที่น้ำอิงไม่มีที่ที่นี่ให้เช่าเท่านั้นจึงได้เพียงแต่ขายช่วงเย็นได้อย่างเดียวตลาดสดที่นี่มีของให้ซื้อแทบจะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลเนื้อของสดของแห้งผักปลาผลหมากรากไม้รวมไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ในครัวและเสื้อผ้าคนส่วนมากจึงเลือกมาที่นี่ที่เดียวจบเรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมของทุกอย่างก็ว่าได้
วันนี้เป็นวันที่น้ำอิงจะต้องมาซื้อกับข้าวเองเพราะปกติจะเป็นหน้าที่ของโอบน้องชายของเธอเพราะเธอต้องรีบทำงานบ้านและหาซื้อวัตถุดิบมาทำของขาย
หญิงสาวเดินเลือกซื้อกับข้าวเพียงแค่อย่างสองอย่างเท่านั้นเพราะเธอทานเพียงแค่คนเดียวคงอยู่ได้เป็นวันหญิงสาวเดินเชื่องช้าเหมือนคนไร้วิญญาณและไม่รู้ว่ากับข้าวที่ซื้อไปเธอจะกินมันลงหรือป่าว
“อ้าวอิงวันนี้มาซื้อกับข้าวแทนน้องหรอ”
แม่ค้าแผงผลไม้ที่รู้จักกับทั้งน้ำอิงและโอบตั้งแต่เด็กๆเมื่อเห็นหญิงสาวเธอก็ต้องทักเพราะนานๆทีจะเห็นน้ำอิงมาเดินซื้อกับข้าวเห็นปกติจะเป็นน้องชายของเธอเสียมากกว่า
“...วันนี้โอบไม่สบายนิดหน่อยจ่ะป้า...”
น้ำอิงหลุดจากภวังค์หยุดชะงักการเดินด้วยเสียงของป้าที่ร้านขายผลไม้เธอหันไปตอบคำถามหญิงวัยกลางคนด้วยใบหน้าอมยิ้มเล็กน้อยเพราะไม่อยากแสดงอาการกังวลใจอะไรมากนัก
“หรอ..หายไวๆนะ”
หญิงวัยกลางคนตอบกลับมาเสียงดังอวยพรให้โอบหายไวๆตามประสาคนเคยเห็นกันมานนานแล้ว
“ป้าเอาทุเรียนลูกนึง”
ในขณะที่น้ำอิงกำลังคุยกับป้าขายผลไม้ก็มีผู้หญิงสาวสวยใส่ส้นสูงแต่งตัวดูสง่าสะดุดสายตามาสั่งผลไม้น้ำอิงจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้ชื่อมะลิเป็นพี่สาวข้างบ้านเธอที่แก่กว่าเธอหลายปีอยู่เหมือนกันและก็ไม่ได้อยู่ที่แถวนี้หลายปีแล้วด้วยเธอไม่รู้ว่าหญิงสาวไปทำอะไรมาถึงได้ดูราศีจับขนาดนี้
“หูยแม่คุณนายกลับบ้านมาทีแบรนด์เนมทั้งตัวเลยนะ”
ป้าขายผลไม้เอ่ยหยอกเย้าเล่นกับเด็กแถวบ้านที่ไม่เจอกันนานกลับมาทีก็มีแต่ของแพงๆทั้งตัว
“คนมันล่ำซำนี่นะป้า”
“แหมๆ..จ้าแม่คนรวย”
น้ำอิงยืนมองมะลิด้วยสายตาสงสัยและอยากจะรู้ว่ามะลิทำงานอะไรถึงได้มีเงินเยอะแยะจนประโคมตัวเองด้วยของแพงๆได้ขนาดนี้ถึงเธอจะไม่เคยซื้อเคยจับแต่เธอก็มองออกว่ามันเป็นของแบรนด์แพงๆทั้งนั้นเพราะเธอเคยเห็นทั้งผักหวานและอัญญาเพื่อนเธอใช้เป็นประจำ
“อ้าวอิงไม่เจอกันนานโตขึ้นเยอะเลยนะเรา”
“จ่ะพี่มะลิ..”
น้ำอิงกำลังจะเปิดประตูบ้านแต่ก็ต้องชะงักเพราะได้ยินเสียงใครบางคนข้างบ้านเรียกเธอเอาไว้ซะก่อน
“ว้าย..เรียกพี่แจสมินสิจ้ะพี่มีชื่อใหม่แล้วนะ”
มะลิเดินมาหาน้ำอิงพร้อมบอกให้หญิงสาวเรียกชื่อของเธอใหม่เพราะเธอไม่ได้ใช้ชื่อนี้มานานหลายปีมากแล้ว
“จ่ะพี่แจสมิน”
“เอาผลไม้ไปกิน”
มะลิยื่นถุงผลไม่ให้น้ำอิงแบ่งปันของเล็กๆน้อยๆให้คนอื่นอย่างที่เธอชอบทำเป็นประจำตั้งแต่เด็กๆ
“เอ่อ..ขอบคุณจ่ะพี่”
น้ำอิงรีบยกมือไหว้มะลิและรับถุงผลไม้ของหญิงสาวมาถือไว้ในมือ
“ตอนที่น้าสอางค์เสียพี่ไม่รู้เลยเสียใจด้วยนะ”
มะลิเองก็พึ่งจะรู้ข่าวว่าแม่ของน้ำอิงนั้นเสียไปแล้วสอางค์ก็เปรียบเหมือนญาติผู้ใหญ่ของเธอคนนึงเมื่อเด็กๆมีอะไรก็มาให้เธอกินตลอดเพราะเธออยู่ข้างๆบ้าน
“จ่ะ..พี่แจสมินไม่ได้อยู่ที่นี่หลายปีกลับมาก็ดูอู้ฟู่ได้งานทำดีมากเลยใช่มั้ยจ้ะ”
น้ำอิงตัดสินใจถามมะลิว่าเธอนั้นไปทำงานอะไรถึงได้มีเงินเยอะขนาดซื้อของฟุ่มเฟือยพวกนี้ได้ขนาดนี้
“เอ่อ..พี่จะตอบยังไงดีล่ะ..เงินน่ะมันดีแต่งานที่พี่ทำมันไม่ใช่งานประจำเราก็ต้องขยันรับงานน่ะ”
มะลิสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อโดนถามเรื่องงานแต่เธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะบอก
“ฟรีแลนซ์หรองานอะไรคะอิงอยากทำบ้างตอนนี้อิงต้องหาเงินค่ารักษาน้องชายอิงเป็นแสนเลยพี่แจสมินช่วยหางานให้อิงหน่อยนะจ้ะ”
น้ำอิงเห็นว่ามันไม่ใช่งานประจำแต่ได้เงินดีตอนนี้เธอก็เรียนจบแล้วอยากจะทำบ้างจึงขอร้องให้มะลิช่วยทั้งที่เธอก็ไม่รู้ว่ามันคืองานอะไร
“อิงแน่ใจนะว่าอิงจะทำ”
“ค่ะ”
“งานที่พี่ทำก็คือ..บราๆๆๆ...อิงทำได้ใช่มั้ย”
มะลิเห็นแววตาที่แน่วแน่ของน้ำอิงเธอจึงกระซิบบอกว่างานที่เธอทำมันคืออะไรทำเอาน้ำอิงยืนอ้าปากค้างกลืนน้ำลายไม่ลงคอเลยทีเดียว
“..ค่ะ..อิงทำได้ค่ะ”
น้ำอิงถอนหายใจเฮือกใหญ่จนตัดสินใจในเวลาไม่กี่นาทีต่อมาว่าเธอตกลงจะทำขอแค่ได้เงินเร็วๆด้วยตัวเองให้เธอเหนื่อยแค่ไหนหรือจะต้องอายแค่ไหนเธอก็ยอมขอแค่รักษาชีวิตของน้องเธอเอาไว้ได้