“บอกทำไม ใครไปอยากรู้” เธอว่าให้ก่อนจะเดินไปนั่งบนเตียง เหลือบสายตามามองเห็นเขาตามมาก็สะดุ้งรีบลุกหนีในทันที
“ขึ้นมาทำไม”
“วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน จะเข้านอนแล้วไง หรือมะลิจะทำอะไรกันก่อน”
“บ้า! ลามก” เธอเหวใส่ทันทีหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู” คนขี้อายแต่สุดแสนจะรักเมียยกมือขึ้นลูบท้ายทอยไปมาในทันที
“จะทำอะไร” เขาขยับผ้าห่มทำท่าจะขึ้นนอนเธอก็รีบเหวใส่อีกรอบ
“จะนอนแล้วครับ มะลิไม่นอนเหรอ” เขาเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย
“นอนสิ ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง” เธอโกหกคำโต เหนื่อยจริงแต่ไม่รู้สึกง่วงสักนิด กลัวเขาทำมิดีมิร้ายเสียมากกว่า
“แล้วนั่นจะไปไหนครับ” เข้มเอ่ยถามขณะที่เธอเดินไปอีกมุมหนึ่งของห้อง
“มะลิจะนอนตรงนี้” เธอชี้ไปตรงพื้นเย็นๆ ตรงหน้า
“นอนตรงนั้นหนาวนะครับ” เข้มพูดอย่างกังวล มองคนที่กำลังหวั่นเกรงเขาถอยหนีไปจนชิดผนังก็ถอนใจพรืด
“มะลิมานอนบนเตียงก็ได้ครับ เดี๋ยวพี่นอนที่พื้นเอง” เขาพูดแบบนั้นก็เดินไปหยิบฟูกนอนในตู้มาปูบนพื้นหน้าตาเฉย เธอมองอย่างหวาดระแวง ก่อนจะประหลาดใจ
“นอนเถอะ ดึกแล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นใส่บาตรอีก” หลังจากสวดมนตร์เสร็จเขาก็ดึงผ้าห่มมาห่มจนถึงคอ คนที่ได้แต่ยืนงงคือมะลิ เธอเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างมึนๆ ดึกดื่นเขาคงไม่ลุกขึ้นมาปล้ำเธอหรอกนะ
“พรุ่งนี้...”
“จะทำอะไร อย่าเข้ามานะไม่งั้นเตะก้านคอจริงๆ ด้วย” คนหวาดระแวงที่ทิ้งตัวลงนอนดีดตัวขึ้นมาก่อนจะยกหมัดขึ้นมาง้างเอาไว้เมื่อเห็นเขาลุกขึ้นมาพูดคำว่าพรุ่งนี้...
“พี่จะบอกว่าพรุ่งนี้พี่จะตื่นมาหุงข้าวทำกับข้าวใส่บาตร มะลิอยากกินอะไรพี่จะทำให้”
“อยากทำอะไรก็ทำสิ” คนขี้ระแวงดึงผ้าห่มมาคลุมจนถึงคอ เห็นเขาทิ้งตัวลงนอนแล้วเธอก็เหล่ตามองอยู่แบบนั้น พอเห็นเขานิ่งเงียบไป เธอจึงชะโงกไปดูก็เห็นเขาหลับไปแล้ว
“หลับจริงไหมนะ” เด็กสาวขยับเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะโบกมือไปมาด้านหน้าเพื่อทดสอบ ร่างสูงเพรียวแข็งแรงขยับเธอก็สะดุ้งดึงมือกลับหลับตาปี๋ ปรากฏว่าเขาหลับไปแล้วจริงๆ แต่แค่พลิกตัว
มะลิคิดว่าตัวเองจะนอนไม่หลับแต่เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะกลิ่นอาหารหอมกรุ่นที่ลอยมาปะทะจมูก เธอปรือตาขึ้นคว้านาฬิกาบนหัวเตียงมาดูปรากฎว่าเป็นเวลาตีห้า
“ใครทำกับข้าวหอมแบบนี้นะ” เสียงเล็กๆ พึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินออกมาจากห้องเพื่อตามหากลิ่น เธอเห็นร่างสูงของสามีกำลังขมักเขม่นกับการทำกับข้าวกับปลาก็ตาโต เมื่อคืนจำได้ว่าก่อนจะนอนหลับไปเขาบอกว่าจะลุกมาทำกับข้าวถวายพระและถามว่าเธออยากกินอะไรด้วย
เขาทำอย่างที่พูดจริงๆ เกิดมาเธอไม่เคยเห็นบิดาลุกมาทำกับข้าวให้กิน มีแต่มารดา เลยรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่เห็นเข้มทำเช่นนั้น
“ตื่นแล้วเหรอ” เขาหันมาพอดีเธอตาโตหลบไม่ทันเลยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินเตร็ดเตร่เข้าไปชะโงกดูอาหารที่เขาทำ
มีผัดเปรี้ยวหวาน ของโปรดเธอนี่นา บังเอิญไปรึเปล่านะ ห่อหมกอะไรนะน่ากินจัง มะลิคิดในใจเมื่อเห็นอาหาร
“ห่อหมกปลาช่อนครับ” เขาเห็นเธอสนใจก็เลยรีบบอก
“ใครอยากรู้ ไม่ได้อยากรู้เสียหน่อย” เธอแกล้งเตร็ดเตร่เดินไปมองกับข้าวอีกหลายอย่าง มีแกงคั่วหอยขมด้วย
อ๊าย... อยากกิน!!!
นั่นก็ไข่เจียวกุ้งฝอย เชอะ! อีตาพี่เข้มรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นของโปรดเรา ถึงกลิ่นจะหอมแต่ก็อาจจะไม่อร่อยก็ได้ แค่หน้าตาดีไปงั้นแหละ
“เดี๋ยวพระเดินมาบิณฑบาตตอนหกโมงเช้า มะลิไปอาบน้ำก่อนสิ” เขาหันมาบอกเธอ มะลิค่อยๆ เขยิบเดินกลับมาอาบน้ำที่ห้อง
เธอนึกชมบ้านช่องของเข้มอยู่มาก เพราะมันสะอาดสะอ้านไม่มีแม้แต่ฝุ่น แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กรุ่นไปทั่วบริเวณสูดดมแล้วทำให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อย
เด็กสาวรีบเข้าห้องอาบน้ำอาบท่าแต่งตัวออกมาก็เห็นเขาอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในชนบทเช่นนี้พระสงฆ์จะมาบิณฑบาตตอนเช้า ดังนั้นรีบลุกมาปรุงอาหารตั้งแต่ย่ำรุ่ง ไม่เช่นนั้นจะไม่ทัน
“มาตักบาตรกันครับ” เข้มเรียกภรรยา มะลิเดินเก้ๆ กังๆ ไปใส่บาตรพร้อมกับเขา เธอเหลือบมองสามี ปกติเธออยู่บ้านไม่ค่อยจะได้ทำบุญใส่บาตรเพราะตื่นมามารดาก็ไปทำไร่ไถนา บิดาก็ไปตั้งวงเหล้าบ้าง ไปทำงานบ้าง การได้ทำบุญเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกดีไม่น้อย
พระให้พรเธอกับเขาก็ยกมือไหว้ เขาจัดการเก็บโต๊ะที่วางข้าวของใส่บาตร เธอจึงช่วยเขาถือขัน เข้มหันมายิ้มให้ภรรยา เธอทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เช่นเดิม ก่อนจะเดินหนีเข้าบ้าน
“กินข้าวเช้ากันนะ” เขาเอ่ยชวนก่อนจะลำเลียงอาหารออกมาวางบนโต๊ะรับประทานอาหารตรงระเบียงบ้าน
บ้านของเข้มเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูงมีระเบียงยื่นออกมาสำหรับนั่งรับประทานอาหารหรือชมวิวเพราะด้านหน้าของระเบียงนั้นเป็นทุ่งนาและคลองเล็กๆ ในหมู่บ้านทำให้ลมพัดเย็นสบาย อากาศดีจนสามารถสูดลมหายใจเข้าปอดได้แรงๆ แบบไม่ต้องกังวลใจ
เขาตักข้าวสวยร้อนๆ ให้เธอเป็นข้าวซ้อมมือที่ทำเอง กลิ่นแกงคั่วหอยขมผสมกับน้ำพริกแมงดา ผักลวกผักสด ไข่เจียวกุ้งฝอย ห่อหมกปลาช่อนและผัดเปรี้ยวหวานทำเอามะลิต้องกลืนน้ำลายด้วยความหิว
ปกติตื่นเช้ามาเธอไม่ค่อยได้กินข้าวปลาอาหารบริบูรณ์เช่นนี้ ตั้งแต่จำความได้บิดามารดาก็ต้องตื่นมาทำงานและเธอก็ต้องหาข้าวหาปลากินเอง กว่าจะได้กินก็สายหรือเที่ยงไปโน่น หรือบางวันมารดาก็ลุกมาทำตอนหัวรุ่ง
“ชิมดูสิ พี่ทำเองทั้งหมดเลยนะ” เขาตักกับข้าวให้เธอ มะลิรู้สึกขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก
“พรุ่งนี้จะตื่นมาช่วยทำก็ได้” เธอพูดขึ้น เขาพูดแบบนั้นคล้ายจะตำหนิว่าเธอนอนกินบ้านกินเมืองไม่ลุกขึ้นมาช่วยทำ
“ถ้าง่วงไม่ต้องก็ได้ ปกติพี่ก็ลุกมาทำเองทุกวันอยู่แล้ว” เขาตอบเสียงทุ้มนุ่มหู ตักกับข้าวใส่จานให้เธอ
“อร่อยไหม” เขาเอ่ยถามเมื่อเธอกัดกุ้งฝอยทอดแล้วทำหน้ามีความสุขเหมือนจะบอกว่ามันอร่อยมากๆ แต่พอเขาเอ่ยถามเช่นนั้นเธอก็แกล้งพูดไปอีกทาง
“ก็พอกินได้” คนบอกว่าพอกินได้กัดกุ้งฝอยทอดกรอบอีก ก่อนจะแอบอมยิ้ม
อร่อยชะมัดเลยแต่เชอะ! ไม่พูดให้ได้ใจหรอก เข้มสังเกตภรรยาเด็กโดยตลอด เธอชอบอาหารของเขาแต่ทำเป็นฟอร์มจัด เขาก็เข้าใจว่าเธอยังไม่อยากแต่งงานในตอนนี้ แต่คนที่รอมานานหลายปีก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ยิ่งโตยิ่งสวยเขากลัวเธอจะตกไปเป็นของคนอื่นเข้าสักวัน เลยต้องจับจองเป็นเจ้าของก่อนที่จะมีใครมาคว้าเอาไปครอบครอง
ถึงตอนนี้เธอจะยังไม่รักไม่ชอบเขา แต่อยู่ๆ กันไปเขาจะทำให้เธอรักเขาให้ได้
เขาจะจีบเมียตัวเองทุกวัน ดูสิว่าจะใจแข็งไปได้สักกี่น้ำ!!!
“ชอบกินผัดเปรี้ยวหวาน” เขาพูดขึ้นลอยๆ คนที่ร้อนตัวรีบปฏิเสธทันควัน
“ก็กินได้ไม่ได้ชอบเสียหน่อย” เธอกัดปากเล็กน้อยเหลือบมองสามี เข้มนั้นเป็นชายหนุ่มร่างสูงเพรียวแข็งแรง กล้ามเนื้อของเขาสมบูรณ์และอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อเพราะทำงานออกแรงอยู่เสมอ มะลิไม่เห็นไขมันส่วนเกินของเขาเลยแม้แต่น้อย ถ้าจะเรียกให้ถูกเขาก็เป็นหนุ่มรูปงามที่สาวๆ หลายคนหมายปอง
“หมายถึงพี่ชอบกินผัดเปรี้ยวหวาน” เขาพูดอีก เธอตาโตเมื่อได้สบตากับเขา
คนพูดไม่ครบประโยค มะลิแอบค่อนขอดในใจ
“แล้วมาบอกมะลิทำไม ไม่เห็นอยากรู้” เด็กสาวว่าให้ เขาไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแต่ตักกับข้าวให้เธออีก
มะลิชิมน้ำพริกแมงดาแล้วต้องตักมากินอีกเพราะอร่อย ไม่เผ็ดจนเกินไป
ผู้ชายอะไรทำกับข้าวอร่อย!!!
ไม่อยากจะยอมรับนักหรอก แต่มันอร่อยจริงๆ จนเธอต้องยอมรับในใจ
เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่เธอรู้สึกว่ารับประทานอาหารเช้าได้อร่อยขนาดนี้ พอเห็นเขายกสำรับกับข้าวไปเก็บเมื่ออิ่มกันเรียบร้อยแล้ว มะลิจึงรีบช่วยเขา แม้จะไม่ได้นึกรักหรือชอบเขาแต่แรกเธอก็ไม่ใช่คนแล้งน้ำใจ
“มะลิช่วยล้างก็แล้วกัน ไม่ได้ตื่นมาทำอาหาร อย่างน้อยก็ได้ช่วยเก็บล้าง” เธออาสาอย่างมีน้ำใจ
“ครับ” เขาตอบรับและยิ้มให้เธอ คนรีบอาสาหันไปล้างจานทันที
“พี่ว่าพี่ช่วยดีกว่า”
“อะ... อุ้ย!” มะลิสะดุ้งเมื่ออ้อมแขนแข็งแรงโอบกอดมาทางด้านหลัง
“พี่เข้มปล่อยเลยนะคะ ไหนบอกว่าจะไม่ทำอะไรไง”
“ไม่ได้ทำอะไร แค่จะช่วยล้างจาน” เขาสอดมือเข้าในอุ้งมือของเธอก่อนจะบีบฟองน้ำจนขึ้นฟองและเริ่มถูจาน คนที่อยู่ในอ้อมแขนตัวสั่นจะดิ้นหนีแต่เขาแรงเยอะกว่า
“ถูแรงๆ หน่อยเดี๋ยวไม่สะอาดนะ” เขากระซิบที่ริมหู สัมผัสได้ว่าคนในอ้อมแขนกำลังตัวสั่นสะท้าน เข้มยิ้มในหน้าเมื่อร่างกายอบอุ่นได้แนบชิดเรือนร่างหอมกรุ่นของเด็กสาว
กลิ่นกายของบุรุษที่ปะทะเข้าจมูกและความร้อนผ่าวอันแสนอบอุ่นทำเอาเธอใจเต้นไม่เป็นส่ำ
เป็นอะไรนี่!!!
มะลิถามตัวเองในใจ พยายามจะตั้งหน้าตั้งตาถูจานให้สะอาดไม่คิดอื่นใด
“ใบนี้พี่ว่าสะอาดแล้วครับ ถูไปสองรอบแล้ว” เขากระซิบที่ริมหูอย่างเอ็นดู เธอตาโตกับประโยคนั้นของเขา รีบหยิบใบอื่นมาถู เขาก็ตามมาร่วมด้วยช่วยกันถู
“พี่เข้ม”
“ครับ”
“ถ้าพี่จะล้าง มะลิจะไปแล้วนะ” เธอพยายามดันตัวเขาออกห่าง แต่เขากักเอาไว้ทั้งตัว
“พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้นสิครับ ใครบอกว่าจะช่วยล้าง” เขาก้มลงไปกระซิบที่ริมหู กลิ่นหอมอ่อนๆ จางๆ ของสาบสาวนั้นทำให้เขาต้องหอมแก้มเธอฟอดใหญ่
“อุ๊ย! พี่เข้มปล่อยเลยนะคะ” มะลิดิ้นแรงขึ้นเมื่อโดนหอมแก้ม เธอปล่อยฟองน้ำก่อนจะย่อตัวลงมุดเข้าใต้รักแร้ของเขาเพื่อหนี เข้มยอมคลายอ้อมแขนปล่อยเธอไปโดยดีไม่ตามติดแล้วหันไปล้างจานต่อ
มะลิวิ่งหนีออกมาหอบหายใจระรัวก่อนจะชะงักฝีเท้าเมื่อเขาไม่ตามมา เธอย่องไปหน้าประตูห้องครัวชะโงกเข้าไปดูเห็นเขากำลังล้างจานอยู่
อ้าว... ไม่ได้วิ่งตามมาหรอกหรือ คนวิ่งหนีสำเร็จหน้า เหวอ ก่อนจะเดินไปนั่งที่ระเบียง ไม่นานเขาก็เดินออกมา เธอหน้าแดงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“พี่จะไปที่นา”
“ไปทำไมคะ”
คนถามหูผึ่งอยากออกไปเที่ยวอยู่พอดี เธอไม่ใช่ผู้หญิงเรียบร้อยอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนกลางวันนอกจากออกไปช่วยมารดาทำงานก็ชอบหนีเที่ยววิ่งเล่นไปทั่วเพราะไม่ชอบอยู่นิ่ง
เข้มยิ้มในหน้า ถ้าชวนไปด้วยกันเมียเด็กของเขาต้องตอบว่าไม่ไปอย่างแน่นอน ก็เลยต้องปรับประโยคคำพูดสักหน่อย
“ไปดูนาครับ เดี๋ยวถึงฤดูหว่านข้าว” พูดจบเขาก็เดินลงเรือนไป คนที่ไม่ถูกชวนรีบตามลงไปในทันที
“ไปด้วย ไปด้วยค่ะ อุ๊ย!” มะลิชะงักเมื่อเธอวิ่งมาจนถึงบันไดขั้นสุดท้ายเขาก็หยุดหันมาประจันหน้า
ใบหน้าของเธอกับเขาห่างกันแค่คืบ ลมหายใจปะทะกันถนัดถนี่ มะลิตาโตมองสามีอย่างตกใจ ในขณะที่จ้องตากันนั้น เธอก็เซถลาไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาแบบไม่ได้ตั้งใจ
“เฮ้ย!” เด็กสาวอุทานเมื่อเธอทำให้เขาล้มไปทางด้านหลัง โดยมีร่างของเธอทาบทับไปบนร่างของเขาด้วย
“เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาเอ่ยถามเสียงทุ้มนุ่มหูอย่างห่วงใย
“มะ... ไม่เป็นอะไรค่ะ มะลิซุ่มซ่ามเอง” เธอรีบตะกายร่างหนี ปัดเนื้อปัดตัวไปมาหน้าแดงขัดเขินอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เธอไม่เคยให้ชายใดแตะเนื้อต้องตัวมาก่อนนั่นเอง
“จะไปก็ตามมาสิ” เสียงเข้มแต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนพูดขึ้น ก่อนจะเดินนำหน้าเธอไปก่อน
เข้มไม่ได้มีท่าทีรุกต้อนลวนลามทำให้หวาดกลัว เธอเลยยอมเดินตามเขาไป คนที่เดินนำมาก่อนยิ้มในหน้า การต้อนเมียรักให้ทำตามที่ต้องการก็ไม่ยากเย็นอะไรนักสำหรับเขา
มะลิเป็นเด็กที่ร่าเริงสดใสและมีความคิดเป็นของตัวเอง เขาเรียนรู้นิสัยนี้จากการรู้จักกันมาหลายปี ถ้าเขาบอกว่าอยากให้ไปทางซ้ายเธอต้องอยากไปทางขวาแน่นอน ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรเขาจะไม่บังคับเธอ นอกจากเรื่องแต่งงานนี่แหละที่มันต้องรีบเพราะสาวน้อยของเขาไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่แต่กลับน่ารักน่ากอด แม้เธอจะไม่สนใจชายใด แต่เขาก็ไม่ไว้ใจอยู่ดีหากไม่เอามาไว้ข้างตัว
“เจ้าดำ วันนี้ไปเที่ยวนากันนะ” เข้มลูบศีรษะของเจ้าควายตัวโตที่ชื่อเจ้าดำไปมาเบาๆ มันกำลังเล็มหน้าอยู่ใกล้ๆ เขียงนา
“พี่เข้มจะขี่เจ้าดำไปหรือคะ” เธอเอ่ยถามท่าทีตื่นเต้น
“ครับ อยากขี่เหรอ”
“ไม่เห็นอยากขี่เสียหน่อย”
“งั้นก็เดินไป”
“ขี่ไปก็ดีเหมือนกันนะ”
นั่นปะไร คนปากกับใจไม่ตรงกัน เข้มตบก้นเจ้าดำเบาๆ ให้มันย่อตัวลงนอนก่อนจะปีนขึ้นไป คนอยากขี่ควายเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ แต่ละล้าละลังไม่รู้จะนั่งตรงไหนดี
“มานั่งตรงนี้ด้านหน้าพี่ พี่จะได้จับเชือกมัน” เขาบอกเธอ
“มะลินั่งด้านหลังก็ได้นะคะ”
“ตามใจ” เขาตามใจเธอไม่ได้ว่าอะไร เธอก็ขึ้นไปนั่งซ้อนด้านหลัง ได้ยินเสียงเขาสั่งให้มันลุก ร่างเล็กเลยโงนเงน
“วะ... ว้าย!” เธอรีบคว้าเอวหนาเอาไว้ กอดซบหน้าอย่างตกใจ มะลิกัดปาดตัวเองเล็กน้อยที่เผลอไปกอดเขา เข้มยิ้มกว้างแต่เด็กสาวไม่มีโอกาสได้เห็น
พอเธอขยับไปด้านหลังนิดหนึ่งเจ้าดำก็เดินลงไปในเขียงนา เสียงร้องว้ายที่ดังขึ้นทำให้เธอต้องกอดเขาแน่นขึ้นไปอีก มะลิเม้มปากหน้าแดงไม่รู้ตัวสักนิดว่าโดนแกล้ง เขาบังคับให้เจ้าดำเดินไปบนที่ลุ่มๆ ดอนๆ เธอจะได้กอดเขาแน่นๆ
คนเจ้าเล่ห์ยิ้มในหน้า แล้วคนที่พยายามไม่ให้นมอวบๆ เบียดแผ่นหลังแกร่งก็หน้าแดงแล้วหน้าแดงอีก
“ขากลับมะลิจะนั่งหน้า”
พอลงจากหลังควายเธอก็รีบบอกเขาในทันที เบื้องหน้าคือผืนนาผืนใหญ่ของเข้ม เขามีที่ดินมากเพราะบิดามารดานั้นขยันแต่หนุ่ม แม้จะมีที่ดินมากแต่อาชีพทำนาในประเทศไทยก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก เธอเคยคิดเล่นๆ ว่าหากไม่มีชาวนาจะเอาข้าวที่ไหนกิน พวกพ่อค้าคนกลางหรือโรงสีไม่ต้องเหนื่อยแค่ชุบมือเปิบกดราคาแล้วก็นอนตีพุงสบาย อยากให้คนพวกนี้สำนึกบ้าง
“ครับ” เข้มรับคำ เขาทอดสายตามองผืนนาไกลสุดลูกหูลูกตาไปจนถึงทิวเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าอันอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งน้ำให้ชาวไร่ชาวนาในหมู่บ้านนี้และหมู่บ้านใกล้เคียง
ชายหนุ่มผินหน้ามามองคนเป็นภรรยา เธอกำลังมองโน่นมองนี่ชมนกชมไม้ไปเรื่อย มะลิยังเด็กนักในความรู้สึกของเขา แต่อายุแค่สิบแปดก็โตเป็นสาวสวยสะพรั่งน่าพิศมอง ผิวของเธอขาวผ่องเป็นยองใย ใบหน้ากลมหวาน ตาโต คิ้วเรียวสวย ปากนิดจมูกหน่อยทำให้เธอแลน่าเอ็นดูทุกครั้งที่ทอดสายตามอง
เข้มเผลอยิ้มทุกครั้งที่ได้พิศมองใบหน้านวลใส รูปร่างของเธออรชรอ้อนแอ้นสัดส่วนยวนตา
“พี่เข้มมองอะไร”
“เปล่าครับ”
“ก็เห็นว่ามองมะลิอยู่”
“ครับ” เขารับคำเธอก็เดินตามมาดักหน้าเขา
“มองทำไม”
“อยากรู้จริงๆ เหรอ” เขายื่นหน้าเข้าหา เธอถอยหนีเม้มปากเล็กน้อย
“ไม่อยากรู้แล้ว” เด็กสาวรีบปฏิเสธจนลิ้นพันกัน เขาทำให้เธอสูญเสียความมั่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“มองคนน่ารัก” เขาพูดลอยๆ ก่อนจะเดินไปที่เขียงนาอีกด้าน คนฟังตาโตก่อนจะหน้าแดง เธอละล้าละลังก่อนจะเดินตามเขาไป
“ไม่ต้องมาปากหวาน มะลิไม่เชื่อผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น” เธออยากเอาชนะก็เลยเดินตามมาพูดใส่แผ่นหลังของเขา
“จุ๊!” เขาหันมาทำปากจุ๊ๆ เธอทำหน้างงเขาก็รวบร่างอรชรไปกอดรัดเอาไว้แนบอก
“พี่เข้มทำอะไร ปล่อยนะ อือ...” เธอดิ้นเมื่อเขาจับเธอกดลงไปกับกองฟาง เขารัดเธอไปกับอก ก่อนจะชะโงกหน้าขึ้นไปดู มะลิตาโตเมื่อเห็นว่าเขาแอบมองหนุ่มสาวสองคนกำลังพลอดรักกันใต้ต้นหว้า