บ้านไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่ริมท่าน้ำมาหลายสิบปี ถึงจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลาแต่ยังแข็งแรงและมั่นคงเพราะเจ้าของหมั่นตรวจสอบดูแลอยู่เสมอแต่สองปีที่ผ่านมาสิ่งที่ทรุดโทรมล้ำหน้าสภาพบ้านกลับเป็นผู้อยู่อาศัย
มันเป็นที่พำนักของครอบครัวเล็กๆ คือแพรพรรณ สมคิดและโซ่ทองคล้องใจของทั้งคู่คือเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มชื่อแพรนวล บ้านหลังนี้สองสามีภรรยาช่วยกันหาเงินมาสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงตั้งแต่ตกลงปลงใจอยู่กินด้วยกัน สมัยก่อนค่าที่ค่าทางยังไม่แพงเท่าสมัยนี้เมื่อได้ที่ดินเป็นหลักแหล่งจึงเริ่มสร้างพอบ้านเสร็จแพรพรรณก็ตั้งท้องพอดี
“นังหนูนี่มีบุญจริงๆ เกิดมาก็ได้อยู่บ้านหลังใหญ่” สมคิดคุยกับลูกสาวตีนเท่าฝาหอยพร้อมน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสาย ผ่านมายี่สิบสามปีเขายังจำสัมผัสนั้นได้ถึงแม้วันนี้ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ตาม
“นะคะแม่ หนูขอร้อง” แพรนวลกระซิบกับมารดาเบาๆ เพราะไม่อยากปลุกบิดาที่กำลังหลับสนิท บุตรสาวเพียงคนเดียวชำเลืองมองผู้ให้กำเนิดก็ได้แต่ทดท้อใจที่โชคชะตาช่างโหดร้ายกับท่านเหลือเกิน
“มันอีกไม่ถึงปีเองนะลูก เราหาทางรอดได้แน่ๆ หรือถ้ามันหมดสิ้นหนทางจริงๆ เราขายบ้านหลังนี้ก็ได้”
“ไม่ค่ะแม่ ไม่ขายยังไงบ้านหลังนี้หนูก็ไม่ยอมให้ขายมันคือสมบัติชิ้นเดียวของเรานะคะแม่” แพรนวลคัดค้านเสียงแข็ง ถ้าพ่อแม่ต้องขายบ้านเพื่อแลกกระดาษแผ่นเดียวเธอไม่มีวันยอมแน่นอน
“นะคะแม่ ให้หนูดรอปเรียนไว้ก่อน เรียนตอนนี้หนูก็ไม่มีสมาธิให้หนูออกมาทำงานหาเงินดีกว่าเรื่องเรียนมันไม่มีวันสายกลับไปเรียนเมื่อไหร่ก็ได้แต่พ่อหนูไม่รู้เลยว่าจะได้ดูแลท่านไปอีกกี่ปี ถ้าท่านเป็นอะไรขึ้นมาในระหว่างที่หนูไปนั่งทื่อๆ อยู่ในชั้นทั้งที่รู้ว่าทำอะไรได้มากกว่านั้นหนูต้องเสียใจไปจนวันตายแน่ๆ”
“แม่ก็รู้ว่าหนูไม่เคยใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา บ้านเรากำลังลำบากนะคะหนูอยากให้แม่ทุ่มเทดูแลพ่อให้เต็มที่ส่วนเรื่องเงินหนูจะดูแลเอง”
“แล้วหนูจะหายังไงแพร วุฒิก็แค่มัธยมปลาย”
“งานพาร์ทไทม์เยอะแยะไปจ้ะแม่ หนูทำได้สบายมากทำสักสองสามที่”
“สองสามที่เลยเหรอ”
“จ้ะ เราจะได้มีเงินเอาไว้รักษาพ่อ”
“ถ้าแพรคิดว่าทำไหวและตัดสินใจมาดีแล้ว แม่ก็จะไม่คัดค้าน”
“หนูคิดดีแล้วค่ะแม่ ให้หนูได้ตอบแทนพระคุณพ่อกับแม่บ้างนะคะหนูสัญญาว่าถ้าทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางหนูจะกลับไปเรียนแน่นอน”
“ขอบใจนะลูก” แพรพรรณลูบผมลูกสาวด้วยความรักใคร่ แต่เล็กจนโตลูกสาวเพียงคนเดียวไม่เคยทำเรื่องร้อนใจให้สักครั้ง แพรนวลเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทและเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี
“เมื่อเช้าพ่อกินข้าวเยอะไหมจ๊ะ” แพรนวลเช็ดน้ำตาแล้วเอ่ยถามมารดา ตอนเข้าปีหนึ่งครอบครัวของเธอประสบเคราะห์ร้ายครั้งใหญ่เพราะแม่ไปเซ็นค้ำประกันให้คนแถวบ้านตอนเข้าทำงาน โชคร้ายก็คือผู้ชายคนนั้นยักยอกเงินไปเกือบล้านและคนเซ็นค้ำประกันต้องเป็นผู้จ่ายคืน พ่อกับแม่ไปตามหาที่บ้านก็ไม่เจอแม้แต่เงา
ผ่านมาจะสามปีแล้วที่บ้านของเธอต้องหาเงินใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อแล้วเคราะห์ร้ายครั้งที่สองก็เข้ามาซ้ำเติมอีกระลอก พ่อของเธอโดนรถชนเสียขาไปหนึ่งข้าง พอเสาหลักของบ้านล้มลงทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่าแม่จึงตัดสินใจกู้เงินนอกระบบมาหนึ่งก้อนเพื่อแก้ปัญหาเบื้องต้นโดยไม่ให้พ่อรู้และตอนนี้ดอกเบี้ยของเงินก้อนนั้นกับเงินค้ำประกันที่ต้องส่งทุกเดือนกำลังจะถึงทางตัน เธอจึงตัดสินใจดรอปเรียนไว้ก่อนเพื่อออกมาหาเงิน
“ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ลูก”
“หนูสัญญาว่าจะทำให้พ่อกับแม่สบายขึ้น” แพรนวลให้คำมั่น
“แม่รู้ว่านหนูทำได้ กินอะไรมารึยังลูก”
“ยังเลยค่ะ หนูไปหาเองก็ได้แม่ดูพ่อเถอะจ้ะ”
“ไม่เป็นไร พ่อเพิ่งหลับเขายังไม่ตื่นหรอก” สองแม่ลูกพากันเดินเข้าครัวโดยไม่รู้เลยว่าคนที่นอนทำเพียงแค่หลับตา สมคิดเจ็บปวดใจยิ่งนักที่กลายเป็นภาระให้ลูกกับเมีย คนที่เคยเดินเหินสะดวกสบายกลับต้องมานอนเป็นผักเน่าๆ รอวันตายอย่างไร้ค่า พอเดินไม่ได้เขาก็กลายเป็นคนพิการที่ไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ บริษัทขอให้ออกและให้เงินล่วงหน้ามาสามเดือนที่แค่กะพริบตามันก็หายวับจนหมดสิ้น
“แล้วหนูจะทำงานอะไร”
“ก็งานพาร์ทไทม์ค่ะ” แพรนวลตอบคำเดิม
“งานยังไง” แพรพรรณซักต่อ เธอรู้สึกว่าลูกสาวบอกไม่หมด
“พนักงานแนะนำสินค้าค่ะ”
“ที่ต้องใส่สั้นๆ โชว์เนื้อโชว์หนังแบบนั้นเหรอ”
“ของหนูคงไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ พวกนั้นเขามีชื่อเสียงมากทำงานระดับประเทศ”
“แน่ใจเหรอลูกว่ามันปลอดภัย”
“ปลอดภัยค่ะเพื่อนหนูทำอยู่ หนูคงเป็นแค่พริตตี้อาหารแหละจ้ะแม่เคยเห็นตามห้างสรรพสินค้าไหมจ๊ะที่เขามาแนะนำอาหารหรือขนมใหม่ๆ”
“เคยเห็น ก็ดูน่ารักแต่งตัวมิดชิดดี”
“ใช่จ้ะ เพราะเป็นสถานที่ชุมชนมีเด็กๆ มาใช้บริการแต่งตัวล่อแหลมมากไม่ได้จ้ะ”
“เหนื่อยหน่อยนะลูก” แพรพรรณบอกลูกสาวด้วยเสียงแผ่วเบา ถึงครอบครัวของเธอจะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้าแต่ความรักความผูกพันของพ่อแม่ลูกที่มีให้กันล้นหัวใจมันยิ่งใหญ่และมีค่ากว่าเงินตราเป็นไหนๆ
“ไม่หรอกจ้ะแม่ มันเทียบไม่ได้เลยกับที่พ่อแม่ทำให้หนูมาตั้งแต่เกิดหนูยังเด็กยังมีแรงเหนื่อยก็พักเดี๋ยวก็หาย”
“พ่อเป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
“ก็เหมือนเดิม เอาแต่เหม่อ”
“อย่าโกรธพ่อเลยนะจ๊ะ พ่อยังทำใจไม่ได้”
“อืม แม่รู้แม่ไม่โกรธหรอกแต่อยากให้พ่อเขาทำใจรับสิ่งที่เป็นให้ได้ ของมันเสียไปแล้วยังไงก็ไม่ได้กลับมาก็ไม่ควรไปอาวรณ์ถึงมันอีกอยู่กับสิ่งที่มีเห็นค่าในสิ่งที่เหลือดีกว่า”
“ให้เวลาพ่อหน่อยนะจ๊ะ”
“อร่อยไหม ไม่บอกแม่ก่อนว่าจะมาจะได้ทำแกงส้มดอกแคไว้ให้”
“แม่ทำอะไรหนูก็ชอบหมดแหละจ้ะ กับข้าวแม่อร่อยที่สุดในโลกเลย”
“อร่อยก็กินเยอะๆ ทำไมกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนสักที”
“แม่รู้ไหมว่าหุ่นแบบนี้มีแต่คนอิจฉา”
“น่าอิจฉาตรงไหน หุ่นเหมือนคนขาดสารอาหาร แก้มตอบเชียว แขนขาก็เล็กเหมือนจะไม่มีแรง” แพรพรรณไม่เข้าใจค่านิยมความสวยของคนสมัยนี้เอาซะเลย สมัยเธอผู้หญิงสวยคือรูปร่างสมส่วนมีน้ำมีนวลไม่ใช่ผอมแห้งแคระแกร็น
“หนูก็อยากจะอวบกว่านี้นะแต่กินยังไงมันก็เท่าเดิม” แพรนวลว่าแล้วตักอาหารเข้าปากให้เยอะขึ้น
“คิดดีแล้วเหรอแพร” อาจารย์ที่แพรนวลให้ความเคารพถามย้ำเป็นครั้งที่สอง
“ดีแล้วค่ะอาจารย์ ตอนนี้หนูต้องเป็นเสาหลักให้ครอบครัวก่อนค่ะ”
“ถ้าแพรไม่อยากดรอป อาจารย์หาทางช่วยได้นะ” ผู้มีศักดิ์เป็นอาจารย์แนะนำระคนเกลี้ยกล่อม แพรนวลเป็นเด็กเรียบร้อย ผลการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ดีน่าเสียดายมากถ้าต้องทิ้งไปกลางคัน
“หนูขอบคุณมากค่ะในความช่วยเหลือ หนูทราบค่ะว่าอาจารย์ช่วยหนูได้แน่ๆ แต่หนูไม่อยากเอาเปรียบใครทั้งนั้น ตอนนี้เพื่อนๆ ก็ต้องมาจดย่อวิชาต่างๆ ให้หนู รายงานหนูก็ไม่ได้ช่วยทำ ถ้าหนูจะเรียนจบด้วยวิธีแบบนี้หนูก็ไม่ภูมิใจเลยค่ะอาจารย์” แพรนวลอธิบายให้อาจารย์เข้าใจ
“อาจารย์รู้ว่าหนูคงตัดสินใจมาดีแล้วแต่ถ้าขาดเหลืออะไรขอให้นึกถึงอาจารย์เป็นคนแรกนะ”
“ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ หนูจะไม่ลืมพระคุณของอาจารย์เลยค่ะ”
“โชคดีนะลูกแล้วรีบกลับมาเรียนต่อก่อนอาจารย์จะเกษียณนะ”
“แน่นอนค่ะอาจารย์”
เมื่อรับประทานอาหารที่บ้านเรียบร้อย แพรนวลก็เดินทางมาที่มหาวิทยาลัยแล้วตรงไปที่คณะทันทีเพื่อยื่นเรื่องขอระงับการศึกษาเอาไว้ก่อน อาจารย์ที่เธอเคารพรักซักถามอยู่นานเธอจึงอธิบายพร้อมเหตุผลให้ฟังท่านจึงยินยอมในที่สุด ถ้าจะมีใครเสียใจในเหตุการณ์ครั้งนี้แบบรวดร้าวถึงขั้วหัวใจก็ต้องเป็นเธอแน่นอน ทำไมเธอจะไม่อยากเรียนต่อ ทำไมเธอจะไม่อยากเรียนจบพร้อมเพื่อนๆ และออกไปวิ่งไล่ตามความฝัน
แต่ชีวิตครอบครัวของเธอมาถึงทางตันแล้ว พ่อที่เป็นเสาหลักล้มลง แม่ที่เป็นเสารองก็กำลังจะแย่เพราะภาระการเงินรุมเร้ายิ่งมาเพิ่มงานพยาบาลคนป่วยเรื้อรังเข้าไป คนปกติก็พาจะป่วยตามกันไปอีกคนซึ่งสิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ก็คือเงินและเธอเป็นเพียงเรี่ยวแรงเดียวในบ้านหลังนี้ที่ยังมีกำลังเหลืออยู่
เมื่อก่อนบิดาของแพรนวลทำงานเป็นช่างไฟฟ้าที่ตึกแห่งหนึ่งแต่พอประสบอุบัติเหตุบริษัทก็เชิญออก ส่วนมารดาเป็นแม่บ้าน ทำขนมหวาน ร้อยมาลัยแล้วก็รับแก้ไขงานผ้าเล็กๆ น้อยๆ มาตั้งแต่ลูกสาวลืมตาดูโลกเพราะอยากมีเวลาดูแลลูกเพียงคนเดียวให้ดีที่สุด ถ้าไม่ประสบเคราะห์ร้ายครอบครัวฉัตรโกมลก็อยู่ในเกณฑ์ชนชั้นกลางทั่วไป
“คิดดีแล้วเหรอแก” อมราหรืออุ้มเพื่อนสนิทของแพรนวลเอ่ยถามเมื่อเพื่อนเล่าถึงสิ่งที่เพิ่งทำลงไป
“คิดดีแล้ว” แพรนวลตอบพร้อมยิ้มน้อยๆ เพราะตั้งแต่เช้าได้รับคำถามนี้สามรอบแล้ว
“ฉันทำการบ้านทำรายงานให้แกได้นะแพร อย่าดรอปเลย” อุ้มรู้แค่ว่าบิดาของเพื่อนขาขาดและการเงินไม่คล่องตัวเท่าไหร่แต่ก็ไม่คิดว่าเพื่อนจะดรอปเพราะแพรนวลรักการเรียนมาก
“ถ้าเรียนจบด้วยน้ำพักน้ำแรงคนอื่น เราควรภูมิใจเหรออุ้ม”
“ก็ไม่” อมรายอมรับ
“ที่แกทำให้ฉันมาเกือบทั้งปี ฉันก็ไม่รู้จะตอบแทนยังไงแล้วตอนนี้ฉันยังไม่มีปัญญาแต่ฉันสัญญาถ้าวันหนึ่งที่ฉันพร้อมฉันมีมากกว่านี้ฉันจะนึกถึงแกคนแรก”
“แกไม่ต้องตอบแทนอะไรฉันเลย ฮือๆๆ” อมราร้องไห้โฮ เธอไม่เคยอยากได้สิ่งใดกลับมาที่ทำก็เพราะรักและหวังดีกับเพื่อน แพรนวลกับเธอรู้จักกันมาตั้งแต่มัธยมต้นเธอรู้ดีว่าการได้ใส่ชุดครุยคือความฝันของเพื่อน
“ทำยังกับฉันจะตายจากไปไหน” แพรนวลเย้าเพื่อนขี้แย
“บ้า ปากสุนัขจริงแกเนี่ย”
“โอ๋ๆๆ ไม่ร้องนะ เราก็ยังนัดเจอกันได้นะอุ้ม ไม่ต้องเศร้าน้า”
“คิดว่าจะไม่ได้เจอแกทุกวันมันก็เหงานะแพร”
“ฉันก็เหมือนกัน” สองสาวกอดกันแน่นแล้วนึกถึงวันข้างหน้า ข้างอมราไม่มีสิ่งใดให้กังวลมากนักส่วนด้านแพรนวลมีแต่หนทางมืดมนที่รอคอยอยู่ข้างหน้า
“ลองชิมได้นะคะ น้ำส้มผสมเนื้อส้มสูตรใหม่หวานน้อยกว่าสูตรเดิมที่เพิ่มเติมคือเนื้อส้มและความเข้มข้น” แพรนวลท่องสรรพคุณของสินค้าเหมือนนกขุนทองพร้อมกับโปรยยิ้มไปด้วย ส่วนมือก็ยื่นแก้วพลาสติกเล็กๆ ให้ลูกค้าที่เดินผ่าน
วันนี้เป็นการทำงานวันแรกในฐานะผู้แนะนำสินค้าและสินค้าวันนี้คือน้ำส้มผสมเนื้อส้มสูตรใหม่ที่หวานน้อยกว่าสูตรเดิมแต่ให้รสชาติเข้มข้นมากกว่า เธอต้องแจกตัวอย่างให้หมดในขณะที่ลูกค้าชิมก็ต้องพูดเยินยอไปด้วยถ้าลูกค้าคล้อยตามซื้อติดมือกลับบ้านเธอก็จะได้ค่าคอมมิสชั่นเพิ่ม
“ถุย!” นั่นคือคำบรรยายรสชาติแบบสั้นๆ จากแพรนวล
ถ้ายาวๆ ก็คือ เป็นน้ำส้มที่จืดชืดไร้รสชาติสิ้นดี เนื้อส้มก็แหยะๆ เละๆ เหมือนส้มเน่าแถมกลิ่นก็สังเคราะห์จนหาความเป็นธรรมชาติไม่เจอทั้งที่ข้างกล่องเขียนตัวเบ้อเร่อว่าทำจากวัตถุดิบธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์
เธอเพิ่งได้เรียนรู้วันนี้เองว่าโลกของการทำงานและจรรยาบรรณที่ขัดแย้งมันเป็นยังไง ถ้าเมื่อก่อนเธอก็แค่พูดไปตรงๆ ว่าหาความอร่อยไม่เจอแต่ตอนนี้เธอพูดแบบนั้นไม่ได้เพราะถ้าเจ้าของแบรนด์มาได้ยินได้ฟ้องร้องเธอจนหมดตัวแน่ๆ ที่เลือกให้มานำเสนอสินค้าแต่ดันมาดิสเครดิตซะเอง
“แหวะ! ไม่เห็นอร่อยเลย ยังกะน้ำส้มเน่า” หนึ่งในลูกค้าที่รับน้ำส้มไปชิมสบถออกมาดังลั่น แพรนวลคิดในใจว่าเธอก็รู้สึกแบบนั้นแหละ
“ทิชชู่ค่ะ ขอโทษนะคะที่รสชาตินี้อาจไม่ถูกปาก แบรนด์ของเรามีอีกหลากหลายรสชาติให้เลือกดื่มนะคะ” แพรนวลยื่นทิชชู่ให้ลูกค้าด้วยความนอบน้อม
“จะมีอีกกี่รสก็ไม่แดกหรอก คิดว่าแต่งตัวล่อตะเข้แล้วจะช่วยได้รึไงยะ”
“ว๊าย” น้ำส้มที่เหลือติดก้นแก้วถูกสาดมาที่ใบหน้าของแพรนวล หญิงสาวไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้จึงไม่ทันระวังตัวใดๆ
“คุณ ทำแบบนี้มันผิดนะครับ” พนักงานประจำห้างสรรพสินค้าเข้าไปตักเตือน
“กูเป็นลูกค้า จะทำอะไรก็ได้ มึงก็เถอะเห็นสวยๆ หน่อยก็ทำเป็นปกป้อง ผู้ชายก็หน้าม่อเหมือนกันหมด”
“พูดแบบนี้ให้ตำรวจมาเคลียร์ดีกว่า มันเข้าข่ายทำร้ายร่างกายและทำให้อับอายนะครับ”
“พี่คะ อย่าให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลยค่ะ” แพรนวลกระซิบบอกพนักงานชายที่เข้ามาช่วย
“ไปเลยนะ ก่อนผมจะเรียกตำรวจ” ลูกค้าสาวตัวกลมที่มีปมเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตัวเองรีบเดินหนีไปอย่างว่องไว เธอเองก็ทราบดีว่าไม่มีสิทธิ์ไปทำกิริยาต่ำๆ แบบนั้น แต่เมื่อเห็นสายตาของเหล่าคุณผู้ชายที่จ้องมองแม่สาวน้ำส้มนุ่งสั้นด้วยความชื่นชมบูชาก็ทำให้หมั่นไส้จนขาดสติ
“ขอบคุณนะคะ” เธอพึมพำกับชายหนุ่มคนนั้นเบาๆ แล้ว ซับน้ำส้มออกจากใบหน้าถึงจะอยากมุดดินหนีไปให้ไกลขนาดไหนเธอก็ทำไม่ได้เพราะยังไม่หมดเวลางาน ถ้าทิ้งไปกลางคันก็หมายถึงเงินที่จะหายวับไปกับตาและคงโดนใบเตือนเป็นแน่แท้เพราะแค่มาทำงานวันแรกก็สร้างเรื่องซะแล้ว