งานศพของคุณกำพลถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อกลบข่าวที่ไม่ดีทั้งหมดของท่าน แต่เรื่องของท่านก็ขึ้นหน้าฟีดของเพจข่าวดัง ๆ อยู่เกือบสองสามอาทิตย์ และขุดคุ้ยเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาตีแผ่ ธุรกิจที่เคยทำผิดพลาด กับเรื่องที่คด ๆ โกง ๆ ซึ่งล้วนแต่ทำให้ชื่อเสียงของเสี่ยกำพลมัวหมองลงไปอีก แทบจะไม่เห็นด้านดีเอาเสียเลย
โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต คือ เรื่องที่ท่านแพ้คดี ถูกเสี่ยอิทธิพลที่เคยเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิทได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการทำโครงการที่ผิดพลาดและมีเรื่องที่กินนอกกินในทำให้ทางบริษัทของเสี่ยอิทธิพลสูญเงินไปหลายร้อยล้าน และในที่สุด ศาลก็ตัดสินให้คุณกำพลต้องจ่ายเงินให้กับเสี่ยอิทธิพลเป็นจำนวนเงินถึงหนึ่งพันสองร้อยล้านบาท นั่นหมายถึงความว่าคุณกำพลต้องสิ้นเนื้อประดาตัว และล้มละลายกันเลยทีเดียว
“น้าเกลียดมัน ไอ้อิทธิพล มันเป็นคนฆ่าคุณพ่อ มันบังคับและจงใจแกล้งคุณพ่อมาตลอดเวลา ฮือ...” ตลอดเวลา เกตุวดีก็พร่ำพูดแต่เรื่องพวกนี้
เพราะเสี่ยอิทธิพลกดดันทำให้คุณกำพลตัดสินใจฆ่าตัวตาย
“ตอนนี้มันก็ยังไม่หยุดนะ นี่ต๊ะดูหนังสือที่พวกนี้ส่งมาหรือยัง ไอ้นั่นมันยังให้ทนายความส่งมาให้ มันจะให้น้าย้ายออกจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด พวกมันให้เวลาแค่สองเดือน ให้ขนของออกไปให้หมด ต๊ะก็รู้ มันเป็นน้ำพักน้ำแรงของคุณพ่อ แล้วมันเป็นใครมาฮุบไปหมดแบบนี้ มันไม่ยุติธรรมเลยสำหรับคุณพ่อและพวกเรา ฮือ...แล้วน้ากับโตจะอยู่ยังไงล่ะ ต๊ะ หึ... ฮือ...ต๊ะคิดดูสิ ตอนนี้น้าคิดอะไรไม่ออกแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” เกตุวดีปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร ๆ ต่อหน้าเมรุที่เผ่าศพของคุณกำพล สีหน้าแววตาเคร่งเครียดไปหมด ทิ้งร่างลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก และรู้สึกเศร้าเสียใจหนักที่สูญเสียสามีไปอย่างไม่มีวันกลับ
กัมปนาทจ้องสบตากับพ่อในรูปหน้าเมรุนั้น เขากำหมัดในมือเอาไว้แน่น ช่างเป็นอะไรที่ทำให้เขาอดสูใจที่สุด ไม่เคยคิดว่าคุณพ่อที่สง่างามของเขา เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้กับลูกชาย และเป็นคุณพ่อที่เขาเทิดทูนเท่าชีวิต จะมาจบชีวิตของท่านลงไปแบบนี้
“ใครก็ตามที่ทำให้พ่อต้องเจ็บ ผมไม่เอาพวกมันไว้แน่ ๆ พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสมกับที่มันทำกับพ่อครับ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้ม จ้องมองใบหน้าของพ่อด้วยความโศกเศร้า เปลวไฟที่เผาไหม้ร่างของพ่อดับมอดดับลงไป แต่ไฟโกรธแค้นมันกลับลุกโชนเข้ามาสุมอยู่ในอกของกัมปนาทแทนหมดแล้ว กฤตนันท์เดินเข้ามาจับมือของพี่ เขาดึงร่างของน้องชายเข้าหา สองพี่น้องกอดกันแน่น ต่างก็ส่งกำลังใจให้แก่กัน กัมปนาทรู้ว่ากฤตนันท์กำลังขวัญเสียอย่างหนักกับเรื่องของพ่อเช่นเดียวกัน
ที่บ้านของเสี่ยกำพล ในเวลาต่อมา
เกตุวดีนั่งหดหู่ใบหน้าซีดเซียวไร้เครื่องสำอางประทินผิว นางนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง หมดสภาพคุณนายไฮโซอย่างที่เคยเป็น ระยะหลังมานี้เธอฟั่นเฟือน ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ แปลกไปจนกัมปนาทต้องพาไปพบจิตแพทย์
“คุณแม่ครับ กินอะไรสักหน่อยไหม” นางได้แต่ส่ายหน้า
กัมปนาทเพิ่งเดินเข้ามา กฤตนันท์หันหน้าไปมองใบหน้าของพี่ชายด้วยแววตาเศร้า คุณพ่อก็จากไปแล้วคนหนึ่ง คุณแม่ก็มาเป็นแบบนี้อีก ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเคว้งคว้างอย่างไรพิกล กฤตนันท์มองจานข้าวที่แม่ไม่ยอมแตะเลย ก่อนจะเดินออกจากห้องเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว
กัมปนาทรีบเดินตามน้องชายออกไป
“ปล่อยแม่เอาไว้สักพักนะโต ต้องให้เวลาเยียวยา แล้วจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น”
“ผมเกลียดไอ้เสี่ยอิทธิพลและนางลูกสาวของมัน พวกมันทำให้พ่อต้องตาย แล้วตอนนี้ ผลงานที่มันทำ พี่ต๊ะเห็นไหมครับ มันทำให้แม่เป็นแบบนี้ แม่ใกล้เหมือนคนบ้าไปทุกทีแล้ว พี่ต๊ะดูแม่สิครับ แม่ของผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เพราะเรื่องบ้า ๆ นั่นทำให้แม่ต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ผมรู้ว่าแม่รับไม่ได้ ผมก็รับไม่ได้ พวกนั้นทำให้เราเหมือนตายทั้งเป็น”
น้ำตาของกฤตนันท์ไหลริน เขากลั้นเสียงสะอื้น ขบเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่น กัมปนาทส่งมือดึงน้องชายเข้ามากอด หัวใจของเขาก็เจ็บร้าวเหมือนกัน เพราะคุณพ่อไม่น่าจะจากไปแบบนี้ มันอดสูใจยิ่งนัก
กฤตนันท์น้ำตาไหลนองเต็มสองตา เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายที่ได้แต่ลูบหลังปลอบโยน ไร้ซึ่งคำพูดที่จะปลอบขวัญเสียแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของกำพลต้องตกเป็นของนายอิทธิพลตามคำสั่งของศาล กัมปนาทต้องรีบจัดการทุกอย่างในทุกเรื่องที่ทางฝ่ายนั้นยื่นมา ทำให้เขาไม่อาจจะยื้อเอาสมบัติของพ่อเอาไว้ได้แม้แต่ชิ้นเดียว
คนใช้ต่างพากันมาลาออกกับเขาและแยกย้ายกันกลับบ้านนอก มีเพียงป้าสมัยที่อยู่กับเสี่ยกำพลมาตั้งแต่เสี่ยยังเด็ก ๆ และเคยเลี้ยงกัมปนาทมาด้วย ขอติดสอยห้อยตามสองแม่ลูกไปด้วยเพราะนางไม่มีที่ไป และยังเป็นห่วงเกตุวดีและกฤตนันท์
กัมปนาทตัดสินใจพาเกตุวดี กฤตนันท์ รวมทั้งป้าสมัยไปอยู่ที่บ้านไร่ของเขาที่มวกเหล็ก เขารีบจัดการหาที่เรียนให้กับโต หาคนมาช่วยดูแลเกตุวดีเพื่อช่วยป้าสมัยอีกแรงหนึ่งด้วย นับจากนั้น เขาก็แทบหายออกไปจากบ้านไร่
คฤหาสน์จักราวุธ
“คุณพ่อคะ เห็นข่าวที่ลุงกำพลฆ่าตัวตายหรือยังคะ มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า หรือว่าแค่ข่าวลือที่พวกในเน็ตมันเต้าข่าวขึ้นมาคะ” กุหลาบแก้วสีหน้าสลดลง เธอวางมือถือลงไปกับโต๊ะพร้อมกับชี้ให้ท่านดูข่าวที่กำลังปรากฏอยู่ในนั้น
“มันทำตัวของมันเอง” เสี่ยอิทธิพลเลือกใช้คำพูดแบบนี้
ท่านนั่งตาแดงพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ
“คุณพ่อคะ เราไม่ได้ทำเกินไปใช่ไหมคะ” หญิงสาวยังมีคำถามติดอยู่ในใจตั้งแต่ศาลตัดสินให้คดีเป็นที่สิ้นสุด เธอนั่งลงไปข้าง ๆ คุณพ่อที่สีหน้าเคร่งเครียด
“นิ้งก็รู้ว่าหลักฐานมันแน่นหนา ศาลท่านก็เห็นต้องกับเรา เราชนะคดีนะลูก มันเป็นเรื่องของธุรกิจ ไอ้โต๊ะมันโกงเราไป มันก็ต้องยอมรับ มันเป็นเรื่องที่ยอมความกันไม่ได้หรอก อีกอย่าง เรื่องมันผ่านมาแล้ว ทุกอย่างคือ... จบ”
“แล้วเราจะต้องทำยังไงต่อไปคะ เรื่องเรียกร้องจัดการให้ฝ่ายนั้นจ่ายมา หรือบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งของศาล มันน่ายุ่งยากมาก ๆ เหมือนกันนะคะ”
“นิ้งไม่ต้องรออะไรทั้งนั้นลูก เรื่องแบบนี้เรารอไม่ได้ ต้องรีบดำเนินการ และจัดการทุกอย่างให้จบให้เร็วที่สุด พ่อไม่อยากให้คาราคาซังอีกแล้ว เดินหน้าเลยลูก ให้วิษรุจช่วยด้วยอีกแรง”
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำ
เสี่ยอิทธิพลขอตัว บ่นว่าปวดหัว เขาก็คงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เหมือนกันที่เรื่องราวมันจบลงแบบนี้ กำพลฆ่าตัวตายตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนีไปใช้ชีวิตหลังม่านสีดำเสียแล้ว
ใบหน้าของอิทธิพลหม่นเศร้าอย่างเห็นได้ชัด แต่มันเป็นเรื่องที่จะแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว
กุหลาบแก้วมองตามหลังคุณพ่อไป เธอเข้าใจเขาดีที่สุด ท่านคงเสียใจอยู่ไม่น้อย เพราะทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน เธอยกมือถือขึ้นมากดหาใครบางคน
“พี่รุจคะ ว่างไหมคะ นิ้งมีเรื่องงานจะปรึกษา”
“ได้สิครับ เจอกันที่ไหนครับ”
สามเดือนต่อมา
บนเวทีที่งานเลี้ยงประจำปีของบริษัทอิทธิพลอินโนเวชันจำกัด
“ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมยินดีเป็นอย่างมากที่บริษัทของเราเดินหน้ามาไกลได้ถึงเพียงนี้ และที่น่ายินดีเป็นที่สุด คือ ผลประกอบการของบริษัทเป็นไปได้ตามเป้าหมายและมากกว่าที่คาดการเอาไว้ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องขอขอบคุณผู้บริหารทุกท่านและพนักงานทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ทำให้ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นมากเกินความคาดหวัง และสร้างความสำเร็จให้กับองค์กรของเราได้อย่างมากมาย...
มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่ายินดีที่สุดสำหรับพวกเราในไตรมาสที่สองนี้ บริษัทของเราสามารถเรียกร้องสิทธิ์และสะสางปัญหาเก่าเก็บมาได้มากถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยล้านบาท เรื่องนี้จะไม่เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้นมาอย่างแน่นอน หากไม่ได้ลูกสาวของผม ซึ่งเธอเป็นความภาคภูมิใจของผมที่สุด กุหลาบแก้ว จักราวุธ”
คุณอิทธิพลผายมือของเขาไปยังลูกสาวคนสวยที่ลุกขึ้นยืนจากที่นั่งอย่างสง่า เธอหันทั้งตัวไปโค้งคำนับให้กับทุกคนด้วยความนอบน้อม ใบหน้าที่สวยวับฉาบไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี
พนักงานและแขกผู้มีเกียรติต่างพากันปรบมือให้เสียงดังเซ็งแซ่ และมีบางคนถึงกับเอ่ยปากชื่นชมในความสวยสง่าของเธอด้วย
“กุหลาบแก้วลูกสาวของผม เธอเป็นทนายความที่เก่งที่สุด หาตัวจับยาก ในตอนนี้ กุหลาบแก้วและทีมงานทนายความทั้งหมดได้ช่วยกันในเรื่องของเอกสารและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ได้อย่างรอบคอบ จนทำให้บริษัทของเราเรียกร้องความเสียหายที่เคยเกิดกลับคืนมาได้เกือบทั้งหมด ขอเสียงปรบมือดัง ๆ ให้กับทนายความคนเก่งของเราอีกครั้งหนึ่งนะครับ ลูกสาวของผมเองครับ”
เสี่ยอิทธิพลพูดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนเดียวของเขา
วิษรุจ ทนายรุ่นพี่ และเป็นคู่หูของเธอ ลุกขึ้นยืนเคียงข้าง สองคนสบตากันและมีแววยินดีปรีดาอยู่ในแววตาของทั้งคู่
ในอีกมุมหนึ่งของห้อง สายตาที่เต็มไปด้วยความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในหัวอก ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าของสองพ่อลูกด้วยความเกลียดชัง เหมือนจะให้มันฝังแน่นอยู่ในนั้นไม่มีวันจาง
พวกแกจะได้หน้าชื่นตาบานแบบนี้ไปอีกไม่นานหรอก เขาระเบิดความในใจออกมา
“คุณพ่อคะนิ้งขอตัวกลับก่อนนะคะ เห็นคุณพ่อกำลังสนุกอยู่เลย”
เสี่ยอิทธิพลถือแก้วไวน์อยู่ในมือ กำลังทักทายแขกผู้หลักผู้ใหญ่ไปเรื่อย ๆ
“อ้าว... นิ้งจะรีบไปไหนรึลูก”
“คุณพ่อคะ ลืมแล้วหรือคะ พรุ่งนี้หนูต้องไปเที่ยวยุโรปนะคะ” เธอบอกเรื่องตาราง ทริปท่องเที่ยวยุโรปสามเดือนกับท่านล่วงหน้าแล้ว หากทำคดีของเสี่ยกำพลจบ เธอขอเวลาเป็นส่วนตัวและท่านก็อนุญาต
“พ่อไม่ลืมหรอกลูก แล้วหนูจะให้ใครขับรถไปส่ง ฮึ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ไว้เจอกันอีกสามเดือนนะคะคุณพ่อ”
เธอเอ่ยปากลาคุณพ่อตรงนั้น พร้อมกับหอมแก้มของท่านฟอดใหญ่
ท่านได้แต่พยักหน้า ยิ้มปากกว้าง
“เที่ยวให้สนุกนะลูก”
“ค่ะ บ๊ายบายนะคะพ่อ” หญิงสาวโบกมือลา
เสี่ยอิทธิพลส่งยิ้มล่ำลา แล้วเดินกลับเข้าไปพูดคุยกับแขกต่อ
หญิงสาวก้าวขาด้วยความลำบากเพราะกระโปรงที่ยาวกรุยกรายและค่อนข้างแคบ มุ่งหน้าตรงไปยังลิฟต์เพื่อไปยังลานจอดรถที่อยู่ชั้นใต้ดินของโรงแรมแห่งนี้ เธอเดินไปอย่างช้า ๆ ไม่ได้รีบเร่งอะไร ตอนนี้ในหัวก็รู้สึกมึน ๆ นิดหน่อย เพราะดื่มไวน์เข้าไปหลายแก้ว เธอหยุดยืนข้างรถของตัวเอง ใช้มือควานหากุญแจรถออกมาจากกระเป๋าถือใบน้อย ๆ นั้น
ขณะที่กำลังกดเปิดรถ
“อุ๊บ...” มีเสียงอุทานออกมาจากปากของเธอ
ชายในชุดทักซิโด้สีดำมันวับกำลังใช้ผ้าที่มียาสลบโปะไปที่จมูกและปากของกุหลาบแก้วเข้าเต็ม ๆ หญิงสาวส่ายดิ้น แต่ด้วยแรงที่มากกว่ารัดกอดเธอมาจากด้านหลัง ฝ่ามือแข็งแรงที่กดลงมาเต็มน้ำหนัก ทำให้เธอหายใจสูดเอายาสลบนั้นเข้าไปในปอด นัยน์ตาของเธอเบิกกว้างก่อนจะปิดลง แล้วสติของเธอก็ดับวูบลง
ชายผู้นั้นแสยะยิ้มอย่างคนที่มีชัยชนะ เขาเปิดประตูแล้วผลักร่างเล็ก ๆ ของเธอขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ เขาขึ้นประจำที่นั่งแล้วขับรถของเธอออกไปจากลานจอดรถอย่างรวดเร็ว