ตอนที่ 2
หาคนที่เหมาะสมและคู่ควรมาดูแลปกป้องคุ้มครองหลานสุดที่รักของนาง และชายหนุ่มที่นางหมายตาไว้นั่นก็คือ...คมน์ ธรรมภณ
“ย่าถามจริงๆ นะต้นหลิว หนูคิดว่าจะฝากชีวิตไว้กับผู้ชายอย่างตฤณได้แน่หรือ งานการก็ไม่ยอมทำ ดีแต่คอยเกาะหนูและพ่อแม่ นี่ย่าก็ได้ข่าวมาว่าธุรกิจกำลังประสบปัญหาอยู่ไม่ใช่หรือไง” กมลพรรณถามอย่างรู้การเคลื่อนไหวของครอบครัวตฤณทุกอย่าง
นางเคยบอกพรรณธรหลายครั้งแล้วว่าตฤณไม่จริงใจ หวังเพียงปอกลอก เพราะตอนนี้ครอบครัวอีกฝ่ายเข้าขั้นวิกฤต การวางแผนและทำงานที่ผิดพลาด ทำให้ขาดทุนอย่างหนักติดต่อกันมาหลายปี แต่นอกจากหลานสาวจะไม่เชื่อ ยังหาว่านางใส่ความตฤณ เพราะไม่ชอบในตัวอีกฝ่าย
“คุณย่าไปเอาข่าวนี้มาจากไหนกันคะ ธุรกิจของครอบครัวตฤณเป็นไปได้ด้วยดี นี่พ่อของตฤณก็ยังได้ร่วมทุนกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น เปิดตลาดการค้าที่ตะวันออกกลางด้วยนะคะ”
พรรณธรบอกผู้เป็นย่าใบหน้าเปื้อนยิ้ม ครอบครัวคนรักเก่งขนาดนี้ ทำไมคุณย่ายังไม่ชอบ เพราะงานนี้ทำให้ตฤณต้องห่างหายหน้าไปจากเธอเกือบจะครึ่งเดือนแล้ว ชายหนุ่มถูกบิดาบังคับให้เดินทางไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นและอาจต้องเดินทางไปยังประเทศคู่ค้าอีกสองสามประเทศด้วย
กมลพรรณส่ายศีรษะอย่างเหนื่อยหน่ายใจ พรรณธรไม่ใช่ว่าจะโง่เสียหน่อย แต่ทำไมถึงได้หลงในคำพูดหวานหูและการโกหกคำโตที่ตฤณพูดขนาดนี้ก็ไม่รู้
“ย่ารู้เรื่องนี้มาจากไหน หลานไม่ต้องรู้หรอกนะต้นหลิว รู้เพียงแค่ว่าเดือนหน้าหนูจะต้องแต่งงานกับตาคมน์ก็พอ”
“ไม่ค่ะ! ต้นหลิวไม่แต่งงานกับนายคมน์นั่นเด็ดขาด เป็นตายยังไงก็จะไม่ยอม” พรรณธรปฏิเสธเสียงแข็ง ถึงแม้การพูดจาแข็งขืนแบบนี้จะทำให้ผู้เป็นย่ายิ่งเร่งวันเร่งคืนให้มีพิธีแต่งงานเร็วขึ้นแต่เธอก็ยอม
หญิงสาวเดินไปนั่งตรงหน้าผู้เป็นย่า ยื่นมือไปจับแขนเล็กและบีบเบาๆ น้ำเอ่อล้นคลอเบ้าและพยายามขับให้มันไหลออกมาอาบแก้ม
“คุณย่าขา...” พรรณธรยกมือขึ้นซับน้ำตาบนใบหน้า พร้อมเอานิ้วป้ายไปที่ลูกตานิดหน่อย เพื่อให้มันระคายเคือง จะได้ขับน้ำตาออกมาเยอะๆ และจะได้ดูแดงๆ เหมือนเธอกำลังน้อยใจขนาดหนัก
“คุณย่าจะให้ต้นหลิวแต่งงานกับใครก็ไม่รู้จริงๆ หรือคะ คุณย่าไม่รักต้นหลิวแล้วใช่ไหม ถึงได้ผลักไสไล่ให้ไปอยู่ไกลๆ แบบนี้”
กมลพรรณลูบศีรษะหลานสาว “เพราะรัก ย่าถึงต้องทำแบบนี้ หาคนดีๆ สามารถดูแลและเลี้ยงดูต้นหลิวให้สุขสบายทั้งกายและใจ ถ้าไม่รัก ย่าไม่บังคับให้หลานแต่งงานกับคมน์หรอกลูก” รู้ว่าการตัดสินใจของตัวเองคือการบังคับทั้งหลานรักและบังคับคมน์ด้วย แต่นางก็ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว
ถ้าปล่อยให้นานวันไปกว่านี้ เรื่องราวก็จะยิ่งเลวร้ายยิ่ง เพียงแค่นี้พรรณธรก็หายใจเข้าและออกเป็นตฤณไม่ขาด ถ้ายังปล่อยให้คบกันต่อไป ชายหนุ่มขอสิ่งใดพรรณธรจะต้องให้ เงินทองเสียไปยังหาใหม่ได้ แต่ถ้าขอให้แต่งงานด้วย แอบไปทำอะไรหลับหลังกันสองต่อสอง...เพียงแค่คิด ความเป็นห่วงก็จุกอกขึ้นมาในทันที
“ไม่จริง คุณย่าไม่รักต้นหลิวแล้ว ถ้ารักก็ต้องยอมให้ต้นหลิวแต่งงานกับตฤณ แทนที่จะบังคับให้แต่งงานกับใครก็ไม่รู้สิคะ” พรรณธรพูดอย่างงอนๆ ด้วยน้อยใจ ใบหน้านวลบูดบึ้งหงิกงอ ดวงตากลมโตแดงช้ำและมีน้ำตาคลอเบ้า ยกแขนขึ้นสอดไขว้ระหว่างช่วงอก
“หนูจำพี่คมน์ไม่ได้จริงๆ หรือต้นหลิว จำไม่ได้หรือว่าตอนเด็กๆ หนูวิ่งตามพี่เขาทุกวัน ร้องไห้ตามทุกครั้งที่พี่เขาจะกลับบ้าน” กมลพรรณทบทวนความทรงจำให้หลานรัก
ภาพเด็กหญิงร่างเล็กวิ่งตามเด็กหนุ่มร่างสูงเก้งก้างไปไหนต่อไหนพร้อมกับพูดจ๋อยๆ อ้อนขอโน่นขอนี่ บ้างก็สั่ง เมื่อไม่ได้ดังใจก็จะงอนให้ต้องตามง้อกันยกใหญ่ ทำให้ยิ้มเมื่อนึกถึงความน่ารักและสดใสของคนทั้งคู่
พรรณธรยกไหล่ขึ้นพร้อมกับความทรงจำที่แวบเข้ามาในสมอง ภาพเด็กผู้ชายตัวสูงใหญ่ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มระรื่นคอยกลั่นแกล้งทำให้เธอร้องให้อยู่บ่อยครั้งออก ยิ่งทำให้เธอเกลียดคมน์มากขึ้น
“ฮึ! ทำไมต้นหลิวจะจำคนที่ทำให้ตัวเองร้องไห้อยู่บ่อยๆ ไม่ได้ละคะ”
พรรณธรพูดอย่างไม่สนใจ ด้วยพยายามคิดว่าจะทำยังไงถึงจะทำให้ย่าเลิกคิดบังคับให้เธอแต่งงานกับคมน์และได้แต่งงานกับคนรัก
ใบหน้านวลบูดบึ้งขึงเครียด พลางมองไปรอบๆ ห้องที่นั่งอยู่ พร้อมกับถอนหายใจออกมาเป็นระยะ
“คุณย่าก็รู้ว่านายพี่คมน์ก็ไม่ได้รักไม่ได้ชอบต้นหลิว อาจถึงขั้นเกลียดก็ได้ แล้วทำไมคุณย่าถึงยังต้องการให้เราทั้งสองคนแต่งงานกันนักคะ ความจริงต้นหลิวก็ไม่อยากจะพูดหรอกนะคะ แต่หน้าตาอย่างนายพี่คมน์คงจะมีผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลังอยู่เต็ม ถ้าเกิดเขามีแฟนแล้ว เท่ากับว่าต้นหลิวไปแย่งแฟนคนอื่นนะสิคะ” พรรณธรยกเหตุผลให้เพื่อให้การแต่งงานครั้งนี้ล้มเลิก
กมลพรรณยิ้มเย็นๆ ถ้าไม่ได้คุยกับคมน์มาก่อนหน้านี้ละ ก็คงจะคล้อยตามคำพูดหลานสาวได้ไม่ยากเลย “ไม่หรอกต้นหลิว พี่คมน์มัวทำแต่งานจนไม่มีเวลามองผู้หญิงคนไหนเลย จนคุณลุงสิทธิ์กับคุณป้านุชของหนูถึงกับบ่นอุบ เพราะกลัวจะไม่มีหลานให้อุ้ม”
“งั้นอีตานายพี่คมน์ก็คงจะเป็นเกย์แล้วละคะ คุณย่าไม่กลัวว่าจะได้หลานเขยที่ซ่อนคราบหลานสาวไว้เหรอคะ” แวบหนึ่งที่พรรณธรเกิดความเสียดาย ถ้าคมน์จะเป็นอย่างที่เอ่ยถึง เธอสงสารบิดาและมารดาของชายหนุ่มที่มีลูกชายเพียงคนเดียวก็ดันกลายเป็นชายไม่จริงหญิงไม่แท้ไปเสีย แต่ก็มีอะไรบางอย่างมาสะกิดใจอยู่ดีนั่นแหละ...คมน์เป็นหนุ่มทั้งแท่ง
กลมพรรณถึงกับส่ายศีรษะด้วยอิดหนาระอาใจ พรรณธรสรรหาทุกเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องแต่งงาน
“หนูจะคิดยังไงก็ช่างเถอะ เพราะหนูเป็นคนรู้แก่ใจดีว่าพี่เขาเป็นยังไง เอาเป็นว่าหนูเตรียมตัวไว้แล้วกัน เดือนหน้าพี่คมน์จะมาที่นี่ แล้วเราก็จะได้จดทะเบียนสมรสกันเสียให้เรียบร้อย” กมลพรรณพูดเสียงนุ่มนวลแต่กลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับห้องพักไป เพราะไม่อยากถกเถียงเรื่องนี้กับพรรณธรอีกแล้ว นางปวดหัว
“คุณย่า!” พรรณธรร้องเรียกอย่างขัดอกขัดใจ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงแหบพร่าและสั่นเครือ น้ำตาเอ่อล้นคล้อเบ้าด้วยความน้อยใจที่ย่าผลักไสไล่ส่งให้ไปแต่งงานกับคนที่รังแกเธอมาตั้งแต่เด็กเสียได้ ขืนให้แต่งงานไปจริงๆ อีกตานั่นจะต้องหาทางทำร้ายเธอเช้าเที่ยงเย็น ตลอดสามเวลาหลังอาหารแน่นอน แล้วที่สำคัญ...
เธอไม่ใช่สาวน้อยที่จะไม่ประสาเรื่องบนเตียง หุ่นล่ำบึกอย่างกับยักษ์วัดแจ้งแบบนั้น แตะแต่ละครั้ง เธอจะไม่ช้ำตายเสียก่อนหรือไง เพียงแค่คิด กายบอบบางก็สั่นเทาด้วยความกลัว น้ำตาจึงไหลอาบแก้มอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างคนที่ตัดสินใจแน่วแน่ ในเมื่อคุยกันดีๆ แล้วคุณย่าไม่ยอม ถ้าเธอเลือกที่จะทำอะไรไม่ดีลงไป คุณย่าก็จะมาต่อว่าหรือโกรธเคืองในภายหลังไม่ได้
‘เธอจะไม่ยอมแพ้คุณย่ากับอีกตาคมน์มีดนั่นแน่ เดี๋ยวจะต้องคิดหาทางยกเลิกงานแต่งงานบ้าๆ นี่ได้แน่นอน’
พรรณธรเดินวนไปเวียนมาอยู่หลายรอบ แต่สมองของเธอก็ยังไม่ทำงาน คิดจนเริ่มจะมึนศีรษะแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีแผนการเด็ดๆ มาล้มเลิกความคิดของคุณย่าเลย
หญิงสาวยกมือขึ้นนวดบริเวณสันจมูก ก่อนรอยยิ้มจะผุดขึ้นตรงมุมปากอิ่ม ดวงตากลมโตเจิดจ้าเป็นประกาย
ตอนที่ 3
‘ใช่! เธอคิดคนเดียวย่อมไม่ออกแน่ อย่างนี้มันต้องหาตัวช่วย และจะเป็นใครไปไม่ได้นอนจาก...ตฤณ!’
เมื่อคิดได้ พรรณธรก็พุ่งตรงไปที่โต๊ะโทรศัพท์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโซฟาที่นั่งอยู่ หญิงสาวหันรีหันขวางมองไปทั่วๆ บริเวณที่ยืนอยู่ ก่อนยกหูโทรศัพท์ขึ้นและกดหมายเลขของแฟนหนุ่มอย่างรีบเร่ง เพราะกลัวว่าถ้าชักช้าไป คุณย่าหรือคนอื่นๆ ในบ้านอาจจะมาเห็นหรือได้ยินเข้า จะทำให้หนทางหลีกเลี่ยงการแต่งงานในครั้งนี้ถูกขัดขวางได้
พรรณธรเริ่มหงุดหงิดใจ เมื่อปรายสายที่เธอกดลงไปไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตอบกลับมาด้วยประโยคเดิมๆ นั่นคือ...
“ขออภัย ไม่สามารถติดต่อหมายเลขปลายทางได้ในขณะนี้”
ใบหน้านวลบึ้งตึง ‘มัวทำอะไรอยู่นะตฤณ ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ต้นหลิว ไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้ต้นหลิวกำลังร้อนใจ’
พรรณธรบ่นพึมพำ ขบกัดฟันบนปลายเล็บ พลางมองไปทั่วห้องโถงใหญ่ เมื่อรู้สึกเหมือนกับถูกจับตามอง แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใคร
‘หรือว่าเราจะคิดมากไปเอง’
แต่ถึงจะคิดแบบนั้น มันก็ยังเหมือนกับมีอะไรมาสะกิดใจให้สงสัย จึงเหลียวมองไปรอบๆ อย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าห้องส่วนตัวเพื่อโทรหาตฤณใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้เธอไม่โทรหาชายหนุ่มตรงๆ .ใช้วิธีโทรไปฝากข้องความไว้ที่บ้านแทน
พรรณธรเอนตัวลงนอนบนเตียงด้วยรอยยิ้ม เชื่อว่าอีกไม่นานตฤณจะต้องโทรกลับมา แล้วเมื่อนั้นแผนการที่ผุดขึ้นมาในสมองก็จะได้ดำเนินการเสียที เชื่อว่าเมื่อถึงวันนั้น ต่อให้คุณย่าเอาช้างมาฉุด ก็รั้งเธอเอาไว้ไม่ได้
ชายหนุ่มร่างใหญ่เอนตัวอิงเก้าอี้ทำงาน สองมือสอดประสานซ้อนกันวางอยู่หลังศีรษะทุย ดวงตาคมกริบเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไรจุดหมาย แม้ไม่อยากจะคิดหรือนึกถึงการมาของหญิงชราที่เคยให้การช่วยเหลือครอบครัวจนพ้นวิกฤตและเติบโตจนมีวันนี้ได้ หากคำพูดที่ดังก้องเต็มสองหูกลับตอกย้ำว่า...จริง!
“ย่าถามอะไรคมน์ก่อนที่เราจะคุยธุระสำคัญกันได้ไหม” เข้ามาถึง ยังไม่ทันจะได้นั่งเลย กลมพรรณก็ถาม ทำเอาคนที่แปลกใจกับการมาเยือนโดยไม่บอกกล่าวอยู่แล้ว เริ่มสงสัยแกมกังวล
“คุณย่าจะถามอะไรครับ”
“คมน์มีแฟนหรือยังลูก” กมลพรรณถามและรอฟังคำตอบด้วยใจเต้นระทึก ถ้าชายหนุ่มมีแฟนแล้ว แผนการที่วางไว้คงจะต้องมีการปรับเปลี่ยน แต่ถ้าไม่นั่นก็ถือว่าเป็นการดี
“ยังครับ”
สิ้นคำตอบ รอยยิ้มนุ่มๆ เย็นๆ ก็ผุดขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่น พร้อมกับดวงตาเป็นประกายอย่างคนกำลังดีใจ
“ถ้าย่าจะให้คมน์ช่วยอะไรสักหน่อย เราจะช่วยย่าไหม” กลมพรรณถามอย่างคาดหวัง ความต้องการที่บอกไปจะได้รับการตอบรับจากฝ่ายตรงข้าม
“ถ้าผมทำได้ ผมก็จะทำครับคุณย่า” คมน์ตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ นักธุรกิจหนุ่มผู้กุมบังเหียนใหญ่ในเครื่องบริษัทธรรมภณยิ้มให้กับหญิงตรงหน้าที่แม้จะเข้าสู่วัยชราแล้ว แต่รัศมีแห่งอำนาจที่เคยมีไม่เคยจางหายไปเลย แต่ยิ่งจะมีพลังมากขึ้น จนหลายคนที่คิดว่าตัวเองใหญ่คับฟ้ายังต้องหลบให้
“ย่ารู้ว่าคมน์ช่วยได้ ช่วยหน่อยนะลูก ย่าจนปัญญาจริงๆ ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปหาใครแล้ว ก็คงจะมีแต่คมน์เท่านั้นที่ช่วยได้” กมลพรรณพูดรัวเร็ว
“คุณย่าจะให้ผมช่วยเรื่องอะไรละครับ” คมน์ถามด้วยความสงสัย ร้อยวันพันปีกมลพรรณไม่เคยจะเดินทางมาหาเขาด้วยตัวเองเช่นนี้ คงจะมีแต่เขาและครอบครัวเท่านั้นที่แวะเวียนไปเยี่ยมบ้างเป็นครั้งคราว ยามที่ว่างจากงาน แสดงว่าท่านคงจะต้องมีเรื่องทุกข์หนักและร้อนใจเป็นอย่างมากจริงๆ
วันนี้หน้าตาที่เคยสดชื่นแจ่มใส อิ่มเอิบก็ซีดเซียวและเศร้าหมอง นัยน์ตาที่เคยมีแต่ความอบอุ่นและมีความสุขก็ดูเหมือนจะซ่อนแววโศกและหนักอกหนักใจเอาไว้ไม่มิด ถ้าให้เขาเดา เรื่องที่ทำให้กมลพรรณเป็นทุกข์คงจะไม่พ้นเรื่องหลานสาวซึ่งเป็นเจ้าของหัวใจคนทั้งบ้านนั่นเอง
ไม่น่าเชื่อว่าเด็กน่ารักๆ นิสัยดีอย่างพรรณธรจะสร้างความทุกข์ให้กับกมลพรรณได้ถึงเพียงนี้ แต่ก็นั่นแหละหญิงสาวถือตัวว่าเป็นหลานสาวคนเดียว เลยเอาแต่ใจ ช่างเจรจาและออดอ้อน ยามที่ปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อขยับ ก็จะมีเสียงหวานๆ ใสตามมา มีคนรีบกระวีกระวาดทำให้อยู่เสมอๆ แม้กระทั่งเขาเองที่เคยคิดว่าใจแข็งแล้วนะ แต่พอได้ยินคำพูด...
‘พี่คมน์จ๊ะ พี่คมน์จ๋า ต้นหลิวอย่างได้นั่น อยากเล่นนี่ อยากทำอย่างนั้น อยากทำอย่างนี้’
เขาก็จะรีบพาเธอไปทำอย่างต้องการทันที แต่บางครั้งความต้องการของเด็กหญิงร่างเล็ก แก้มยุ้ยเป็นพวง บวกกับผิวขาวผ่องเรียกว่าสะดุดตาสะดุดใจทุกคนที่ได้เห็นให้หันมามองกลับเป็นการทำร้ายตัวเองและเขาเสมอ เรียกได้ว่าเกือบทุกครั้งที่ทำตามความต้องการของพรรณธร จะต้องมีการเจ็บตัวตามติดมา จนบ้างครั้งเธอถึงกับยกมือเท้าสะเอวและต่อว่าเขาฉอดๆ
“พี่คมน์แกล้งต้นหลิวทำไม ไม่รักกันแล้วใช่ไหม...คุณย่าขา ลุงสิทธิ์ขา ป้านุชขา พี่คมน์แกล้งต้นหลิวอีกแล้ว”แล้วเด็กหญิงก็จะร้องไห้ วิ่งไปหาทุกคนพร้อมกับฟ้องเสียงสั่น มือเล็กชี้มายังเขาที่ยืนอึ้ง เพราะไม่คิดว่าแม่ตัวดีจะดัดหลังเสียจนเจ็บ
นอกจากจะถูกพ่อกับแม่ดุด่าว่าพาน้องไปเล่นซนแล้วและยังจะถูกลงโทษด้วยการห้ามเล่นของเล่น หรือไม่ ถ้าหนักมาก ก็จะมีการลงไม้ลงมือกัน ส่วนแม่ตัวดีก็จะยืนทำหน้าเศร้า ดวงตาอมโศก แต่ถ้ามองให้ดี พรรณธรยิ้มเยาะเย้ยเขาต่างหาก
“คมน์ทำแบบนั้นทำไมลูก ไม่รู้หรือว่ามันเป็นอันตราย ถ้าน้องบาดเจ็บขึ้นมา คมน์จะรับผิดชอบได้หรือ”
นั่นคือคำถามที่พ่อกับแม่ถามยามที่แม่ตัวดีฟ้องว่าเขาพาไปเล่นอะไรมา ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นฝ่ายยุแท้ๆ แต่พอไม่ได้ดังใจก็เล่นงานเขากลับหน้าตาเฉยเลย คมน์แอบยิ้มตาเป็นประกาย เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในวันวาน โดยไม่ทันเห็นสายตาหญิงชราที่จับจ้องมองมาอย่างเอ็นดูระคนสมหวังในใจ
“ได้ครับแม่ คมน์จะดูแลน้อง ไม่ยอมให้ใครหรือว่าอะไรมาทำอันตรายน้องได้ครับ” นั่นคือคำสัญญาของเด็กชายที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ใบหน้าคมเปื้อนยิ้ม เมื่อนึกถึงภาพวันเวลาแห่งความสุขที่ติดตรึงตราใจอยู่เสมอ แล้วคำพูดและคำสัญญาแบบเด็กๆ ก็ผุดขึ้นในสมอง
‘พี่คมสัญญานะจ๊ะ จะไม่มีผู้หญิงคนอื่น จะกลับมาเล่นกับต้นหลิวแบบนี้ตลอดไป และจะยอมให้ต้นหลิวขึ้นขี่หลังพี่แบบนี้คนเดียวด้วย...’
ร้อยคำพูดที่เด็กหญิงขอให้เขาสัญญาด้วย ที่เขาก็ทำตามเสมอ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน...เป็นปี สุดท้ายความใกล้ชิดที่มีก็เริ่มห่างหาย ไม่มีจดหมายที่เคยเขียนส่งถึงกัน ไม่มีแม้กระทั่งโทรศัพท์ที่เคยโทรหาและคุยกันเป็นชั่วโมง ก็ขาดหายไปจนแทบจะเหมือนคนไม่เคยรู้จักกัน
“ย่าต้องการให้คมน์แต่งงานกับต้นหลิว...”
“ครับ! คุณย่าว่าอะไรนะครับ” คมน์ถามซ้ำด้วยคิดว่าตัวเองหูฝาดไป
“ย่าต้องการให้คมน์แต่งงานกับต้นหลิว” กมลพรรณย้ำอีกครั้งอย่างหนักแน่น เพื่อยืนยันคำพูดให้คมน์มั่นใจว่าหูไม่ได้ฝาดหรือเพี้ยนไป
“ทำไมครับคุณย่า มันเกิดอะไรขึ้น น้องเป็นอะไรหรือเปล่า” เมื่อเห็นใบหน้าหญิงชราซีดเผือดลงอย่างกะทันหันก็ให้คิดว่าตัวเองได้พูดอะไรเสียดแทงใจกลมพรรณไป
“คุณย่าอย่าเข้าใจผิดนะครับ ที่ถามไปไม่ใช่ว่าจะ...” ชายหนุ่มอ้ำอึ้ง พูดไม่ออก เขายื่นมือไปคว้าแก้วน้ำซึ่งตอนนี้มีไอเย็นลอยแตะข้างแก้วมาดื่มอย่างกระอึกกระอักเหมือนกับคนที่กำลังหิวกระหาย