“เคร้ง” เสียงช้อนร่วงกระแทกลงกับพื้น ผู้ชายหน้าตาใจดีคนนึงปัดมันโดยบังเอิญ
“ขอโทษค่ะ เด็กเพิ่งมาใหม่” หัวหน้ากะที่รับรายการอาหารโต๊ะข้างๆ รีบก้มลงไปเก็บแล้วส่งสายตาขุ่นเขียวมาให้ตัวต้นเรื่องทั้งที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด ลูกค้าคนนั้นพยายามจะอธิบายให้เข้าใจแต่เธอก็เดินหนีไปซะแล้ว
“ขอโทษด้วยนะหนูที่ทำให้โดนเอ็ด” เลโอนาร์ด จิโอวาน่า ชายวัยห้าสิบกว่าปีกล่าวด้วยความรู้สึกผิดจริงๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ” อ้อยตอบกลับด้วยความประหลาดใจเธอไม่คิดว่าชาวต่างชาติคนนี้จะพูดไทยได้คล่องปร๋อขนาดนั้น
“เราสั่งแค่นี้แหละจ้ะและก็ขอโทษอีกทีที่สามีป้าซุ่มซ่าม” เจนีซ จิโอวาน่า ภรรยาของเลโอนาร์ดกล่าวแล้วยิ้มให้เด็กสาวผู้ที่มารับออเดอร์
“คะ ค่ะ” อ้อยเดินกลับไปหลังร้านแบบงงๆ แน่ละว่าเธอประหลาดใจที่ทั้งคู่พูดไทยชัดมากแต่ที่เธอสงสัยมากกว่าก็คือทั้งสองคนดูมีความสุขกับอะไรสักอย่างระหว่างดูเมนูอาหารคุณผู้หญิงจะเงยหน้ามามองเธอเป็นระยะแล้วอมยิ้มส่วนคุณผู้ชายก็เช่นกันและอ้อยรู้สึกว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกับคนทั้งคู่
“อีอ้อย อีซื่อบื้อ” จุ๊บแจงหัวหน้ากะหยิกแขนลูกน้องอย่างแรง
“พี่จุ๊บแจง อ้อยเจ็บนะ”
“ทำอีท่าไหนถึงงั่งไปปัดช้อนลูกค้าตก” จุ๊บแจงยังไม่เลิกกล่าวโทษลูกน้อง
“แล้วพี่จุ๊บแจงเห็นได้ยังไงว่าอ้อยทำตกพี่ยืนหันหลังนะและอ้อยก็ไม่ได้ทำตกคุณผู้ชายเขาบังเอิญไปปัดโดน” อ้อยอธิบายให้หัวหน้าจอมโมโหฟัง
“อ้อ นี่แกเถียงฉันหาว่าฉันปั้นเรื่องหรอ” จุ๊บแจงขึ้นเสียงเมื่อเด็กในครัวมองมาที่เธอกับยัยอ้อย
“ปะ เปล่าค่ะ” อ้อยรีบปฏิเสธ จะยังไงเธอก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“ไปเลยนะ เอาไปเสิร์ฟแล้วอย่าโง่ทำอะไรตกแตกอีก”
“ชาร้อนค่ะ กาแฟร้อนค่ะ” อ้อยวางแก้วเครื่องดื่มให้ลูกค้า
“ขอบใจจ้ะ เอ่อ หนูชื่ออะไรจ๊ะ” เจนีซถามเด็กสาว
“ชื่ออ้อยค่ะ”
“ชื่อเพราะจัง” เลโอนาร์ดจิบกาแฟดำหอมกรุ่นแล้วยิ้มละไม อ้อยสังเกตว่าคุณผู้ชายไม่ได้เติมอะไรลงไปในกาแฟเลยมันคือกาแฟดำล้วนๆ และขมปี๋แบบที่เธอไม่ชอบเลยสักนิด ส่วนคุณผู้หญิงดื่มชาร้อนกลิ่นเปปเปอร์มิ้นท์
“อาหารรอสักครู่นะคะ” อ้อยบอกแล้วขอตัวออกมา
“ไปอ้อยสร้อยอะไรนานสองนานแค่เสิร์ฟกาแฟเนี่ย” จุ๊บแจงยังคงหาเรื่องเอ็ดลูกน้องไม่หยุด เธอหมั่นไส้อีเด็กคนนี้เป็นการส่วนตัวเพราะไม่ว่าใครก็ดูจะรักและเอ็นดูแม่นี่เหลือเกิน
“ขอโทษค่ะ” อ้อยเลือกที่จะเงียบเพราะเถียงไปก็ไม่มีวันชนะ
“เด็กคนนั้นน่ารักดีนะคะเลโอ” เจนีซชวนสามีคุย
“อืม น่ารักและน่าสงสาร” เลโอนาร์ดตอบ เขาเองก็เห็นว่าเธอถูกใส่ความ
“แล้วคุณไปถูกใจอะไรแม่หนูคนนี้หรอเจส” เลโอนาร์ดถามภรรยา
“ไม่รู้สิคะ เห็นแล้วก็ถูกชะตาตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม”
“เหมือนที่ถูกชะตาผมตั้งแต่แรกพบใช่ไหม” เลโอนาร์ดกระซิบถามภรรยาแล้วจูบเธอที่แก้ม
“ใช่ค่ะและเจสเชื่อว่าเราสองคนจะได้เจอแม่หนูคนนี้อีกแน่นอน”
“เฮ้อ หมดวันสักที” อ้อยนั่งยืดแข้งยืดขาอยู่ในโรงอาหารของพนักงาน ในที่สุดหนึ่งวันอันแสนทรหดก็จบลงและเธอก็หิวไส้แทบขาดแต่ก็ไม่มีแรงจะลุกไปซื้ออะไรกิน วันนี้ลูกค้าเยอะมากเธอเดินไปเดินมาแทบไม่ได้หยุดเลย
“อีพี่ จจ. นี่น่าตบให้กลิ้งจริงๆ” เมย์เพื่อนในร้านนั่งลงข้างๆ เธอ
“อือ แล้วกล้าทำไมล่ะ” อ้อยแหย่เพื่อน
“ทำแล้วจะเอาเงินที่ไหนรับประทานละคะ เป็นไงมั่งมีที่ไหนเรียกรึยัง”
“ไม่เลย” อ้อยตอบด้วยความท้อแท้ เธอเรียนจบมาสามเดือนแล้วแต่ยังไม่ได้งานทำเลยทั้งที่สมัครไปตั้งหลายที่แต่ก็เงียบกริบไม่มีบริษัทไหนเรียกสัมภาษณ์สักที
“สู้ๆ แก” เมย์ก็ได้แต่เป็นกำลังใจให้
“กินไรเดี๋ยวฉันซื้อมาให้”
“ข้าวมันไก่กะน้ำแดงแล้วกัน ขอบใจนะ”
“กลางๆ สัปดาห์วันที่ จจ. หยุด แกแลกกะกับฉันได้ไหมเมย์” อ้อยถามระหว่างที่กินข้าว
“ได้สิ” เมย์ตอบตกลงและไม่ต้องถามเลยว่าเพื่อนจะไปไหนได้นอกจากไปสมัครงาน เมื่อทานข้าวเสร็จสองสาวก็แยกย้ายกัน
วิชุดา ศรรุ่งหรืออ้อย เด็กสาวเพิ่งเรียนจบจากรั้วพ่อขุนเธอเป็นลูกคนเดียวและอยู่ตัวคนเดียวมาหลายปี ตอนเด็กๆ เธอก็มีครอบครัวเหมือนกับคนทั่วๆ ไป แม่รักและห่วงใยเธอเสมอส่วนพ่อถึงจะติดเหล้าเมาหยำเปก็ยังมีแก่ใจนึกถึงลูกเมียอยู่แต่พอแม่จากไปด้วยอุบัติเหตุรถชนพ่อก็เสียสูญและกู่ไม่กลับอีกเลย
กว่าเธอจะเรียนจบมาได้ก็ลำบากเลือดตาแทบกระเด็นเพราะต้องทำงานสารพัดเพื่อหาเงินจ่ายค่าหน่วยกิตไหนจะค่าหอ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอยู่ ค่ากินแต่พอจบออกมากลับหางานทำไม่ได้ไม่ว่าจะสมัครไปกี่ที่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับสักแห่ง
“เฮ้อ อ้อยเอ๊ย” เด็กสาวล้มตัวลงนอนบนเตียงเหล็กในห้องแคบๆ ที่เธอต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละสองพันห้าร้อยบาท
“ถ้าแม่ยังอยู่ชีวิตเราคงดีกว่านี้” อ้อยรำพึงในใจ
“ติ๊ดๆๆ” พอนึกถึงแม่พ่อก็โทรมา
“อ้อย โอนเงินให้พ่อสักพันได้ไหม”
“หนูเพิ่งให้ไปเมื่อสามวันก่อนเองนะพ่อ” อ้อยตัดพ้อเงินพันนึงเธอใช้ได้เกือบสิบวัน
“ก็มันหมดแล้ว”
“ไว้พรุ่งนี้แล้วกันวันนี้หนูเลิกงานแล้ว”
“ทำไมเอ็งไม่ใช้แอพว่ะ”
“แอพอะไรล่ะพ่อ หนูยังใช้มือถือจอขาวดำอยู่เลย”
“แล้วบัตรเอทีเอ็มไม่มีรึไง”
“ไม่มี หนูไม่อยากเสียค่าบริการรายปี”
“โอ๊ย เออๆ พรุ่งนี้โอนมาให้ด้วย” บิดาบังเกิดเกล้าฟึดฟัดแล้วก็ตัดสายไป
“เฮ้อ” นี่คือคำติดปากของอ้อย เธอควานหาสมุดบัญชีในกระเป๋าแล้วดูยอดเงิน
“เฮ้อ” และอีกครั้งที่เธอท้อแท้ใจเมื่อรู้ว่าอีกสิบกว่าวันของเดือนเธอต้องกินข้าวกับปลากระป๋องอีกแล้ว
“โอนเงินหนึ่งพันค่ะ” อ้อยแวะธนาคารก่อนจะไปเริ่มงาน
“ไม่สนใจทำบัตรเอทีเอ็มหรอคะมีประกันอุบิตเหตุด้วยนะคะ” พนักงานสาวเสนอขาย
“ไม่ค่ะ ดูเงินในบัญชีสิคะ”
“อะ อ้อ ไว้ถ้าอยากสมัครติดต่อได้ที่นี่เลยนะคะ”
“ค่ะ” อ้อยตอบแบบเซ็งๆ
“โอนไปแล้วนะพ่อ เดือนนี้หนูไม่มีให้แล้วนะ” อ้อยโทรไปบอกบิดา
“ลูกรักของพ่อ ขอบใจนะ” ชาตรีดีใจจนเนื้อเต้น
“พ่อ หนูว่าพ่อไปบำบัดเถอะ”
“บำบัดบำเบิดอะไรเล่า ก็แค่กินสนุกๆ ไปๆ จะไปไหนก็ไป” และอีกครั้งที่บิดาบังเกิดเกล้าตัดสาย
“เฮ้อ” อ้อยถอนหายใจแล้วเหม่อมองไปที่ผู้คนรอบตัว บ้างเดินคนเดียว บ้างมากับคนรัก บ้างก็มากับครอบครัวแต่ทุกคนไม่มีใครหน้าตาอมทุกข์และท้อแท้เหมือนเธอเลยสักคน ทุกๆ คนดูมีความสุขมีความหวังแต่เธอไม่มีอะไรเลย
เข้าเดือนที่สี่แล้วที่อ้อยออกตระเวนหางาน เธอไปสมัครด้วยตัวเองตามบริษัทและส่งประวัติการศึกษาไปตามอีเมลไม่รู้กี่ที่ต่อกี่ที่แต่ทุกอย่างก็ยังเงียบกริบไม่มีแม้แต่บริษัทเดียวที่ติดต่อกลับมาให้เธอเข้าไปสอบสัมภาษณ์และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เธอเดินตะลุยไปตามย่านธุรกิจ เธอไม่ได้เรียกว่าตกงานซะทีเดียวแต่เธอไม่อยากต๊อกต๋อยเป็นเด็กเสิร์ฟแบบนี้ไปตลอดเธออยากทำงานตามสายที่เรียนมานั่นคือด้านโฆษณา
“สวัสดีค่ะ มาสมัครงานค่ะ” อ้อยเดินเข้าไปที่สำนักงานแห่งนึงด้านหน้าติดป้ายว่ารับสมัครครีเอทีฟ
“กรอกใบสมัครเลยค่ะ” อ้อยรับกระดาษมากรอกด้วยความรวดเร็วเพราะเธอกรอกมาไม่รู้กี่ร้อยครั้งแล้ว ชื่อ นามสกุล อายุ วันเกิด ประวัติการศึกษา ความสามารถพิเศษ
“ดิฉันพร้อมเริ่มงานได้ทันทีเลยนะคะ” อ้อยยื่นใบสมัครให้แล้วบอกด้วยความกระตือรือร้น
“ค่ะ ไว้จะติดต่อไปนะคะ” พนักงานรับกระดาษมาโยนเข้าตะกร้าแบบไม่ใส่ใจ แค่นี้อ้อยก็รู้แล้วว่าเธอจะไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากบริษัทนี้
“เฮ้อ อ้อยเอ๊ยแกจะเดินเตะฝุ่นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน” เด็กสาวนั่งพักเหนื่อยที่ป้ายรถเมล์และดูดน้ำเปล่าเย็นเจี๊ยบเพื่อบรรเทาความร้อน
“ว๊าย” เธอเผลอทำเหรียญสิบหล่นพื้นแล้วมันก็กลิ้งไปบนถนน
“เอี๊ยด” รถหรูสีดำเบรกดังลั่นเพราะอยู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนนึงวิ่งทะเล่อทะล่ามากลางถนน
“อยากตายรึไง” คนขับลดกระจกลงมาตะโกนใส่หน้าเธอ แค่แว่บเดียวเธอก็เห็นว่าเขาหล่อเหลาเหมือนนายแบบกลิ่นหอมฟุ้งจากในรถลอยมาเตะจมูกพร้อมกับแอร์เย็นฉ่ำ
“ขะ ขอโทษค่ะ” อ้อยกำเหรียญสิบไว้แน่นเงินแค่สิบบาทมันมีค่ากับเธอมาก คนรวยแบบเขาไม่มีวันเข้าใจหรอก
“บรื๊น” รถคันงามขับออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เด็กสาวเวทนาในชะตากรรมของตัวเองต่อไป
“โอนเงินห้าร้อยค่ะ” เดือนๆ นึง เธอต้องโอนเงินให้พ่อเกือบห้าพัน ถ้ามีเธอก็ไม่เคยอิดออดเพราะยังไงพ่อก็คือพ่อแต่วันนี้เธอให้ได้แค่ห้าร้อยเพราะมีเงินเหลือติดตัวแค่สองพันเท่านั้นและอีกสิบสองวันกว่าเงินเดือนจะออกเมื่อทำธุรกรรมเสร็จเธอก็นั่งจดบันทึกอย่างละเอียดว่าภายในงบหนึ่งพันห้าร้อยบาทเธอจะใช้ทำอะไรบ้าง
“ค่ารถ” เงินสี่ร้อยบาทถูกแยกออกมา เธอไม่ค่อยชอบใช้บริการรถเมล์ฟรีเพราะมันจะแน่นเอี๊ยดทุกครั้งเวลาโดยสารทำให้ตัวมีแต่เหงื่อ พนักงานบริการแบบเธอจะไปทำงานด้วยตัวเหม็นๆ แบบนั้นคงไม่ดีและที่สำคัญสโลแกนของมันก็คือรถเมล์ฟรีวิ่งหนีประชาชนคันที่ว่างมักจะวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ค่าข้าวเช้า” เงินสามร้อยหกสิบบาทถูกแยกไปใส่อีกช่องของกระเป๋า
“เจ็ดร้อยสี่สิบ” อ้อยนับเงินแล้วก็ท้อแท้ใจเงินเจ็ดร้อยกว่าบาทเธอต้องแบ่งใช้ให้พอสำหรับข้าวอีกมื้อและยังไม่รวมกรณีฉุกเฉินที่รถเมล์ร้อนไม่มาเธอก็ต้องขึ้นรถปรับอากาศส่วนแท็กซี่ไม่ต้องฝันเธอไม่เคยขึ้นอยู่แล้วเพราะมันแพงเกินไป
“กินที่ร้านเยอะๆ ไปเลยแล้วกัน” อ้อยบอกตัวเองเพราะเธอได้อาหารหนึ่งมื้อฟรีในวันที่มาทำงาน
เจนีซกับเลโอนาร์ดก็มาทำธุรกรรมการเงินเหมือนกันและทั้งสองเห็นทุกการกระทำของเด็กสาวที่จดบันทึกรายการและนับเงินแยกใส่ไว้ตามช่องกระเป๋าอย่างเรียบร้อย ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่าเงินนั่นคือก้อนสุดท้ายของเดือนนี้แน่นอน
“ทำปากกาตกสิคุณ” เจนีซบอกสามี ทั้งคู่นั่งลงข้างๆ เด็กสาวแต่เธอไม่สนใจเลยเพราะกำลังพะวงกับการนับเงิน
“ขอโทษครับ” เลโอนาร์ดแกล้งทำท่าตกใจเมื่อปากกาเล่มสวยร่วงไปที่พื้นตรงเท้าของเด็กสาวแบบพอดิบพอดี
“นี่ค่ะ อ้าว คุณนั่นเอง” อ้อยหยิบปากกาส่งคืนให้เจ้าของ
“บังเอิญจังเลยนะจ๊ะ” เจนีซส่งยิ้มไปให้เด็กสาว
“ค่ะ” อ้อยฝืนยิ้มกลับไปเธอยังคงกังวลว่าจะอยู่ยังไงให้รอดไปจนถึงสิ้นเดือน เงินที่แยกมาทั้งหมดไม่ได้รวมค่าเดินทางวันที่ออกไปหางานสงสัยว่าเดือนนี้เธอคงต้องหยุดการสมัครงานไปก่อนรอเงินออกแล้วค่อยว่ากันใหม่
“หนูขอตัวก่อนนะคะใกล้เวลาเข้างานแล้ว สวัสดีค่ะ” อ้อยลุกขึ้นยืนแล้วยกมือไหว้ทั้งคู่
“อยากไปดื่มชาไหมครับคุณผู้หญิง” เลโอนาร์ดแกล้งถามภรรยา
“รู้ใจจริงๆ เชียว” สามีภรรยาเดินคล้องแขนกันไป
เลโอนาร์ดกับเจนีซมีลูกชายคนเดียวชื่อว่าลอเรนโซหลายสิบปีก่อนลอเรนโซแต่งงานกับผู้หญิงคนนึงที่ดีพร้อมและมีหลานมาให้ทั้งคู่อุ้มมีชื่อว่าลูเซียโน่ เด็กชายน่ารักและเป็นดั่งเทวดาประจำบ้านปู่กับย่าหลงหลานอย่างไม่มีอะไรมาเทียบได้และแน่นอนว่าพ่อกับแม่ก็รักลูก้าน้อยหมดหัวใจ
แต่ความสุขก็ไม่จีรังวันนึงลอเรนโซกับคาริสม่านำลูก้าน้อยมาฝากปู่กับย่าเพราะทั้งคู่มีงานเลี้ยงช่วงหัวค่ำแต่สองสามีภรรยาหนุ่มสาวก็ไปไม่ถึงงานเพราะประสบอุบัติเหตุซะก่อนตั้งแต่วันนั้นลูก้าน้อยก็เหลือเพียงปู่กับย่า เลโอนาร์ดกับเจนีซใจสลายที่ต้องมาเสียลูกชายและลูกสะใภ้ไป ส่วนลูก้าน้อยร้องไห้จนหมดสติเมื่อปู่กับย่าบอกว่าปาป๊ากับมามี้จะไม่กลับมาอีกแล้ว
“สวัสดีจ้ะ” เจนีซดีใจมากที่หนูอ้อยมารับออเดอร์ เธอกับสามีมาที่ร้านหลายครั้งแล้วแต่ไม่เจอเด็กสาวเลย
“สวัสดีค่ะ รับอะไรดีคะ”
“เราทานข้าวมาแล้ววันนี้ขอแค่เครื่องดื่มแล้วกัน เอาเหมือนเมื่อวันก่อนเลยจ้ะ” เจนีซลองใจว่าเด็กสาวจะจำได้ไหมว่าเธอชอบดื่มอะไร
“ของคุณผู้หญิงชาเปปเปอร์มิ้นท์ส่วนของคุณผู้ชายกาแฟดำ ถูกต้องไหมคะ” อ้อยทวนรายการให้ลูกค้าฟัง
“ถูกต้องจ้ะหนูเก่งจังเลยนะจำเมนูโปรดลูกค้าได้ด้วย”
“ขอบคุณค่ะ รอสักครู่นะคะ” ระหว่างรอเครื่องดื่มเจนีซก็มองเด็กสาวด้วยความชื่นชม เธอขยันคล่องแคล่วและเบิกบานสดใสผิดกับเมื่อสิบนาทีก่อนในธนาคารแบบลิบลับเธอช่างเข้มแข็งและอ่อนโยนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“หนูอ้อยจ๊ะ พอดีว่าฉันสงสัยเรื่องไวน์ในเมนูหนูช่วยเรียกผู้จัดการให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ” เจนีซบอกเมื่อเด็กสาวนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”
“สวัสดีครับคุณผู้หญิง มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” สกล ผู้จัดการร้านเดินโปรยยิ้มมาแต่ไกลทั้งที่ในใจหวั่นว่าจะโดนตำหนิเรื่องอะไรสักอย่าง
“เชิญนั่งครับ” เลโอนาร์ดเชื้อเชิญ เขาไม่รู้ว่าภรรยาคิดจะทำอะไร
“ขอบคุณครับ” สกล ยิ่งเกร็งหนักเข้าไปอีกสงสัยโดนชุดใหญ่แน่
“ฉันพอใจกับอาหารร้านคุณมากค่ะ” เจนีซกล่าวแล้วยิ้มหวานให้
“คะ ครับขอบคุณครับ”
“แต่…” เจนีซเว้นช่องว่างไว้ให้ลุ้น
“แต่อะไรครับคุณผู้หญิง” สกลใจตกไปที่ตาตุ่มอีกครั้ง
“แต่ฉันชอบบริการจากพนักงานของคุณมากกว่า” เธอกล่าวแล้วยิ้มหวานอีกครั้ง
“อ้อ คะ ครับ”
“คุณว่าไหมคะต่อให้อาหารจะอร่อยแค่ไหนถ้าพนักงานบริการไม่ดีมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร”
“จริงครับ”
“พนักงานในร้านนี้ทุกคนมนุษยสัมพันธ์ดีมากค่ะ กิริยาน่ารักสุภาพทุกคน แต่…” สกลใกล้จะหัวใจวายตายอยู่แล้ว
“ยกเว้นสองคนนั้น” เจนีซชี้ไปทางจุ๊บแจงกับอ้อย
“คนนั้น ไม่น่ามาทำงานบริการพูดไม่เพราะและชอบรังแกรุ่นน้อง” เจนีซพูดถึงจุ๊บแจง
“ส่วนคนที่ผมยาวประบ่าเธอน่ารักมาก สุภาพเรียบร้อยแถมจำเมนูโปรดลูกค้าได้ด้วย”
“ขอบคุณมากครับ”
“นี่คือทิปรวมสำหรับทุกคนในร้าน” เจนีซยื่นเงินให้ผู้จัดการร้านสามพันบาท
“ส่วนนี่ของหนูอ้อยคนเดียว ทุกครั้งที่ฉันมาฉันขอแค่หนูอ้อยเท่านั้นคงไม่ลำบากเกินไปนะคะ”
“ด้วยความยินดีครับคุณผู้หญิง”
“ดิฉันขอรบกวนคุณเท่านี้ค่ะ ชาร้านคุณหอมมาก” เจนีซบอกแล้วยกชาหอมกรุ่นขึ้นมาจิบ เลโอนาร์ดได้แต่อมยิ้มให้ภรรยาจอมวางแผน
“ไฮ ลูค” หญิงสาวทรงสะบึมทักทายชายหนุ่มด้วยการจูบแก้ม
“ไฮ ดอนน่า” ลูเซียโน่จูบกลับแบบขอไปที
“ทำไมหน้ายุ่งแบบนั้นคะดาร์ลิ้ง” ดอนน่าเชยคางของพ่อรูปหล่อขึ้นมา
“เมื่อกี้เกือบชนคนตาย อยู่ดีไม่ว่าดีวิ่งมากลางถนนสงสัยกะให้ชนแล้วเรียกร้องค่าเสียหาย” ลูเซียโน่ยังคงสลัดความหงุดหงิดไปจากใจไม่ได้ อะไรดลใจให้ยัยเด็กคนนั้นวิ่งมาตัดหน้ารถถ้าเขาเบรกช้าอีกนิดเดียวยัยเปี๊ยกนั่นแบนเป็นกล้วยทอดแน่
“แล้วมาพาลใส่ดอนน่าแบบนี้หรอ” แม่สาวทรงโตทำหน้างอ
“เปล่าจ้ะ ไหนดูสิถ้าทำแบบนี้จะหายงอนไหม” ท่อนแขนแข็งแกร่งของชายหนุ่มร่างโตฉุดให้ร่างอ้อนแอ้นนั่งบนตัก จมูกโด่งซุกไซ้ไปตามซอกคอเขาได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงแล้วก็พาให้อารมณ์เตลิดเปิดเปิง
“อืม ลูค” จากนั่งหันข้างแม่สาวคนสวยก็เปลี่ยนมานั่งประกบหน้าชายหนุ่มรูปหล่อ เธอหลงใหลทุกสิ่งทุกอย่างของผู้ชายคนนี้ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าคมเข้ม ร่างกายกำยำ เกมรักอันหนักหน่วงและที่สำคัญเงินของเขาก็หนักไม่ต่างกับเกมสวาทไม่ว่าอะไรที่เอ่ยปากขอจะมากองตรงหน้าแทบจะในทันที
“ลูค อย่าสิคะ” เรียวปากสีแดงสดร้องห้ามแต่กลับแอ่นอกสู้กับริมฝีปากร้อนๆ ที่กำลังขบเม้มต่ำลงมาเรื่อยๆ
“ห้ามแล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้” ลูเซียโน่สอดนิ้วเข้าไปในร่องรักอุ่นๆ ที่กลางกายของหญิงสาว
“คนใจร้าย” หญิงสาวทุบไปที่อกคนตัวโตแล้วแสร้งทำเป็นเขินอาย ผู้ชายต่อให้ชอบความเร่าร้อนขนาดไหนแต่ลึกๆ ก็โหยหาความไร้เดียงสาและขวยเขิน เธอเป็นให้เขาได้หมดจะเร่าร้อนหรือไม่ประสาขอให้ได้เงินและสุขสบายแบบนี้ไปตลอดชีวิตเธอทำได้ทุกอย่าง
“วันนี้คุณสวยจังดอนน่า” ปากกระซิบคำหวานส่วนมือยังคงรุกล้ำอยู่ในของสงวนส่วนตัวของหญิงสาวอย่างอ้อยอิ่ง
“แถมเยิ้มสุดๆ” ลูเซียโน่ยิ้มกริ่มกับความเปียกลื่นในหลืบอุ่นๆ
“คนบ้า” อกแกร่งโดนทุบอีกที
เขาใช้เพียงมือเดียวกระตุกตะขอเสื้อในของเธอให้หลุดออกจากกันเสื้อตัวสวยถูกรั้งลงมากองที่เอว ทั้งคู่อยู่ในห้องทำงานของชายหนุ่มเป็นอันรู้กันว่าถ้าเธอเข้ามาในห้องนี้นั่นคือห้ามใครรบกวนเด็ดขาด
“อ๊า ลูค” ดอนน่าเกาะไหล่เขาไว้แน่น นิ้วร้ายกาจยังคงชักเข้าชักออกไม่หยุดส่วนอีกมือก็กอบโกยทรวงงามของเธอ
“หายงอนรึยังคนสวย”
“ยัง”
“โอเคครับผมจะง้อให้หนักกว่าเดิม” ลูเซียโน่รูดซิปกางเกงแล้วคว้าถุงยางจากในลิ้นชักมาใส่ให้อาวุธคู่กาย
“นั่งตรงนี้นะครับ ผมจะได้ง้อถนัด” เขาวางเธอบนโต๊ะทำงานแล้วจับขาเรียวยาวให้ตั้งชันขึ้นมา สะโพกสอบกระแทกเข้าไปที่กลางลำตัวของหญิงสาวเต็มแรง
“อู๊วว ลูค” ดอนน่าครางด้วยความพึงใจ สิ่งที่ใหญ่กว่าเงินก็อาวุธของเขานี่แหละการได้เสพสมกับเขามันทำให้เธอล่องลอยดั่งอยู่บนสรวงสวรรค์ทุกครั้ง ลูคทั้งอึดทั้งทนแถมลีลายังเร้าใจแบบไม่มีใครเทียบได้
“พั่บๆๆๆ” เสียงเนื้อกระแทกกันดังลั่นห้องทำงาน ชายหนุ่มบดขยี้ท่อนเนื้อเข้าใส่หญิงสาวอย่างไม่ปรานีเขาทั้งอัดทั้งควงหมุนวนไปมาเพื่อสร้างความสยิวที่แตกต่างกันส่วนนิ้วก็บดบี้ติ่งเนื้อแดงตรงรอยแยก
“อ๊ะ อู๊ว ลูค” ดอนน่าใกล้จะพ่ายแพ้เต็มที เธอค่อยๆ นอนราบไปบนโต๊ะแล้วปล่อยให้เขากระหน่ำเอวเข้ามา เธอนอนลงเพื่อรอรับจุดสุดยอดที่เขากำลังจะมอบให้
“ลูค” ช่องรักอุ่นๆ ตอดกระตุกเจ้าท่อนเนื้อจนปวดหนึบเขาเร่งสะโพกให้เร็วขึ้น มือขยำขยี้ไปที่ทรวงอกแล้วบี้หัวนมสีแดงของเธอ ดอนน่าเพ้อเรียกชื่อของเขาแล้วร่างบางๆ ก็กระตุกสั่น
“ลูค ดาร์ลิ้งค์” เขาซบหน้าหล่อเหลาไว้บนอกอวบ ลิ้นสากๆ กำลังเลียตวัดยอดอก
“อ๊า ลูค” ดอนน่าตั้งขาเรียวยาวไว้กับโต๊ะอีกครั้ง
“ผมจะเสร็จแล้วดอนน่า” ลูเซียโน่เปลี่ยนจังหวะการตอกอัดให้ช้าลง
“ซ่วบ..ซ่วบ…ซ่วบ” สามครั้งสุดท้ายที่ท่อนเนื้อขนาดใหญ่เสียบเข้าไปจนสุด
“ซี๊ดดด” แล้วลูเซียโน่ก็ปล่อยน้ำขาวข้นจนเต็มถุงยาง สองร่างที่เปลือยกายแบบครึ่งๆ กลางๆ นอนพังพาบกอดกันอยู่บนโต๊ะอีกครู่ใหญ่
“วันนี้ผมไม่เข้าออฟฟิศแล้วนะ” ลูเซียโน่ควงแขนดอนน่าออกมาจากห้องทำงานเขาแวะบอกเลขาแล้วพาคู่ควงออกไปหาอะไรกิน
“อยากทานอะไรครับดอนน่า” ลูเซียโน่ถามหญิงสาวข้างกาย
“ดอนน่าอยากทานอาหารอิตาลี่ค่ะ”
“ได้ตามคำบัญชาครับคุณผู้หญิง” เขาจับมือของเธอมาจูบแล้วออกรถ ทั้งคู่ทานข้าวแล้วก็แน่นอนที่ดอนน่าต้องลากชายหนุ่มเข้าร้านเสื้อผ้า ลูเซียโน่นั่งรอด้วยความเคยชินผู้หญิงทุกคนบนโลกบ้าเครื่องแต่งกายเหมือนกันหมดไม่ว่ากี่คนที่ควงพอผ่านร้านแบบนี้ก็เหมือนโดนแม่เหล็กดูดเข้าไป
“ขอโทษนะคะดาร์ลิ้งค์ คอยนานเลย” ดอนน่าแกล้งทำท่าเสียใจ วันนี้เธอได้มาเกือบสิบชุด
“ไม่เป็นไรครับไว้คืนนี้ไถ่โทษให้ก็พอ” ลูเซียโน่กระซิบที่ข้างหูของเธอ
“ด้วยความยินดีค่ะสุดหล่อ”
ลูเซียโน่ จิโอวาน่า นักธุรกิจหนุ่มรูปงามแต่กำพร้าพ่อแม่เขาเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของปู่กับย่าถึงท่านทั้งสองจะรักและเอ็นดูเขาขนาดไหนแต่มันก็ทดแทนความรักจากบิดามารดาผู้ให้กำเนิดไม่ได้ อาจเป็นเพราะเหตุนี้จึงทำให้ชายหนุ่มโหยหาความรักเหลือเกินแต่น่าเศร้าใจนักที่เขาแยกความรักกับความใคร่ไม่ออก
ชายหนุ่มอายุยี่สิบแปดปีและเป็นเจ้าของคอนโดสูงระฟ้ามูลค่าร้อยล้านปลายๆ ถึงสามแห่ง ยังไม่รวมกับกิจการเล็กๆ น้อยๆ ที่ปู่กับย่าของเขามีอีกจึงไม่แปลกอะไรที่เขาจะเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงต้องการเข้าใกล้และอยากได้ไว้ครอบครอง กับดอนน่าเขาไม่เคยคิดจะหลงหลักปักฐานด้วยและเขาไม่เคยจริงจังกับใคร
ลูเซียโน่พูดชัดเจนว่าความสัมพันธ์ของเธอกับเขาคือคู่ควงเท่านั้นจะไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้นเด็ดขาดแต่ดอนน่าก็พยายามเหลือเกินเขาก็ไม่ได้หนักใจอะไรเพราะสิ่งที่เธอทำก็ไม่ได้เกินเลยจนรับไม่ไหวเธอแค่ชอบแสดงความเป็นเจ้าของออกนอกหน้าไปนิดแต่เมื่อโดนปรามด้วยสายตาอาการหึงหวงก็จะหายไปอย่างรวดเร็วเพราะเธอรู้ว่าแค่เขาไม่พอใจนิดเดียว ความสะดวกสบายต่างๆ ในชีวิตของเธอจะจบลงทันทีนั่นรวมถึงคอนโดหรูย่านสุขุมวิทกับรถคันงามสีแดงเพลิงของเธอด้วยที่จะหายวับไปกับตา